<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช.นำร่องผุดเสาหลักนำทางยางพาราทั่วประเทศ 7 แสนต้น คาดแล้วเสร็จปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค.63-นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.)เปิดเผยว่า ทช.ได้ นำยางพารามาเป็นส่วนผสมในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย เปลี่ยนเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post) หรือ RGP ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการหลุดออกนอกทาง ชนกับหลักนำทางและเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศ ตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตามจากรายละเอียดพบว่า จากสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงชนบทระหว่างปี 2560 ถึง 2562 หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุที่พบคือการเสียหลักหลุดออกนอกทางชนกับสิ่งอันตราย และจากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึก พบว่าสิ่งอันตรายข้างทางที่ผู้ขับขี่เสียหลักหลุดออกนอกทางไปชนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1. สิ่งอันตรายที่เป็นสิ่งแวดล้อมข้างทาง ได้แก่ ต้นไม้ รั้วบ้าน คันคลอง เป็นต้น
2. สิ่งอันตรายที่เป็นอุปกรณ์จราจร ได้แก่ หลักนำโค้ง เสาป้ายจราจร เสาไฟฟ้าแสงสว่าง เป็นต้น

ทั้งนี้ จากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) (2560) ได้คำนวณมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจราจร พบว่า การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 10 ล้านบาทต่อราย และการบาดเจ็บสาหัสมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 3 ล้านบาทต่อราย ในขณะที่หลักนำทางที่ผลิตจากยางพารามีต้นทุนการผลิตพร้อมติดตั้งอยู่ที่ 2,500 บาทต่อหลัก โดยเมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของทางโค้งบนทางหลวงชนบทที่ติดตั้งหลักนำโค้งโดยส่วนใหญ่จะใช้หลักนำโค้งอยู่ประมาณ 14 หลักต่อโค้ง คิดเป็นมูลค่าเงินที่ใช้เปลี่ยนหลักนำโค้งเป็นยางพาราอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อโค้งเท่านั้น

นายปฐม กล่าวว่าหากมีอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางคอนกรีตจนทำให้มีผู้ขับขี่เสียชีวิต 1 คนเกิดขึ้น จะคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียของชีวิตเท่ากับ 10 ล้านบาท แต่หากโค้งที่เกิดอุบัติเหตุนี้ได้เปลี่ยนไปใช้เสาหลักนำโค้งที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างยางพาราแทน ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุหลุดโค้งชนกับเสาหลักนำทางยางพารา อาจไม่เป็นอันตรายจนถึงกับเสียชีวิต และเมื่อพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้วถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางคอนกรีตไปใช้เสาหลักนำทางยางพารา

อย่างไรก็ตามทช.จึงได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางที่ผลิตจากคอนกรีตเสริมเหล็กไปใช้เสาหลักนำทางที่ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างเสาหลักนำทางยางพาราแทน เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุจากการหลุดออกนอกทางชนกับหลักนำทาง โดยจะดำเนินการปรับเปลี่ยนเสาหลักนำทางทุกหลักทั่วประเทศ จำนวน 705,112 ต้น เป็นเสาหลักนำทางยางพารา ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2565 โดยใช้งบประมาณรวม 1,402.172 ล้านบาท

ทั้งนี้แบ่งเป็น ปี 2563 จำนวน 200,000 ต้น ปี 2564 จำนวน 200,000 ต้น และในปี 2565 อีกจำนวน 305,112 ต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้สัญจรบนทางหลวงชนบทลงได้แล้ว ยังเป็นการผลักดันการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น สามารถช่วยเพิ่มเม็ดเงินให้ชาวสวนยางให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในด้านการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66432</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ถนนยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec4cdce55994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริดจสโตนกับภารกิจการสำรวจอวกาศนานาชาติกับ JAXA และโตโยต้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่นประกาศจะเข้าร่วมในภารกิจการสำรวจอวกาศนานาชาติร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่ง JAXA และโตโยต้าได้ประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้วว่า เป้าหมายของภารกิจนี้ยังรวมถึงการขยายขอบเขตภารกิจของมนุษย์และการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในการสำรวจอวกาศ การมีส่วนร่วมของบริดจสโตนในครั้งนี้ยังรวมถึงการวิจัยประสิทธิภาพของยางที่จำเป็นสำหรับใช้กับรถสำรวจดวงจันทร์ควบคุมโดยมนุษย์และการรักษาความดันบรรยากาศภายในรถสำรวจ เพื่อช่วยให้รถสำรวจเหล่านี้สัมผัสกับพื้นผิวของดวงจันทร์ได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0.4pt 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บริดจสโตนได้ร่วมมือกับทั้งสององค์กรเพื่อทำการวิจัยด้านการสำรวจของมนุษย์ ซึ่งดำเนินการวิจัยร่วมกับ JAXA ในช่วงปี ค.ศ.2000 เพื่อตรวจสอบส่วนสัมผัสพื้นของยาง  ระหว่างรถสำรวจกับพื้นผิวดวงจันทร์ และทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางเทคนิคสำหรับโครงการรถสำรวจกับโตโยต้า ด้วยความเชี่ยวชาญและความรู้เกี่ยวกับส่วนสัมผัสพื้นของยาง (Contact Patch) ของบริดจสโตน จะสามารถสนับสนุนภารกิจที่ท้าทายด้านการเคลื่อนที่บนพื้นผิวดวงจันทร์นี้ได้ด้วยการพัฒนายางล้อที่มีความยืดหยุ่น (Elastic Wheel ) เพื่อรองรับน้ำหนักของรถสำรวจ, การเร่งความเร็วและการเบรก, การดูดซับแรงกระแทกน้อยที่สุด และเพิ่มความคล่องตัว ทำให้รถสำรวจสามารถวิ่งบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้มากกว่า 10,000 กม. ซึ่งจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ บริดจสโตนภูมิใจในการพัฒนาโซลูชั่นพร้อมคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของบริดจสโตนเพื่อตอบสนองการเดินทางที่ท้าทาย และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจการสำรวจอวกาศนานาชาติอย่างจริงจัง โดยการพัฒนาส่วนสัมผัสพื้นของยางที่สามารถทำงานได้แม้ในสภาพการเคลื่อนที่บนพื้นผิวดวงจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34931</URL_LINK>
                <HASHTAG>JAXA, กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, บริดจสโตน, ยานยนต์ไทยโพสต์, รีววิ, โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190502/image_big_5cca6a27d5300.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บริดจสโตน ยกระดับคุณภาพยาง คิดค้นนวัตกรรมโพลิเมอร์ชนิดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;บริษัท&amp;nbsp;มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพยางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมโพลิเมอร์ชนิดใหม่ขึ้นเป็นรายแรกของโลก ที่ทนต่อการถูกกระแทกได้สูงกว่า 5 เท่าทนต่อการขีดข่วนได้มากกว่า 2.5 เท่า และมีความต้านทานแรงดึงมากกว่า 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับยางธรรมชาติ และทนต่อความเสียหายได้มากกว่ายางสังเคราะห์ทั่วไปด้วยการเชื่อมยางและเรซินเข้าด้วยกันในระดับโมเลกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;โพลิเมอร์ชนิดใหม่นี้มีชื่อว่า &amp;ldquo;High Strength Rubber (HSR)&amp;rdquo; ซึ่งนำวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของยางสังเคราะห์ ได้แก่ บิวทาไดอีน และไอโซปรีน เชื่อมเข้าด้วยกันกับส่วนประกอบของ เรซิน ได้แก่ เอทิลีน ในระดับโมเลกุล โดยใช้แกโดลิเนียม (gadolinium หรือ Gd)เอกสิทธิ์เฉพาะของบริดจสโตนเพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์โพลิเมอร์รวม เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเนื่องจากสามารถเชื่อมความยืดหยุ่นของยางเข้าด้วยกันกับความเหนียวของเรซิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ทั้งนี้ บริดจสโตนมุ่งหวังว่าโพลิเมอร์ HSR จะเป็นนวัตกรรมเอกสิทธิ์ทรงพลัง ด้วยเป้าหมายของการเป็นวัตถุดิบยั่งยืน 100 % ตอบโจทย์คุณสมบัติที่เหนือกว่าเพื่อลดการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่น้อยกว่า สอดคล้องกับความตั้งใจที่จะทดลองใช้โพลิเมอร์ HSR ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ด้วย และวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวของบริดจสโตน ที่มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในทุกๆขอบเขตของการดำเนินธุรกิจ พร้อมตอบแทนสู่สังคมเพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมความหลากหลายของผู้บริโภคอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;(เรื่อง : นรินทร โชติภิรมย์กุล)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16777</URL_LINK>
                <HASHTAG>motoring, thaipost, wheel, กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ข่าวรถ, บริดจสโตน, บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น, ยานยนต์ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e087ee7bb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 12:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สัมผัสสุดยอดความเร็ว Super GT กับบริดจสโตน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริดจสโตน ผู้นำด้านการผลิตยางรถยนต์อันดับหนึ่งในประเทศไทย นำโดย มร.ยาสุฮิโระ โมริตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตน&amp;nbsp; เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง นำทัพพนักงาน บริดจสโตนและสมาชิกคาร์คลับกลุ่มผู้ใช้ยาง POTENZA&amp;nbsp; ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดยอดความเร็วระดับโลกกับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ รายการ ช้าง ซูเปอร์​ จีที เรซ 2018 สนามที่ 4 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ในฐานะผู้สนับสนุนทีมนักแข่งรถยนต์ทางเรียบ โดยแชมป์ตกเป็นของทีม&amp;nbsp; Lexus Team SARD LC 500 ที่ขับโดย Heikki Kovalainen และ คามูอิ&amp;nbsp; โคบายาชิ ใช้ยาง Bridgestone POTENZA ในการแข่งขัน ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพยางบริดจสโตนเป็นยางรถยนต์คุณภาพที่นักแข่งระดับโลกเลือกใช้และไว้วางใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับการแข่งขันซูเปอร์ จีที เรซ ใน 1 ฤดูกาลจะมีทั้งสิ้น 8 สนาม ซึ่งสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสนามนอกประเทศญี่ปุ่นแห่งเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็นสนามแข่งขันระดับโลกสนามที่ 4 แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่นได้แก่ GT500 และ GT300 โดยในปีนี้บริดจสโตนได้สนับสนุนทีมนักแข่งกว่า 10 ทีม รวมถึงทีมที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันช้าง ซูเปอร์​ จีที เรซ 2018 ครั้งนี้คือ Lexus Team SARD และตัวแข่ง Lexus LC 500 ที่ขับโดย Heikki Kovalainen และ คามูอิ&amp;nbsp; โคบายาชิ ที่ได้ใช้ยาง บริดจสโตน POTENZA เป็นผู้ชนะในรุ่นคลาส GT500&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาสุฮิโระ โมริตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;ช้าง ซูเปอร์​ จีที เรซ 2018&amp;rdquo; นี้&amp;nbsp; บริดจสโตนเรายังคงให้การสนับสนุนยางรถยนต์ POTENZA ให้กับทีมนักแข่ง ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 โดยยาง POTENZA นี้ได้ถูกพัฒนามาจากยาง Formula1 ด้วยเทคโนโลยีและนัวตกรรมเอกสิทธิ์เฉพาะบริดจสโตนมาเพื่อใช้ในการแข่งขัน ซูเปอร์ จีที เรซ โดยเฉพาะ เป็นยางสมรรถภาพสูงที่ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากนักแข่งระดับโลก เพื่อคว้าชัยชนะในสนามแข่ง นอกจากยางที่ใช้ในการแข่งขันแล้ว ในปีนี้บริดจสโตนยังได้นำยาง POTENZA มาปลุกพลังสปอร์ตในตัวคุณ ณ บูธบริดจสโตน ได้แก่ POTENZA S001, POTEZNA RE-71R และ POTENZA Adrenalin RE003 อีกทั้งยังมีเกมส์และกิจกรรมอื่นๆ ให้คุณได้ร่วมสนุกอีกมากมาย ทั้งนี้เรายังได้เชิญสมาชิกคาร์คลับ กลุ่มนักขับที่ใช้ยาง POTENZA พร้อมพนักงานบริดจสโตนมาร่วมสัมผัสความเร็วของจริงถึงขอบสนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคว้าแชมป์รายการ SUPER GT ในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ Keeper Tom&amp;rsquo;s และในปีนี้เรามาในฐานะป้องกันแชมป์ พูดได้ว่าทีมเรามีทั้งประสบการณ์และความพร้อมที่ไม่ว่าจะเป็นรถแข่งและ ยางบริดจสโตน POTENZA ที่มีความพิเศษในตัวเอง เหมาะสำหรับใช้งานทั้งบนพื้นถนนแห้งและพื้นถนนเปียก ทำให้เราเชื่อมั่นว่าในปีนี้ เราจะสามารถทำผลงานได้ตามคาดความหมาย นอกจากนี้เราขอขอบคุณแฟนๆชาวไทยที่มาเชียร์ Keeper Tom&amp;rsquo;s ถึงขอบสนามช้าง เซอร์กิต ในวันนี้&amp;rdquo; Nick Cassidy จากทีม Keeper TOM&amp;#39;Sกล่าวไว้ - Keeper TOM&amp;#39;S คือหนึ่งในทีมแข่งขัน Super GT 2018 รุ่น GT500 ที่บริดจสโตนเป็นผู้สนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13381</URL_LINK>
                <HASHTAG>POTENZA, SUPER GT, กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ข่าวรถ, ข่าวรถไทยโพสต์, ช้าง ซูเปอร์​ จีที เรซ 2018, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, บริดจสโตน, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถยนต์, รีวิว, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180714/image_big_5b4987e8949c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5027</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2018 22:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิ้น&#039;สตีเฟน ฮอว์กิง&#039;วัย76 นักฟิสิกส์อัจฉริยะแห่งยุค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ้นอัจฉริยะแห่งยุค! &amp;quot;สตีเฟน ฮอว์กิง&amp;quot; นักฟิสิกส์นามอุโฆษชาวอังกฤษผู้มีมันสมองอันปราดเปรื่องภายในร่างกายที่ทุพพลภาพ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 76 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวของฮอว์กิงเปิดเผยข่าวอันน่าเศร้าสลดนี้เมื่อวันพุธที่ 14 มีนาคม 2561 โดยประกาศว่า นักฟิสิกส์ผู้สร้างชื่อจากผลงานประพันธ์หนังสือขายดีทั่วโลก &amp;quot;A Brief History of Time&amp;quot; (ประวัติย่อของเวลา) ปี 2531 เสียชีวิตที่บ้านของเขาภายในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อเช้าตรู่ของวันเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความอัจฉริยะและความปราดเปรื่องของนักฟิสิกส์ร่างพิการท่านนี้ ทำให้เขามีผู้ชื่นชอบติดตามผลงานกว้างไกลว่าโลกฟิสิกส์ดาราศาสตร์ และยกเขาขึ้นเทียบเคียงกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และเซอร์ไอแซค นิวตัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮอว์กิงตรวจพบว่าเริ่มเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (เอแอลเอส) เมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเศษ แต่เขาสามารถฝ่าฝืนคำทำนายที่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี โรคนี้ทำให้เขากลายเป็นคนพิการเป็นอัมพาตเกือบสิ้นเชิงต้องนั่งรถเข็น และไม่สามารถพูดได้ โดยต้องสื่อสารผ่านอุปกรณ์สังเคราะห์เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2485 หรือวันครบรอบ 300 ปีอสัญกรรมของกาลิเลโอ กาลิเลอี บิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ส่วนวันเสียชีวิตของฮอว์กิง พุธที่ 14 มีนาคม 2561 ที่โลกต้องจารึกว่าเป็นวันสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดอีกคนหนึ่ง ก็ตรงกับวันครบรอบ 139 ปีชาตกาลของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฮอว์กิงแต่งงานครั้งแรกกับเจน ไวลด์ เมื่อปี 2508 และมีลูกด้วยกัน 3 คน เรื่องราวของทั้งคู่ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง &amp;quot;The Theory of Everything&amp;quot; เมื่อปี 2557 ทั้งคู่แยกทางภายหลังใช้ชีวิตคู่นาน 25 ปี จากนั้นฮอว์กิงแต่งงานกับอีเลน เมสัน อดีตพยาบาลที่เคยดูแลเขา แต่ต่อมาก็เลิกรากันท่ามกลางคำกล่าวหาว่าเธอทำร้ายเขา แต่ฮอว์กิงปฏิเสธเรื่องนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การทำงานของเขาเน้นเป้าหมายที่การรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพ ที่ว่าด้วยกำเนิดของปริภูมิและเวลา เข้ากับทฤษฎีควอนตัม ที่ศึกษาอนุภาคที่เล็กที่สุด เพื่อนำมาอธิบายว่าเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำงานอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;quot;เป้าหมายของผมนั้นง่ายๆ&amp;quot; ฮอว์กิงเคยกล่าวเอาไว้ &amp;quot;นั่นคือการทำความเข้าใจเอกภพอย่างสมบูรณ์ ว่าทำไมเอกภพจากเป็นเช่นที่เป็นอยู่ และทำไมเอกภพจึงมีอยู่&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เพียงโลกของฟิสิกส์ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ยกย่องชื่นชมเขา ฮอว์กิงยังเป็นที่รักในวัฒนธรรมป๊อปยุคนี้ และเคยปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญในภาพยนตร์เช่น &amp;quot;Star Trek : The Next Generation&amp;quot; และ &amp;quot;The Simpsons&amp;quot; เสียงของเขายังถูกใช้ในเพลงของวงพิงค์ฟลอยด์หลายเพลงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเขา นักวิทยาศาสตร์และคนดังทั่วโลกต่างแสดงความไว้อาลัยผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น ทวิตเตอร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การนาซาเขียนคำไว้อาลัยทางทวิตเตอร์ของนาซา พร้อมกับวิดีโอที่ฮอว์กิงได้รับประสบการณ์ของการไร้น้ำหนักจากภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดาของสหรัฐ ซึ่งทำให้ตัวของเขาหลุดจากวีลแชร์ช่วงสั้นๆ &amp;quot;ทฤษฎีของเขาปลดล็อกความเป็นไปได้ของเอกภพที่พวกเราและโลกกำลังสำรวจ ขออวยพรให้คุณบินต่อไปเหมือนซูเปอร์แมนในภาวะไร้น้ำหนัก เหมือนกับที่คุณเคยกล่าวไว้กับนักบินอวกาศที่สถานีอวกาศเมื่อปี 2557&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่เคที เพร์รี นักร้องสาวชาวอเมริกัน ก็แสดงความเสียใจต่อการจากไปของเขา โดยโพสต์ข้อความว่าเกิด &amp;quot;หลุมดำขนาดใหญ่ในใจฉัน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5027</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรวยยางพาราอัจฉริยะ, นักฟิสิกส์, สตีเฟน ฮอว์กิง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180314/image_big_5aa93e4f12bca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เทคนิคตรังสุดเจ๋ง ประดิษฐ์กรวยยางพาราอัจฉริยะแทนพลาสติก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า วิทยาลัยเทคนิคตรัง โดยแผนกเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ร่วมกับสำนักงานทางหลวงที่ 17 และบริษัท ว.รณภูมิ จำกัด &amp;nbsp;ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อจัดทำโครงการวิจัยกรวยยางพาราอัจฉริยะ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการนำวัตถุดิบ คือ ยางพารา ที่หาได้ง่ายในจังหวัดและชุมชน &amp;nbsp;มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กรวยจราจรจากยางพารา (Rubber cone genius) แทนการใช้กรวยจราจรพลาสติกแบบเดิมๆ &amp;nbsp;โดยมีจุดเด่นตรงที่วัสดุเหล่านี้ เมื่อโดนชน หรือโดนกระแทก ก็จะไม่แตกเสียหาย และคืนกลับสู่สภาพเดิม &amp;nbsp;จึงช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดกับรถ และยังเป็นการยืดอายุการใช้งานของกรวยจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎา ธนะสถิตย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคตรัง กล่าวว่า &amp;nbsp;เนื่องจากยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของคนภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของยางพารา &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันมีราคาตกต่ำลงมาเรื่อยๆ ส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านครอบครัว และการส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ &amp;nbsp;ทางวิทยาลัยจึงได้คิดค้นผลิตภัณฑ์กรวยจราจรจากยางพาราขึ้น เพื่อส่งเสริมเกษตรกร และเพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ปกครอง &amp;nbsp;ประกอบกับปัจจุบันการใช้ยางพาราภายในประเทศก็มีน้อย ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังนิยมการใช้พลาสติก &amp;nbsp;ทั้งๆ ที่วัสดุเหล่านี้ย่อยสลายยาก และยังเป็นมลพิษต่อสภาพแวดล้อมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรวยพลาสติกในท้องตลาดทั่วไป จะมีราคาตั้งแต่ชิ้นละ 200-1,000 บาท แล้วแต่คุณภาพ ส่วนกรวยยางพาราอัจฉริยะ จะมีต้นทุนประมาณชิ้นละ 250 บาท &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละกรวยจะใช้น้ำยางคอมปาด์ว 1 กิโลกรัมครึ่ง แล้วนำมาหล่อขึ้นรูป รวมจำนวน 6 ครั้ง เพื่อให้ได้กรวยที่มีความหนาที่พอดีที่สุด &amp;nbsp;เนื่องจากเมื่อโดนรถชนแล้ว จะสามารถเด้งกลับสู่สภาพเดิม หรือกลับมาตั้งตรงแบบเดิมได้ &amp;nbsp;รวมทั้งยังรองรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 0-40 องศาเซลเซียส ซึ่งว่าเหมาะสมกับสภาพอากาศทั่วไปในเมืองไทย &amp;nbsp;ถือเป็นความสำเร็จอีกชิ้นหนึ่งของแผนกเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ วิทยาลัยเทคนิคตรัง ที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสมัคร เลือดวงหัด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงตรัง กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการวิจัยเรื่องกรวยยางพาราอัจฉริยะ นับเป็นการตอบโจทก์ และตอบสนองต่อนโยบายของกรมทางหลวง ในอนาคต &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในงานจราจร หรืองานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ จากยางพารา &amp;nbsp;อาทิ หลักนำทาง ขอบทาง กั้นเกาะกลาง แท่งแบริเออร์ เพื่อเปลี่ยนช่องทางการจราจร กีดขวางทางเข้าออกของรถ บังคับช่องทางการเดินรถ หรือป้องกันพื้นที่อันตรายต่างๆ เป็นต้น &amp;nbsp;เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง แต่คงทน แข็งแรง ใช้งานได้ยาวนาน และมีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการใช้ยางพาราในท้องถิ่นด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรวย, กรวยยางพาราอัจฉริยะ, ยางพารา, วิทยาลัยเทคนิคตรัง, เจษฎา ธนะสถิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa1fba323122.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
