<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 14:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่าเร่งแก้ปัญหาทรายชายหาดพัทยาไหลลงทะเล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.2564 นายสมพงษ์ จิรศิริเลิศ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.)ด้านปฏิบัติการ พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ อมรยุทธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 นายเอกราช คันธโร ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา ลงตรวจพื้นที่ชายหาดพัทยา และร่วมหารือกับนายพัฒนา บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, รองปลัดเมืองพัทยา และผู้อำนวยการกองช่างเมืองพัทยาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นชายหาดทราย แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมถนนเลียบชายหาดพัทยาแล้วไหลระบายลงสู่ชายหาด ชะล้างทรายชายหาดได้รับความเสียหายซ้ำซากในช่วงฤดูฝน

สำหรับชายหาดพัทยา กรมเจ้าท่าได้จ้างสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาออกแบบก่อสร้างเสริมทรายชายหาดตามแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเมืองพัทยา ในรูปแบบการเสริมทราย(BEACHNOURISHMENT) โดยการนำทรายจากแหล่งอื่นมาถมชายหาดที่หายไปเพื่อเสริมส่วนที่ถูกกัดเซาะให้กลับมามีสภาพเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดทราย เพื่อใช้ประโยชน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสันทนาการที่สำคัญของจังหวัดชลบุรีและของประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวชายหาดพัทยาปีละ 9 ล้านคน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยกรมเจ้าท่าได้ก่อสร้างด้วยการเสริมทรายชายหาดพัทยากว้าง 35 เมตร ความยาวประมาณ 2,800 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดพัทยาเหนือตั้งแต่โรงแรมดุสิตถึงชายหาดพัทยาใต้ รวมระยะทาง 2.8 กิโลเมตร ใช้งบประมาณค่าก่อสร้าง 429 ล้านบาท จนแล้วเสร็จส่งมอบให้เมืองพัทยาเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 สามารถช่วยกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของชายหาดพัทยาและของประเทศให้กลับมาคึกคัก สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนชายหาดพัทยาจะประสบปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยา และไหลระบายลงสู่ชายหาดพัทยา ทำให้หาดทรายได้รับความเสียหายซ้ำซาก

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบความเสียหายตลอดแนวชายหาดพัทยา ได้แก่1. บริเวณ พัทยาเหนือ ซอย 5 ความเสียหายความกว้างประมาณ 10 เมตร เป็นร่องลึกประมาณ 3 เมตร2. บริเวณ พัทยาเหนือ ซอย 6 ความเสียหายความกว้างประมาณ 15 เมตร เป็นร่องลึกประมาณ 3 เมตร3. บริเวณ พัทยากลาง ความเสียหายความกว้างประมาณ 8 เมตร เป็นร่องลึกประมาณ 2 เมตร4. บริเวณ พัทยากลาง ซ.9 (หน้า Central) ความเสียหายความกว้างประมาณ 15 เมตร เป็นร่องลึกประมาณ 3 เมตร+และ5. บริเวณ พัทยากลาง ซ.10 ความเสียหายความกว้างประมาณ 8 เมตร เป็นร่องลึกประมาณ 2 เมตร

นายสมพงษ์ กล่าวว่าจากปัญหาดังกล่าว ได้มีการหารือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่วมกับรองนายกเมืองพัทยา โดยทางเมืองพัทยาจะเร่งเสริมทรายในจุดที่เสียหายให้กลับสู่สภาพชายหาด และในระยะสั้นทางเมืองพัทยาจะป้องกันชายหาดด้วยการนำวัสดุ(แผ่นยาง/แผ่นGeotextile) คลุมชายหาดบริเวณจุดระบายน้ำล้นขณะฝนตกหนักเพื่อป้องกันกระแสน้ำชะล้างทรายบริเวณชายหาด และจัดเก็บเมื่อระดับน้ำกลับสู่สภาวะปกติ ส่วนในระยะยาวจะหาแนวทางไม่ให้เกิดน้ำท่วมถนนเลียบชายหาดพัทยา เช่นสร้างอุโมงค์น้ำที่ถนนเลียบชายหาดเป็นจุดรับน้ำไปสู่จุดระบายน้ำขนาดใหญ่ของเมืองพัทยา

ทั้งนี้จะมีการหารือการบริหารจัดการน้ำกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เนื่องจากพัทยาเป็นจุดต่ำที่น้ำฝนไหลมาจากเขตพื้นที่อื่นมาที่เมืองพัทยา ทั้งนี้ เป็นการร่วมบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านการท่องเที่ยว พลิกฟื้นหาดทรายให้กลับคืนสภาพสวยงามดังเดิมอย่างยั่งยืน พร้อมรองรับนักท่องเที่ยววิถีใหม่จากทั่วทุกมุมโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, การเติมทรายแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง, หาดพัทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612dd94fa2535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่า วางแผนดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยนาวีของอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค. 2564 นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการพัฒนาพาณิชยนาวีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 มีนโยบายที่จะปรับปรุงแนวทางมาตรการในการพัฒนาพาณิชยนาวีให้สอดรับกับบริบทในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านพาณิชยนาวีที่จะช่วยสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้ดำเนินการผลักดันมาตรการและแนวทางการพัฒนากิจการพาณิชยนาวีไทยอื่น ๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการยกระดับศักยภาพกองเรือพาณิชย์ไทยเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยนาวีของอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อการเพิ่มอัตราการเติบโตของระวางบรรทุกของกองเรือพาณิชย์ไทย เพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าของประเทศไทยโดยเรือไทย ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของเรือไทยในระดับโลกเพิ่มขึ้น รวมไปถึง การจ้างแรงงานบุคลากรด้านพาณิชยนาวีเพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ได้ประสานกับผู้ประกอบการพาณิชยนาวี ซึ่งประกอบด้วย กิจการขนส่งทางทะเล กิจการท่าเรือ กิจการอู่เรือ กิจการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชยนาวี และกิจการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบรวมไปถึงกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ เพื่อติดตามข้อมูล ข้อเท็จจริง ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ สำหรับประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการพัฒนาส่งเสริมพาณิชยนาวีและกิจการเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ โดยประเด็นปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าได้มอบให้หน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขให้มีผลในทางปฏิบัติแล้ว ซึ่งมีการติดตามรายงานผลการดำเนินการเป็นระยะๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทยา กล่าวต่อว่าได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการเข้าร่วม การประชุมในเวทีต่าง ๆ เพื่อร่วมผลักดันการพัฒนาพาณิชยนาวีและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา การแก้ไขปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหาค่าระวางสูง ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม การอำนวยความสะดวกเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายลำของอาเซียนของคณะอนุกรรมการ การขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการพาณิชยนาวี มีลักษณะเป็นระบบประกอบด้วยกิจการที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันจำนวนมาก การที่จะทำให้กิจการต่าง ๆ เหล่านั้น มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมพัฒนากิจการพาณิชยนาวีต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในการส่งเสริมพาณิชยนาวีและส่งเสริมให้มีการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางน้ำเพื่อลดต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์สนับสนุนการส่งออกและนำเข้า ซึ่งสอดรับกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไทยมีกองเรือพาณิชย์นาวีที่สามารถขนส่งผลิตภัณฑ์ของประเทศไทยออกไปสู่ตลาดโลก จะช่วยลดต้นทุนของสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115001</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, พาณิชยนาวี, ฮับอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_61190cb4bede9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลเอก ประวิตร ติดตาม-กำชับทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาผักตบชวาให้เป็นรูปธรรม เปิดทางน้ำ ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 19 ก.ค. 64 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ Video Conference โดยมีคณะกรรมการอำนวยการฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานคณะทำงานเพื่อปฏิบัติการแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เข้าร่วมประชุมฯ หารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรม ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเปิดทางน้ำ ให้การสัญจรสะดวก และป้องกันน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เกษตรและบ้านเรือนของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา กล่าวว่า ผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน&amp;nbsp;โดยการประชุมในวันนี้ เพื่อหารือแนวทางและเร่งให้การแก้ไขปัญหาผักตบชวา ระดับจังหวัด เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้ติดตามผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ประจำปี 2564 ของทุกหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการ&amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ได้มอบหมายให้นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมรายงานผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำเปิด แหล่งน้ำเชื่อมโยงและในแหล่งน้ำปิดสาธารณะทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2564 ของหน่วยงานหลัก 5 หน่วยงาน ดังนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการจัดเก็บผักตบชวา ได้จำนวน 848,878 ตัน กรมเจ้าท่า ได้จำนวน 329,542 ตัน กรมชลประทาน ได้จำนวน 2,687,688 ตัน กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ได้จำนวน 344,874.48 ตัน และทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้จำนวน 302,854.27 ตัน รวมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน จำนวน 4,513,836.75 ตัน ส่วนลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออก จำนวน 19 จังหวัด โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) มีผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 รวมทั้งสิ้น 511,912.65 ตัน และได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาและวัชพืชในส่วนที่เหลือโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชของ &amp;ldquo;ชมรมคนริมน้ำ&amp;rdquo; โดยกรมการปกครอง ประจำปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;พบว่ามีการจัดตั้งชมรมคนริมน้ำแล้ว จำนวน 7,656 ชมรม มีสมาชิก จำนวน 1,424,531 คน ดำเนินการร่วมกับส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ หน่วยงานในพื้นที่ และจิตอาสา จัดกิจกรรมกำจัดผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 20,871 กิจกรรม พร้อมส่งเสริมการสร้างประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากผักตบชวา เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดสรรเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ จำนวน 1,582 ลำ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปดำเนินการดูแลจัดเก็บผักตบชวาขนาดเล็กและวัชพืชตามแหล่งน้ำที่อยู่ในความรับผิดชอบ จำนวน 1,899 แหล่งน้ำ ด้านสารชีวภัณฑ์ในการกำจัดผักตบชวา ที่วิจัยและทดลองโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการยื่นขอขึ้นทะเบียนตาม พรบ.&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต้องตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ผักตบชวาและวัชพืชสะสมตัวสร้างปัญหาการสัญจรทางน้ำและการระบายน้ำ ทั้งนี้หากพื้นที่มีผักตบชวาและวัชพืชสะสม เป็นจำนวนมาก ขอให้หน่วยงานหลัก กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง นำเครื่องมือเครื่องจักรเข้าดำเนินการร่วมกัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกันก็หาแนวทางในการสนับสนุนการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาผักตบชวาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกำชับให้คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานฯ ระดับจังหวัด ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช บูรณาการร่วมกันทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชให้เป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กรมเจ้าท่า, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, กอนช., ชมรมคนริมน้ำ, นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, ป้องกันน้ำท่วม, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, รองนายกรัฐมนตรี, สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาผักตบชวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f646896a274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 19:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมโยธาธิการและผังเมือง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งกำจัดผักตบชวาในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.พระนครศรีอยุธยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรมโยธาธิการและผังเมือง บูรณาการร่วมกับกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า หน่วยงานท้องถิ่นเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ และ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเปิดทางน้ำให้ประชาชนใช้ในการเกษตรและสัญจรได้สะดวก อีกทั้งยังช่วยการระบายน้ำในหน้าฝน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ส่งเรือกำจัดผักตบชวาและวัชพืชแบบสายพานลำเลียงและแบบตักหน้า จำนวน 2 ลำ เข้าดำเนินการร่วมกับเครื่องจักรรถแบ็คโฮขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยรถบรรทุกของกรมชลประทานเพื่อกำจัดผักตบชวาและวัชพืชบริเวณสะพานวงฆ้อง คลองวังขอน ตำบลด่านช้าง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีผักตบชวาและวัชพืชสะสมในลำคลองและริมตลิ่งหนาแน่นเป็นระยะๆ โดยมีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร สะสมหนาแน่นกว่า 7,500 ตัน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ยังได้ส่งเรือกำจัดผักตบชวาแบบสายพานลำเลียง จำนวน 1 ลำ ร่วมกับเรือกำจัดผักตบชวาและวัชพืชของกรมเจ้าท่า จำนวน 2 ลำ ดำเนินการกำจัดผักตบชวาบริเวณคลองบางบาล ตำบลวัดยม อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีผักตบชวาและวัชพืชสะสมหนาแน่นกว่า 3,700 ตัน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่องและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งการสัญจรทางน้ำและการเกษตร ช่วยระบายน้ำในหน้าฝนให้ไหลเวียนได้สะดวก นอกจากนี้ยังทำให้แม่น้ำลำคลองมีทัศนียภาพที่สวยงามได้อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105595</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, กรมเจ้าท่า, กรมโยธาธิการและผังเมือง, การระบายน้ำในหน้าฝน, กำจัดผักตบชวาและวัชพืช, กำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำทั่วประเทศ, จ.นครสวรรค์, จ.พระนครศรีอยุธยา, นายพรพจน์ เพ็ญพาส, บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน, บูรณาการ, หน่วยงานท้องถิ่น, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์, อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง, เครื่องจักรรถแบ็คโฮ, เรือกำจัดผักตบชวา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60be0a05362d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 10:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039; ตรวจแหลมฉบัง แก้ปัญหาตู้สินค้าส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันที่ 26 พฤษภาคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมเรือสินค้า MSC Amsterdam และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ กล่าวว่าสถานการการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในปี 2564 ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือการส่งออกและต้นปีนี้การส่งออกก็เป็นบวก เดือนมีนาคมเป็นบวกถึง 8.47% และเดือนเมษายนบวกถึง 13.09% และยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น การส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหาการส่งออกจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การส่งออกประกอบด้วยการขนสินค้าทางบก ทางอากาศและทางเรือ การขนส่งสินค้าทางเรือมีประเด็นปัญหาคือตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าเพื่อลงเรือส่งออกขาดแคลนเนื่องจากก่อนเกิดสถานการณ์โควิดมีการส่งสินค้าไปสหรัฐและสหภาพยุโรปจำนวนมากแต่ส่งสินค้ากลับมาน้อย ตู้ไปค้างอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ประเทศจีนมีศักยภาพสามารถนำตู้ไปใช้ในการส่งออกได้มาก สำหรับประเทศไทยเมื่อผมได้ประชุม กรอ.พาณิชย์ การท่าเรือร่วมกับภาคเอกชนมาโดยใกล้ชิดได้ข้อสรุปว่าจากนี้ไปเราจะแก้ปัญหาโดย 1.จะเปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาแหลมฉบังให้เรือขนาด 300-400 เมตรเข้ามาเทียบท่าได้จะช่วยให้ เราสามารถไปปลายทางได้เลยช่วยลดต้นทุนสามารถขนตู้เปล่าและตู้ที่มีสินค้าเข้ามา จะมีตู้เปล่าที่ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น หลังจากที่ตนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การท่าเรือแก้ประกาศ และประกาศใหม่อนุญาตให้เรือ 300-400 เมตรเข้าเทียบท่าได้ มีมาหลายลำแล้วตั้งแต่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 และ 17 เมษายน 2564 20 เมษายน 2564 และวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นลำใหญ่ขนาด 399 เมตร สามารถบรรทุกตู้เข้ามาได้ประมาณ 12,000 ตู้ และวันนี้เรือสินค้า MSC Amsterdam ขนาด 399 เมตรสามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาได้ประมาณ 4,000 ตู้ สามารถบรรจุสินค้าลงไปได้ประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสินค้าที่ส่งออกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกสองลำที่จะเข้ามาวันที่ 2 มิถุนายน 395 เมตรและ 19 มิถุนายน 398 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; รวมแล้วทั้งหมดจะเป็น 7 ลำ สามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาประมาณ 23,000 ตู้ สามารถขนสินค้าออกไปได้ประมาณ 458,000 ตันรวมมูลค่าให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการได้ตู้เปล่าประมาณ 35,000 ล้านบาท คือผลที่เป็นรูปธรรมจากการร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนและกรมเจ้าท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ตู้เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลความต้องการใช้ตู้เปล่าเดือนหนึ่งประมาณ 128,000 ตู้ เรามีตู้ประมาณ 130,000 ตู้ เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลแล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์และกรมเจ้าท่าต้องอำนวยความสะดวกโดยเร็วที่สุด เปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เอาตู้เปล่าเข้ามาและเราส่งสินค้าออกไปได้มากขึ้นจะช่วยให้ตัวเลขส่งออกของเราเป็นบวกได้ต่อและจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศยังมีเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนสายการเดินเรือต้องเข้ามาช่วยในการจัดหาตู้และกรมเจ้าท่าต้องอนุญาตโดยเร็วในการดำเนินการ และได้มีประกาศใหม่ให้ใบอนุญาตสำหรับเรือขนตู้ขนาด 300-400 เมตรภายในเวลา 2 ปี แต่ตนจะไปเจรจาว่าทำไมไม่เป็นตลอดไปเพราะการส่งออกยังเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ หากจำเป็นต้องปรับปรุงร่องน้ำหรือปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ก็จะต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับตัวเลขการส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศตนเชื่อว่าคุ้มแน่นอน &amp;quot; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104336</URL_LINK>
                <HASHTAG>MSC Amsterdam, กรมเจ้าท่า, กระทรวงพาณิชย์, การส่งออก, ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ, ตู้คอนเทนเนอร์, ท่าเรือแหลมฉบัง, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคประชาธิปัตย์, ภาคเอกชน, สินค้าไทย, เรือสินค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af11519a791.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จท.ทดสอบความพร้อมเรือ The Blue Dolphin เตรียมเปิดเส้นทาง &#039;สัตหีบ-สงขลา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.2564 นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า(จท.) เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่า ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในการแก้ไขปัญหาการจราจรทางบกติดขัด ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า กรมเจ้าท่าได้ร่วมมือกับบริษัท ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ จำกัด ผลักดันให้เกิดโครงการเรือเฟอร์รี่ข้ามอ่าวระหว่างท่าเทียบเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กับท่าเทียบเรือสวัสดิ์ จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในด้านความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมสำหรับให้บริการจริงแก่ประชาชน

สำหรับเรือ The Blue Dolphin หมายเลขทะเบียนเรือ 640000020 ขนาดความยาว 136.6 เมตร กว้าง 21 เมตร ขนาด 7003 ตันกรอส สามารถบรรทุกรถ 10 ล้อ ได้ครั้งละ 80 คัน รถยนต์ส่วนบุคคลได้ 15-20 คัน คนประจำเรือ 30 คน บรรทุกคนโดยสารได้ 586 คน โดยสามารถทำความเร็วได้ประมาณ 18-20 น็อต สำหรับกำหนดการทดสอบการเดินเรือออกจากท่าเทียบเรือจุกเสม็ด อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา

ในระยะทางประมาณ 325 ไมล์ทะเล ใช้ความเร็วมัธยัสถ์ที่ 17 น็อต เข็มการเดินเรือประมาณ 185 องศา เดินทางถึงปากร่องน้ำสงขลาเวลาประมาณ 08.00 น.ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 ใช้เวลาประมาณ 21 ชั่วโมง 30 นาที และลอยลำรอรับการนำร่องเพื่อทดสอบการนำเรือเข้าเทียบท่า ซึ่งเจ้าหน้าที่นำร่องได้ปฏิบัติการนำร่องในเรือเวลา 09.00 น. สามารถนำเรือ The Blue Dolphin เข้าเทียบที่ท่าเรือสวัสดิ์ จังหวัดสงขลา เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเวลาประมาณ 11.00 น.

&amp;nbsp;ทั้งนี้ เรือ The Blue Dolphin มีแผนการเดินเรือในเส้นทางระหว่างจังหวัดชลบุรี-จังหวัดสงขลา โดยออกเดินทางจากท่าเรือพาณิชย์สัตหีบไปยังจังหวัดสงขลา และจะขยายเส้นทางเชื่อมโยงเข้ากับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระยะต่อไปการคมนาคมขนส่งทางน้ำในเส้นทางดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor, EEC เข้ากับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor, SEC ช่วยเพิ่มศักยภาพของการขนส่งทางน้ำ ลดต้นทุนและอุบัติเหตุจากการขนส่งทางบก และลดปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 อันจะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างยั่งยืนต่อ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103567</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, วิทยา ยาม่วง, สัตหีบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a608a742f46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 12:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 12:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเจ้าท่า เอาจริงจัดตั้ง &#039;เขตปลอดโฟม-บุหรี่&#039; ในองค์กรเพื่อเป็นต้นแบบให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21เม.ย.64-นายวิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมได้ออกประกาศ กรมเจ้าท่าที่ 70/2564เรื่อง ยกเลิกการใช้โฟมบรรจุอาหารภายในพื้นที่กรมเจ้าท่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายการเลิกใช้พลาสติกบางประเภท ให้ได้100%ในปี 2564ซึ่งหนึ่งในประเภทพลาสติกดังกล่าว คือ โฟมบรรจุอาหาร ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ภายในกรมเจ้าท่าเป็นเขตพื้นที่ปลอดโฟมบรรจุอาหาร จึงออกมาตรการ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
1.กรมเจ้าท่า เป็นเขตปลอดโฟมบรรจุอาหาร ตั้งแต่วันที่ 1เมษายน 2564เป็นต้นไป โดยห้ามเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และผู้มาติดต่อราชการ นำโฟมบรรจุอาหารเข้ามาใช้ในเขตพื้นที่กรมเจ้าท่าเด็ดขาด รวมทั้ง ห้ามหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาจัดกิจกรรมในบริเวณพื้นที่กรมเจ้าท่าใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
2.ห้ามเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าใช้โฟมบรรจุอาหารในการจัดกิจกรรมภายในกรมเจ้าท่า ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เช่น การประชุม อบรม สัมมนา การแข่งขันกีฬา เป็นต้น โดยให้ใช้ภาชนะที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือ การใช้วัสดุ ภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า ลด ละ เลิก การใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร ปฏิเสธ และหลีกเลี่ยง การใช้โฟมด้วยวิธีต่างๆ และร่วมใจไม่ซื้ออาหารประเภทที่ใช้โฟมเป็นภาชนะบรรจุอาหาร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ยังรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เป็นต้นแบบในการ ลด ละ เลิก สูบบุหรี่ ทั้งนี้ เพื่อให้กรมเจ้าท่า เป็นเขตปลอดโฟม ปลอดบุหรี่ ที่พร้อมใจกัน เริ่มต้นภายในหน่วยงานเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการหรือเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวภายในกรมเจ้าท่า ให้ความร่วมมืองดสูบบุหรี่และการนำโฟมเข้ามาใช้ภายในหน่วยงาน หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดปริมาณโฟมบรรจุอาหารให้ได้มากที่สุด เพื่อคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลยาวนานต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100192</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, บุหรี่, วิทยา ยาม่วง, เขตปลอดโฟม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fbda99f921.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
