<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดรายชื่อ &#039;45กมธ.&#039; แก้รธน.บัตรเลือกตั้ง2ใบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (ฉบับที่ ....)&amp;nbsp; พ.ศ....รัฐสภา&amp;nbsp; จำนวน 45 คน แบ่งเป็น ส.ว. จำนวน 15 คน&amp;nbsp; ได้แก่ นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ นายกิตติ วะสีนนท์ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายจเด็จ อินสว่าง นายเจตน์ ศิรธรานนท์ นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม นายถวิล เปลี่ยนศรี พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ นายมหรรณพ เดชพิทักษ์ นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล นายสมชาย แสวงการ&amp;nbsp; นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์&amp;nbsp; พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล นายประสิทธิ์ ปทุมมารักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ สัดส่วนส.ส. 30 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 8 คน ได้แก่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายรงค์ บุญสวยขวัญ นายสุรสิทธิ์&amp;nbsp; นิธิวุฒิวรรักษ์&amp;nbsp; นายสมศักดิ์ คุณเงิน&amp;nbsp; นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายจักรพันธ์ พรนิมิต&amp;nbsp; นายวิรัช รัตนเศรษฐ &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย 8 คน ได้แก่&amp;nbsp; นายสุทิน คลังแสง&amp;nbsp; นายชลน่าน ศรีแก้ว&amp;nbsp; นายองอาจ วงษ์ประยูร นายสมบัติ ศรีสุรินทร์&amp;nbsp; นายนิรมิต สุจารี นายจตุพร เจริญเชื้อ นายสมคิด เชื้อคง และนายสงวน พงษ์มณี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคภูมิใจไทย 4 คน&amp;nbsp; ได้แก่ นายศุภชัย ใจสมุทร นายฐิตินันท์ แสงนาค นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ และนายคารม พลพรกลาง พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน&amp;nbsp; ได้แก่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายชินวรณ์&amp;nbsp; บุณยเกียรติ&amp;nbsp; นายชัยชนะ เดชเดโช &amp;nbsp;พรรคก้าวไกล&amp;nbsp; 3 คน&amp;nbsp; ได้แก่&amp;nbsp; นายรังสิมันต์ โรม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา นายธีรัจชัย พันธุมาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคชาติไทยพัฒนา&amp;nbsp; 1 คน คือ นายนิกร จำนง&amp;nbsp; พรรคเสรีรวมไทย 1 คน&amp;nbsp; คือ น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา พรรคประชาชาติ 1 คน คือ&amp;nbsp; นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และพรรคเศรษฐกิจใหม่ 1 คน&amp;nbsp; คือ นายศุภดิศ อากาศฤกษ์ กำหนดการแปรญัตติ&amp;nbsp; 15 วัน โดยนัดประชุมนัดแรกในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆ รวมถึงวางกรอบการทำงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107613</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, รายชื่อ 45 กมธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8237a6f94b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เปิดผลโหวตร่างแก้รธน. ฉบับปชป.ประเด็นบัตร 2 ใบได้ไปต่อแค่ร่างเดียว อีก12ฉบับจอดป้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.64-&amp;nbsp; ที่รัฐสภา วันที่ 24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการวาระแรกร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา&amp;nbsp; 13 ฉบับ ได้ลงมติแบบขานชื่อเรียงตามลำดับตัวอักษร ตั้งแต่เวลา 17.00 น. จนถึงเวลา 23.30 น. โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง 30 นาทีจนครบทุกคนและครบทั้ง 13 ฉบับ จากนั้นได้ใช้เวลานับคะแนนอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมมีผลมติรับหลักการวาระหนึ่งเพียง 1 ฉบับ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอประเด็นระบบเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ด้วยมติเห็นชอบ 552เสียง แบ่งเป็นส.ส.342 เสียง และส.ว.210 เสียง ส่วนไม่เห็นชอบ 24 เสียง และงดออกเสียง 130เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนฉบับอื่นๆ เนื่องจากเสียง ส.ว. ไม่ถึง 84 เสียง ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดทำให้ต้องตกไป โดยเฉพาะฉบับปิดสวิตช์ ส.ว. และร่างรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีปัญหาเสนอแก้กลไกปราบโกงของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; โดยมีรายละเอียดผลคะแนนแต่ละฉบับดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp; แก้ไข 5 ประเด็น &amp;nbsp;
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 334 เสียง (ส.ส.334,ไม่มีเสียงส.ว.) ไม่เห็นชอบ 199 เสียง งดออกเสียง&amp;nbsp; 173 เสียง
2. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นสิทธิและเสรีภาพ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 399 เสียง (ส.ส. 393 เสียง ส.ว. 6เสียง) ไม่เห็นชอบ 136 เสียง งดออกเสียง 171&amp;nbsp; เสียง
3. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นระบบเลือกตั้งบัตร2ใบ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ&amp;nbsp; 376 เสียง (ส.ส. 340 เสียง ส.ว.36 เสียง) ไม่เห็นชอบ 89 เสียง งดออกเสียง 241 เสียง
4. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็น ปิดสวิตช์ ส.ว.
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 455&amp;nbsp; เสียง (ส.ส. 440 เสียง ส.ว. 15 เสียง )ไม่เห็นชอบ 101 เสียง งดออกเสียง&amp;nbsp; 150 เสียง
5. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย ประเด็นยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 327 เสียง (ส.ส.326 เสียง ส.ว. 1 เสียง) ไม่เห็นชอบ เสียง งดออกเสียง&amp;nbsp; 129 เสียง
6. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; ประเด็นประแก้ยุทธศาสตร์ชาติ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ&amp;nbsp; 454 เสียง (ส.ส.419 เสียง ส.ว.35 เสียง) ไม่เห็นชอบ 86 เสียง งดออกเสียง 166 เสียง
7. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; ประเด็นหน้าที่ของรัฐแก้ปัญหาความยากจน
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ&amp;nbsp; 476เสียง (ส.ส.421 เสียงส.ว.55 เสียง) ไม่เห็นชอบ 78 เสียง งดออกเสียง&amp;nbsp; 152 เสียง
8. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์&amp;nbsp; ประเด็นสิทธิเสรีภาพ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 469&amp;nbsp; เสียง(ส.ส.421 เสียงส.ว.48 เสียง) ไม่เห็นชอบ 75 เสียง งดออกเสียง&amp;nbsp; 162 เสียง
9. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์&amp;nbsp; ประเด็นสัดส่วนการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 415&amp;nbsp; เสียง(ส.ส.400 เสียง ส.ว. 15 เสียง) ไม่เห็นชอบ 102เสียง งดออกเสียง 189&amp;nbsp; เสียง
10. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์&amp;nbsp; ประเด็นการตรวจสอบ ป.ป.ช.
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ&amp;nbsp; 431 เสียง (ส.ส. 398 เสียง ส.ว. 33 เสียง)ไม่เห็นชอบ 97 เสียง งดออกเสียง 178&amp;nbsp; เสียง
11. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์&amp;nbsp; ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีและปิดสวิตช์ ส.ว.
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ461&amp;nbsp; เสียง (ส.ส. 440 เสียง ส.ว.21 เสียง) ไม่เห็นชอบ 96เสียง งดออกเสียง 149&amp;nbsp; เสียง
12. ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์&amp;nbsp; ประเด็นกระจายอำนาจท้องถิ่น
- ที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 457 เสียง (ส.ส.407 เสียง ส.ว.50 เสียง) ไม่เห็นชอบ 82เสียง งดออกเสียง 167&amp;nbsp; เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในส่วนของส.ว.ที่มาจากตำแหน่ง ได้แก่ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด&amp;nbsp; พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้&amp;nbsp; ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ&amp;nbsp; พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นพร้อมใจกันไม่มาลงมติครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์&amp;nbsp; โดย 6 ส.ว.เหล่าทัพชุดนี้ยังเคยประกาศก่อนรับตำแหน่งว่าไม่รับเงินเดือนส.ว. แต่ต้องเป็นส.ว.ตามรัฐธรรมนูญกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบครั้งนี้ เป็น 1 ใน 6 ฉบับที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ โดยเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไข มาตรา 83 และมาตรา 91 เกี่ยวกับจำนวน ส.ส. และระบบเลือกตั้ง ส.ส. มีสาระสำคัญ ดังนี้
&amp;nbsp;
-มาตรา 83 ให้ ส.ส.มีจำนวน 500 คน&amp;nbsp; มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 400คน และมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ100 คน&amp;nbsp; จากที่รัฐธรรมนูญปี2560 กำหนด ให้ ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ150 คน&amp;nbsp; โดยเป็นการเพิ่มจำนวนเขตเลือกตั้ง&amp;nbsp; และเป็นเลือกตั้งแยกระหว่างเลือกคน กับการเลือกพรรค แบบรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ2550 ซึ่งส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งแบบบัตร2 ใบ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้ระบบบัตรใบเดียวเลือกตั้งเฉพาะ ส.ส.เขตเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-มาตรา 91 ยกเลิกวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของรัฐธรรมนูญ 2560 กลับไปใช้วิธีการคำนวณที่สอดคล้องกับรูปแบบบัตร 2ใบ กำหนดให้นำคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับทั่วประเทศ มาคำนวณเพื่อจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคมาคำนวณเพื่อจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค อย่างไรก็ตามระบบเลือกตั้งนี้ ถูกอภิปรายไม่เห็นด้วย ทั้งจากสมาชิกวุฒิสภา และส.ส.พรรคก้าวไกล ที่มองว่าจะเป็นการเพิ่มเขตเลือกตั้ง ทำให้สัดส่วนพื้นที่ถูกซอยให้มีขนาดเล็กลง เอื้อต่อระบบพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพล และอาจกระทบต่อพรรคการเมืองเล็กที่ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศมาตลอดว่าร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยระบบที่อาจส่งผลต่อจำนวน ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; ทำให้การลงมติวันนี้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่งดออกเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน ประกอบด้วย พรรคร่วมรัฐบาล 17 คน แบ่งเป็น พรรคพลังประชารัฐ 8 คน พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; 4 คน พรรคประชาธิปัตย์ 3 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน และเศรษฐกิจใหม่ 1 คน ส่วน พรรคร่วมฝ่ายค้าน 13 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคก้าวไกล 3 คน พรรคเสรีรวมไท&amp;nbsp; 1 คน และพรรคประชาชาติ 1 คนมีกำหนดแปรญัตติ 15 วัน โดยประชุมนัดแรกในวันที่&amp;nbsp; 29 มิ.ย. 64 เวลา 10.00 น. ห้องประชุมรัฐสภาชั้น 6 จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานการประชุมได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 01.55น. วันที่ 25 มิ.ย. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107570</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การประชุมรัฐสภา, บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d53a1376f79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2021 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรัช&#039;ย้ำเดินหน้าลงมติแก้รธน.วาระ2-3แม้ศาลวินิจฉัยห้ามแก้ทั้งฉบับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.พ.64 - นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 ในวันที่ 24-25 ก.พ.นี้ หลังรัฐสภา มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจรัฐสภาในการแก้รัฐธรรมนูญ ว่า รัฐสภา จะยังคงเดินหน้าในการพิจารณาต่อไป และหลังการพิจารณาในวาระที่ 2 เสร็จสิ้น&amp;nbsp; รัฐบาลจะเสนอเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาต่อในวาระที่ 3 ช่วงกลางเดือนมี.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะรับคำร้องการวินิจฉัย แต่ไม่มีคำสั่งหรือมาตรการใด ๆ มายังรัฐสภา รัฐสภาก็จะยังคงเดินหน้าพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3 และหากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่สามารถยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ รัฐบาลก็จะเดินหน้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราต่อไป ซึ่งวิธีนี้เราจะไม่ต้องเสียงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติกว่า 3,000 ล้านบาท&amp;quot;นายวิรัช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92786</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, วิรัช รัตนเศรษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9ecc2142e1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2020 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2020 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯชงรธน.เปิดทาง&#039;พื้นที่การเมืองปลอดภัย-สร้างรัฐสวัสดิการปลดแอกภาระผู้หญิง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค.63- &amp;nbsp;ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย นำโดยนางทันตา เลาวิลาวัณยกุลและมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึก ในเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ ปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. &amp;nbsp;2560 ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า &amp;nbsp;โดยมีนายเอกพันธุ์ &amp;nbsp;ปิณฑวณิช &amp;nbsp;กรรมาธิการฯ เป็นผู้รับจดหมายเปิดผนึกของเครือข่ายฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทันตา กล่าวว่า &amp;nbsp;เครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่ประกอบไปด้วยผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ที่ทำงานในชุมชนจาก 19 กลุ่ม ขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ พ.ศ. 2560 และคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในคณะกรรมาธิการฯ นำข้อเสนอของเครือข่ายฯ ไปประกอบในรายงานของคณะกรรมาธิการฯ และส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณา &amp;nbsp;หาแนวทางในการสนับสนุน โดยข้อเสนอของเครือข่ายฯ มี 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐธรรมนูญใหม่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพ ปกป้อง ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงทุกกลุ่มอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.รัฐธรรมนูญใหม่ต้องตระหนักว่างานในบ้านในชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นงานที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ที่กระทำโดยแม่และผู้ดูแลคนอื่นๆ ในครอบครัว และต้องได้รับค่าตอบแทน โดยรัฐต้องจัดหาสวัสดิการและประกันค่าตอบแทนให้แม่และคนทำงานในบ้านทุกคน 3. รัฐธรรมนูญใหม่ต้องลดอำนาจการกระจุกตัวและกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ให้ผู้หญิงทุกระดับมีอำนาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.รัฐธรรมนูญใหม่ต้องสนับสนุนสวัสดิการการศึกษาถ้วนหน้าของผู้หญิงทุกกลุ่ม ทุกความต้องการพิเศษและสนับสนุนการศึกษาทางเลือกที่สามารถกำหนดความมุ่งหมายและแนวทางของชีวิตได้อย่างอิสระ 5.รัฐธรรมนูญใหม่ต้องลดอำนาจและงบประมาณทหารเพื่อนำมาจัดสรรรัฐสวัสดิการให้กับผู้หญิงและประชาชนทุกคน 6.รัฐธรรมนูญใหม่ต้องกำหนดรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพที่ผู้หญิงกลุ่มต่างๆ เข้าถึงได้ เช่น ต้องจัดสรรที่อยู่อาศัยในสัดส่วนที่มีผู้หญิงเข้าถึงการถือครองไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ต้องจัดสรรให้ผู้หญิงเป็นตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับรัฐสวัสดิการในทุกระดับอย่างน้อยร้อยละ 50 ผู้หญิงทุกคนต้องเข้าถึงการให้บริการเกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิงอย่างรอบด้าน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีบ้านพักฉุกเฉินที่ผู้หญิงทุกคนใช้ได้ แรงงานหญิงไม่ว่าในระบบหรือนอกระบบต้องได้รับค่าจ้างที่ยุติธรรมและเท่าเทียม &amp;nbsp;สิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกกฎหมาย ต้องมีทางเลือกให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการยุติการตั้งครรภ์โดยรัฐต้องมีสวัสดิการให้ รวมถึงผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว สร้างความเชื่อมั่นเรื่องรัฐสวัสดิการให้ผู้หญิงทุกกลุ่มด้วยการจัดให้มีล่ามหรือแปลเอกสารเป็นทุกภาษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทันตา ระบุด้วยว่า เครือข่ายฯ ต้องการย้ำถึงความสำคัญในประเด็นเรื่องงานดูแลในบ้าน ในชุมชนและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นงานที่มีคุณค่าสร้างคุณูปการทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทำโดยผู้หญิง แม่ และคนทำงานดูแล อย่างไรก็ตามงานดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกให้คุณค่าโดยสังคมและระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน &amp;nbsp;ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐเห็นถึงความสำคัญของงานดูแลในบ้านในชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้หญิง แม่และคนทำงานดูแล ด้วยการจัดสวัสดิการและประกันค่าตอบแทนให้กับคนทำงานดูแลทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาพวกเราถูกดำเนินคดี &amp;nbsp;ถูกกระทำ ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมารวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของเรา โดยเจตนารมณ์ของเครือข่าย คือการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่มีพลังในการต่อสู้ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงในประเทศไทย ที่จะสามารถกำหนดเจตนารมณ์และความต้องการของตัวเองในการแก้ไขปัญหาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&amp;rdquo; ตัวแทนเครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเอกพันธุ์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้ง &amp;nbsp;6 &amp;nbsp;ข้อ หากสามารถบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ก็จะเป็นการยกระดับความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องนำไปศึกษาและลองดูว่ามีเงื่อนไขอะไรที่จะสามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องมีการแก้ไขหรือร่างใหม่ &amp;nbsp;ส่วนประเด็นการทำงานดูแลในบ้านนั้น ยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจังว่าคนที่ทำงานดูแลในบ้านจะมีประโยชน์ทางสังคมและทางเศรษฐกิจอย่างไร &amp;nbsp;ซึ่งในคุณค่าทางเศรษฐกิจเห็นว่า คนทำงานกลุ่มนี้ช่วยประคับประคองการดำรงชีวิตของสถาบันครอบครัว และถึงแม้จะเป็นการทำงานในบ้านแต่ถือว่ามีความสำคัญที่สุด และเป็นคนที่เสียสละเวลาที่จะไปทำมาหากินในการดูแลปากท้องตัวเอง มาดูแลคนในบ้าน &amp;nbsp;3-4 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;ซึ่งทำให้ศักยภาพในการดูแลตัวเองของคนทำงานดูแลในบ้านลดลง ขณะเดียวกันพวกเขายังจะต้องอยู่ในภาวะพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น จนในบางครั้งถูกกล่าวหาว่าเป็นภาระในบ้าน &amp;nbsp;ดังนั้นจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ระบบของสังคมจะถูกออกแบบให้มาตอบโจทย์กลุ่มคนเหล่านี้ให้มีรายไดและมีสวัสดิการดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยนั้น กล่าวว่า ในส่วนของผลประโยชน์ทางสังคมนั้น การดูแลคนในบ้านเป็นความสัมพันธ์ระดับปฐมภูมิระหว่างคนในครอบครัว ย่อมมีคุณค่ามากกว่าการจ้างงานในระบบปกติกับงานประเภทเดียวกัน &amp;nbsp;เช่น การดูแลผู้ป่วย หากไปจ้างงานกับคนนอก ผู้ดูแลก็จะขาดความรู้สึกใกล้ชิด ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถเติมเต็มให้ผู้ป่วยได้เหมือนกับคนในครอบครัวดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสมปอง เวียงจันทร์ เครือข่ายสมัชชาคนจนในฐานะสมาชิกเครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย &amp;nbsp;ได้บอกเล่าประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ทำงานดูแลในบ้าน ในชุมชน ว่ามีตัวอย่างที่ชัดเจนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ลูกและหลานของตนตกงาน และทุกคนก็กลับบ้านมาอยู่กับแม่ &amp;nbsp;โดยแม่ก็มีหน้าที่ในการแบกรับในการดูแลทุกคน &amp;nbsp;ทั้งยังช่วยหาที่ดินเพื่อให้ลูก-หลานทำการเกษตร เพื่อให้มีรายได้ ดังนั้นหากรัฐบาลจะดูแลแม่หรือผู้ที่ทำงานดูแลในบ้านก็ถือเป็นเรื่องดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นางสาว ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพคเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า การที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นต้องระบุว่าให้ค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแลทั้งในครอบครัว &amp;nbsp;ชุมนุม และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ในรูปแบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า &amp;nbsp;คือหลักประกันของสิทธิและความเสมอภาคของประชาชน &amp;nbsp;ที่ต้องได้รับการดูแลจากรัฐ เป็นเงื่อนไขการสร้างอำนาจทางด้านเศรษฐกิจ ให้แม่และคนทำงานดูแล &amp;nbsp;และจะเป็นกลไกต่อการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงและคนที่ต้องดูแลคนอื่นที่เป็นประชาชนคนธรรมดาที่ต้องรับภาระการดูแลแทนรัฐมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ จะจัดเวทีส่วนภูมิภาครับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม ในวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2563 มหาวิทยาลัยของแก่น จังหวัดขอนแก่น วันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 2563 มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี วันอาทิตย์ที่ 26 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและ วันเสาร์ที่ 1 ส.ค. 2563 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จ.สงขลา โดยจากการระบาดของโควิด-19 คณะกรรมาธิการฯ ได้ขยายเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการไปอีก 90 วัน นับจากวันที่ 25 มิ.ย. เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และจะจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเพื่อส่งไปให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเครือข่ายขบวนการเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ที่มายื่นข้อเรียกร้องในครั้งนี้ประกอบไปด้วย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ 19 กลุ่มประกอบด้วย ผู้หญิงชาติพันธุ์ ผู้หญิงพิการ ผู้หญิงที่มีความหลากหลายทางเพศใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ &amp;nbsp;พนักงานบริการ ผู้หญิงที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้หญิงที่ต่อสู้เรื่องที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่น สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ผู้หญิงต่อสู้เรื่องการเข้าถึงทรัพยากรทางทะล ผู้หญิงที่ร่วมก่อตั้งการเดิน We Walk ผู้หญิงต่อสู้เรื่องการปฏิรูปที่ดินในอีสาน ผู้หญิงที่ต่อสู้ต้านเผด็การ ผู้หญิงผู้ลี้ภัย ผู้หญิงแรงงานข้ามชาติ ผู้หญิงที่เคยติดคุกเพราะความอยุติธรรม &amp;nbsp;ผู้หญิงทนายความที่ทำคดีสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ถูกคุกคาม ผู้หญิงจากขบวนการต่อสู้ชุมชนที่เป็นตำนาน เช่น สมัชชาคนจน ผู้หญิงจากเครือข่ายสลัมสี่ภาค ผู้หญิงแรงงานที่ต่อสู้กับทุนอย่างกลุ่ม Try &amp;nbsp;Arm และผู้หญิงหาบเร่แผงลอย .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71203</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ, แก้รัฐธรรมนููญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f0ac3ef35616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2019 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2019 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หมากกลแก้รัฐธรรมนูญ&#039;ไพศาล&#039;ติงวิปรัฐบาลแค่นี้ก็คิดไม่เป็นหรือไง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย 62 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หมากกล แก้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ถ้าวิปไม่เห็นพ้องให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวนอกสภา และอาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 &amp;nbsp;ถ้าพปช.จะเป็นประธานกรรมาธิการ ก็ต้องแอ่นหน้า ให้เขาชกจากทุกทิศ ยิ่งเอาปู่มีชัยมานั่งเป็นประธาน ก็ คงสนุกดูไม่จืดแน่ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ก็ฝีมือปู่แกนั่นแหละ และที่ปู่แกพูดอะไรไว้ก็จะถูกขุดขึ้นมาพูดกันกลางสภาแล้วจะว่าอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 &amp;nbsp;ถ้ามาตรแม้นพรรคร่วมหักกันในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ระวังร่างกฎหมายงบประมาณในวาระ3และการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ดีก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็แค่ใช้โควตากรรมาธิการของรัฐบาลเท่านั้นก็เหลือแหล่แล้ว แค่นี้คิดไม่เป็นหรือไงเฟ้ย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49867</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, รัฐธรรมนูญปี2560, แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0ca4e2c04f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
