<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 09:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กรอ.จ่อขยายเวลาเว้นค่าธรรมเนียมอุ้มโรงงานสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2564 นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้สามารถฟื้นฟูกิจการได้เร็วขึ้นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในส่วนของ กรอ.ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวงเพื่อยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน จำพวกที่ 2 และจำพวกที่ 3 ทุกขนาดไปอีก 1 ปี ต่อเนื่องจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบการโรงงานในปี 2563 ที่สิ้นสุดการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบการโรงงาน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2564 ทั้งนี้ การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีดังกล่าว จะต้องออกเป็นกฎกระทรวงและนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าของกิจการโรงงานเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยพยุงสถานะของโรงงานให้มีการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากที่ ครม. มีมติอนุมัติแล้วก็จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนที่จะประกาศใช้ โดยจะมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่มาตรการเดิมหมดอายุ คือวันที่ 10 มิ.ย. 2564 จนถึงวันที่ 9 มิ.ย. 2565&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีผู้ประกอบการกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และจำพวกที่ 3 ที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี รวมทั้งสิ้น 59,031 โรงงาน รวมเป็นเงินประมาณ 272,246,100 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., เว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bca4db3cb96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;สั่ง กรอ. เร่งประสานโรงงานประเมินตัวเองออนไลน์ป้องกันการติดเชื้อในโรงงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วิกฤตการณ์แพร่ระบาด ของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการ รับมือกับวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงฯ ดูแลขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสถานประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้กำชับ ไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)ให้เร่งประชาสัมพันธ์พร้อมขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้ประเมินตัวเองผ่านแบบประเมินตนเอง Thai Stop Covid plus และ Thai Save Thai ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้สั่งการให้ กรอ.เร่งสำรวจตัวเลขพร้อมทั้งกำชับให้โรงงานอุตสาหกรรมร่วมทำแบบประเมินตัวเอง ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาขึ้น โดยแพลตฟอร์มแนะนำด้านสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดฯ แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อซึ่งผู้ประกอบการต้องประเมินตนเองอย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ ขณะที่พนักงานก็ต้องประเมินตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Save Thai ก่อนเข้าโรงงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้มีการแพร่เชื้อในสถานประกอบการ&amp;rdquo;นายสุริยะฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดี กรอ. กล่าวว่า กรอ.ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการคัดเลือกโรงงานเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีจำนวนคนงานมากกว่า 200 คน ซึ่งมีจำนวน 278 โรงงาน จำแนกเป็นโรงงานที่มีคนงาน 200 &amp;ndash; 500 คน จำนวน 206 โรง โรงงานที่มีคนงาน 500 &amp;ndash; 1,000 คน จำนวน 40 โรง และโรงงานที่มีคนงานมากกว่า 1,000 คน จำนวน 32 โรง เป็นโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารหรือแปรรูปอาหาร โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และโรงงานอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มเป้าหมายแรกที่ กรอ. ร่วมกับ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบ จำนวน 40 โรงงานโดยคัดเลือกจากโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง และโรงงานที่มีความแออัดในพื้นที่ปฏิบัติงานก่อน โดยเป็นโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร หรือการแปรรูปอาหารทุกขนาด จำนวน 12 โรง และโรงงานที่มีความแออัดเนื่องจากมีจำนวนคนงานมากกว่า 1,000 คน จำนวน 28 โรง&amp;rdquo;นายประกอบฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107186</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โควิด, โรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d153d9d299f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;ตื่นสั่งปูพรมตรวจวิธีเก็บสารแอมโมเนียมไนเตรทของโรงงานกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตสารแอมโมเนียมไนเตรทที่นิคมอุตสาหกรรมไออาร์ซีพี จังหวัดระยอง ในวันที่ 7 สิงหาคม 2563 เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิต และขั้นตอนในการจัดเก็บรักษาที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยโดยเฉพาะชาวระยอง เนื่องจากกรณีเหตุระเบิดช็อกโลกที่ประเทศเลบานอน จากแอมโมเนียมไนเตรทที่จัดเก็บอย่างไม่ถูกต้องเหมาะสมในคลังสินค้าที่ท่าเรือ ทำให้ประชาชนทั่วโลกเกิดความตระหนกอย่างมาก

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศเข้าไปตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 48(4) หรือเป็นโรงงานทำไม้ขีดไฟ วัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง จำนวน 9 แห่ง ซี่งบางแห่งมีการครอบครองวัตถุหรือสารที่ก่อให้เกิดระเบิด และสารแอมโมเนียมไนเตรท ว่าแต่ละโรงงานมีการจัดเก็บหรือดำเนินการตามรายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดจากการประกอบกิจการโรงงานที่ได้เสนอไว้หรือไม่ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดต้องรายงานผลการเข้าตรวจสอบภายใน 2 วันหรือ 48 ชม. หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดจัดเก็บที่ไม่ถูกต้องต้องรีบสั่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่กำกับดูแลโรงงาน และมีโรงงานบางประเภทที่ครอบครองวัตถุอันตรายซึ่งรวมถึงสารแอมโมเนียมไนเตรท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเรื่องของมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญมาตลอดในทุก ๆ ด้าน เป้าหมายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และที่สำคัญจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่ชุมชนในพื้นที่โดยรอบว่าโรงงานที่มีการครอบครองวัตถุดังกล่าว มีการจัดเก็บที่ปลอดภัยตามมาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดไว้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับสารแอมโมเนียมไนเตรทเกิดจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างกรดไนตริกและแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ประโยชน์สำหรับการผลิตไม้ขีดไฟ ดอกไม้ไฟ และวัตถุระเบิด อีกทั้งใช้เป็นปุ๋ยเคมี (ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรท) สารดูดความชื้นสำหรับผ้าฝ้าย สารกำจัดแมลงและใช้เป็นเวชภัณฑ์ที่ใช้กับสัตว์ โดยในปัจจุบันจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบดูแล 5 หน่วยงาน คือกระทรวงกลาโหม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73685</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, รมว.อุตสาหกรรม, แอมโมเนียมไนเตรท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2cc09a5fecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2020 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.-กรอ.เล็งตั้งโรงงานต้นแบบ กำจัดซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และแบตเตอรี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เซลล์แสงอาทิตย์&amp;quot;นับว่าเป็น&amp;quot;พลังงานสะอาด&amp;quot; ไม่ก่อมลพิษเหมือนพลังงานจากฟอสซิล แต่ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอร์รี่ ที่เป็นตัวรับและสะสมพลังงานเป็นอุปกรณืที่มีอายุการใช้งาน &amp;nbsp;หากหมดอายุแล้ว เทคโนโลยีพวกนี้ก็จะกลายเป็น&amp;quot;ขยะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดจนรัฐเอง ก็มีนโนบายสนับสนุนให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 &amp;nbsp; ซึ่งหากเป็นไปตามเป้า จะทำให้เกิดซากเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ประกอบ และซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้ามีจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัญหาคือประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยี และการบริหารจัดการซากเหล่านี้อย่างเป็นระบบครบวงจร และยิ่งปล่อยสะสมให้มีปริมาณมากก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้ร่วมกันลงนาม MOU ทำ &amp;ldquo;โครงการศึกษาการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย&amp;rdquo; เพื่อหาแนวทางและเทคโนโลยีในการกำจัดซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) และแบตเตอรี่ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกทั้งยังศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นต้นแบบของไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า รัฐบาลมีแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ให้ได้ 15,574 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศให้ได้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 ซึ่งจะทำให้เกิดซากเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ประกอบ และซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก โดยปัจจุบันไทยมียอดสะสมซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2558 แล้ว 1,300 ตัน ได้ส่งออกไปกำจัดต่างประเทศทั้งหมด เช่น ญี่ปุ่น เบลเยียม สิงคโปร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจาก ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยี และการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ และครบวงจร ซึ่งอายุการใช้งานของแผงโซลาเซลล์โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ปี คาดว่าในปี 2565 จะมีซากแผงโซลาเซลล์เกิดขึ้น 112 ตัน และจะเพิ่มเป็น 1.55 ล้านตัน ในปี 2600 ซึ่งหากไม่มีการวางแผนที่เหมาะสม นอกจากจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ยังจะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อแผนการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการโดยได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการขยะที่เกิดจากเซลล์แสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอเป็นกิจกรรมในแผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียของกระทรวงอุตสาหกรรม ในส่วนของกรอ.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงเกิดเป็นความร่วมมือในครั้งนี้กับกฟผ.เพื่อให้มั่นใจว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการซากทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า เรากำลังเปลี่ยนยุคแห่งการใช้ไฟฟ้าจากยุคที่ 1 ไปยังยุคที่ 2 โดยยุคที่ 1 เราใช้ฟอสซิล ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เลยมีการเปลี่ยนมาสู่ยุคที่ 2 ซึ่งคือการใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นลม แดด ชีวมวล จนคิดค้นมาถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เรารู้จักกันดีอย่าง แผงโซลาร์เซลล์ แล้วก็มีการคิดค้นสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อย่างรถยนต์ไฟฟ้ามีการใช้แบตเตอรี่จำนวนมากแทนน้ำมัน ซึ่งเมื่อแผงเซลล์ฯ และแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งานก็จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน เราก็อยากจะทำให้เกิดการนำไปรีไซเคิล นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อ ก็ตั้งเป้ากันว่าโครงการนี้จะศึกษาถึงเทคโนโลยี วิธีการกำจัด ตามแนวเศรษฐกิจหมุนเวียน และดูความเป็นไปได้ถึงการตั้งเป็นโรงงานกำจัด อาจจะเป็นโรงงานขนาดเล็กในอนาคต แต่ก็ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาโดยรวมว่าพอที่จะเป็นไปได้หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความร่วมมือ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ให้รายละเอียดว่า จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะและแนวทางการบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อนำมาประกอบศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ละแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศ โดยมีระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันลงนาม และมีขอบเขตความร่วมมือ คือ กรอ.จะให้การสนับสนุนด้านข้อมูล ได้แก่ 1.ข้อมูลแนวโน้มซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ในประเทศไทย 2.ข้อมูลจากการพิจารณาแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์​และแบตเตอรี่จากภาคอุตสาหกรรม 3.ข้อมูลจากการศึกษาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนของกฟผ. คือ 1.ศึกษาเทคโนโลยีการจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ที่เหมาะสมสำหรับประยุกต์ใช้กับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของไทย 2.ศึกษาความเป็นได้ในการพัฒนาโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ควบคู่กับการพิจารณาตามแนวทางการเก็บรวบรวมซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ จากภาคอุตสาหกรรมตามข้อมูล กรอ. 3.ศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ ที่อาจสามารถนำมาบูรณาการกับโรงงานบริหารจัดการซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ต้นแบบของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายประกอบ วิวิธจินดา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งโรงงาน จะต้องอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีการใช้โซลาเซลล์สูง เช่น พื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการติดตั้งโซลาเซลล์เป็นจำนวนมาก เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจากสำรวจพบว่าในภาคกลางเป็นพื้นที่มีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากที่สุด 1,750 เมกะวัตต์ &amp;nbsp;รองลงมาเป็นภาคเหนือ 626 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 465 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 41 เมกะวัตต์ รวม 2,882 เมกะวัตต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเทคโนโลยีการรีไซเคิลและกำจัดซาก ในขั้นแรกคือการแยกชิ้นส่วนทางกายภาพ เช่น อลูมิเนียม กระจก ไปรีไซเคิลนำกลับมาใช้ ส่วนที่เหลือที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้จะนำไปผังกลบ หรือเผา ส่วนแบตเตอรี่จะกำจัดยากกว่า เพราะมีอันตรายหากขนส่งหรือจัดเก็บไม่ถูกต้องอาจจะระเบิด หรือเกิดสารพิษรั่วไหลได้ จึงต้องมีโรงงานกำจัดที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่ทั้งนี้ก่อนจะไปสู่การตั้งโรงงาน เราต้องศึกษาก่อน ว่าควรจะกำจัดเองไหม ใช้เทคโนโลยีอะไร คุ้มค่าไหม หรือว่าการส่งออกไปกำจัดที่ต่างประเทศดีอยู่แล้ว ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพ เราต้องมีมาตรฐานภายในประเทศในการปลูกจิตสำนึกคนไปพร้อมกันด้วย ต้องมีกฏกติกามารยาท กับประชาชนว่าเมื่อใช้แบตเตอรี่กับแผงเซลล์แสงอาทิตย์เสร็จแล้วจะมีวิธีการจัดการยังไง ส่งที่ไหน ควรจะไปทิ้งตรงไหนอย่างไรเพราะทุกวันนี้แบตเตอรี่มือถือเราเก่าพัง เราทิ้งขยะ แล้วขยะนั้นไม่รู้ไปที่ไหนต่อ เราต้องร่วมมือกันใช้ให้เกิดคุ้มค่า แต่การศึกษาของเราเริ่มที่แผงเซลล์ และแบตเตอรี่รถยนต์ก่อนถ้าสำเร็จอาจจะขยายผลการศึกษาไปสู่แบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ ในอนาคต&amp;rdquo; นายประกอบ กล่าวทิ้งท้าย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56553</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., กรอ., โรงงานกำจัดซากโซลาร์เซลล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200207/image_big_5e3d1fef22bb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2019 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2019 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ. เตือนโรงงานทั่วกรุงเทพฯ เข้มงวดรักษาความปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3 ส.ค. 2562 นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กรอ. ได้แจ้งเตือนไปยังโรงงานขนาดใหญ่ที่มีกำลังเครื่องจักรกว่า 1000 แรงม้า ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครประมาณ 567 แห่ง ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน และบริเวณโดยรอบโรงงาน และแจ้งเตือนสถานประกอบการวัตถุอันตรายในกรุงเทพฯ 140 แห่งขอให้ระมัดระวังและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายเป็นพิเศษ ตามนโบบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัด เตรียมแผนป้องกันและการรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์เหตุความไม่สงบ และเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานครหลายจุด ตั้งแต่วันที่ 1-2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

&amp;ldquo;ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีความเป็นห่วงเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานที่สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานเคมีภัณฑ์ เป็นต้น พร้อมทั้งกำชับให้มีการเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษในการตรวจสอบผู้ผลิต และผู้นำเข้าวัตถุอันตราย ที่สามารถนำไปใช้เป็นองค์ประกอบทำวัตถุระเบิดได้ด้วย โดยในส่วนของวัตถุอันตรายนั้นทาง กรอ.ได้แจ้งเตือนสถานประกอบการที่มีวัตถุอันตรายในกรุงเทพฯ ขอให้ระมัดระวังและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว
นอกจากนี้สถานประกอบการวัตถุอันตรายต้องเพิ่มมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการลักลอบจำหน่ายหรือนำวัตถุอันตรายไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงขอให้เข้มงวด เพื่อไม่ให้ผู้ไม่หวังดีมาดำเนินการให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่สถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายของผู้ประกอบการด้วย อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บรักษาวัตถุอันตรายหรือความไม่ปลอดภัยใดๆ ขอให้ผู้ประกอบการแจ้งให้กรมโรงงานฯ ทราบเป็นการด่วน เพื่อที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป

นายทองชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเตรียมการรับมือกับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพฯ ของหน่วยงานอื่นๆ ที่สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้สั่งการให้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งเตือนโรงงานในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ อีกทั้งยังสั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประสานไปยังโรงงานที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงงานและบริเวณรอบโรงงาน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบผู้ผลิตและนำเข้าวัตถุอันตราย ที่สามารถนำไปใช้ทำเป็นวัตถุระเบิด พร้อมทั้งให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) แจ้งเตือนผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ ทำการตรวจสอบและควบคุมการใช้วัตถุระเบิดในเหมืองแร่ โดยให้มีการใช้วัตถุระเบิดเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับการอนุญาตเท่านั้น และให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สำรวจและประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเชิงภาพรวมในทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42625</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงาน, กรอ., ระเบิดป่วนกรุง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf118946f7eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41343</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.นัดถกสมคิดฟื้นกรอ. หนุนขยับค่าแรง2-10บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จับตา 19 ก.ค.นี้ ส.อ.ท.หารือ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; &amp;nbsp;ฟื้น &amp;quot;กรอ.&amp;quot; หวังใช้เป็นเวทีรับมือปัญหาเศรษฐกิจโลกและเทรดวอร์ ที่คาดจะขยายกว้างนอกวงสหรัฐ-จีน ห่วงยืดเยื้อจะกระทบไทย พร้อมเตรียมเสนอสมุดปกขาวให้นายกฯ หลังแถลงนโยบายรัฐบาล แนะรัฐจ่ายประกันสังคมแทนลูกจ้าง ยอมรับค่าแรงขึ้นที่ 2-10บาทตามไตรภาคี รมว.พณ.พร้อมแก้ปัญหาส่งออก ดูค่าครองชีพ เจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลั่นหากทำงานดีจะช่วย ศก.ไทยเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ก.ค.62 นั้น ส.อ.ท.จะเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องการให้มีการประชุมในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) และการยกระดับความยากง่ายในการทำธุรกิจในประเทศ (Ease of Doing Business) ด้วยการยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสงครามการค้าที่เริ่มขยายวงไปยังประเทศอื่นๆ มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ จะรายงานให้ทราบถึงการจัดทำสมุดปกขาว (ไวท์เปเปอร์) ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่กำลังจัดทำเพื่อที่เตรียมจะนำเสนอให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ประเด็นค่าแรงก็จะเป็นหนึ่งในนโยบายที่ กกร.จะนำเสนอด้วย ซึ่งกรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันทันที จะกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เลิกกิจการได้ เพราะเศรษฐกิจฐานรากส่วนใหญ่ของประเทศนั้น 90% เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ดังนั้นหากรัฐต้องการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงาน จึงอยากเสนอให้รัฐจ่ายเงินส่งสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมแทนลูกจ้าง 5% ของเงินเดือนเป็นการชั่วคราว 6-12 เดือน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายจ้างจะต้องจ่ายสมทบประกันสังคม 5% ลูกจ้าง 5% และรัฐจ่ายสมทบ 2.75% ของเงินเดือน ดังนั้นก็ให้รัฐจ่ายแทนลูกจ้างรวมเป็น 7.75%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การช่วยต้องเป็นลักษณะแบบนี้ ไม่ใช่ขึ้นค่าแรง เพราะนายจ้างมีหลายรูปแบบ ซึ่งขนาดใหญ่แม้กระทบแต่ก็ยังอยู่ได้ แต่ขนาดกลางและเล็กจะอยู่ไม่ได้ ส.อ.ท.ไม่ได้ดูแลอุตสาหกรรมขนาดกลางหรือใหญ่ในเรื่องแบบนี้ เราดูแลในเรื่องของระเบียบ กลไก กติกา เท่านั้นที่ให้สามารถแข่งขันได้ ส่วนเรื่องแบบนี้จะต้องดูแลอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเป็นหลัก ซึ่งเป็น 90% ของสมาชิก ส.อ.ท. และเป็น 90% ของประเทศ ดังนั้นเราจึงพยายามดึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาช่วยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน คิดว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ บวกลบไม่เกิน 20 สตางค์ และหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงก่อนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะได้ประโยชน์สองต่อ คือ ต่อแรกลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรม ต่อที่สองเมื่อเงินบาทอ่อนค่าจะช่วยให้สามารถแข่งขันในด้านราคากับต่างประเทศได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส.อ.ท.ได้นัดหมายกับผู้ว่าฯ ธปท. ซึ่งตอบรับการนัดหมายเป็นปลายเดือน ส.ค. เห็นว่าช้าไป จึงขอนัดหมายให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้ค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่ามากสุดระดับภูมิภาค ส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันส่งออก&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสุชาติ จันทรนาคาร รองประธาน ส.อ.ท.และประธานคณะกรรมการสายแรงงาน กล่าวว่า การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี และเห็นว่าควรจะยกระดับเป็นคณะกรรมการพหุภาคีที่มีตัวแทนจาก กกร.เป็นคณะกรรมการด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำปี 2562 ที่คณะกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมาให้มีการปรับขึ้นเฉลี่ย 2-10 บาทต่อวันนั้น หากนำตัวเลขดังกล่าวมาพิจารณาทางส.อ.ท.ก็เห็นด้วย เพราะผ่านการกลั่นกรองร่วมกันแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ค่าแรงเราในภูมิภาคสูงสุดเว้นสิงคโปร์เท่านั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือแรงงานต่างด้าวที่มี 3 ล้านคน ทำให้ค่าแรงที่ขึ้นไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การพิจารณาจึงควรให้สัมพันธ์กับการเพิ่มผลิตภาพ สอดรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาฝีมือแรงงาน การเพิ่มกำลังคนทดแทนรองรับแรงงานสูงอายุ เป็นต้น&amp;quot; นายสุชาติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กระทรวงพาณิชย์ เวลา 09.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ ได้เดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์เป็นวันแรก โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่จะดำเนินการมี 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การทำโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยจะเน้นพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งในการดำเนินการจะหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายก่อน คือรัฐบาล ซึ่งเป็นหน่วยงานดำเนินการภาคเอกชน และเกษตร เพราะรัฐบาลจะไม่ดำเนินการโดยพลการโดยเด็ดขาด สำหรับการผลักดันการส่งออก จะหารือกับภาคเอกชนก่อน แต่เชื่อว่าภาคเอกชนไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว ถ้าได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ก็จะเกิดความเข้มแข็งมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.พาณิชย์กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกในปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 3% ต้องหารือกันก่อน ส่วนการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชนก็ต้องเร่งขับเคลื่อน รวมถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่ยังค้างท่ออยู่ โดยเฉพาะการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่ชะลอไปนานแล้ว แต่เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วจะเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลชุดนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้หรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า การทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ให้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นด้วย ซึ่งตนจะมอบนโยบายการทำงานให้กับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว และยืนยันว่าจะทำงานแบบไม่มีวันหยุด และจะทำให้สมบูรณ์ทั้งงานในตำแหน่งรองนายกฯ รมว.พาณิชย์ งานในสภาผู้แทนราษฎร และงานของพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางมายังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกล่าวว่า เรื่องที่ต้องการทำเป็นลำดับแรก คือทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงเป็นรายได้หลัก ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนวาระเร่งด่วนทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น โดยมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากมองว่านักท่องเที่ยวนำรายได้มาสู่ประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะเน้นการท่องเที่ยวชุมชนให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้จำนวนนักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง วาระพิเศษ จะเน้นเรื่องความปลอดภัย โดยมีแนวทางคือจะสร้างอาสาสมัครตามชุมชน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดูแลนักท่องเที่ยวดูแลนักท่องเที่ยว เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอ จะพัฒนากีฬาเยาวชนสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ Sport Tourism พยายามจัดทัวร์นาเมนต์ระดับโลกให้มาจัดในเมืองไทยมากขึ้น และเรื่อง E-Sport จะดึงทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ เข้ามาจัดในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย&amp;quot; นายพิพัฒน์กล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41343</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรอ., ขยับค่าแรง2-10บาท, ปัญหาเศรษฐกิจโลก, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3085319f4a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ลั่นพรบ.วัตถุอันตรายใหม่บังคับใช้ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรอ.เผยกฎหมายวัตถุอันตรายใหม่จะมีผลบังคับต.ค.นี้ มั่นใจสามารถควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลดล็อคการนำเข้าเพื่อศึกษาวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62 - นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 62 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 27 ต.ค. 62 เป็นต้นไป นับเป็นข่าวดีต่อประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก เนื่องจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่จะช่วยขับเคลื่อนกลไกการควบคุมวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมและการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควบคุมการนำผ่านวัตถุอันตรายไม่ให้ถูกปล่อยทิ้งจนเกิดอันตรายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ที่สำคัญคือมีการแยกนิยามเรื่องการนำผ่านออกจากการนำเข้า ทำให้สามารถออกกฎเกณฑ์และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมกับลักษณะของการประกอบการดังกล่าวได้ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นำวัตถุอันตรายไปทิ้งโดยไม่สามารถระบุตัวผู้ครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากข้อมูลการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ผ่านมา พบว่าส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะนำวัตถุอันตรายเข้ามาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งภาคเอกชนต้องการที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์วิจัยในระดับภูมิภาค ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในบางส่วนได้หากจะนำวัตถุอันตรายมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่กล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนกรณีที่วัตถุอันตรายซึ่งได้มีการทำประกันไว้ แล้วเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเติมหลักการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เพื่อจะชดเชยให้กับผู้ได้รับความเสียหาย และหน่วยงานผู้เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย หรือขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด จากนั้นจึงให้ผู้รับประกันภัยไปไล่เบี้ยเอากับบุคคลซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไป&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรอ., กระทรวงอุตสาหกรรม, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, วัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf118946f7eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
