<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดี๊ด๊าโควิดเลยจุดพีก ขยับเป้าจีดีพีโต1% ธปท.ห่วงศก.ฟื้นช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกร.เชื่อไทยผ่านจุดพีกโควิดแล้ว ขยับเป้าจีดีพีมีโอกาสโต 1% ชงรัฐขยายเพดานก่อหนี้ พร้อมคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและยาว แนะเพิ่มเป้าหมายปี 2565 เพื่อช่วยกระตุ้น &amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; ยังอนุรักษนิยมภาคธุรกิจน่าห่วง ชะลอลงทุนและใช้จ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่ 1 กันยายน นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.เห็นชอบปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ -0.5% ถึง 1% จากก่อนหน้านี้คาดไว้อยู่ในกรอบ -0.5 ถึง 0% เนื่องจากช่วงปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมามีปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยจากแผนการจัดหาวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น และแนวโน้มการติดเชื้อที่เริ่มผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เชื่อว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านจุดพีกไปแล้ว หากไม่มีการล็อกดาวน์ ไม่มีการปิดโรงงานอีก ก็ไม่ทำให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก ประกอบกับรัฐบาลมีการทำงานเชิงรุกในการควบคุมการแพร่ระบาด มีวัคซีนเข้ามาเพียงพอภายในเวลาที่กำหนด ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่ กกร.คาดไว้ แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาแย่ลง เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยได้&amp;rdquo; นายผยงกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายผยงกล่าวอีกว่า การส่งออกปี 2564 กกร.คาดว่าจะโต 12-14% จากเดิมคาดไว้โต 10-12% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการทำชุดทดสอบตรวจหาเชื้อโควิดแบบรวดเร็ว (ATK) เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดคงอยู่ในกรอบ 1-1.2% ส่วนในปี 2565 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 3-5% ถือว่าต่ำเกินไป โดยต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจฟื้นตัวกลับมายืนได้ด้วยตัวเองโดยเร็ว ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ท้าทายขึ้นเป็น 6-8% ซึ่งเป็นไปได้ในภาวะที่คนไทยกว่า 50% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาครัฐจำเป็นต้องใช้กระสุนทางการคลังจากการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 60% เป็น 70-80% จะทำให้มีเงินเข้ามาเพิ่มเติมอีกราว 0.7-1.5 ล้านล้านบาท สำหรับสนับสนุนการจ้างงาน และใช้ในมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (โค-เพย์เมนต์) หรือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อที่สูงขึ้นและเทียบเคียงกับประเทศอื่น เป็นต้น โดยรัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและยาว โดยมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง 3,000-6,000 บาท ช้อปดีมีคืนลดหย่อนภาษี และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามทางการค้า และผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นต้น&amp;rdquo; นายผยงระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปรับตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น เป็นผลจากการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ และมีโอกาสที่การส่งออกจะเติบโตได้ถึง 12-15% แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 และแนวทางให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยไม่ต้องมีการล็อกดาวน์อีก พร้อมเร่งนำเข้าวัคซีนฉีดให้ได้ตามแผนที่รัฐบาทประกาศไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยผลสำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือน ส.ค.2564 พบว่า การฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดบางส่วน ในขณะที่ด้านการผลิต ยังคงเผชิญกับการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ในโรงงาน และการปิดโรงงานของคู่ค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่กระทบกับระดับการผลิตในภาพรวม&amp;nbsp;
ส่วนระดับการฟื้นตัวของการจ้างงานค่อนข้างทรงตัว ยกเว้นภาคการท่องเที่ยวที่มีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นบ้าง ขณะที่ภาคการค้ามีการจ้างแรงงานลดลง โดยรายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลงเล็กน้อย สอดคล้องกับการใช้นโยบายสลับกันมาทำงาน ลดชั่วโมงทำงาน สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ยังมีสภาพคล่องลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคที่ไม่ใช่การผลิต อาทิ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารและธุรกิจก่อสร้าง โดยความเชื่อมั่นด้านรายได้ของธุรกิจส่วนใหญ่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศครั้งแรกในเดือน เม.ย.2563 โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ตามด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการค้า&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อ ธุรกิจกว่าครึ่งเลือกที่จะปรับตัว โดยผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 58.3% เลือกลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านแรงงาน ขณะที่อีก 51.7% เลือกที่จะชะลอการลงทุน และอีก 34.7% เลือกลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลง 26.9% เลือกหารายได้จากช่องทางอื่น และผู้ตอบแบบสอบถามอีก 5.8% เลือกปิดกิจการชั่วคราวหรือปิดสาขา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือน ส.ค.2564 พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกปรับดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากสัญญาณการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแบบเข้มงวด และการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่ผู้ประกอบการมีการประเมินกำลังซื้อของผู้บริโภคว่าจะยังคงไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าบ้าง โดยการประเมินแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า 78% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความเชื่อมั่นด้านรายได้ลดลงจากการแพร่ระบาดที่รุนแรง เมื่อเทียบกับช่วงล็อกดาวน์เมื่อเดือน เม.ย.2563 และ 44% มีสภาพคล่องไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการใหญ่, ธนาคารกรุงไทย, นายผยง ศรีวณิช, ประธานสมาคมธนาคารไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อไทยผ่านจุดพีกโควิดแล้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2018 00:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 20:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่านทุกบรรทัด!&#039;ซีอีโอ ปตท.&#039;แจงยิบเรื่องดรามาน้ำมัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2561 - นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. ได้โพสต์ชี้แจงผ่านหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Tevin at ptt โดยตั้งหัวข้อเรื่องว่า &amp;rdquo;หยุดเติมน้ำมัน ปตท.&amp;rdquo; อารมณ์ เหตุผล หรือเจตนาแอบแฝง? มีเนื้อหาว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 20% ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ดีเซล และ LPG สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกด้วยเช่นกัน ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ มีค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น &amp;nbsp;ผู้ที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้คือประเทศผู้ส่งออกพลังงาน ซึ่งก็เคยประสบปัญหารายได้หายไปเมื่อราคาพลังงานดิ่งลงตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว เป็นวัฏจักรที่มีการขึ้นลงเช่นเดียวกับอุสาหกรรมอื่นๆที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และมี lead time นาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจธุรกิจพลังงานและกลไกตลาดโลก จึงเริ่มมองหาจำเลยที่จะระบายความโกรธแค้นที่เขาต้องเดือดร้อน ใกล้ตัวที่สุดคือผู้ค้าขายน้ำมัน โดยเฉพาะ ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้าสำคัญในประเทศไทย จนถึงขั้นมีขบวนการรณรงค์ให้หยุดเติมน้ำมัน ปตท. และบิดเบือนต่ออีกว่า ปตท. ก็ไม่เดือดร้อนเพราะขายน้ำมันต่างประเทศเป็นหลัก ในส่วนที่ต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้จงใจบิดเบือนข้อมูล หมิ่นประมาท และสร้างความเสียหายกับองค์กร ขอแยกไว้ก่อนนะครับ เรามาวิเคราะห์สาเหตุกันดีกว่าว่าเพราะอะไร ถึงเป็น ปตท. ผมรวบรวมได้ 8 ข้อ ถ้าสนใจและมีเวลา อ่านคำตอบด้านล่างนะครับ แล้วจะเห็นว่า ข้อกล่าวหาต่างๆนั้นไม่ตรงกับความจริง ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆหลายคนที่ช่วยออกมาอธิบาย และเตือนสติการใช้อารมณ์เกาะตามกระแสที่จะสร้างความเสียหายกับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ ได้มีการชี้แจงกับสังคมมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีขบวนการที่ตั้งใจโจมตีปตท.มาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ต้องคิดต่อว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร ?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- เขาไม่เข้าใจพื้นฐานของอุตสาหกรรมพลังงานจริงๆหรือ ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- ใครได้ประโยชน์อะไรจากการที่ทำให้บริษัทพลังงานของชาติเสียหายและอ่อนแอลง !
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;- เราจะลงโทษพวกที่ชอบสร้างกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย จากความเท็จ หรือพูดจริงครึ่งเดียวยังไงดี ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะมีคนไทยจำนวนหนึ่ง ที่อ่าน Hate Speech ของขบวนการนี้แล้วคล้อยตาม ตกเป็นเครื่องมือในการบั่นทอนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และทำลายองค์กรไทยด้วยกันเอง ผมเขียนเรื่องนี้ เพื่อจุดประกายให้เพื่อนๆตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี &amp;nbsp;1. หยุดเติม ปตท. ตามกระแส 2. ตั้งสติ ใช้ปัญญา พิจารณาเหตุผล และแชร์ข้อเท็จจริงในเครือข่าย ตามที่เห็นว่าเหมาะสม 3. ปกป้องสังคม ด้วยการประจานและต่อต้านผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงสิทธิในการเลือกเป็นของทุกคนครับ ขอให้เลือกโดยใช้ปัญญาวิเคราะห์ข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล เพื่อประโยชน์ส่วนรวมนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายผมขอยืนยันว่า ผมและชาว ปตท.ทุกคน ตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของคนไทยอย่างยั่งยืน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แคร์คนไทย และจะปลดพนักงาน ตามที่มีเพจลงข้อความที่เป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อกล่าวหา 8 ประเด็น
1. ปตท. ขายน้ำมันแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ?&amp;nbsp;
ตอบ: มีทั้งแพงกว่าและถูกกว่า&amp;nbsp;
- เมื่อเปรียบเทียบราคากับเพื่อนบ้าน มาเลเซียต่ำที่สุด สิงคโปร์สูงที่สุด ในขณะที่ประเทศอื่นๆใกล้เคียงกับเรา&amp;nbsp;
- ปัจจัยของราคาขายปลีกคือ ต้นทุนเนื้อน้ำมันและค่าการตลาดของผู้ค้าที่จะไม่ต่างกัน ที่แตกต่างมากคือภาษีที่แต่รัฐบาลแต่ละประเทศกำหนด&amp;nbsp;
- มาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซมาก จึงแทบไม่เก็บภาษีผู้ใช้ในประเทศ
- สิงคโปร์เก็บเยอะ เพราะต้องการจำกัดการใช้รถยนต์
- ไทยและประเทศอื่นๆเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน จึงเก็บภาษีสรรพสามิตมาเป็นงบรัฐ สำหรับสร้าง/ซ่อมถนน และพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้คนส่วนใหญ่
- สำหรับราคาในประเทศไทย ปั๊ม ปตท. ไม่เคยสูงกว่าปั๊มต่างชาติ และจะต่ำกว่าเป็นบางวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปตท. ส่งออกน้ำมันถูกกว่าที่ขายในประเทศ ?
ตอบ: ราคาส่งออกใกล้เคียงกับราคาหน้าโรงกลั่นที่ขายในประเทศ
- ราคาที่ ปตท. ส่งออกเป็นราคาตลาดในภูมิภาค ซึ่งจะสะท้อนราคาเนื้อน้ำมันเป็นหลัก ยังไม่รวมภาษีสรรพามิต&amp;nbsp;
- เพื่อนบ้านที่ซื้อไป ก็ขายที่ปั๊มในราคาที่สูงขึ้น เพราะต้องบวกภาษีในประเทศเขา
- สิงคโปร์ ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น ก็ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในราคาที่ต่ำกว่าที่ขายในประเทศเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปตท. แอบขึ้นราคาน้ำมันต่อเนื่อง โดยไม่บอกประชาชน ?
ตอบ: ไม่จริง&amp;nbsp;
- การขึ้นราคาขายปลีกในประเทศเป็นไปตามราคาตลาดโลก&amp;nbsp;
- ไทยมีโรงกลั่นเอง แต่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น
- ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา น้ำมันดิบโลกมีราคาสูงขึ้น 20 %&amp;nbsp;
- ปตท.ปรับราคาขายปลีกเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาค่าการตลาดประมาณ 1.60-1.80 บาทต่อลิตร&amp;nbsp;
- ตั้งแต่ 6 เม.ย. ปตท. ปรับขึ้นราคา 6 ครั้ง ราคาต่ำกว่าปั๊มต่างประเทศรวม 9 วัน
- ในอดีต ปตท.เป็นหนึ่งในผู้ค้าไม่กี่รายที่ประกาศการปรับราคาล่วงหน้าเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค&amp;nbsp;
- ตั้งแต่ 26 เม.ย. กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือผู้ค้าทุกรายไม่ให้ประกาศล่วงหน้าเพื่อสร้างการแข่งขันด้านราคา ปตท. จึงปฏิบัติตาม โดยไม่มีเจตนาปิดบังแต่อย่างใด
- ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ผ่อนผันเรื่องนี้ ปตท.จึงกลับมาประกาศล่วงหน้าสำหรับการปรับราคาลงในวันที่ 26 พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ปตท. กำไรเยอะ จากการผูกขาดขายน้ำมันแพง ?
ตอบ: ไม่จริง&amp;nbsp;
- ธุรกิจค้าขายน้ำมันเป็นตลาดเสรี มีผู้ค้ามากมายกว่า 30 ราย แต่ละรายมีสิทธิตั้งราคาเอง&amp;nbsp;
- ค่าการตลาด 1.60-1.80 บาท/ลิตร แบ่งให้ Dealers เจ้าของปั๊มแล้ว ยังไม่คุ้มค่าการลงทุน ทุกปั๊มจึงต้องเปิดร้านสะดวกซื้อและร้านค้าอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อหารายได้เสริม&amp;nbsp;
- กำไรทั้งหมดของปตท.มาจากธุรกิจน้ำมันเพียง 10 % ที่เหลือเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนจำนวนมากในธุรกิจก๊าซ สำรวจและผลิต โรงกลั่นและปิโตรเคมี&amp;nbsp;
- ณ สิ้นปี 2560 ปตท. มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น (Total Assets) 2.23 ล้านล้านบาท มีกำไร 135,000 ล้าน คิดเป็นผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) 6 % ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการทำธุรกิจทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปตท. ผลิตก๊าซและน้ำมันในประเทศมากมาย ควรเอามาอุดหนุนราคา ?
ตอบ: ไม่ควร&amp;nbsp;
- เพราะ ปตท.สผ. (บ.ลูกของ ปตท.) มีสัดส่วนการผลิตก๊าซและน้ำมัน 30% ของผู้ผลิตในประเทศ เทียบเท่าเพียง 10% ของการใช้พลังงานทั้งหมด&amp;nbsp;
- รายได้จะไม่เพียงพอที่จะนำมาอุดหนุนราคาได้อย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;
- นอกจากนั้นยังต้องสำรองรายได้สำหรับการขยายการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. คุณภาพน้ำมันและบริการของ ปตท. ต่ำกว่ามาตรฐาน ?
ตอบ: ไม่จริง
- ปตท. พัฒนาคุณภาพน้ำมันสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ปตท. เป็นผู้นำด้านการสรรหาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวก ปลอดภัยของลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ปตท. มุ่งแต่ทำกำไร ไม่เคยช่วยเหลือสังคม ?
ตอบ: ไม่จริง
- ปั๊ม ปตท. เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ชาวนา ชาวสวนนำผลิตภัณฑ์มาวางขายตรงให้ลูกค้า โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
- ปั๊ม ปตท. จัดกิจกรรม เช่น ห้องน้ำ 20 บาท โครงการแยกขยะ เพื่อนำรายได้ไปช่วยสถานศึกษาในชุมชน
- ปตท. ตั้งบริษัท Social Enterprise เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนให้สร้างรายได้ร่วมกับธุรกิจของ ปตท.
- ปตท. ร่วมกิจกรรมดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลูกป่า หญ้าแฝก รางวัลลูกโลกสีเขียว โรงเรียนวิทยาศาสตร์กำเนิดวิทย์ สถาบันวิทยสิริเมธี ป่าในกรุง ฟื้นฟูคุ้งบางกะเจ้า จัดประกวดศิลปกรรม ปตท. ทุกปี สนับสนุนสมาคมกีฬา 5 ประเภท ทำโครงการ Pride of Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. นายทุน / นักการเมือง เป็นเจ้าของ ปตท. ?
ตอบ: ไม่จริง
- รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังและกองทุนวายุภักษ์ ถือหุ้น ปตท. ประมาณ 63.5 %
- อีก 32 % ถือโดยสถาบันการเงิน/กองทุน&amp;nbsp;
- ที่เหลือ 4.5 % คือนักลงทุนรายย่อย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10116</URL_LINK>
                <HASHTAG>Tevin at ptt, กรรมการผู้จัดการใหญ่, น้ำมัน, บมจ.ปตท., อารมณ์, เจตนาแอบแฝง, เทวินทร์ วงศ์วานิช, เฟซบุ๊ก, เหตุผล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0ab48656ca4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.เปิดยิบโครงสร้างองค์กรใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.2561 - นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ออกประกาศ ปตท. จำกัด (มหาชน) เรื่อง โครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ และสถานที่ติดต่อ เผยแพร่ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 37 ง ราชกิจจานุเบกษา 17 พฤษภาคม 2561 แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรื่อง โครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ และสถานที่ติดต่อ ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2544 นั้น ด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและกรอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงาน ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ การดำเนินการต่าง ๆ ของทางราชการอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงเห็นควรทำการปรับแก้ไข ตามการจัดแบ่งส่วนงาน เรื่อง โครงสร้างองค์กร อำนาจหน้าที่ และสถานที่ติดต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวยังได้ลงรายละเอียดโครงสร้างองค์กรของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อย่างละเอียดยิบไล่มาตั้งแต่ส่วนการบริหาร กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ และกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9397</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการใหญ่, ปตท., ราชกิจจานุเบกษา, สถานที่ติดต่อ, อำนาจหน้าที่, เทวินทร์ วงศ์วานิช, โครงสร้างองค์กร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
