<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เคาะให้สิทธิ ซีเอ็นพีซีเอชเค  สำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;13 ต.ค.2564 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบให้สัมปทานปิโตรเลียม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/64 แก่บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด จำนวน 1 แปลง พื้นที่รวม 78.90 ตารางกิโลเมตร ในเขตจังหวัดสุโขทัย และกำแพงเพชร ซึ่งการได้ผู้รับสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยในการสร้างความต่อเนื่องในการจัดหาปิโตรเลียมภายในประเทศได้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวจะสามารถผลิตน้ำมันดิบได้วันละประมาณ 300-400 บาร์เรลต่อวัน และสามารถทดแทนมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้พิจารณาคำขอสิทธิสำหรับแปลงสำรวจปิโตรเลียมดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ จากข้อเสนอทางด้านเทคนิคและผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพเกิดการสร้างงาน การสร้างรายได้แก่ท้องถิ่น รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยในช่วง 3 ปีแรกของการสำรวจจะมีการลงทุนขั้นต่ำภายในประเทศ และผลประโยชน์พิเศษที่รัฐจะได้รับ รวมประมาณ 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 130 ล้านบาท และหากสามารถพัฒนาแหล่งและผลิตปิโตรเลียม ในแปลงสำรวจปิโตรเลียมดังกล่าวได้ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐในรูปแบบของค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, กำแพงเพชร, สุโขทัย, ห็นชอบให้สัมปทานปิโตรเลียม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข L1/64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_616662c583f77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2020 07:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2020 07:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงฯเผยปีงบ63 กิจการปิโตรเลียมสร้างรายได้รัฐ 1.3 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค. 2563 นายศุภลักษณ์ &amp;nbsp;พาฬอนุรักษ์ โฆษกกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) มีการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ในปีงบประมาณ 2563 (เดือนต.ค. 2562 &amp;ndash; ก.ย. 2563) จำนวนรวมทั้งสิ้น 129,932 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าภาคหลวง จำนวน 38,725 ล้านบาท เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ จำนวน 15 ล้านบาท รายได้จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย จำนวน 12,903 ล้านบาท ค่าตอบแทนการต่อระยะเวลาการผลิต จำนวน 7,050 ล้านบาท รวมถึงภาษีเงินได้ปิโตรเลียมซึ่งจัดเก็บโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง จำนวน 71,239 ล้านบาท โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ในปี 2563 ลดลง 21.88% เมื่อเทียบกับการจัดเก็บรายได้ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงปีงบประมาณ 2563 มีสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศที่ดำเนินการอยู่ 38 สัมปทาน 48 แปลงสำรวจ โดยแบ่งเป็นแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย 29 แปลง และแปลงสำรวจบนบก 19 แปลง โดยมีปริมาณการผลิตปิโตรเลียมทั้งก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว และน้ำมันดิบ คิดเป็นปริมาณรวมอยู่ที่ 275.66 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งลดลง 7.86% เมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตปิโตรเลียมที่ลดลง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 และสถานการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกประเภททั่วโลก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81304</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, การจัดเก็บรายได้, ศุภลักษณ์  พาฬอนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da06fa4d546e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติผนึกเอกชนลุยจ้างงานเพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย. 2563 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศไทยนั้น ทำให้ภาครัฐและเอกชนร่วมผนึกกำลังเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวให้ได้มากที่สุด โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ประกอบการ ด้านปิโตรเลียมในประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังคงให้ความร่วมมือ ในการดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติดังกล่าว โดยการสนับสนุนและส่งเสริมการจ้างคนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและสร้างรายได้แก่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ขอความร่วมมือจากผู้รับสัมปทาน ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต และผู้รับจ้างซึ่งได้ทำสัญญาจ้างเหมาโดยตรงกับผู้รับสัมปทานหรือผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต ในการพิจารณาให้การสนับสนุนใช้บริการด้านยานพาหนะ การก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากผู้รับจ้างหรือวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการจ้างงานคนไทย ในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมาโดยตลอด โดยในปัจจุบันบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียม มีการจ้างพนักงานคนไทยในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 90 และในช่วงวิกฤติโควิด 19 นี้ บริษัทต่าง ๆ ได้ให้ความร่วมมือในการลดอัตราการเลิกจ้างงานพนักงานคนไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการว่างงาน นอกจากนี้ ในการดำเนินการของแปลงสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช ซึ่งจะสิ้นอายุในปี 2565 และจะมีการเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการจากระบบสัมปทาน เป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการจ้างพนักงานคนไทยเช่นกัน โดยมีข้อกำหนดในสัญญาแบ่งปันผลผลิตให้ผู้รับสัญญาต้องจ้างพนักงานไทยในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 นับว่าเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในการส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนไทยอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม&amp;rdquo; อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77631</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, จ้างงานคนไทย, จ้างงานเพิ่ม, สราวุธ แก้วตาทิพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200916/image_big_5f61cd0ac27eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงฯยันไม่มีน้ำมันดิบรั่วไหลบริเวณอ่าวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 63 นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ โฆษกกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีคราบน้ำมันบริเวณหาดสุชาดา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศได้ตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทผู้รับสัมปทานทุกรายที่มีการดำเนินงานในอ่าวไทยทันที โดยตรวจสอบย้อนหลังไป 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าไม่มีการรั่วไหลของน้ำมันดิบจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน เพื่อเป็นการบูรณาการการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพและการหาที่มาของคราบน้ำมัน หรือก้อนน้ำมันที่เกิดขึ้นในแต่ละปีให้มีความชัดเจน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ 9 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า &amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมศุลกากร ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศลชร.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี&amp;nbsp; บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู)พัฒนาฐานข้อมูลลายนิ้วมือน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เพื่อให้สามารถบ่งชี้ที่มาของคราบน้ำมันดิบบนพื้นฐานทางวิชาการตามหลักมาตรฐานสากล นับเป็นการพัฒนาระบบควบคุมและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot;สำหรับเหตุการณ์การพบก้อนน้ำมันบริเวณชายหาดต่าง ๆ ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจสอบกับฐานข้อมูลแล้ว ไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ว่าก้อนน้ำมันหรือคราบน้ำมันตามชายหาดดังกล่าว มาจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนี้จะ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุของคราบน้ำมันดังกล่าวต่อไป&amp;quot; โฆษกกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76643</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, ก้อนน้ำมันดิบ, ทะเลอ่าวไทย, เชื้อเพลิงรั่วไหล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f548c59e2d43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยฟันรายได้จากกิจการปิโตรเลียม 37 ปี 2.1ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯ&amp;quot; เผย ไทยฟันรายได้จากกิจการปิโตรเลียม 37 ปี &amp;quot;2.1ล้านล้านบาท&amp;quot; ด้านแหล่งเอราวัณและบงกช จะหมดอายุสัมปทาน อยู่ระหว่างเปิดประมูล ซึ่งจะเปิดให้ยื่นเทคนิค 25 ก.ย.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวถึงรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมครึ่งปีแรกของไทย ว่า มีรายได้ทั้งสิ้น 79,483 ล้านบาท มาจากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รายได้จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และรายได้อื่นๆ โดยแบ่งเป็น การเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม 21,922 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นรายได้ส่งเข้าท้องถิ่น 1,079 ล้านบาท และส่งเข้าคลัง 20,843 ล้านบาท คาดการณ์ว่า ค่าภาคหลวงฯจะอยู่ที่ 42,000-43,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สรุปแล้วเรามีรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตั้งแต่ไทยเริ่มมีการจัดเก็บปี 2524 จนถึงมิ.ย.61 ทั้งสิ้น 2,142,152 ล้านบาท&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมสำหรับแหล่งผลิตบนบก กรมได้ให้ความเห็นกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อประกอบการแก้ไขพ.ร.บ.การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มหาดไทยเตรียมปรับปรุงโดยเสนอให้ลดค่าภาคหลวงที่ปัจจุบันจัดสรรให้ อบจ. 20% เป็น 10% เพื่อนำมาเพิ่มให้กับ อบต.ที่ให้พื้นที่ที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานตั้งอยู่ เช่น ระบบท่อโดยสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ ส่วนค่าภาคหลวงทางทะเลให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ปี 2565-66 ก๊าซธรรมชาติแหล่งเอราวัณและบงกช จะหมดอายุสัมปทาน อยู่ระหว่างเปิดประมูล ซึ่งจะเปิดให้ยื่นเทคนิค 25 ก.ย.นี้ ในร่างทีโออาร์จะกำหนดให้ผู้ชนะต้องผลิตก๊าซ 2 แหล่งต่อเนื่องให้ได้1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันทันทีหลังหมดสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซในอ่าวไทยได้ 3,800 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน โดยจะเหลือ 1,500 ลบ.ฟุตต่อวันในปี 2565-2566 จึงต้องเร่งบริหารจัดการที่อนาคตต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาทดแทนเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจาก บมจ.ปตท. ยังมอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเข้า 1.5 ล้านตันต่อปี โดยให้ทดลองช่วงสิ้นปีคาร์โก้แรก 7.5 หมื่นตัน แต่ให้นำเข้าจริงปี 2562 เพราะขณะนี้ราคานำเข้าสูง ดังนั้น กระทรวงพลังงานจะต้องนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช.พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ราคานำเข้าแอลเอ็นจีของ กฟผ.อีกครั้ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14436</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, รายได้จากกิจการปิโตรเลียม, วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180731/image_big_5b6022da7916d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงฯเผย2วัน 5 เอกชนจ่าย63ล้านขอดูข้อมูลเชิงลึกชิงแหล่งเอราวัณ-บงกช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเชื้อเพลิงฯ &amp;nbsp;เผย 2 วัน เอกชนยื่นขอเข้าห้อง Dara Room ดูข้อมูลเชิงลึกแหล่งเอราวัณ-บงกช 5ราย &amp;nbsp; ปลื้มรัฐโกยเงินเข้ากระเป๋า 63ล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31พ.ค. 61- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดให้เอกชนเข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูล พร้อมชำระค่าเข้าร่วมประมูล และลงนามในสัญญาการรักษาความลับและการใช้ประโยชน์ข้อมูล สำหรับบริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) ตั้งแต่วันที่31 พ.ค.เป็นต้นมา &amp;nbsp; โดยล่าสุดพบ 2 วันที่ผ่านมา 30-31พฤษภาคม 2561 มีบริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นฯ ได้เข้ายื่นเอกสารฯ และชำระค่าเข้าร่วมประมูลฯเพื่อเข้าหาข้อมูลเชิงลึกในห้อง Dara Room &amp;nbsp;5ราย โดยแบ่งเป็นวันที่ วันที่ 30 พ.ค. 2561 &amp;nbsp;มีผู้มายื่น 4 รายจ่ายเงินเข้ารัฐ 49 ล้านบาท &amp;nbsp;และเมื่อรวม 2 วัน อีก 2 ราย 14 ล้านบาท รวมรายจ่ายเงินเข้ารัฐ 63 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวันแรก( 30 พฤษภาคม 61) มีผู้ยื่นซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินงาน หรือ Operator ดังนี้ &amp;nbsp; 1.บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd. แปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) &amp;nbsp;และ G2/61 (บงกช) , &amp;nbsp;2. บริษัท PTTEP Energy Development Company Limited แปลงG1/61 และ G2/61 &amp;nbsp;และ &amp;nbsp; 3. บริษัท Total E&amp;amp;amp;P Thailand แปลง G1/61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ บริษัทผู้ร่วมรับสัญญา ( Partner) &amp;nbsp;1 รายได้แก่ &amp;nbsp; 1. บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด (Partner บริษัท Chevron Thailand Holdings Ltd.) แปลง G1/61 และ G2/6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 มีบริษัทที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นฯ ได้เข้ายื่นเอกสารฯ และชำระค่าเข้าร่วมประมูลฯ &amp;nbsp;เพิ่มเติมอีก1 &amp;nbsp;คือ บริษัท &amp;nbsp;มูบาดาลา ปิโตรเลียม โดยยื่นทั้ง 2 แหล่งคือ 1. บริษัท MP G2 (Thailand) Limited แปลง G1/61 &amp;nbsp;และ 2. บริษัท MP L21 (Thailand) Limited แปลง G2/61 &amp;nbsp;ซึ่งทั้ง2 บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเปิดให้เข้ายื่นเอกสารแสดงความจำนงในการเข้าถึงข้อมูลฯ ไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 21 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10410</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, บงกช, เอราวัณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac2307515cff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2018 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมเชื้อเพลิงประกาศ จ่อประมูลรอบใหม่ต้น62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมเชื้อเพลิงเร่งเดินหน้าเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบต้นปี 2562 &amp;nbsp;หวังเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ หลังไม่มีการเปิดให้เอกชนสำรวจปิโตรเลียมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค. 61- &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ &amp;nbsp;เปิดเผยว่า &amp;nbsp; หลังจากที่เอกชนที่เข้าแสดงหลักฐานแสดงคุณสมบัติเบื้องต้น (พรีคิว) ในแปลงสำรวจทะเลอ่าวไทย G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และ G2/61 (แหล่งบงกช) &amp;nbsp;ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นทั้งหมด &amp;nbsp;5 ราย &amp;nbsp;โดยลำดับต่อไป จะมีการจัดสัมมนาบิดเดอร์ คอนเฟอร์เร้นซ์ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ เพื่อชี้แจงการเตรียมเอกสารต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ-บงกช จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คาดภายในเดือน ธ.ค. 61 นี้จะได้ตัวผู้ชนะ และจะเซ็นสัญญากับผู้ชนะการประมูลได้ภายในเดือนก.พ. 62 &amp;nbsp;และหลังจากการประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ภาครัฐจะเตรียมเปิดให้เอกชนยื่นสิทธิ์และสำรวจผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ &amp;nbsp;คาดว่าอาจจะมีการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประเทศไทยไม่มีการเปิดให้เอกชนสำรวจปิโตรเลียมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่นโยบายต้องขึ้นอยู่กับรมว.กระทรวงพลังงาน โดยปัจจุบันแปลงที่ยังเหลืออายุสำรวจอยู่มีเพียง 2 แหล่ง คือแหล่งปิโตรเลียมบนบกที่มีศักยภาพของ บริษัท หยานฉาง ประเทศจีน ใน จ.บุรีรัมย์ และของบริษัท ทีพีไอ ใน จ.ชัยภูมิ และจะทยอยหมดอายุในช่วง 1-2 ปีนี้&amp;quot;นายวีระศักดิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ผ่านเกณฑ์พรีคิวในแหล่งเอราวัณมีจำนวนทั้งสิ้น 5 บริษัท ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม,บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ,บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท โททาล อี แอนด์ พี ไทยแลนด์ จำกัด &amp;nbsp;และบริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท (OMV Aktiengesellschaft)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ส่วนแหล่งบงกชมีผู้ผ่านพรีคิว 4 ราย ได้แก่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม , บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ,บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอเอ็มวี แอคเทียนวีเซลสคาฟท( OMV Aktiengesellschaft)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมเชื้อเพลิงฯจะเปิดให้ผู้ร่วมประมูลต้องยื่นเอกสารแสดงความจำนงพร้อมชำระเงิน 7 ล้านบาท ต่อแหล่ง ระหว่าง 30 พ.ค.-1มิ.ย.61เพื่อแสดงความต้องการใช้ห้องศึกษาข้อมูล(Data Room ) จากนั้น 7มิ.ย.-21 ก.ย.จะเปิดให้เข้าห้อง Data Room เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกได้จริงโดยจะเปิดให้สิทธิ์แค่ 2 วันแรกจากนั้นหากจะดูเพิ่มต้องจ่ายวันละ 7 หมื่นบาท การเข้าดูจะต้องไม่เกิน 5 คน เป็นต้นซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานสากล จากนั้นวันที่ 25 ก.ย.จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการยื่นสิทธิ์ข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐซึ่งในวันนี้ก็จะทราบได้ว่าใครจับมือกันเป็นพันธมิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10199</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, ก๊าซธรรมชาติ, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, มูบาดาลา, เชพรอน, เอราวัณ-บงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf0feda9d35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
