<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 13:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พาณิชย์&#039;เกาะติดจีนขอเป็นสมาชิก CPTPP ชี้ทำให้ตลาดรวมใหญ่ขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่จีนได้ยื่นขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP ต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้รับฝากความตกลง เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2564 ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจ และจับตามอง ว่า ผลจากการที่จีนขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก จะทำให้ CPTPP กลายเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จากเดิมที่มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือ GDP 10.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อนับรวมจีน จะส่งผลให้จำนวนประชากรในตลาด CPTPP ใหญ่ขึ้นเป็นกว่า 1,900 ล้านคน (25% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP ประมาณ 25.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (30% ของ GDP โลก) แต่ขนาดของ CPTPP ยังเล็กกว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ซึ่งมีสมาชิก 15 ประเทศ และปัจจุบันเป็นความตกลง FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดประชากรกว่า 2,300 ล้านคน (30% ของประชากรโลก) มูลค่า GDP 28.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (33.6% ของ GDP โลก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากการสมัครเข้าร่วม CPTPP ของจีน จะเป็นการเพิ่มพันธมิตร และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของจีนกับสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตของกลุ่มประเทศ CPTPP ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของจีน ในฐานะเป็นแหล่งวัตถุดิบ และฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกันเป็นการแสดงความพร้อมของจีนที่จะยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศสมาชิก CPTPP ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นมาตรฐานของโลกใหม่ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิแรงงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การแข่งขันทางการค้า และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยต้องประเมินประโยชน์ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใหม่อย่างรอบคอบ หลังจีนและสหราชอาณาจักร ได้ขอเข้าเป็นสมาชิก CPTPP โดยเฉพาะประโยชน์จากการเข้าสู่ตลาด CPTPP ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งเรื่องการลด เลิกภาษีศุลกากร กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้าทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้ จะทำให้สมาชิก CPTPP ได้เปรียบประเทศที่มิใช่สมาชิก แต่ก็มีเรื่องมาตรฐานโลกใหม่ เช่น สิทธิแรงงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่ต้องติดตาม เพราะการเข้าร่วมของจีน อาจเป็นการนำเทร์นด์ใหม่ในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ว่ามีความพร้อมที่จะรับและปฏิบัติตามมาตรฐานโลกใหม่นี้ เพื่อก้าวข้ามการที่ประเทศผู้นำเข้าอ้างเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือกีดกันการค้า&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมี FTA กับสมาชิก CPTPP แล้ว รวม 9 ประเทศ ทั้งในกรอบอาเซียน และกรอบทวิภาคี คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม บูรไน มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู โดยยังขาดเม็กซิโก กับแคนาดาที่ไทยไม่มี FTA ด้วย แต่ไทยก็อยู่ระหว่างเตรียมการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในเร็วๆ นี้ จึงถือได้ว่า ไทยมีช่องทางในการเข้าสู่ตลาดประเทศสมาชิก CPTPP ผ่าน FTA ที่มีอยู่ ส่วนการเข้าร่วมเจรจา FTA ของไทย จะมีกระบวนการศึกษาความพร้อม ประเมินผลประโยชน์ ผลกระทบ รับฟังความเห็น ก่อนขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนเรื่อง CPTPP ได้ถูกยกระดับการพิจารณาไปที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ กนศ. ซึ่งมีกรรมการ เป็นผู้แทนระดับสูงจากหลายหน่วยงานทางเศรษฐกิจมาช่วยพิจารณาให้รอบด้าน ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียว ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ กนศ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117271</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, สมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea6b301150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์หนุนใช้ FTA ส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร บุกตลาดจีน-อินเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ค.2564 นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาออนไลน์ เรื่อง &amp;ldquo;FTA นำเกษตรไทย ทะลุโควิด ตะลุยตลาดมังกรและแดนภารตะ&amp;rdquo; ที่จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ว่า การสัมมนาครั้งนี้ ได้ดำเนินตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการเร่งขยายตลาดให้กับสินค้าไทยส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพอย่างจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและนิยมสินค้าของไทย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจีนและอินเดียเป็นประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้นำทีมวิทยากรทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอาหารแปรรูปของไทย ทั้งเรื่องกลยุทธ์การเจาะตลาดสินค้าเกษตรไปตลาดโลก การปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคโควิด-19 แนวโน้มของตลาดจีนและอินเดีย และการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความเห็นและแนวคิดการสร้างความแตกต่างของสินค้าไทยและเทรนด์อาหารในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเชื่อมั่นว่าเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และอาหารแปรรูป จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้เพื่อเตรียมความพร้อมส่งออกไปตลาดจีนและอินเดีย รวมทั้งใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อให้กับสินค้าเกษตรไทย ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า และให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ได้มากขึ้น&amp;rdquo;นายสินิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับจีนและอินเดีย ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน ไทย-อินเดีย และอาเซียน-อินเดีย ซึ่งส่งผลให้จีนและอินเดียได้ลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่จากไทยแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบเมื่อต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นในตลาดจีนและอินเดีย โดยนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ไทยมี FTA กับจีน พบว่า การส่งออกของไทยไปจีนขยายตัวถึง 225% และนับตั้งแต่ปี 2547 ที่ไทยมี FTA กับอินเดีย พบว่า การส่งออกของไทยไปอินเดียขยายตัวถึง 500%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในช่วง 5 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกของไทยไป 18 ประเทศคู่ FTA มีมูลค่ากว่า 8,428 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20% โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนมูลค่ากว่า 4,459 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 45% และไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปอินเดียมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 84% สินค้าเกษตรของไทยที่ขยายตัวได้ดีในตลาดจีนและอินเดีย เช่น ผลไม้สด ผลไม้แช่เย็น ผลไม้แช่แข็ง ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องเทศ สมุนไพร ผลไม้กระป๋อง และผลไม้แปรรูป เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของการค้าไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ทั่วโลกจะเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, สินิตย์ เลิศไกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210724/image_big_60fb907dcd78c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; เตรียมร่วมประชุมเอเปกหารือการฟื้นเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 4-5 มิ.ย.2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปก (APEC Business Advisory Council : ABAC) ซึ่งเป็นกลุ่มภาคเอกชนจาก 21 เขตเศรษฐกิจของเอเปก และการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน ร่วมกันทำงาน เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้กลับมาขยายตัว และเติบโตได้อย่างยั่งยืนหลังวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุม ABAC จะหารือในประเด็นสำคัญ เช่น การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็นข้ามพรมแดน ในช่วงการระบาดของโควิด-19 และการรับมือทางเศรษฐกิจต่อวิกฤตโควิด-19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก จะหารือในประเด็นการฟื้นเศรษฐกิจภูมิภาคจากสถานการณ์โควิด-19 และการสนับสนุนให้ระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นกลไกให้เกิดการค้าเสรีที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยนางเอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการใหญ่ WTO จะเข้าร่วมการประชุมด้วย เพื่อรายงานความคืบหน้าการปฏิรูป WTO และการเตรียมการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 12 ที่จะจัดขึ้นที่นครเจนีวาปลายปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นิวซีแลนด์ในฐานะเจ้าภาพการประชุม ได้กำหนดให้เรื่องความร่วมมือ การทำงาน และการเติบโตไปด้วยกัน เป็นประเด็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนการประชุมเอเปกปีนี้ &amp;nbsp;เอเปกเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา ชิลี เปรู เม็กซิโก รัสเซีย จีน จีนฮ่องกง จีนไทเป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ปาปัวนิวกินี บูรไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในปี 2563 การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 315 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.8 ล้านล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปเอเปกมูลค่า 165 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.1 ล้านล้านบาท) และไทยนำเข้าจากเอเปกมูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (4.7 ล้านล้านบาท)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5a2426c974.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทย เตรียมรับไม้ต่อ เป็นเจ้าภาพประชุมเอเปกในปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปกในปี 2565 ซึ่งเป็นการรับไม้ต่อจากประเทศนิวซีแลนด์ในช่วงปลายปีนี้ โดยกรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านการค้าภายใต้กรอบเอเปก จะเป็นเจ้าภาพหลัก 3 ด้านสำคัญ คือ 1.การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก (Ministers Responsible for Trade Meeting : MRT) 2.การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment : CTI) และ 3.การประชุมคณะทำงานระดับเจ้าหน้าที่ในเรื่องการค้าการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปก ได้กำหนดจัดขึ้นในเดือน พ.ค.2565 ไทยจะร่วมผลักดันและกำหนดทิศทางฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง และยังมีเป้าหมายให้สมาชิกเอเปกรวมพลังสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) และวางนโยบายขับเคลื่อนประเด็นการค้าการลงทุนรองรับการค้ารูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในยุค New Normal&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน เป็นการหารือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน ลดอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของเขตเศรษฐกิจสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific : FTAAP) ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านการประชุมคณะทำงานระดับเจ้าหน้าที่ในเรื่องการค้าการลงทุน จะมีการประชุมกลุ่มทำงานด้านการเข้าถึงตลาด (Market Access Group : MAG) กลุ่มทำงานด้านการค้าบริการ (Group on Services : GOS) โดยจะเน้นหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้า และการพัฒนาขีดความสามารถทางการค้าแข่งขันด้านการค้าบริการของภูมิภาคเอเปก เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไทยจะต้องนำเสนอประเด็นสำคัญที่จะให้สมาชิกเอเปกร่วมขับเคลื่อน ในปี 2564 โดยกรมฯ อยู่ระหว่างหารือกับหลายภาคส่วนเพื่อกำหนดประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ ทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การฟื้นฟูความเชื่อมโยง โดยเฉพาะการเดินทางและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงสินค้าชุมชุม (Local Product Tourism) และการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมและยกระดับ SMEs ให้สามารถตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส ภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Economy) เป็นต้น ซึ่งจะต้องเสนอโครงการประเด็นสำคัญดังกล่าว ให้กระทรวงการต่างประเทศในฐานะหน่วยงานหลักของไทยในการจัดการประชุมเอเปกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอเปกเป็นกรอบความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนฯ แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม โดยในปี 2563 การค้าของไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเปก มีมูลค่า 315,667 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนถึง 71.9% ของการค้ารวมของไทย เป็นการส่งออกจากไทยไปเอเปก 164,955 ล้านเหรียญสหรัฐ (71.2% ของการส่งออกรวมของไทย) และนำเข้าจากเอเปก 150,711 ล้านเหรียญสหรัฐ (72.8% ของการนำเข้ารวมของไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101623</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เจ้าภาพประชุมเอเปกในปี 2565</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c173b9581b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 11:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์โวค้าขายกับคู่ค้าเอฟทีเอไตรมาสแรกโต 10% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทยในไตรมาสแรกของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) พบว่า การค้าของไทยกับประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) มีการขยายตัวทั้งมูลค่าการค้ารวมและการส่งออก โดยการค้ารวมของไทยกับ 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ มีมูลค่า 81,125 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งถือว่ามีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าการค้าระหว่างไทยกับตลาดโลก (การค้ารวมกับตลาดโลก เพิ่ม 6%) คิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของการค้าของไทยทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อจำแนกรายประเทศ พบว่า การค้ารวมกับประเทศคู่เอฟทีเอส่วนใหญ่ขยายตัวเป็นที่น่าพอใจ เช่น จีน เพิ่ม 26% ญี่ปุ่น เพิ่ม 11% ออสเตรเลีย เพิ่ม 30% เกาหลีใต้ เพิ่ม 13% อินเดีย เพิ่ม 17% มาเลเซีย เพิ่ม 16% เวียดนาม เพิ่ม 14% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 6% ลาว เพิ่ม 16% นิวซีแลนด์ เพิ่ม 12% ชิลี เพิ่ม 10% และเปรู เพิ่ม 12% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการส่งออกของไทยไป 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ ไตรมาสแรกของปี 2564 มีมูลค่า 39,249 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3% คิดเป็นสัดส่วน 61.2% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนมค.2564 และมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าการส่งออกรวมไปตลาดโลก (การส่งออกไปตลาดโลก เพิ่ม 2%) โดยกลุ่มสินค้าส่งออกที่ขยายตัวได้ดีในประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ส่งออกมูลค่า 6,911 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 10% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง เครื่องเทศและสมุนไพร ผักสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกมูลค่า 30,435 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2.7% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และวงจรไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากสถิติการค้าในช่วงไตรมาสแรก เห็นได้ว่าการค้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกและเศรษฐกิจการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสินค้าไทยมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออกสูง รวมทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด จึงขอให้ผู้ประกอบการและภาคการผลิตของไทยใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้เต็มที่ นอกจากสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย แต้มต่อทางภาษีในการส่งออก และการอำนวยความสะดวกทางการค้าแล้ว ผู้ประกอบกยังสามารถนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบในราคาถูกลง ลดต้นทุนด้านวัตถุดิบได้อีกด้วย&amp;rdquo;นางอรมนกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101595</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 17:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;เครื่องสำอางไทย&#039;ฮอต มีอาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกงและจีน สั่งซื้อเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกสินค้าเครื่องสำอางของไทย เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและตกแต่งหน้า สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยในช่องปากและฟัน และวัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องสำอาง ที่ส่งออกไปยังประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) พบว่า มีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคในต่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกเครื่องสำอางอันดับที่ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และเป็นอันดับที่ 10 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจัยที่มีส่วนช่วยให้การส่งออกเครื่องสำอางขยายตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการเร่งรัดผลักดันการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ และยังได้รับผลดีจากเอฟทีเอ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญอีกอันหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโต เพราะช่วยขจัดอุปสรรทางภาษีนำเข้า โดยปัจจุบัน 14 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และฮ่องกง ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางของไทยทุกรายการ เหลือเพียง 4 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย ชิลี และเปรู ยังคงการเก็บภาษีนำเข้าเครื่องสำอางในบางรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้าเอสเซนเชียลออยล์จากโสมแดง 603.4% สบู่และแชมพู 5% อินเดีย เก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบทำเครื่องสำอางประเภทสารที่มีกลิ่นหอม 5% ชิลี เก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบทำเครื่องสำอางประเภทสารลดแรงตึงผิว 1.3% และจะลดภาษีเป็น 0% ในปี 2566 และเปรู เก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและตกแต่งหน้า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม น้ำหอมและหัวน้ำหอม 6% และภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เกาหลีใต้ จะลดภาษีเพิ่มเติมให้ไทย โดยสบู่เหลวจะทยอยลดภาษีจนเหลือ 0% ในปีที่ 15 และสบู่ก้อนและแชมพูจะทยอยลดภาษีจนเหลือ 0% ในปีที่ 20 หลังจากที่ความตกลงมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศคู่เอฟทีเอ ถือเป็นตลาดส่งออกเครื่องสำอางสำคัญของไทย โดยการส่งออกไป 18 ประเทศคู่เอฟทีเอรวมกันในแต่ละปีมีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางทั้งหมด โดยในช่วงปี 2560-62 ไทยส่งออกไปยัง 18 ประเทศคู่เอฟทีเอเฉลี่ยรวมปีละ 2,431 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12% ต่อปี โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน (ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และลาว) ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง และจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปี 2563 การส่งออกลดลงเล็กน้อย จากสถานการณ์โควิด-19 โดยส่งออกไป 18 ประเทศคู่ค้าเอฟทีเอ มูลค่า 2,445 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10% และในช่วง 2 เดือนปี 2564 (ม.ค.-ก.พ.) ส่งออกไป 18 ประเทศคู่เอฟทีเอ มูลค่า 388 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2% แต่เมื่อพิจารณารายสินค้า พบว่า สินค้าหลายรายการยังคงเติบโต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มดูแลรักษาสุขภาพอนามัย เช่น สบู่ เพิ่ม 3% ผลิตภัณฑ์เพื่ออนามัยในช่องปาก เพิ่ม 12% ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เพิ่ม 3% และสินค้ากลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องสำอาง อาทิ สิ่งปรุงแต่งที่ใช้หล่อลื่น เพิ่ม 6% สารให้กลิ่นหอม เพิ่ม 21% และเอสเซนเชียลออยล์ เพิ่ม 11% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาสนใจเรื่องการรักษาผิวพรรณ สุขอนามัย และภาพลักษณ์ ทำให้แนวโน้มความต้องการสินค้าเครื่องสำอางในตลาดโลกเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสทองของไทยที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องสำอางไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน มีความแปลกใหม่ และมีส่วนผสมของสมุนไพรที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเชื่อมั่นว่า ศักยภาพที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทย ผนึกกับการเร่งรัดผลักดันการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ และการมีข้อได้เปรียบด้านภาษีภายใต้เอฟทีเอ จะช่วยเพิ่มโอกาสทำให้มูลค่าการส่งออกเครื่องสำอางของไทยเพิ่มขึ้นและขยายตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100103</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, ส่งออก, อรมน ทรัพย์ทวีธรรม, เครื่องสำอางไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ea6b301150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ผลักดัน &#039;รองเท้าแตะ&#039; เป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผย &amp;ldquo;รองเท้าแตะ&amp;rdquo; เป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 8 ของโลก เหตุสินค้าไทยมีคุณภาพ มาตรฐาน ได้เปรียบมีวัตถุดิบในประเทศ และยังเอฟทีเอช่วยลดต้นทุนส่งออก ปัจจุบัน 16 ประเทศไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทยแล้ว เหลือแค่เปรู อินเดีย แนะนอกจากใช้แต้มต่อเอฟทีเอแล้ว ต้องพัฒนาสินค้าให้โดนใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม สร้างความได้เปรียบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เมษายน 2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า รองเท้าแตะเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกของไทยที่น่าจับตามมอง เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดการส่งออกรองเท้าแตะของไทยไปตลาดต่างประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรองเท้าแตะกลุ่มที่ทำจากยางหรือพลาสติก ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 8 ของโลก รองจาก จีน สหภาพยุโรป เวียดนาม ตุรกี สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย บราซิล โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรองเท้าแตะของไทย ได้แก่ คุณภาพมาตรฐานสินค้าที่ได้รับการยอมรับ ประกอบกับความได้เปรียบด้านต้นทุน เนื่องจากสามารถหาวัตถุดิบในการผลิต ได้แก่ เม็ดพลาสติก และยางพาราแปรรูปได้ภายในประเทศ และมีแรงงานคุณภาพที่มีประสบการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ไทยยังมีแต้มต่อจากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่มีกับ 18 ประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ชิลี และเปรู ซึ่งช่วยปลดล็อกกำแพงภาษีนำเข้าสินค้ารองเท้าแตะที่ส่งออกจากไทย ทำให้สินค้าของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยปัจจุบัน 16 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี ได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ารองเท้าแตะจากไทยทุกรายการ ทั้งรองเท้าแตะที่ทำจากยางหรือพลาสติก รองเท้าแตะจากหนัง และรองเท้าแตะจากวัสดุสิ่งทอ (พิกัดศัลกากร 640299900001 64041900001 64042000001) แล้ว เหลือเพียง เปรู และอินเดีย ที่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้ารองเท้าแตะจากไทย โดยอินเดียลดภาษีนำเข้าจาก 10% เหลือเก็บภาษีที่ 5% และเปรูเก็บภาษีนำเข้าที่ 11%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรมนกล่าวว่า เมื่อพิจารณาตลาดคู่ค้าที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีด้วย พบว่าประเทศคู่เอฟทีเอเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ารองเท้าแตะของไทย โดยไทยส่งออกสินค้ารองเท้าแตะไปยังตลาดคู่เอฟทีเอรวมกันปีละมากกว่า 2 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมด ประมาณ 64% ของการส่งออกทั้งหมด และการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในระหว่างปี 2560-62 ไทยส่งออกรองเท้าแตะไปประเทศคู่เอฟทีเอมูลค่ารวม 49 ล้านเหรียญสหรัฐ 59 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 66 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ อัตราการขยายตัวเฉลี่ย 12% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกหดตัว ทำให้การส่งออกสินค้ารองเท้าแตะของไทยชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยไทยส่งออกไปตลาดคู่เอฟทีเอรวม 59 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 11% ส่วนในช่วง 2 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอมีมูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 10% แต่การส่งออกไปตลาดคู่เอฟทีเอหลายประเทศมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย เช่น ลาว เพิ่ม 6% ฟิลิปปินส์ เพิ่ม 100% เวียดนาม เพิ่ม 25% อินโดนีเซีย เพิ่ม 139% มาเลเซีย เพิ่ม 66% และการส่งออกไปตลาดอินเดีย และญี่ปุ่น ก็ขยายตัวเช่นกัน เพิ่ม 7% และ 26% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มตลาดในปี 2564 ที่เริ่มฟื้นตัวตามสภาวะเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวคาดการณ์ว่าตลาดรองเท้าแตะมีแนวโน้มเติบโตได้เพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากเป็นสินค้าพื้นฐานที่มีการใช้ในชีวิตประจำวันของบุคคลทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัย และปัจจุบันนอกเหนือจากการซื้อรองเท้าแตะเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานทั่วไปแล้ว ยังสามารถพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่นได้อีกด้วย จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะขยายตลาดส่งออกได้อีก โดยเฉพาะเจาะตลาดที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีด้วยและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้า นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยออกแบบรองเท้าให้ใส่สบายส่งผลดีต่อสุขภาพ รวมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความหลากหลายตามพฤติกรรมและสมัยนิยมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อให้รองเท้าแตะของไทยครองใจผู้บริโภคในวงกว้าง เช่น กลุ่มเด็กอาจมีความต้องการสีสันลวดลายที่สดใส กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงวัยต้องการรองเท้านุ่มสบายเพื่อดูแลสุขภาพเท้าและสรีระ กลุ่มวัยรุ่นต้องการรองเท้าแตะประเภทแฟชั่นและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรองเท้าแตะบ่อยครั้งขึ้น เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านการส่งออกสินค้ารองเท้าแตะของไทยสู่ตลาดโลกในปี 2563 มีมูลค่ารวม 87 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง &amp;nbsp;20% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน สัดส่วน 64.5% ของการส่งออกทั้งหมด มีเมียนมา กัมพูชา และลาวเป็นตลาดส่งออกหลักในอาเซียน ตามด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สัดส่วน 8.4% ซาอุดีอาระเบีย สัดส่วน 4.1% ลิเบีย สัดส่วน 2.7% และอินเดีย สัดส่วน 1.6% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ คือ รองเท้าแตะที่ทำจากยางหรือพลาสติก สัดส่วน 92.4% ของการส่งออกทั้งหมด รองเท้าแตะที่ทำจากวัสดุสิ่งทอ สัดส่วน 6.8% และร้องเท้าแตะที่ทำจากหนัง สัดส่วน 0.8%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, รองเท้าแตะ, ส่งออก, ได้แต้มต่อ FTA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_6077e6043eba1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
