<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุรินทร์&#039;ลั่น! กก.สมานฉันท์​ ไม่ใช่การใช้เสียงข้างมากบังคับโหวต​ ต้องพูดคุยเจรจา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ย.63 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.พาณิชย์​ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ ถึงการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งขณะนี้มีการทาบทามอดีตนายกรัฐมนตรีมาร่วม ว่า ​ นายชวน​ หลีกภัย​ ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอแนวทางมาแล้ว รายละเอียดลึกๆ จะเป็นอย่างไร​ต้องรอดูว่าข้อเสนอทั้ง 2 รูปแบบรายละเอียดมีอย่างไรบ้าง และสุดท้ายประธานรัฐสภาหรือคณะบุคคลที่จะเชิญมาร่วมพิจารณาจะกำหนดรูปแบบอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักคิดที่ตนเคยเสนอตั้งคณะกรรมการที่มาจาก​ 7​ ฝ่าย​ ไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดจะมีมากหรือน้อยกว่า เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมาแสวงหาความเห็นให้เป็นฉันทามติที่ตรงกัน ไม่ใช่ยกมือแข่งกัน แล้วเอาเสียงข้างมากไปบังคับเสียงข้างน้อย เพราะการหาทางออกบางเรื่องใช้วิธีโหวตไม่ได้ ต้องพูดคุยเจรจา ทำความเข้าใจร่วมกัน อะไรที่เห็นตรงกันทั้งหมดก็จะมีคำตอบ ว่าควรให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ อะไรที่ขัดแย้งกันอยู่ก็ต้องคุยกันต่อ แต่ทั้งนี้​ เมื่อประธานรัฐสภา ได้หารือกับทุกฝ่ายแล้วเห็นว่าอะไรเหมาะสมที่สุด ตนและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้การสนับสนุน เพราะอยากเห็นประเทศมีทางออกในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนมีความเป็นห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์​ กล่าวว่า​ ส่วนเรื่องรายละเอียดการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นหัวข้อหนึ่งที่จะหยิบยกมาคุยกันได้ หรือกรณีที่มีผู้เสนอให้ทำประชามติก็อาจเป็นหัวข้อที่จะหยิบยกมาพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้แปลว่าตนสนับสนุน รวมทั้งอีกหลายเรื่องที่มีผู้เสนอ ควรมีข้อสรุปและทางออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมด้วย คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นไปได้หรือไม่​ รองนายกฯตอบว่า ทางที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายควรจะเข้าร่วมเพื่อให้เป็นความเห็นพ้องต้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า​ ถ้าไม่เข้าร่วมกรรมการชุดนี้จะเดินต่อไปหรือล้ม​ นายจุรินทร์​ กล่าวว่า​ ตอบล่วงหน้าไม่ได้ และไม่อยากให้ด่วนสรุปว่าฝ่ายใดจะไม่เข้า เพราะตอนนี้ยังมองในแง่บวกว่าฝ่ายที่ยังตัดสินใจจะร่วมหรือไม่ร่วม เพราะยังขอดูรูปแบบของคณะกรรมการสมานฉันท์ก่อน มีองค์ประกอบเป็นใครและฝ่ายใดบ้าง รวมทั้งกฎกติกา การดำเนินการจะเป็นอย่างไร​ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องขอดูก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงความเป็นไปได้​ของข้อเสนอนายไพบูลย์​ นิติตะวัน​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ​ ที่ให้ทำประชามติถามความเห็นประชาชนห้ามชุมนุม 2 ปีเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อน รองนายกฯตอบว่า &amp;nbsp;ไม่มีความเห็น และไม่ขอให้ความเห็น ซึ่งการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญจะถามเรื่องตัวบุคคลไม่ได้ว่าเห็นด้วยกับคนนั้นหรือคนนี้หรือไม่ ยกเว้นเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ทำได้ และหากจะมีใครหยิบยกเรื่องนี้ไปคุยในคณะกรรมการสมานฉันท์ และอาจจะเป็นหัวข้อหนึ่งก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะสนับสนุน &amp;nbsp;เพราะทุกอย่างต้องคำนึงถึงหลักการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพียงอย่างเดียว​ นายจุรินทร์​ กล่าวว่า เป็นความเห็นของฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องไปคุยว่าเห็นพ้องหรือเห็นต่างอย่างไร รวมถึงบางข้อเสนอที่ให้นายกฯอยู่ต่อหรือลาออกก็เป็นหนึ่งข้อเสนอที่ต้องไปดูในคณะกรรมการสมานฉันท์.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82639</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการอิสระ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, แก้รธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201103/image_big_5fa0bd63953d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังคับใช้แล้ว!ธรรมาภิบาลสถาบันการเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย.2561 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 10/2561 เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 135 ตอนพิเศษ 146 ง และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งมีเนื้อหาถึง 25 หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวิรไทระบุถึงเหตุผลในการออกประกาศ ว่าสถาบันการเงินต้องเผชิญกับภาวะแวดล้อมทางการเงินที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อนมากขึ้น และไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการมากขึ้น ตลอดจนความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชน การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีหรือธรรมาภิบาลที่ดี (Good Corporate Governance) ทั้งในส่วนของบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง กลไกสนับสนุนการปฏิบัติงานและการควบคุมภายในที่มีประสิทธิผลและเท่าทันความเสี่ยง และการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กรที่มีการคำนึงถึงความเสี่ยงความเป็นธรรม และความโปร่งใส จะทำให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างครอบคลุม สร้างคุณค่าให้สถาบันการเงินอย่างเหมาะสมในระยะยาว ตลอดจน
สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน โดยเน้นในเรื่องการยกระดับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง การมีกลไกสนับสนุน การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารอย่างมีประสิทธิผลและเป็นอิสระ รวมทั้งการส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมองค์กรที่มีการคำนึงถึงความเสี่ยง ความเป็นธรรม และความโปร่งใส ทั้งในเรื่องการกำหนดกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงที่ดี (Risk Governance Framework) และนโยบายเรื่องธรรมาภิบาล การสร้างและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง (Risk Culture) การดูแลให้ฝ่ายจัดการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ได้รับอนุมัติ (Risk Appetite and Risk Limit) การมีกลไกการถ่วงดุลและดูแลให้มีการควบคุม กำกับ และตรวจสอบ (Three Lines of Defense) ที่มีประสิทธิผลการดูแลให้มีนโยบายและกระบวนการแจ้งเบาะแสภายในองค์กร (Whistleblowing Policy and Procedure) และนโยบายการกำหนดค่าผลตอบแทน (Remuneration) ที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่คำนึงถึงความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมาภิบาลเพื่อสนับสนุนให้กลไกตลาดมีส่วนช่วยในการกำกับดูแลมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาหลักเกณฑ์ส่วนที่ปรับปรุงมีความสอดคล้องกับ Corporate Governance&amp;nbsp;Principles for Banks ที่ออกโดย Basel Committee on Banking Supervision (BCBS)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยทุกแห่ง, บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทุกแห่ง ,สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศทุกแห่ง ให้ถือปฏิบัติเฉพาะเรื่อง ดังต่อไปนี้ 1.การแต่งตั้งและคุณสมบัติของผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน 2.การเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมาภิบาลในเรื่องข้อมูลการถูกเปรียบเทียบปรับโดย ธปท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และ 3. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจคือเรื่องคุณสมบัติของกรรมการอิสระในบอร์ดสถาบันการเงิน ซึ่งมีการกำหนดอย่างเข้มงวด อาทิ ต้องไม่มีธุรกิจหรือส่วนร่วมในการบริหารงานหรือไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน หรือไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นตัดสินใจ หรือลงมติเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันการเงินได้อย่างเป็นอิสระ, ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ ที่ปรึกษาหรือพนักงาน ของสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งหรือสถานะดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี, สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันได้ไม่เกิน 9 ปี โดยให้นับระยะเวลาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้นด้วย ทั้งนี้ หากดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระครบ 9 ปีแล้ว และประสงค์จะกลับมาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระที่สถาบันการเงินอีกครั้ง จะต้องพ้นจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ ที่ปรึกษา หรือพนักงาน ของสถาบันการเงินและบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้น เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ก่อนวันที่ยื่นขอ
ความเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันประกาศ ธปท.ยังกำหนดกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ และที่ปรึกษาของสถาบันการเงินไว้ด้วยว่า สามารถเป็นประธานกรรมการ หรือกรรมการที่เป็นผู้บริหาร อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ในบริษัทอื่นได้ไม่เกิน 3 กลุ่มธุรกิจโดยไม่รวมการดำรงตำแหน่งในสถาบันการเงิน ทั้งนี้ หากเป็นบริษัทที่มิใช่กลุ่มธุรกิจ ให้นับแต่ละบริษัทเป็นหนึ่งกลุ่มธุรกิจ และหากเป็นบริษัทที่สถาบันการเงินได้มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ ให้นับรวมเป็นกลุ่มเดียวกันกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน และสามารถเป็นกรรมการในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ไม่เกิน 5 บริษัท โดยไม่นับรวมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่สถาบันการเงินได้มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยหากสถาบันการเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินดำรงตำแหน่งอยู่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้นับเป็นหนึ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดฉบับเต็มที่นี่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12138</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการอิสระ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ธรรมาภิบาล, ราชกิจจานุเบกษา, วิรไท สันติประภพ, สถาบันการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e614b2649b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
