<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ&quot;ฟ้าทะลายโจร&quot;รักษาโควิดอาการระยะเริ่มต้น ปอดยังไม่อักเสบ ได้ผลดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ธ.ค.63-พญ.อัมพร &amp;nbsp;เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากสถานการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การระบาดของไวรัสโควิด 19 มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 80 ล้านคน ซึ่งล่าสุดโรคนี้ ได้กลับมาสร้างความวิตกกังวลให้คนไทยทั้งประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกครั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยคนไทยติดเชื้อโควิด 19 ที่จังหวัดสมุทรสาคร และมีการพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากจากการค้นหาในกลุ่มเสี่ยง จึงจำเป็นต้องหาทางเลือกในการร่วมดูแลผู้ป่วยควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันจากข้อมูลการศึกษาก่อนนี้ ชี้ให้เห็นว่าฟ้าทะลายโจรมีสารที่มีฤทธิ์ลดระดับสารที่ก่อการเกิดการอักเสบ การยับยั้ง &amp;nbsp; การเพิ่มจำนวนของไวรัส รวมถึง การอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสเอง ทั้งในหลอดทดลอง และสัตว์ทดลอง ในประเทศไทยมีการศึกษาผ่านการพิจารณาจริยธรรมการศึกษาวิจัยในคนเรียบร้อยแล้ว พบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ระดับความรุนแรงน้อย ซึ่งได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง มีอาการดีขึ้นทุกราย หลังวันที่สามของการได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจร โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้ายาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จะเป็นทางเลือกในการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักษาผู้ป่วย และเป็นการลดต้นทุนการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันโดยหันมาใช้ยาสมุนไพรไทยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ โรงพยาบาลของรัฐ 5 โรงพยาบาล ในเขตสุขภาพที่ 5 ประกอบด้วย โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม เตรียมใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร รักษาผู้ป่วยไวรัสโควิด 19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอายุ 18 - 60 ปี และมีระดับความรุนแรงน้อย คือ มีอาการแสดงของระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ โดยไม่มีภาวะปอดอักเสบ รวมถึงได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ภายใน 72 ชั่วโมง หลังเริ่มมีอาการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า การรักษาด้วยยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรนี้ &amp;nbsp;ผู้ป่วยจะได้รับสารสำคัญ Andrographolide 180 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 5 วัน ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานการรักษาโรคด้วยยาแผนปัจจุบัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามมาตรฐานทางการแพทย์จากโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และการประเมินอาการทุกวัน หากมีอาการแพ้ยา หรือผลข้างเคียงจากการรักษา สามารถหยุดยาได้ทันทีและแจ้งทีมรักษา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้ตลอด 24 ชั่วโมง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จึงขอให้ผู้ป่วยที่สมัครใจรักษาด้วยสมุนไพรฟ้าทะลายโจร มั่นใจในกระบวนการรักษาทุกขั้นตอน ทางโรงพยาบาลมีบุคลากรทางการแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการรักษา โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนฟ้าทะลายโจร โทร. 065 504 5678 หรือ ช่องทาง www.facebook.com/dtam.moph และ Line @DTAM&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88400</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #โควิด-19, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f44dfacf0c57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77754</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกระดับ 14เมืองสมุนไพร ส่งเสริมการเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ก.ย.63 - นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการการประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 โดยมีนายแพทย์ มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.สธ.กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก จึงได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เกิดการพัฒนาวิจัย ผลิตสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยา เครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน รวมถึงส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคง ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ &amp;nbsp;มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพร โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เครือข่ายนักวิชาการ เร่งพิสูจน์ความปลอดภัย คุณภาพ ประสิทธิภาพและประกาศเป็นรายการผลิตภัณฑ์สมุนไพรอ้างอิง เพื่อให้การอนุมัติผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีความรวดเร็ว ลดความยุ่งยากในการเตรียมเอกสารขออนุญาตของผู้ประกอบการ ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ใ ห้มีระบบการให้คำปรึกษาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่อยู่ระหว่างการวิจัย และส่งเสริมอุตสาหกรรมสารสกัดสมุนไพร และพัฒนาระบบการรับรองสารสกัดสมุนไพรที่ใช้สำหรับใช้อ้างอิงในการผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อใช้เป็นเอกสารรับรองการส่งออก เป็นการส่งเสริมการตลาด เพิ่มมูลค่าการส่งออก รวมทั้งได้ตั้งศูนย์ส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพร เพื่อให้คำปรึกษาผู้ประกอบการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีการจัดอบรมยกระดับผู้ประกอบการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาด และให้ข้อมูลผู้ประกอบการสมุนไพรแบบครบวงจร (One Stop Service) พร้อมสนับสนุนสมุนไพรเป็น Product Champions&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สาธิตกล่าวต่อว่า คณะกรรมการฯ ยังมีมติเห็นชอบให้ยกระดับเมืองสมุนไพรทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ การเกษตรวัตถุดิบสมุนไพร (อำนาจเจริญ, สุรินทร์, มหาสารคาม, อุทัยธานี, สกลนคร) อุตสาหกรรมสมุนไพร (นครปฐม, สระบุรี, ปราจีนบุรี, จันทบุรี) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความงาม &amp;nbsp;(เชียงราย, พิษณุโลก, อุดรธานี, สุราษฎร์ธานี, สงขลา)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77754</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ดร.สาธิต ปิตุเตชะ, สมุนไพรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f6334bd01d71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75520</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 17:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;น้ำมันกัญชาสูตรหมอเดชา&quot;ใช้ 9 เดือน ได้ผลผู้ป่วยมะเร็ง พาร์กินสัน ไมเกรน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.63 - ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าวจับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อยอดงานวิจัยพัฒนาตำรับยาไทยและยาแผนไทย ที่มีกัญชา กัญชง เป็นส่วนผสม โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 2 เรื่อง คือ 1.บันทึกข้อตกลงการศึกษาวิจัยตำรับยาไทยและองค์ความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกการสร้างและพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรและการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลด้านการวิจัย 2.บันทึกข้อตกลงว่าความร่วมมือดำเนินการวิจัยและพัฒนายาแผนไทยที่มี กัญชา กัญชง เป็นส่วนผสม เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและระดับสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ. มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือกันเพื่อพัฒนางานวิจัยด้านวิจัยตำรับยาไทยสมุนไพรไทยยาแผนไทย ที่มีกัญชา กัญชง อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการต่อยอดงานวิจัยให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด &amp;nbsp; โดยล่าสุดในโครงการติดตามลักษณะการใช้และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้น้ำมันกัญชาในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งศึกษาวิจัยน้ำมันกัญชา(ตำรับหมอเดชา) โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 30 แห่ง กว่า 18,000 คน มีการใช้ 60,000 ครั้ง ในระยะเวลาประมาณ 9 เดือน &amp;nbsp; เพื่อประเมินผลของน้ำมันกัญชา และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และศึกษาลักษณะการสั่งใช้น้ำมันกัญชาทางการแพทย์แผนไทย โดยจุฬาฯได้ให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลผู้ป่วยผ่านโปรแกรม REDCap ของ 13-Data Management Center (Chula-DMC) ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับน้ำมันกัญชา (สูตรหมอเดชา) ที่มีอาการนอนไม่หลับ ป่วยมะเร็งปวดไมเกรน เบื่ออาหาร ภูมิแพ้ โรคพาร์กินสัน (Parkinsons disease) มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ารักษาโรคให้หายขาดได้ โดยจะทำการศึกษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี &amp;nbsp;ในส่วนการรักษาโรคเฉพาะทางอาจจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ศาสตราจารย์ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยตำรับยาไทยสมุนไพรไทยยาแผนไทย ที่มีกัญชา กัญชง เป็นส่วนผสม เพื่อจัดการข้อมูลจัดการความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านการวิจัยสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายนักวิจัย และเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลด้านการวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกัน และสร้างภาคีเครือข่ายนักวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เป็นที่ยอมรับทั้งระดับชาติและระดับสากล โดยคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จะร่วมให้คำปรึกษาและเป็นพี่เลี้ยงในการศึกษาวิจัยตำรับยาไทยยาแผนไทยที่มีกัญชา กัญชงเป็นส่วนผสม รวมไปถึงจัดการข้อมูล (data management) จัดการความรู้ (Knowledge management) และจัดทำมาตรฐาน พิสูจน์เอกลักษณ์ตำรับยาไทยสมุนไพรและยาแผนไทยที่มี กัญชา กัญชง เป็นส่วนผสม การดำเนินการวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ และระดับพรีคลินิก ตลอดจนพัฒนาเป็นเภสัชภัณฑ์ศึกษาติดตามประสิทธิผล และความปลอดภัยของผู้ป่วย หลังจากได้รับการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์จากตำรับยาแผนไทยสมุนไพรไทย และยาแผนไทย ที่มี กัญชา กัญชง เป็นส่วนผสม ดังนั้นจากความร่วมมือที่ผ่านมา จึงดำเนินการลงนามความร่วมมือต่อเนื่องในการสร้างและพัฒนางานวิจัยให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและสามารถนำการศึกษาวิจัยต่างๆมาใช้อ้างอิงในระบบบริการสุขภาพได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75520</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, น้ำมันกัญชาตำรับ เดชา ศิริภัทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f44e6c86c89d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่อนข้างชัวร์ ! ผลวิจัยเบื้องต้น พบ&quot;สารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์รักษาโควิดได้ &quot;เตรียมเข้าสู่วิจัยขั้นที่2 อาสาสมัคร 60 คนในเดือนก.ย. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ส.ค.63 - นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เผยความคืบหน้าการวิจัยฟ้าทะลายโจรกับการรักษาไวรัสโควิด-19 ว่า &amp;nbsp;พบว่าสามารถรักษาได้ โดยจากการทดลองเบื้องต้น พบว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันการติดจากเซลล์หนึ่งไปสู่อีกเซลล์ได้ในร่างกายมนุษย์ &amp;nbsp;จึงเข้าสู่การทดลองในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อย-ปานกลาง จำนวน 6 คน โดยได้เตรียมใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรในความเข้มข้น 3 เท่า(180 มิลลิกรัม/วัน) &amp;nbsp;และ 5 เท่าจากปกติ(ในสารสกัดฟ้าทะลายโจร มีสารแอดโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) 20 มิลลิกรัม) แต่ผลปรากฏว่าใช้ในระดับความเข้มข้น 3 เท่า ก็พบว่าอาการดีขึ้น โดยเฉพาะอาการไอ ทั้งในส่วนปริมาณการไอและความรุนแรงของอาการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญภายใน 3 วัน พอเข้าสู่ช่วง 5 วัน อาการอื่นๆ ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ และทำการตรวจ RT-PCR ก็พบว่าผลเป็นลบ ถึง 2 คน หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ก็ตรวจ RT-PCR อีกครั้ง พบว่าทั้ง 6 คน ผลเป็นลบ ไม่พบเชื้อ แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันในการรักษาได้ เพราะเป็นการวิจัยในระยะเบื้องต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนการวิจัยต่อระยะที่ 2 ที่จะเริ่มต้นเดือนกันยายน 2563 จำนวน 60 คน โดยจะทำในพื้นที่โรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี โรงพยาบาลชลบุรี และโรงพยาบาลสมุทรปราการ ก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรที่ความเข้มข้น 3 เท่าเหมือนเดิม ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับเม็ดยาหลอก &amp;nbsp;ในระยะเวลา 5 วันเท่ากัน เพื่อเปรียบเทียบในการรักษาหากพบว่าส่วนที่ใช้ยาฟ้าทะลายโจรมีอาการดีขึ้นมากกว่าอีกกลุ่ม ก็อาจจะบอกได้ว่ายาฟ้าทะลายโจรสามารถใช้รักษาโควิด-19 ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องรอผลการวิจัยที่ชัดเจนกว่านี้ ดังนั้นหากประชาชนมีอาการเป็นไข้หวัด เจ็บคอ มีน้ำมูก ให้รีบรับประทานฟ้าทะลายโจรในขนาดปกติก่อน &amp;nbsp;หากทานต่อเนื่อง &amp;nbsp;2-5 วันไม่ดีขึ้น ก็จะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75515</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ฟ้าทะลายโจร, ยารักษาโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f44dfacf0c57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมแพทย์แผนไทยเห็นชอบให้ 16 ตำรับยาที่มี&quot;กัญชา&quot;ปรุงผสม ใช้ได้ใน 152 รพ.สต.รวมทั้งสนับสนุนการปลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.ค.63- &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีประชาชนที่สนใจเข้ารับรักษาในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐทั้ง 291 แห่งทั่วประเทศ กว่า 60,000 ครั้ง และเพื่อเป็นการเพิ่มการเข้าถึง และให้ประชาชนได้รักษาด้วยยากัญชาแผนไทยที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มาตรฐาน ถูกกฎหมาย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงได้ให้ รพ.สต. ที่มีแพทย์แผนไทยปฏิบัติงานประจำใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ 16 ตำรับ โดยคัดเลือกตำรับที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.มรุต กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการส่งเสริม พัฒนาองค์ความรู้ด้านการปลูกและใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์แผนไทย นำผลผลิตที่ได้ปรุงเป็นยาน้ำมันสนั่นไตรภพ และผลิตเป็นยากัญชา ในระบบโรงงาน WHO-GMP สำหรับสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ จึงได้ให้ รพ.สต.ที่มีความพร้อม 152 แห่ง ร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ขยายการปลูกพืชกัญชาสำหรับใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งได้ตั้งเป้าจำนวนผู้รับบริการประมาณ 15,200 คน ขณะนี้นำร่องไปแล้ว 4 แห่ง คือ รพ.สต.คลองม่วง จ.นครราชสีมา รพ.สต.เชียงพิณ จ.อุดรธานี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รพ.สต. บ้านนายอเหนือ จ.สกลนคร และ รพ.สต.บ้านนาปะขอ จ.พัทลุง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีแหล่งปลูกกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์แผนไทย 6 แห่ง คือ วิสาหกิจชุมชนฯ เพชรสานนา จ.ลำปาง, วิสาหกิจชุมชนฯ บ้านทุ่งแพม จ.แม่ฮ่องสอน, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จ.ปทุมธานี, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อีสาน จ.สกลนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีแหล่งผลิตตำรับยากัญชา 6 แห่ง คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่, กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร, โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร, โรงพยาบาลคูเมือง จ.บุรีรัมย์, โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลดอนตูม จ.นครปฐม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72524</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม, นพ.มรุต   จิรเศรษฐสิริ, รพ.สต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d158a7af82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3องค์กร ร่วมทำวิจัยฟ้าทะลายโจร เบื้องต้นมีฤทธิ์ ป้องกันเชื้อโคโรนาเข้าเซลล์และป้องกันการแบ่งตัวของเชื้อได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ก.พ.63- นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระระทรวงสาธารณสุข (สธ.)มีการแถลงข่าวความร่วมมือการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์ เพื่อยับยั้งไวรัสโควิด-19 โดยกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ในครั้งนี้ เป็นการบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดทำโครงการศึกษาวิจัยประสิทธิผลของยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ในการต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ระหว่างกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากข้อมูลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า สมุนไพรฟ้าทะลายโจร สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต้านการอักเสบ ช่วยลดไข้ และสามารถต้านเชื้อโคโรนาไวรัส ที่ก่อโรคซาร์สได้ จากการศึกษา การจับกันของโมเลกุลยากับเชื้อไวรัสโควิด-19 จากโครงสร้าง 3 มิติของยาและเชื้อ (Molecular docking) พบว่าสารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์ ในฟ้าทะลายโจรน่าจะมีศักยภาพในการช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโคโรนาเข้าเซลล์และป้องกันการแบ่งตัวของโคโรนาไวรัสได้ จึงทำให้เกิดการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงข้อสันนิษฐานในครั้งนี้ อีกทั้ง เป็นการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย ประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก&amp;nbsp;มีหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สนับสนุนงบประมาณ ค่าตอบแทนอาสาสมัครในโครงการวิจัย และดำเนินการกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิกศึกษาฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 จากตัวอย่างเลือดของอาสาสมัคร องค์การเภสัชกรรมจัดหายาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรตามปริมาณความต้องการที่ใช้ในการศึกษาวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หากการวิจัยแสดงว่าฟ้าทะลายโจรมีผลต้านไวรัสโควิด-19 จะได้มีการปรึกษาหารือกับกรมควบคุมโรคถึงความเป็นไปได้ในการใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสแผนปัจจุบัน และการศึกษาวิจัยทางคลินิกในผู้ป่วยต่อไป แต่หากผลการทดสอบไม่พบฤทธิ์ไวรัสโควิด-19 ฟ้าทะลายโจรก็ยังใช้ในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อบรรเทาอาการของโรคหวัดและแก้ไข้ เจ็บคอได้ต่อไป รวมทั้งอาจศึกษาวิจัยสมุนไพรอื่นที่มีศักยภาพต่อไปในอนาคต .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58124</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e54b6d199e4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะกด 5 จุด คลายง่วง ป้องกัน&quot;หลับใน &quot;ช่วยร่างกายกระปรี้กระเปร่าลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28ธ.ค.62-นพ.ปราโมทย์ &amp;nbsp;เสถียรรัตน์ โฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า &amp;nbsp;ในช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ หลาย ๆ คนต้องเดินทางกลับบ้านตามภูมิลำเนา หรือขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด &amp;nbsp;ส่งผลให้การจราจรติดขัด และมักเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ &amp;nbsp; เกิดจากหลายสาเหตุ และหนึ่งในนั้น คือ อาการหลับใน ซึ่งทำก่อให้เกิดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขอแนะนำการกดจุด 5 จุดตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน &amp;nbsp;ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว คลายง่วง ลดอุบัติเหตุที่จะเกิดบนท้องถนนช่วงเดินทางไกลได้ ซึ่งมีวิธีการกดเพียง 5 จุด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กด 5 &amp;ndash; 10 ครั้งต่อจุด ดังนี้ &amp;nbsp;จุดที่ 1 ใช้นิ้วชี้กดกึ่งกลางระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ค้างไว้ 30 วินาที จุดที่ 2 ใช้นิ้วชี้กดบริเวณร่องใต้จมูก ค้างไว้ 30 วินาที จุดนี้สำคัญที่สุดสามารถใช้ปลุกผู้ที่หมดสติให้ฟื้นได้ จุดที่ 3 ใช้นิ้วคลึงบริเวณห่างจาก หางตาประมาณ 2 &amp;ndash; 3 เซนติเมตร ทั้งซ้ายและขวา จุดที่ 4 ใช้นิ้วหัวแนิ้วหัวแม่มือทั้งสองมือ กดบริเวณท้ายทอยทั้งสองข้าง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และจุดที่ 5 ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยของมือข้างขวา นวดตามแนวบ่าข้างซ้าย ทำสลับทั้งสองข้าง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากการกด 5 จุดดังกล่าวแล้ว ขอฝากเตือนประชาชนให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพก่อนเดินทางไกล รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทางไกล และปฏิบัติตามกฎจราจร&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด หากท่านใดสนใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53415</URL_LINK>
                <HASHTAG>กด5จุด แก้หลับใน, กรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e06d35fb3afe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
