<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.เผยข่าวดี 6 เดือนแรกของปี 63 รง.เตรียมเปิดรับแรงงาน 1.2 แสนคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย. 2563 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยสถิติการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมว่า ยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4) และขยายกิจการใน 21 กลุ่มอุตสาหกรรมช่วงครึ่งแรกของปี 63 (ม.ค.&amp;ndash;29 มิ.ย.63) มี จำนวน 1,702 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.22 % &amp;nbsp;มีการจ้างงานใหม่ 123,794 คน เพิ่มขึ้น 79.23 % และเงินลงทุน 174,850.47 ล้านบาท ลดลง 14.09% อย่างไรก็ตามแม้ว่าทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด-19 แต่เป็นที่น่าสังเกตคือมีปริมาณการจ้างงานใหม่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากแสดงให้เห็นว่าในส่วนของภาคอุตสาหกรรมได้มีการวางแผนการลงทุนล่วงหน้าอยู่แล้ว จึงทำให้ตัวเลขการลงทุน การจ้างงาน มีตัวเลขที่สูงขึ้น ซึ่งใน 2 ไตรมาสแรก &amp;nbsp; ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นน่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19มากนัก ทั้งนี้ ต้องติดตามในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งอาจจะมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มาเป็นตัวชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติที่ทั่วโลกประสบอยู่ เพราะนักลงทุนต้องรอดูสถานการณ์ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่ แต่ในส่วนของประเทศไทยก็ยังมีเรื่องดี ๆ โดยพบว่าตัวเลขความต้องการจ้างงานใหม่ของโรงงานที่ขออนุญาตใบ ร.ง.4 และขยายกิจการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน และหากเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปีอื่น ๆ พบว่าช่วง &amp;nbsp; &amp;nbsp;6 เดือนแรกของปี 63 มีความต้องการแรงงานใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 3 ปี หรือย้อนหลังไปถึงปี 61 ซึ่งอย่างน้อยก็จะสามารถเข้ามารองรับการจ้างงานในไทยให้เพิ่มขึ้นรวมถึงสามารถช่วยแก้ปัญหาการว่างงานของแรงงาน &amp;nbsp; จากผลกระทบการระบาดไวรัสโควิด-19 และรองรับนักศึกษาที่จบใหม่ได้ในระดับหนึ่ง&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงสุด 5 อันดับแรกคือ กลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์มีความต้องต้องการแรงงานเพิ่ม &amp;nbsp;39,873 คน สาเหตุที่กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความต้องการแรงงานสูงเนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีการใช้แรงงานในการประกอบและตรวจสอบอุปกรณ์จำนวนมาก รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร มีความต้องการแรงงาน 20,112 &amp;nbsp;คน, กลุ่มผลิตเครื่องจักรเครื่องกล 11,910 คน, กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 6,002 และกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติก 5,814 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลขการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานในครึ่งแรกของปี 63 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 62 จำนวน 1,702 ราย แบ่งเป็นยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ 1,267 ราย ลดลง &amp;nbsp;3.36 % จ้างงาน 52,692 ราย เพิ่มขึ้น 25.58 % และเงินลงทุน 71,121.96 ล้านบาท ลดลง 30.16 % และการขยายกิจการ จำนวน 435 ราย เพิ่มขึ้น 13.58% &amp;nbsp;จ้างงาน 71,102 ราย เพิ่มขึ้น 53.65% เงินลงทุน 103,728.51 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 16.07 % &amp;nbsp;โดยอุตสาหกรรมอาหารมีการขอใบอนุญาตขอจัดตั้งโรงงานและขยายกิจการสูงสุดจำนวน &amp;nbsp;97 ราย เพิ่มขึ้น 44.78 % มีการจ้างงาน 15,631 คน เพิ่มขึ้น 44.21 % และเงินลงทุน 14,390.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.19 % สาเหตุที่มีการขออนุญาตลงทุนโรงงานประเภทนี้มากสุดเพราะกลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีการเจริญเติบโตสูง&amp;nbsp;
ส่วนอันดับสองเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก 36 รายลดลง 41.94% จ้างงาน 2,363 คน ลดลง 36.16% และเงินลงทุน 2,763.92 ล้านบาท ลดลง 64.93% กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพืช 32 ราย เพิ่มขึ้น 6.67% จ้างงาน 1,706 คน เพิ่มขึ้น 79.58 % เงินลงทุน 5,266.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.71%, ผลิตภัณฑ์อโลหะ 31 ราย เพิ่มขึ้น 82.35% จ้างงาน 2,474 คน เพิ่มขึ้น 1,346.78% ลงทุน 2,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 645.68% และกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ 26 ราย ลดลง 15.38% จ้างงาน 3,462 คนเพิ่มขึ้น 69.54 %เงินลงทุน 3,076.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.63%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทิศทางของโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มที่ดีส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารซึ่งถ้าดูจากตัวเลข จะเห็นว่ายังมีการขออนุญาตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบ กล่าวถึง แผนฟื้นฟู ส่งเสริม หรือสนับสนุนสถานประกอบการอุตสาหกรรม หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า &amp;nbsp;ล่าสุดกรอ. ได้จัดทำข้อเสนอโครงการฯ ตามมาตรการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยและสังคม (พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ) ตามนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแล้ว จำนวน 5 โครงการวงเงินกว่า 148 &amp;nbsp;ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการแปลงเครื่องจักรเป็นทุน โดยการบำรุงรักษาเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 กลุ่มที่ 1 โรงงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ เคมี ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เหล็ก และต่อเรือซ่อมเรือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ยังมีโครงการแปลงเครื่องจักรเป็นทุนโดยการบำรุงรักษาเครื่องจักรสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มที่ 2 โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา ไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ สิ่งทอ เซรามิก แก้วและกระจก หนังและผลิตภัณฑ์หนัง, โครงการฟื้นฟูและยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัย มาตรฐาน ผลิตภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม, โครงการพัฒนายกระดับศักยภาพการผลิตของเอสเอ็มอี กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ หรือ IoTs ให้ได้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และโครงการฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปด้วยเทคนิควิศวกรรมอาหาร เชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนก็จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70115</URL_LINK>
                <HASHTAG>6 เดือน, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ประกอบ วิวิธจินดา, ยอดขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (รง.4)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efab9ec3956d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 11:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิมแพ็ค จัดงาน LED Expo Thailand + Light ASEAN ครั้งที่ 8 หนุนอุตสาหกรรม LED  ตอบรับตลาดผลิตภัณฑ์แสงสว่างของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโต 13%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;อิมแพ็ค ร่วม MEX Exhibition ประเทศอินเดียจัดงาน LED Expo Thailand + Light ASEAN 2020 งานแสดงสินค้านานาชาติด้านระบบไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ LED ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;เชื่อมต่อนวัตกรรมไฟฟ้าและแสงสว่าง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า&amp;rdquo; เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นอุตสาหกรรมไฟฟ้าแสงสว่างของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% และจะมีมูลค่าสูงถึง 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยงานฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 26 มิถุนายน 2563 ณ อาคาร 5 - 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดมี 250 บริษัทและแบรนด์ร่วมจัดแสดงสินค้า และมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 8,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;มิสเตอร์ลอย จุน ฮาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ตลาดไฟส่องสว่างในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% โดยมีมูลค่าสูงถึง 5.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024* จากการผลักดันโครงการสมาร์ทซิตี้ และการรณรงค์ให้ใช้เทคโนโลยี LED ของภาครัฐบาล รวมไปถึงยอดขายจากผลิตภัณฑ์ LED อัจฉริยะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;อิมแพ็คจึงร่วมกับผู้จัดงานแสดงสินค้าจากประเทศอินเดีย MEX Exhibition จัดงาน LED Expo Thailand + Light ASEAN 2020 งานแสดงสินค้านานาชาติด้านระบบไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ LED ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8 ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;เชื่อมต่อนวัตกรรมไฟฟ้าและแสงสว่าง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า&amp;rdquo; คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 250 บริษัทและแบรนด์ นอกจากนี้ภายในงานยังมีโซนการสาธิตเพื่อจัดแสดงไฟ นวัตกรรม รวมทั้งสัมมนาจากกูรูชั้นนำในอุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งการจัดงานฯ ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สมาคมไฟฟ้าและแสงสว่าง สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย สถาบันไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิกส์ สมาคมวิศวะกรรมสิ่งแวดล้อม Wazzadu.com สมาคมผู้ประกอบการและผู้จัดการอาคาร ประเทศฟิลิปปินส์ สมาคมผู้บริหารจัดการอาคาร ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น เราจึงคาดการณ์ว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 8,000 รายตลอด 3 วันการจัดงาน&amp;rdquo; มิสเตอร์ลอย กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;นายศุภกิจ บุญศิริ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า &amp;ldquo;กรมโรงงานอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่างาน LED Expo Thailand จะช่วยส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ในด้านการสนับสนุนการใช้นวัตกรรมไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งนำเสนอนวัตกรรมไฟฟ้า แสงสว่างที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมไทยในอนาคต ด้วยเหตุนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดโรดโชว์ในเขตนิคมอุตสาหกรรม และจัดสัมมนาภายในงาน LED Expo Thailand ในหัวข้อ Robotic Lighting System มิติใหม่ของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กิจกรรมภายในงาน LED Expo Thailand + Light ASEAN 2020&lt;/p&gt;


	Bar &amp;amp; Restaurant Lighting Demonstration Zone โซนการสาธิตจัดแสดงไฟ ซึ่งประกอบไปด้วยการนำไฟอัจฉริยะ ไฟดีไซน์สวยงาม มาประยุกต์จัดให้เหมาะสมกับการตกแต่งบาร์ และร้านอาหาร
	LED ASEAN Forum 2020 ร่วมอัพเดตความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากเหล่ากูรูจากอุตสาหกรรมไฟฟ้าและแสงสว่าง อาทิ สมาคมไฟฟ้าและแสงสว่าง สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และสมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
	Intelligent Lighting Zone โซนแสดงเทคโนโลยีสมาร์ทไลท์ติ้งและระบบสั่งการอัจฉริยะ
	Beyond Saving and Sustainability Zone โซนแสดงนวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะและพลังงานทดแทน
	Lighting Design Zone โซนแสดงนวัตกรรมการออกแบบไฟสำหรับตกแต่งภายใน
	Wazzadu talk 2020 งาน Talk ของคนสร้างสรรค์แห่งยุค ที่จะเปลี่ยนทุกแนวคิดเรื่องการออกแบบในวงการสถาปัตยกรรมให้สนุกและสร้างสรรค์มากกว่าที่เคย เพื่อเติมเต็มและรองรับการทำงานในยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ความต้องการทั้งสถาปนิก นักออกแบบ และช่างรับเหมาก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบ


&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน LED Expo Thailand + Light ASEAN 2020 สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.ledexpothailand.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55594</URL_LINK>
                <HASHTAG>LED Expo Thailand + Light ASEAN ครั้งที่ 8, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, มิสเตอร์ลอย จุน ฮาว, ศุภกิจ บุญศิริ, อิมแพ็ค, แสงสว่าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200127/image_big_5e2e6e11d4aee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดนโยบายพัฒนานิคมฯ-โรงงาน เพิ่มโอกาสการลงทุนในอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;การเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดฉากเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการลุยโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยมีหลายหน่วยงานที่สำคัญเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการสำคัญระดับประเทศที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมด้วยช่วยกันให้เกิดขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจในประเทศให้ดีขึ้น และในปี 2563 นี้เอง หน่วยงานนั้นๆ ก็ต้องมีแผนเตรียมงานที่จะสานต่อความคืบหน้าอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยหนึ่งองค์กรที่ถือว่าเป็นกลไกหลักในการพัฒนาพื้นที่และเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ที่ในปี 2563 นี้เองก็มีแผนงานและแนวร่วมพัฒนาพื้นที่อีอีซีในรูปแบบต่างๆ นอกเหนือจากการเตรียมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ก็คือการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล่าสุด กนอ.ได้ลงนามในสัญญาจ้างบริหารจัดการท่าเรือฯ มาบตาพุด กับบริษัท มารีนไทย กรุ๊ป จำกัด ต่อเนื่องในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2562-2572 หรือ 10 ปี ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมและบริหารจัดการคนประจำเรือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอู่ต่อ-ซ่อมเรือ อุปกรณ์เรือ และกลุ่มธุรกิจให้บริการรับจ้างเหมาบริหารจัดการท่าเรือสำหรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป สินค้าน้ำมัน เคมีและแก๊ส รวมถึงการบริหารจัดการระบบคลังเก็บสินค้า เพื่อให้การบริหารจัดการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการบริการผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ด้วยบริการที่มีมาตรฐาน ความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่ทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 63 นั้น กนอ.มองว่ามีแนวโน้มที่ดี เพราะมีปัจจัยบวกที่ส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น จากการที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ที่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการพัฒนาท่าเรือฯ มาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการท่าเรือฯ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และดึงดูดการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จากปัจจัยดังกล่าวทำให้การลงทุนในปีงบประมาณ 2563 มีทิศทางการเติบโตได้อย่างแน่นอน แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า และปัจจัยภายนอกอื่นๆ รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังไม่มีข้อยุติ ทำให้นักลงทุนพิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้นักลงทุนตัดสินใจซื้อที่ดินในนิคมฯ เพื่อลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 มีมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 30,527.54 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 5,512 คน เพิ่มขึ้น 60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งมีการจ้างงาน 3,446 คน และมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้น 807 ไร่ จาก 1,376 ไร่ เป็น 2,183 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 59% โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็นพื้นที่อีอีซีจำนวน 1,964 ไร่ นอกพื้นที่อีอีซีจำนวน 219.85 ไร่ ซึ่งในพื้นที่อีอีซีมียอดขาย/เช่าที่ดินเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2561 ถึง 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูผลประกอบการของ กนอ.ในปีงบประมาณ 2562 ช่วงเดือน ต.ค.61-ก.ย.62 จะพบว่ามีทิศทางที่ดี โดยการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.บริหารงานเอง และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกับภาคเอกชน จำนวน 59 นิคมอุตสาหกรรม และ 1 ท่าเรืออุตสาหกรรม ในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ และมีนิคมอุตสาหกรรมที่เซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 62 จำนวน 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นผลให้มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 175,939 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับขาย/เช่า ประมาณ 110,558 ไร่ และพื้นที่ขาย/เช่าสะสม ประมาณ 88,906 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนในภาพรวมประมาณ 4 ล้านล้านบาท มีโรงงาน 5,875 แห่ง และมีจ้างงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 500,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ที่ให้ความสนใจลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมเหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ 2.อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง 3.อุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม 4.อุตสาหกรรมเครื่องยนต์ เครื่องจักร และอะไหล่ 5.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยประเทศที่มาลงทุนในนิคมฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กนอ.มีศักยภาพที่พร้อมรองรับการลงทุนอย่างเต็มที่ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ครบถ้วน ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; กนอ.ยังให้ความสำคัญในด้านการบริการนักลงทุนแบบครบวงจรเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขอใบอนุมัติ และใบอนุญาต ผ่านศูนย์ให้บริการของ กนอ. Total Solution Center (TSC) โดยศูนย์บริการดังกล่าวจะให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ทำให้มีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น กนอ.ได้มีมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมในการเฝ้าติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้ทันท่วงทีแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ กรอ. ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีความร่วมมือพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นกัน และที่ผ่านมา กรอ.เองก็เห็นความก้าวหน้าของอีอีซีจากตัวเลขของการเปิดและขยายกิจการโรงงานมาโดยตลอด และในปี 63 นี้เองก็ตั้งเป้าที่จะดำเนินงานผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่ในอีอีซีเท่านั้น แต่ยังเหมารวมไปกับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศอีกด้วย เช่น โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ที่ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเบื้องต้นมอบหมายให้กองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน (กทส.) ประสานการดำเนินการกับอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ก็จะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมจังหวัด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มพื้นที่อีอีซี และโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก โดยเริ่มจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองอู่ตะเภา ซึ่งจะขยายผลไปอีก 25 ลุ่มน้ำสายหลัก และโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการน่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ประกอบ วิวิธจินดา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า แผนดำเนินงานในปี 2563 กรอ.ให้ความสำคัญในแผนงาน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การดำเนินนโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อม และปราบปรามผู้ประกอบการที่กระทำผิด จนเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมแบบเข้มงวดมากขึ้น 2.การพัฒนากฎหมาย และระบบดิจิทัล เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 3.การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 4.การพัฒนาบุคลากรตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจะเน้นบริหารจัดการ กำกับ ดูแล และเฝ้าระวังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง กรอ.มีแผนในการตรวจกำกับโรงงาน 5,000-6,000 โรงงาน เพื่อเฝ้าระวังเรื่องของความเสี่ยงด้านต่างๆ อาทิ น้ำเสีย อากาศ กากอุตสาหกรรม ความปลอดภัย&amp;nbsp; (สารเคมี อัคคีภัย ระบบไฟฟ้า หม้อน้ำ) ที่รวมถึงในพื้นที่อีอีซีด้วย หลังจากพบว่าในปี 62 มีชาวบ้านหรือชุมชนร้องเรียนโรงงานที่สร้างความเดือดร้อนมายัง กรอ. จำนวน 594 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกลิ่นเหม็นมากที่สุด 389 เรื่อง รองลงมาเป็นเสียงดังจำนวน 200 เรื่อง, เรื่องฝุ่นละอองจำนวน 136 เรื่อง, ทำงานกลางคืนจำนวน 89 เรื่อง และเรื่องเขม่าควันจำนวน 79 เรื่อง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน หากพบว่าโรงงานมีการปล่อยมลพิษ ทาง กรอ.ก็จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าระงับ และจัดการ เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ เนื่องจากกรมมีระบบรายงานมลพิษแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ทั้งน้ำ อากาศ และกากอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็จะพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและพัฒนาระบบอนุญาตและการกำกับดูแล ทั้งข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการวัตถุอันตราย เชื่อมโยงเอกสารและข้อมูลประชาชนและบริการภาครัฐ การนำระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม และทำเนียบสารเคมีและวัตถุอันตราย รวมถึงการผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะช่วยลดมลพิษ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในรอบปี 62 กรอ.ได้ดำเนินการในหลายจุด เช่น การส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมสู่ Factory 4.0, การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทำความเย็นและหม้อน้ำในโรงงาน, การส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในโรงงาน กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแล้วกว่า 2,131 เครื่อง หรือจำนวนโรงงาน 107 โรงงาน, การส่งเสริมสนับสนุนเพื่อยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ปี 62 จำนวน 2,921 ราย จากเป้าหมายที่ 2,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมของไทยมีการปรับตัวตามแนวทางการพัฒนาของประเทศ หรือการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอยู่อย่างเป็นมิตรกับชุมชนที่เป็นหัวใจของการส่งเสริมทิศทางภาคอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันการเร่งพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างอีอีซีนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะเป็นช่องทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไทยให้มีการเติบโตที่ก้าวกระโดด และมีความพร้อมที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประกอบ วิวิธจินดา, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200126/image_big_5e2d9c175d489.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2019 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2019 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯตื่นตัวแจ้งโรงงานจับตาระเบิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค. 62- &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจากกรณีเกิดเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กระทรวงได้เตรียมแผนรับมือผลกระทบจากเหตุระเบิดกลางกรุงเมื่อวานและวันนี้ โดยได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ประสานไปยังโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงงานและโดยรอบโรงงาน เพื่อเป็นการป้องกันและเฝ้าระวังสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานที่หากเกิดเหตุแล้วจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เช่น โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเคมีภัณฑ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มความเข้มงวดและตรวจสอบผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัตถุอันตรายที่สามารถนำไปทำเป็นวัตถุระเบิดได้ และให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ตรวจสอบและควบคุมการใช้วัตถุระเบิดในเหมืองแร่ โดยให้มีการใช้วัตถุระเบิดเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น และให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมติดตามผล แต่คาดว่าน่าจะไม่มีผลกระทบมากนัก หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้หากประชาชนหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ วัตถุต้องสงสัย หรือกระบวนการสร้างสถานการณ์ &amp;nbsp;ให้รีบติดต่อผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42565</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, ระเบิดป่วนเมือง, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190802/image_big_5d440ede895fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 20:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 20:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ. ถก8หน่วยงานออกมาตรการคุมเข้มสารโซเดียมไซยาไนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมโรงงานอุตสาหกรรมดึงพันธมิตร 8 องค์กรในการทำงานบูรณาการร่วมกันในการพิจารณาการอนุญาตนำเข้าและติดตามสารไซเดียมไซยาไนด์หวั่นลักลอบไปผลิตยาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25&amp;nbsp;มิ.ย.62 - นายบรรจง สุกรีฑา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.ได้เชิญ 8 หน่วยงานร่วมกันหารือและประสานความร่วมมือแนวทางการกำกับดูแลสารโซเดียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ในการเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลวัตถุอันตรายที่เข้มงวดโดยเริ่มจากสารโซเดียมไซยาไนด์ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการนำไปใช้ผลิตยาเสพติดตั้งแต่ต้นทางอย่างเร่งด่วน และทันท่วงที &amp;nbsp; เนื่องจากในปัจจุบันพบว่ามีการลักลอบนำสารดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จำนวนมาก เบื้องต้นที่ประชุมได้ประสานการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทุกๆด้าน เพื่อป้องกันการนำสารดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น การประสานข้อมูลเกี่ยวข้อง, การร่วมกันตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า การส่งออก และการผ่านแดนที่เข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการร่วมกันให้ความเห็นมายังกรอ.เป็นรายกรณีที่จะมีการนำเข้าสารโซเดียมไซยาไนด์เข้ามาในไทยหรือผ่านแดนไปประเทศที่3 ซึ่งอาจใช้เวลา 5-10 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน ว่าจะมีการอนุญาตให้นำเข้าหรือผ่านประเทศไทยได้หรือไม่ เนื่องจากหน่วยงานต่างๆจะมีข้อมูลที่เชื่อมทั้งในและต่างประเทศได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 8 หน่วยงานประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย, กรมการปกครอง, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกรมศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สารโซเดียมไซยาไนด์ สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท และนิยมใช้ในการสกัดทองในเหมืองทองคำ &amp;nbsp;รวมถึงนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอีกหลายประเภท เช่น การย้อมสี การเพิ่มความแข็งให้กับเนื้อโลหะ การชุบโลหะในอุตสาหกรรมยานยนต์ &amp;nbsp;แต่อีกทางหนึ่งสามารถนำไปสกัดเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดได้ด้วย ซึ่งประเด็นนี้น่ากังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการนำเข้าสารดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยปีละ 1,400-1,500 ตัน ซึ่งน้อยกว่าที่จะมีการขออนุญาตนำผ่านประเทศไทยไปสปป.ลาวหรือไปประเทศเมียนมาร์ ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้มากจะเป็นเหมืองทองแต่ปัจจุบันเหมืองทองได้ปิดไปแล้วจึงมีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยไม่มาก โดยในปี 62 มีการขออนุญาตนำเข้า 53 ตัน แต่มีการนำเข้าจริง 15 ตันเท่านั้น&amp;rdquo; นายบรรจง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรจง กล่าวว่า ในส่วนของสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ผลิตยาเสพติด ตามบัญชีแนบท้ายของประกาศกระทรวงยุติธรรมมี 20 รายการ โดยหนึ่งใน 20 รายการคือ สารโซเดียมไซยาไนด์ ซึ่งกรอ.และพันธมิตรทั้ง 8 หน่วยงานก็พร้อมนำร่องในการออกมาตรการดูแลและคุมเข้มการนำเข้า การส่งออก และการผ่านแดนก่อน จากนั้นก็จะดำเนินการกับสารอีก 19 ประเภทในลักษณะที่คล้ายๆกัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำสารดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39455</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, บรรจง สุกรีฑา, พ.ร.บ.วัตถุอันตราย, วัตถุอันตราย, สารโซเดียมไซยาไนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d12230307e50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2019 16:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2019 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ. โชว์รถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ เพิ่มศักยภาพเชิงรุกพร้อมลุยตรวจมลพิษทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าพัฒนาระบบตรวจสอบและป้องกันโรงงานแอบปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ชุมชนได้รับความเดือดร้อน พร้อมโชว์ศักยภาพรถตรวจวัดคุณภาพอากาศ-น้ำแก้ปัญหามลพิษ และลดปัญหาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.62 -นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 62 กรอ. ได้รับการส่งมอบรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่เป็นคันที่ 3 จากบริษัท เอ็นเทค แอสโซซิเอท จำกัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายตรวจสอบการระบายมลพิษโรงงานเคลื่อนที่ของ กรอ. ทั่วประเทศอย่างเข้มงวดตามพื้นที่ต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการป้องปราม และตรวจสอบไม่ให้ผู้ประกอบการโรงงานปล่อยมลพิษจนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชุมชน โดยการรับมอบรถครั้งนี้ส่งผลให้ กรอ. มีรถตรวจวัดสารมลพิษแล้ว 4 คัน แบ่งเป็นรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ 3 คัน และรถตรวจวัดคุณภาพน้ำ 1 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้การนำรถตรวจวัดสารมลพิษเคลื่อนที่เข้ามาใช้ดำเนินการถือเป็นนโยบายการทำงานที่สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยี 4.0 ของรัฐบาล ในการตรวจกำกับ การแก้ไขปัญหาร้องเรียน และเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์การระบายมลพิษโรงงาน ที่มีประสิทธิภาพรวดเร็วจนสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ร้องเรียน และภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภารกิจด้านการตรวจสอบการระบายมลพิษโรงงาน ทั้งการตรวจกำกับดูแลเป็นประจำการตรวจสอบในเหตุร้องเรียน และการเฝ้าระวังเป้าหมายเพื่อการกำกับดูแล และป้องปรามไม่ให้การประกอบกิจการโรงงานก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนกับประชาชนโดยรอบ ดังนั้นกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงมีการพัฒนาการกำกับดูแลให้ทันต่อสถานการณ์ และการแก้ไขเหตุเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตรวจสอบระดับมลพิษพร้อมแสดงผลการตรวจวัดได้ทันทีทั้งในเชิงรุกและรับ โดยเชิงรุกคือใช้เป็นรถตรวจสอบมลพิษแบบปัจจุบัน และเชิงรับคือใช้เป็นสถานีเฝ้าระวังติดตามระดับมลพิษเชิงพื้นที่&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวต่อว่า รถตรวจวัดสารมลพิษนั้นแต่ละคันมีความสามารถในการตรวจวัดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งอยู่กับสถานการณ์ด้านมลพิษและข้อร้องเรียนในแต่ละพื้นที่ โดยรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่คันนี้สามารถตรวจวัดสารมลพิษในบรรยากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (VOCs) ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน และการตรวจสอบมลพิษจากปล่องโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่คันนี้ สามารถทำงานได้ในพื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟ (มีระบบผลิตกระแสไฟฟ้า) และสามารถรับส่งข้อมูลการตรวจวัดมลพิษผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไร้สายเข้าสู่ระบบแม่ข่าย ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ตลอดเวลา และสามารถใช้เป็นรถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้หลายหลากขึ้น ด้วยการติดตั้งชุดตรวจวัดระดับกลิ่น และการพิสูจน์อัตลักษณ์ของกลิ่นจากแหล่งก่อกำเนิด การติดตั้งชุดตรวจวัดด้านอุตุนิยมวิทยา การติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับเสียง เพื่อการใช้งานเป็นสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศและเสียงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายทองชัย กล่าวว่า ปัจจุบันรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ จำนวน 2 คัน ประจำอยู่ที่ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง และภาคใต้ จังหวัดสงขลา และรถตรวจวัดคุณภาพน้ำ จำนวน 1 คัน ประจำอยู่ที่ส่วนกลาง กรุงเทพฯ ซึ่งการปฏิบัติงานที่ผ่านมาค่อนข้างประสบผลสำเร็จอย่างมาก เช่น การเข้าตรวจสอบเหตุร้องเรียนกลิ่นจากการประกอบกิจการในพื้นที่ อ่างทอง สระบุรี การเฝ้าระวังระดับการปนเปื้อนของสารพิษในบรรยากาศในพื้นที่ระยอง งานถวายความปลอดภัยด้านมลพิษอากาศในพื้นที่ระยอง, งานสถานีตรวจวัดระดับเสียงรบกวนในพื้นที่สมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีงานตรวจสอบระดับการปนเปื้อนของสารพิษในบรรยากาศในพื้นที่สงขลางานตรวจสอบระดับก๊าซที่มีการระบายสู่บรรยากาศในกลุ่มโรงงานยางพาราพื้นที่ภาคใต้ งานเฝ้าระวังสถานการณ์มลพิษบริเวณรอบพื้นที่เขตประกอบอุตสาหกรรม งานตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งระบายออกนอกโรงงานในกลุ่มโรงงานที่ติดตั้งระบบระบบตรวจวัดมลพิษน้ำระยะไกล และงานสถานีเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแหล่งน้ำสาธารณะ เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, มลพิษ, รถตรวจวัดคุณภาพน้ำ, รถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่, โรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190618/image_big_5d08b031990c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ลั่นพรบ.วัตถุอันตรายใหม่บังคับใช้ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรอ.เผยกฎหมายวัตถุอันตรายใหม่จะมีผลบังคับต.ค.นี้ มั่นใจสามารถควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลดล็อคการนำเข้าเพื่อศึกษาวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62 - นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 62 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 27 ต.ค. 62 เป็นต้นไป นับเป็นข่าวดีต่อประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก เนื่องจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่จะช่วยขับเคลื่อนกลไกการควบคุมวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมและการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควบคุมการนำผ่านวัตถุอันตรายไม่ให้ถูกปล่อยทิ้งจนเกิดอันตรายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ที่สำคัญคือมีการแยกนิยามเรื่องการนำผ่านออกจากการนำเข้า ทำให้สามารถออกกฎเกณฑ์และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมกับลักษณะของการประกอบการดังกล่าวได้ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นำวัตถุอันตรายไปทิ้งโดยไม่สามารถระบุตัวผู้ครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากข้อมูลการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ผ่านมา พบว่าส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะนำวัตถุอันตรายเข้ามาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งภาคเอกชนต้องการที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์วิจัยในระดับภูมิภาค ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในบางส่วนได้หากจะนำวัตถุอันตรายมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่กล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนกรณีที่วัตถุอันตรายซึ่งได้มีการทำประกันไว้ แล้วเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเติมหลักการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เพื่อจะชดเชยให้กับผู้ได้รับความเสียหาย และหน่วยงานผู้เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย หรือขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด จากนั้นจึงให้ผู้รับประกันภัยไปไล่เบี้ยเอากับบุคคลซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไป&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรอ., กระทรวงอุตสาหกรรม, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, วัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf118946f7eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
