<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว. – ส.อ.ท. นำทัพเอสเอ็มอีไทยจับคู่เจรจาการค้าดันส่งออกจีน อินเดีย และบาห์เรน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 2564 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แม้ว่าในขณะนี้ไทยจะประสบกับการระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงไปมาก อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในต่างประเทศกำลังฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกของไทยที่ขยายตัวมากในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น สสว. จึงได้ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยออกไปเปิดตลาดการค้าในต่างประเทศ โดยได้เริ่มใน 3 ประเทศที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย และบาห์เรน ซึ่ง สสว. และ ส.อ.ท. ได้เชิญบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ของทั้ง 3 ประเทศ ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ผ่านระบบออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ 100 ราย และมีผู้ประกอบการจาก 3 ประเทศ จำนวน 100 ราย สามารถเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยได้ 324 คู่ แบ่งเป็นประเทศจีน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศจีน 15 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 62 คู่ โดยสินค้าที่ฝ่ายจีนให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ อาหารเกษตรแปรรูป อาทิ ผัก-ผลไม้อบแห้ง รวมถึงคุกกี้สอดไส้ผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศอินเดีย มีผู้ประกอบการไทย 40 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศอินเดีย 60 บริษัทจับคู่เจรจาได้ 168 คู่ สินค้าที่ผู้นำเข้าอินเดียให้ความสนใจ ได้แก่ อาหารแปรรูปจากพืช อาหารทานเล่นจากผักและไม้ รวมถึงไปของใช้ของตกแต่งภายในบ้าน และประเทศบาห์เรน มีผู้ประกอบการไทย 30 บริษัท เจรจากับผู้ค้าประเทศบาห์เรน 17 บริษัท จับคู่เจรจาได้ 96 คู่ โดยมีสินค้าที่บาห์เรนให้ความสนใจมากที่สุด ได้แก่ สินค้าเพื่อสุขภาพ และรองลงมาคือสินค้าเกษตรแปรรูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ในภาพรวมแล้ว กลุ่มสินค้าที่จับคู่มากสุดได้แก่ อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องใช้และของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินในการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 230 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะเกิดเม็ดเงินตามมาอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการนำเอสเอ็มอีของไทยออกไปเปิดตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพเหล่านี้ และจะเกิดการต่อยอดซื้อขายจากนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดย สสว. และ ส.อ.ท. จะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ร่วมกันกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ไปได้ และเกิดลูกค้าต่างชาติรายใหม่ ๆ มากขึ้นในอนาคต&amp;rdquo;นายวีระพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115466</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้า, วีระพงศ์ มาลัย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612ca1f527c0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เร่งจัดทำ Big Data คลังข้อมูลการค้าไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับมือ 66 หน่วยงาน ภายใต้ 17 กระทรวง รวบรวมข้อมูลกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศต่างๆ ด้านการค้า จัดทำ Big Data คลังข้อมูลการค้าไทยเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้ใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
3 เม.ย. 61- นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผย ว่ากรมฯ ได้จัดทำ &amp;ldquo;คลังข้อมูลการค้า&amp;rdquo; ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน โดยได้ร่วมมือกับ 66 หน่วยงานภายใต้ 17 กระทรวง ที่ส่งข้อมูลกฎหมาย กฎระเบียบและประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ากว่า 1,600 ฉบับให้กรมฯ รวบรวมในคลังข้อมูลการค้า เช่น อัตราภาษีศุลกากร มาตรการที่มิใช่ภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกของไทย เป็นต้น ซึ่งได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนพ.ย.2557 และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้พัฒนาและขยายคลังข้อมูลทางค้าไทยให้ครอบคลุมไปถึงข้อมูลการค้าบริการ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ข้อมูลสาขาบริการ 12 สาขา กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าบริการ ตารางข้อผูกพันภาคบริการ กฎหมายและข้อมูลด้านอิเล็กทรอนิกส์ และข้อบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งได้ทำการเปิดตัวในครั้งนี้ และสามารถดูข้อมูลได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การดำเนินงานเรื่องนี้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยจัดทำบิ้กดาต้า (Big Data) เพื่อการรวบรวม วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร &amp;nbsp;และ ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถใช้ฐานข้อมูลนี้ร่วมกับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นคู่ค้า ซึ่งจะเกิดประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6367</URL_LINK>
                <HASHTAG>gvlgvH, กรมเจรจาการค้า, คลังข้อมูลการค้า, สินค้า, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, อาเซียน, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac34635b0c4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
