<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯเร่งเครื่องดันรัฐบาลดิจิทัล คุย UN จัดไทยอยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาในระดับสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้วางแนวนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการก้าวเป็นรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับความโปร่งใส ตรวจสอบได้หรือการเป็นรัฐบาลเปิด (Open Government) อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงเพิ่มการได้รับความเชื่อใจจากประชาชน (Public Trust)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศผลการสำรวจรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ประจำปี 2020 หรือ UN E-Government Survey 2020 อันประกอบไปด้วยการประเมินระดับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศต่างๆ ใน 3 ดัชนี ได้แก่ ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) ดัชนีการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Participation Index: EPI) และดัชนีการให้บริการภาครัฐออนไลน์ในระดับท้องถิ่น (Local Online Service Index: LOSI) โดยผลการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ.2563 ไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 57 จาก 193 ประเทศ ซึ่งไทยได้รับตำแหน่งที่ดีขึ้นอย่างมาก จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 และอันดับที่ 77 ในปี 2559 มีการพัฒนาในด้านการเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งองค์การสหประชาชาติจัดไทยให้อยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับสูงมากโดยหากพิจารณาในรายละเอียดแต่ละด้าน ไทยได้รับคะแนนด้านการให้บริการออนไลน์ (Online Service Index: OSI) และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม (Telecommunication Infrastructure Index: TII) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในระดับอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ (อันดับที่ 11 ของโลก) และมาเลเซีย (อันดับที่ 47 ของโลก) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ในรายงานฯ ได้เปิดเผยถึง ดัชนีการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Participation Index: EPI) ซึ่งประเมินการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดทิศทางการทำงานของภาครัฐ ได้แก่ การเปิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น ในการกำหนดนโยบาย ร่างกฎหมาย การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจน การร้องเรียนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ไทยได้รับการจัดให้อยู่อันดับที่ 51 ปรับตัวขึ้นมาจากอันดับที่ 82 ในปี 2561 ซึ่งคงเป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (อันดับที่ 6 ของโลก) และมาเลเซีย (อันดับที่ 29 ของโลก) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยได้กำหนดเป็นแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2563-2565 จึงส่งผลให้ประเทศได้รับการยอมรับและการจัดอันดับที่ดีในเวทีโลก และพร้อมวางแนวทางสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, นายอนุชา บูรพชัยศรี, รัฐบาลดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รองหัวหน้าปชป. ยอมรับ &#039;ยุทธศาสตร์ชาติ&#039; ปี 63 ล้มเหลว ปล่อยราชการนำรัฐ ไม่ตอบสนองชาวบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563 และรายงานการสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศประจำปี 2563 ที่มีการนำเสนอต่อสภาว่า จากรายงานทั้ง 2 ฉบับพบว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปประเทศนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรก คือ การจัดทําแผนงานโครงการ ขาลง หมายความว่า ภายใต้กรอบของยุทธศาสตร์ชาตินี้ เราก็มาจัดทำแผนปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ แล้วก็จากแผนปฏิรูปประเทศเราก็ไปจัดทำแผนงานโครงการของส่วนราชการที่ปรากฏออกมาในงบประมาณรายจ่ายประจำปี กลายเป็นราชการกำหนดรัฐ แทนที่จะเป็นรัฐกำหนดราชการให้ไปปฏิบัติ การจัดงบประมาณรายจ่าย ยังอยู่ในกรอบราชการที่ขาดความเข้าใจต่อปัญหาของประชาชน ประเด็นปัญหาที่สำคัญก็คือ สำนักงบประมาณ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณที่ตอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศได้ &amp;nbsp;สิ่งที่สำนักงบประมาณทำเป็นเพียงการจัดทำงบประมาณตามเรื่อง ตามประเด็นที่แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศให้บอกไว้เท่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามเป้าหมายอย่างมีเหตุมีผล เพราะฉะนั้นแผนปฏิรูปประเทศจึงไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ เช่น เป้าหมายทางด้านความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริงแล้วพบว่าความเหลื่อมล้ำของประเทศกว้างขึ้นตลอดเวลา ความยากจนสูงมากขึ้นตลอดเวลามันสวนทางกับเป้าหมายของแผนปฏิรูปประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังชี้ด้วยว่า แผนงานปฏิรูปประเทศ 173 เรื่อง ในปี 2563 ที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่ประมาณ 45-50% ที่ ที่เรียกว่าค่อนข้างจะประสบความสำเร็จแต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายมีประมาณ 50% แต่ถ้าจะพูดถึงว่าสำเร็จจริง ๆ นั้นก็มีเพียงประมาณไม่ถึง 10% โดยมี4 สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จคือ 1 ขาดการวิเคราะห์ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้กรอบแนวคิดเป้าหมายของ &amp;nbsp;แผนยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ยิงตรงไปที่ปัญหาของประชาชน 2 ส่วนราชการไม่ได้นำปัญหาจริงของประชาชนเป็นโจทย์เพื่อจัดทําคําของบประมาณ &amp;nbsp; อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของประเทศของเรา เราใช้เงินปีละหลายล้าน แต่เงินหลายล้านล้านนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของพี่น้องประชาชน เป็นการตอบตามความคิดของข้าราชการประจำแทน 3 สำนักงบประมาณเห็นชอบโครงการและแผนงานของส่วนราชการตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ไว้ ซึ่งกรอบที่คณะรัฐมนตรีให้ไว้ก็เป็นกรอบใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ตอบถามปัญหาจริงประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้งบประมาณที่ใช้จึงไม่ได้ตอบปัญหาของประชาชน แล้วก็ไม่ได้ตอบทั้งเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ และ 4 สำนักงบประมาณนำแผนงานโครงการที่ได้รับการอนุมัติ จัดเข้ากรอบโครงการของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ที่เราเห็นในรายงานคือการนำเข้ามาวางในกรอบยุทธศาสตร์ชาติเท่านั้นเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเลย มันเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าราชการประจำมองเห็นและสำนักงบประมาณจัดให้ดู เป็นโวหารที่ไม่ใช่ความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ผมมีข้อเสนอเพื่อให้การจัดงบประมาณตอบโจทย์การแก้ปัญหาประชาชน ต้องกำหนดค่า KPI ที่อยู่ในโครงการตามแผนงานของพ.ร.บ.งบประมาณว่าเกิดผลสำเร็จแค่ไหน อย่างไร เพื่อเป็นเครื่องชีวัดว่าในแต่ละปีควรจัดสรรงบประมาณแบบเล็งเห็นผล ไม่ใช่จัดแบบหว่านแห หรือทำตามความเคยชิน แต่ในขณะนี้เราไม่มีการประเมินความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการใช้เงิน 3 ล้านล้านหรือมากกว่า บวกกับเงินกู้อีก &amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้เป็นจุดบกพร่องที่สำคัญของระบบงบประมาณและระบบบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดที่ทำให้แผนปฏิรูปและแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรให้สตง.เข้ามาทำการตรวจผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิรูปประเทศ (Performance Audit) เพราะวันนี้ไม่มีใครทำ ที่สำคัญคือสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสตง.ควรทำงานเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำและสภาพัฒน์ฯ ต้องทำงานในเชิงรุก อย่าวางบทบาทเพียงแค่เป็นผู้รับเอกสารรายงานจากหน่วยราชการ ต้องปรับปรุงระบบเพื่อให้เอื้อต่อการทำงานให้เกิดความสำเร็จของแผนปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; ศ.ดร.กนกกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, ยุทธศาสตร์ชาติประจำปี 2563, รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ล้มเหลว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082c20177949.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!99%จี้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติสังกัดพรรคการเมืองไขก๊อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ต.ค.2561 - &amp;nbsp;ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลโพล เรื่อง ลักษณะต้นแบบผู้นำประเทศที่ดี โดยสอบถามจากประชาชนทั้งสิ้น 1,061 ตัวอย่าง โดยลักษณะต้นแบบผู้นำประเทศที่ดีในสายตาประชาชน พบว่า อันดับแรก หรือ 25.8% ระบุ ทำให้เศรษฐกิจดี รองลงมาคือ 21.6% ทำงานเร็ว แก้ปัญหาได้ตรงจุด เช่น ทำให้ประชาชนมีกินไม่ขัดสน มีความปลอดภัย ไร้อาชญากรรม ลดยาเสพติด มีการศึกษาดี สุขภาพแข็งแรง และบ้านเมืองเจริญ เป็นต้น 21.3% ระบุ ซื่อสัตย์สุจริต 20.2% ระบุเข้าถึงประชาชน ดูแลคนรากหญ้า และ 11.1% ระบุอื่นๆ ได้แก่ เด็ดขาด ฉะฉาน มีความเป็นผู้นำ มีอุดมการณ์ สุขุมรอบคอบ ฉลาดรอบรู้ บริหารงานเก่ง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงลักษณะที่นักการเมืองกำลังมุ่งนำเสนอตัวตนมากที่สุด พบว่า อันดับแรก หรือ 21.3% ระบุ แสดงตนว่า ซื่อสัตย์สุจริต รองลงมาคือ 21% ระบุ ทำบ้านเมืองสงบสุข 20.7% ระบุ ทำให้เศรษฐกิจดี และ 20.1% ระบุ เด็ดขาด ฉะฉาน มีความเป็นผู้นำ &amp;nbsp;และ 16.9% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ บริหารงานเก่ง แสดงอำนาจน่าเกรงขาม มีอุดมการณ์ เข้าถึงประชาชน ฉลาดเก่งรอบรู้ ฯลฯ และที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ 99.2% ระบุ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่แสดงตนอยู่กับพรรคการเมือง ควรลาออก มีเพียง 0.8% เท่านั้นที่เห็นว่า ไม่ควรลาออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า ฝ่ายการเมืองยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการแท้จริงของประชาชน เพราะประชาชนเห็นว่าเศรษฐกิจที่ดีต้องมาก่อนและต้องรวดเร็วแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ฝ่ายการเมืองไปมุ่งเน้นที่ความซื่อสัตย์สุจริตและการทำให้บ้านเมืองสงบสุข ทั้ง ๆ ที่ลักษณะสองประการนี้เป็นเรื่องพื้นฐานจำเป็นที่ต้องทำ ต้องมี และต้องเป็นลักษณะของผู้นำประเทศอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ฝ่ายการเมืองต้องปรับกลยุทธ์กันใหม่ไม่ควรใช้ความซื่อสัตย์สุจริตและการทำให้บ้านเมืองสงบสุขเป็นจุดขายที่นานเกินไป แต่ควรผ่องถ่ายไปเป็นเรื่องของระบบกลไกและหน่วยงานรัฐเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องมากกว่า ดังนั้น ในห้วงเวลานี้ ทุก ๆ การปฏิบัติการควรสอดคล้องกันและมุ่งไปที่การตอบโจทย์แท้จริงของประชาชนคือ เศรษฐกิจดีประชาชนมีกินไม่ขัดสน ไม่ต้องใช้คำศัพท์ที่ต้องแปลไทยเป็นไทยอีก เพราะประชาชนดูที่ผลที่ได้รับมากกว่าภาพลักษณ์สวยหรู และที่ควรเตือนฝ่ายการเมืองอีกเรื่องหนึ่งคือ &amp;nbsp;เมื่อแสดงตนว่าซื่อสัตย์เป็นธรรมกับทุกฝ่าย กรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ประกาศตนอยู่กับพรรคการเมืองก็ควรลาออก เพราะถ้าการปฏิบัติการขัดกับยุทธศาสตร์ที่ดี เปิดตำราดูให้แล้วพบว่าจำเป็นต้องชำระล้างการปฏิบัติการนั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20360</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ, ซื่อสัตย์, ดร.นพดล กรรณิกา, ผู้นำประเทศที่ดี, ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcbe2e07b010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
