<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2020 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2020 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกศปรียามาอีกแล้วจ้า!ชงเสนอรัฐแจกโกเต็กฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ม.ค.2563 - &amp;nbsp;ที่ห้องกรรมาธิการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ และกลุ่มหลากหลายทางเพศ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ได้นำภาคประชาสังคมมายื่นข้อเสนอ &amp;lsquo;ด้านนโยบายเพื่อสวัสดิการผ้าอนามัยของผู้หญิง&amp;rsquo; ต่อประธานกรรมาธิการ พร้อมแถลงข่าวว่า จากการที่นำเสนอประเด็นผ้าอนามัยที่เป็นสินค้าจำเป็นสำหรับสตรีแต่ถูกจัดเป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง ซึ่งมีเพดานภาษีสูง แม้ว่าผ้าอนามัยแบบใช้ภายนอกที่เป็นที่นิยมถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมซึ่งเสียภาษี 7% &amp;nbsp;แต่ภาคประชาสังคมสตรีหลายกลุ่มเห็นพ้องต้องกันว่า ผ้าอนามัยควรเป็นสวัสดิการของรัฐ ที่ควรแจกฟรีและไม่ควรต้องเสียภาษี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เกศปรียากล่าวอีกว่า ได้ติดต่อประสาน ท่านมุกดา พงศ์สมบัติ ประธานกรรมาธิการ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ และกลุ่มหลากหลายทางเพศ เพื่อให้ภาคประชาสังคมมายื่นข้อเสนอด้านนโยบายเพื่อสวัสดิการผ้าอนามัยของผู้หญิง เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อสตรีไทยในวัยเจริญพันธุ์ทุกคน ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายผ้าอนามัย ซึ่งกลุ่มภาคประชาสังคมได้สรุปมาแล้วว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับผ้าอนามัยต่อสตรีหนึ่งคนประมาณ 180 - 200 บาท ค่าใช้จ่ายจำนวนนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อยจัดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มาก ตัวอย่างกรณีค่าใช้จ่ายผ้าอนามัยที่เป็นภาระกับสตรีจนทำให้เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต เช่น ในประเทศอังกฤษที่จัดเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วรายได้สูง ยังมีผู้หญิงอายุ 14-21 ปี 1 ใน 10 คนไม่สามารถซื้อผ้าอนามัย ส่งผลให้เกิดปัญหางดออกจากที่พักในวันที่มีประจำเดือน เพราะไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัยทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต ซึ่งรัฐบาลอังกฤษก็ได้ลดภาษีผ้าอนามัย และบริจาคเงินเพื่อสวัสดิการผ้าอนามัย รวมทั้งอีกหลายประเทศกำหนดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าปลอดภาษี และเป็นสวัสดิการที่รัฐแจกฟรีให้กับประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดิฉันเข้าใจดีว่าการรณรงค์ขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการผ้าอนามัยในสังคมบิดาธิปไตยทีมีการเหยียดเพศหญิงต้องมีแรงโต้กลับ แต่เพื่อประโยชน์ในด้านคุณภาพชีวิตประชาชนสตรีไทย ดิฉันจึงดำเนินการต่อเนื่องร่วมกับภาคประชาสังคม โดยมีผลตอบรับจากสังคมจำนวนไม่น้อยวัดจากจำนวนผู้ที่สนับสนุนแคมเปญเรื่องต้องมีมาตรการควบคุมสินค้าผ้าอนามัยให้ทุกคนเข้าถึงได้ใน change.org&amp;nbsp; มีถึง 6,733 คน ข้อมูลวันที่ 22 มกราคม 2563&amp;nbsp;เป็นผลให้ภาคประชาสังคมเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องมานำเสนอนโยบายเพื่อสวัสดิการผ้าอนามัยของผู้หญิงต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เนื่องจากดิฉันเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา จึงขอสานต่อไปให้สุดทางเพื่อให้สังคมตระหนักว่าผ้าอนามัยคือสวัสดิการที่รัฐต้องดูแลสุขภาวะประชากรวัยเจริญพันธุ์ เช่นเดียวกับถุงยางอนามัยที่บรรจุเป็นสิทธิประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน หรือเป็นสิทธิในบัตรทอง ที่สามารถเบิกจากสถานพยาบาลได้ฟรี&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55219</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธ์ และกลุ่มหลากหลายทางเพศ, น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, ผ้าอนามัย, พรรคเพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200122/image_big_5e27d8650fc74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
