<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เปิดเชฟ&#039;4กสม.&#039;ป้ายแดง ปธ.พรประไพรวยสุด149ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 64 - สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ&amp;nbsp; (ป.ป.ช.)&amp;nbsp; ได้เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ได้แก่ น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ตำแหน่งประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, นายสุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พบว่า น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 แจ้งสถานภาพโสด มีบัญชีทรัพย์สินทั้งสิ้น 149,512,590 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยทรัพย์สิน ประกอบด้วยเงินฝาก 8,942,274 บาท เงินลงทุน 897,615 บาท ที่ดิน 134,576,700 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2,050,000 บาท ยานพาหนะ 400,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 170,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 2,485,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับสตรี อาทิ ต่างหู แหวนและเข็มกลัด สร้อย กำไล เข็มขัด นาฬิกา ชุดเครื่องประดับทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 แจ้งว่าสถานภาพว่า อยู่กินกันฉันสามีภรรยากับ น.ส.รุ่งมณี เมฆโสภณ (ไม่ได้จดทะเบียนสมรส) มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 52,159,376 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 103,200 บาท เป็นทรัพย์สินของนายวสันต์ 39,115,293 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 381,743 บาท เงินลงทุน 15,411,774 บาท ที่ดิน 21,047,075 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ในที่ดิน ยานพาหนะ 750,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 1,524,701 บาท และหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 41,161 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่น นอกจากนี้ ป็นทรัพย์สินของ น.ส.รุ่งมณี 13,044,083 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 1,246,810 บาท เงินลงทุน 3,528,300 บาท ที่ดิน 6,636,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ในที่ดิน ยานพาหนะ 50,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 1,582,971 บาท ส่วนหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 62,039 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 แจ้งว่า มีนายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ เป็นคู่สมรส และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งนี้ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 32,950,893 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 8,346,635 บาท โดยเป็นทรัพย์สินของ น.ส.ศยามล 28,185,914 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 241,040 บาท เงินลงทุน 332,200 บาท ที่ดิน 7,894,165 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 16,850,000 บาท ยานพาหนะ 369,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 2,499,509 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่น ส่วนหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 8,014,537 บาท นอกจากนี้ เป็นทรัพย์สินของนายภาคภูมิ 4,758,201 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 776,425 บาท เงินลงทุน 200,000 บาท ที่ดิน 2,117,776 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1,200,000 บาท ยานพาหนะ 464,000 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่นส่วนหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 179,078 บาท หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ 153,019 บาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สิน 6,777 บาทเป็นเงินฝาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 แจ้งว่า มีนางอรวรรณ เศรษฐมาลินี เป็นคู่สมรส และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 13,970,492 บาท เป็นทรัพย์สินของ นายสุชาติ 2,006,964 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 12,501 บาท เงินลงทุน 54,463 บาท ยานพาหนะ 640,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 1,300,000 บาท นอกจากนี้ เป็นทรัพย์สินของนางอรวรรณ 11,963,527 บาท ประกอบด้วยเงินฝาก 370,431 บาท เงินลงทุน 500,095 บาท ที่ดิน 5,810,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,500,000 บาท ยานพาหนะ 913,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 870,000 บาท ไม่มีทรัพย์สินอื่นและไม่มีหนี้สิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114222</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., บัญชีทรัพย์สิน, ป.ป.ช., เปิดเชฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fe491cf1d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 13:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสม.ชุดที่ 4&#039;จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31 พ.ค. 64 - สำนักงาน​คณะกรรมการ​สิทธิ​มนุษยชน​แห่งชาติ​ (กสม.)​ จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานกรรมการและคณะกรรมการ​กสม. ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการกสม.ชุดที่ 4 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2564&amp;nbsp; โดยมีรายชื่อ ดังนี้&amp;nbsp; น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. นางปรีดา คงแป้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติ เศรษฐมาลินี&amp;nbsp; น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประวัติ กสม.ชุดที่ 4 ก่อนเข้ามารับตำแหน่ง กสม. น.ส.พรประไพ เคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ น.ส.ปิติกาญจน์&amp;nbsp; เคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นางปรีดา&amp;nbsp; เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายสุชาติ&amp;nbsp; เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าสาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ กรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; น.ส.ศยามล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยดำรงตำแหน่งเป็นนิติกรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายวสันต์&amp;nbsp; เคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตกรรมการบริหารและรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104777</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., พรประไพ กาญจนรินทร์, โปรดเกล้าฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b47fc48d177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.จี้รัฐบาลเร่งดูแลผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ค.2564 - นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหน้าที่แทนประธาน กสม.เผยว่า ในการประชุม กสม.ด้านการบริหาร ครั้งที่ 21/2564 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 กสม. มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อสิทธิในสุขภาพและชีวิตของผู้ต้องขังในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อันเนื่องมาจากสภาพความแออัดของเรือนจำ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่ต้องอาศัยในพื้นที่ปิดเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับและแพร่กระจายเชื้อ ประกอบกับเรือนจำต่าง ๆ ยังขาดแคลนอุปกรณ์ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งบุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่ดูแลผู้ต้องขังได้อย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องขังถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ประกอบกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ประกาศแนวปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังว่า รัฐควรให้ความใส่ใจพิเศษต่อบุคคลที่ถูกคุมขังซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นในการติดโรคในกรณีมีการแพร่ระบาดและการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว และการเว้นระยะห่างทางสังคมยากที่จะกระทำได้ โดยรัฐควรมีมาตรการพิเศษสำหรับทุกคนในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อวิกฤติโดยเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต กสม. จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ พิจารณาดำเนินการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขเร่งจัดหาและดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างทั่วถึง ทั้งนี้หลังจากที่ได้มีการตรวจคัดกรอง แยกและรักษาผู้ต้องขังที่ติดเชื้อแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขอสนับสนุนให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการตาม 10 มาตรการเชิงรุกในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในเรือนจำที่ได้ประกาศไว้ และควรพิจารณาเพิ่มเติมให้มีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำและครอบครัวอย่างเข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ขอให้กรมราชทัณฑ์ทำความเข้าใจกับญาติของผู้ต้องขังถึงข้อจำกัดเรื่องสิทธิในการเข้าเยี่ยม การเปิดเผยข้อมูลความเจ็บป่วยของผู้ต้องขังที่ติดเชื้อแก่ญาติ และเปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารหรือเข้าเยี่ยมผ่านระบบ Video Conference เพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องขังได้รับเชื้อโควิด 19 จากบุคคลภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กสม.ขอให้สังคมเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นทางด้านสาธารณสุขที่รัฐควรต้องเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ผู้ต้องขัง และตระหนักว่าผู้ต้องขังต่างก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กสม. ขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันฝ่าฟันวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo;นายสุวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103421</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์, ผู้ต้องขัง, วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4a6484b77f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.วินิจฉัยแล้ว ตัดสิทธิ &#039;นิพัทธ์-จินตนันท์&#039; สมัครเป็นกสม.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 64 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;ศาล​รัฐธรรมนูญ​ออกนั่ง​บัลลังก์​อ่านคำวินิจฉัย​กรณี &amp;nbsp;ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของน.ส.จินตนันท์ ชญาต์รศุภมิตร และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้เข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่าการที่คณะกรรมการสรรหากสม.วินิจฉัยตัดสิทธิในการเข้ารับการสรรหาเป็นกสม. เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามพระราช​บัญญัติ​ประกอบ​รัฐธรรมนูญ​ (พ.ร.ป.)​ ว่าด้วยกสม.พ.ศ. 2560 มาตรา 10 (18) กรณีเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาค ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 หรือไม่ รวมทั้งขอให้สั่งเพิกถอนมติที่วินิจฉัยตัดสิทธิบุคคลทั้งสอง พร้อมคืนสิทธิให้เป็นผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกสม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 27 บัญญัติ​ว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิ์​เสรีภาพ​และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน วรคคสองบัญญัติว่าเพศชาย และเพศหญิงมีสิทธิ​เท่าเทียมกัน วรรคสามบัญญัติ​ว่า การเลือกปฏิบัติ​อย่างไม่เท่าเทียมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างเรื่องถิ่นกำเนิด ​เชื้อชาติ ภาษา เพศ และอายุ ความพิการ สภาพทางกาย หรือสภาพทางสถานะของบุคคล สถานะของเศรษฐกิ​จและ​สังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึดษาและอบรม และความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติ​ของรัฐธรรมนูญ​หรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ วรรคสี่บัญญัติว่า มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือ ส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้ เช่นเดียวกันกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรือเพื่ออำนวยความสะดวก ให้แก่เด็กสตรีผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมตามวรรคสามและวรรคห้า บัญญัติว่า บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพ เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในข้อกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพ.ร.ป.ว่าด้วยกสม. 2560 มีเหตุผลในการประกาศใช้บังคับ ว่า โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 130 อนุมาตรา 10 มาตรา 216 มาตรา 217 และมาตรา 267 บัญญัติให้มีการตราพ.ร.ป.ว่าด้วยกสม. เพื่อกำหนดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม การสรรหา การพ้นจากตำแหน่งหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของกสม. เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลความเห็น และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ที่ใช้ประกอบการพิจารณา และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของกสม. ให้บรรลุเป้าหมาย โดยมาตรา 10 บัญญัติลักษณะต้องห้าม ดำรงตำแหน่งกสม. ว่า กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ อนุมาตรา 18 เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ภายในระยะ 10 ก่อนเข้ารับการสรรหา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 202 อนุมาตรา 4 ที่บัญญัติลักษณะต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ภายในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือก และรัฐธรรมนูญมาตรา 210 อนุมาตรา ที่บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระ รวมถึงกสม. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 202 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 250 ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา ต่อมามีการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 263 วรรคหนึ่ง​ ซึ่งเป็นบทเฉพาะการบัญญัติ ให้ระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 ยังคงทำหน้าที่ รัฐสภา สภาผู้แทนราษฏร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่ง สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัย ที่ 1/2560 วินิจฉัยไว้แล้วว่า บทเฉพาะกาลที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นต้องมีขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญฉบับก่อนและฉบับปัจจุบัน เพื่อให้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่น เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองในระยะเริ่มแรก รวมทั้งเพื่อให้องค์กรนั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีให้เกิดช่องว่าง อันส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ต้องหยุดชะงัก จนกว่ากลไกที่กำหนดขึ้นใหม่ หรือใช้บังคับนั้นมีความพร้อมหรือสามารถดำเนินการได้แล้วแต่กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง จึงอยู่ในฐานะของ การทำหน้าที่แทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ชั่วคราวในสถานการณ์ที่จำเป็นระหว่างรอให้มีการจัด องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับเมื่อพิจารณาคุณสมบัติที่ว่า ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีความแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 263 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภานั้น ย่อมหมายถึงการให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำภารกิจของตน ด้วยความรับผิดชอบเหมือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา โดยเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกรัฐสภาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการที่ผู้ร้องเรียนทั้งสองเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2557 รัฐธรรมนูญมาตรา 263 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นหรือ เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.ป.ว่าด้วย​กสม. 2560 มาตรา 10 อนุมาตรา 18 การที่ผู้ถูกร้องมีมติตัดสิทธิ์ผู้ร้องเรียนทั้งสอง ในการเข้ารับการสรรหาเป็นกสม. ด้วยเหตุที่มีลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.ป.ว่าด้วยกสม. มาตรา 10 อนุมาตรา18 จึงเป็นมติที่ไม่ชอบพ.ร.ป.ว่าด้วย​กสม. ส่วนที่ผู้ร้องโต้แย้งว่า คณะกรรมการสรรหากสม. ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับการวินิจฉัยของคณะกรรมการ สรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับที่มีมติว่า การเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ถือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกัน​และ​ปราบปราม​การ​ทุจริต​ 2560 มาตรา 11 อนุมาตรา 18 มติดังกล่าวเป็นการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาค เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงคณะกรรมการ​สรรหากสม. เคยให้ผู้อื่นที่เป็น หรือเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้รับการสรรหา เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นกสม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏตามคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และ เอกสารประกอบของผู้ถูกร้อง ว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการสรรหากสม. วินิจฉัยมาโดยตลอดว่า บุคคลใดที่เคยเป็น หรือเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีลักษณะต้องห้าม ทำให้ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการสรรหาได้ จึงไม่มีความแตกต่างในการวินิจฉัยของผู้ร้องเรียนทั้งสอง มติดังกล่าว ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ไม่ขัดต่อหลักความเสมอภาค ถึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำขอของผู้ร้อง ที่ว่า มีเหตุเพิกถอนมติดังกล่าวคืนสิทธิ์จากผู้ร้องเรียนทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยไปแล้วแม้ มติของผู้ถูกร้อง ไม่ชอบด้วยพ.ร.ป.ว่าด้วย​กสม. แต่มติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยคำขอเกี่ยวกับการเพิกถอนมติดังกล่าว และการคืนสิทธิ์ให้กับผู้ร้องเรียนทั้งสองแต่อย่างใด อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัย มติดังกล่าวของผู้ถูกร้อง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 27.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102691</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093cc20e9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังทางนี้ &#039;กสม.&#039; ร่อนแถลงการณ์ด่วน เรียกร้องทุกฝ่ายยึดหลัก 4 ประการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง &amp;quot;ขอให้ทุกฝ่ายเคารพหลักสิทธิมนุษยชนในการชุมนุม ให้ใช้อุปกรณ์อันตรายเท่าที่จำเป็น รวมถึงการประกันสิทธิเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม&amp;quot; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ประชาชนกลุ่ม REDEM และเครือข่ายได้ชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองในหลายบริเวณรอบเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 20 -21 มีนาคม 2564 โดยมีรายงานสถานการณ์การกระทำผิดกฎหมาย ความรุนแรง และการปะทะกันระหว่างผู้เข้าร่วมชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนมีการใช้อาวุธสิ่งเทียมอาวุธและยุทธวิธีต่าง ๆ มีผู้ชุมนุมบางกลุ่มที่ก่อเหตุความไม่สงบ รวมถึงกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่าย และฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรการและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กระบอง น้ำผสมแก๊สน้ำตา กระสุนยาง มีการจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งรวมทั้งเด็กและเยาวชน และมีผู้เข้าร่วมการชุมนุม ประชาชน ผู้สื่อข่าว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และมีความห่วงกังวลต่อการชุมนุมที่มีแนวโน้มการใช้ความรุนแรงมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่พึงกระทำได้ในสังคมประชาธิปไตย โดยรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพและคุ้มครองให้ประชาชนสามารถใช้เสรีภาพดังกล่าวได้อย่างเสรีภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ขณะที่ผู้ชุมนุมไม่ว่ากลุ่มใดจะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย หรือยั่วยุ หรือชักชวนผู้อื่นให้กระทำผิดกฎหมาย อันอาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายจำกัดการใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมและมีการใช้อุปกรณ์ที่เป็นอันตราย มีผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตเช่น กระสุนยาง เจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดแนวปฏิบัติขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่เป็นอันตรายที่ไม่ถึงแก่ชีวิตเพื่อการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on the Use of Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ที่กำหนดให้การใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ประเภทดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและใช้เพื่อระงับอันตรายที่ชัดเจนต่อผู้อื่นหรือเจ้าหน้าที่เท่านั้น รัฐจึงควรทบทวนการใช้กระสุนยางเท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งและไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้ โดยต้องใช้กับกรณีเฉพาะ ห้ามใช้มุ่งเป้าหมายโดยไม่เลือก (indiscriminate) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ รัฐควรเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กรณีการจับกุมเด็กและเยาวชนที่เป็นผู้กระทำความผิด รัฐควรคำนึงถึงสิทธิเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม โดยให้เป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมถึงกฎอันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการบริหารงานยุติธรรมเกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชน หรือ &amp;ldquo;กฎแห่งกรุงปักกิ่ง&amp;rdquo; และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก สวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ รวมถึงการแก้ไขเพื่อคืนผู้กระทำผิดสู่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ในการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลอันมีเหตุจากสถานการณ์การชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนและความปรองดองภายในชาติ รัฐอาจพิจารณานำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) มาเป็นอีกทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ซึ่งมุ่งเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายและสังคม และการกลับคืนสู่สังคม (reintegration) โดยเปิดให้มีการพูดคุยเจรจา สร้างความเข้าใจต่อกัน เพื่อหาทางแก้ไขความแตกต่างด้วย สันติวิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและดำเนินการใด ๆ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนสากลและขอบเขตของกฎหมายเป็นสำคัญ เพื่อให้สังคมก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองไปได้พร้อมกันอย่างสันติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
23 มีนาคม 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96973</URL_LINK>
                <HASHTAG>3นิ้ว, กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ม็อบรีเดม, สิทธิเสรีภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059703f3f7f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯ มีมติตรวจสอบเหตุการณ์ม็อบ 28 กุมภา ชี้ข้อมูลในสื่อแตกต่างกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.64 - นางประกายรัตน์&amp;nbsp;ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหน้าที่แทนประธานกสม.&amp;nbsp;เปิดเผยว่าในการประชุม กสม. ด้านการบริหารครั้งที่ 11/2564&amp;nbsp;เมื่อวานนี้&amp;nbsp;(2 มี.ค.) ได้มีการพิจารณาเรื่องกลุ่ม &amp;ldquo;REDEM&amp;rdquo; จัดชุมนุมและเคลื่อนตัวไปยังบ้านพักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;และเกิดการเผชิญหน้า&amp;nbsp;โดยผู้ชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุม บริเวณใกล้กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้มาตรการกระชับพื้นที่และสลายการชุมนุม มีการฉีดน้ำ ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง&amp;nbsp;โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากเหตุการณ์ดังกล่าว&amp;nbsp;รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต&amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นควรหยิบยกเป็นกรณีขึ้นตรวจสอบ&amp;nbsp;รวมกับกรณีอาสาสมัครทางการแพทย์ที่อ้างว่าถูกจับกุมและได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 13 ก.พ.&amp;nbsp;ซึ่ง กสม.ได้หยิบยกขึ้นตรวจสอบก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์&amp;nbsp;กล่าวว่าการตรวจสอบจำเป็นต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน&amp;nbsp;ในทุกช่วงเวลาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;เพราะข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมีแง่มุมที่แตกต่างกัน&amp;nbsp;เป็นกรณีที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง&amp;nbsp;โดย กสม.จะเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนี้มารับฟังความเห็นประกอบการพิจารณา ซึ่งจะยึดหลักความเป็นกลาง&amp;nbsp;การปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเที่ยงตรง ตลอดจนจะเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนก.ค. &amp;ndash; ธ.ค. 2563&amp;nbsp;ขณะนี้ กสม.ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะซึ่งจะเปิดเผยต่อสาธารณะในเร็วๆนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94896</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์, ม็อบ28กุมภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f517850bf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสม.มีมติลุย!ตรวจสอบชุมนุม28ก.พ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.2564 - &amp;nbsp;นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหน้าที่ประธาน กสม. เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ชุมนุมในนามกลุ่ม &amp;ldquo;REDEM&amp;rdquo; ประกาศเคลื่อนตัวไปยังบ้านพักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ &amp;nbsp;และเกิดการเผชิญหน้า โดยผู้ชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุม บริเวณใกล้กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้มาตรการกระชับพื้นที่และสลายการชุมนุม มีการฉีดน้ำ ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากเหตุการณ์ดังกล่าวรวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตด้วยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กสม.ในคราวประชุม กสม. ด้านการบริหาร ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 ได้พิจารณากรณีดังกล่าวและมีมติเห็นควรหยิบยกเป็นกรณีขึ้นตรวจสอบรวมกับกรณีอาสาสมัครทางการแพทย์ที่อ้างว่าถูกจับกุมและได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 &amp;nbsp;ซึ่ง กสม.ได้หยิบยกขึ้นตรวจสอบก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางประกายรัตน์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จำเป็นต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านในทุกช่วงเวลาของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะข้อมูลที่ปรากฏในสื่อมีแง่มุมที่แตกต่างกัน &amp;nbsp;จึงเป็นกรณีที่มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง โดย กสม. จะเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องนี้มารับฟังความเห็นประกอบการพิจารณา และ กสม. จะยึดหลักความเป็นกลาง การปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเที่ยงตรง ตลอดจนจะเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคม &amp;ndash; ธันวาคม 2563 นั้น ขณะนี้ กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะซึ่งจะเปิดเผยต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้&amp;rdquo; ประธาน กสม. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94848</URL_LINK>
                <HASHTAG>28 ก.พ., กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กสม., นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603efeb3246c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
