<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ฝึกอาชีพ”แก้จนยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงต้นปี 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบขยายเวลามาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ต่อไปอีก 6 เดือน คือตั้งแต่ ม.ค.-มิ.ย.2562 หลังจากที่มาตรการในระยะแรกสิ้นสุดลงไปเมื่อ ธ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยวงเงินดำเนินการ 4,370 ล้านบาท กับเป้าหมายมีผู้เข้าร่วมโครงการ 4.14 ล้านราย โดยการดำเนินงานในส่วนนี้จะใช้เงินจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยวัตถุประสงค์หลักของการดำเนินมาตรการครั้งนี้ คือ เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของรัฐบาล โดยจะเปิดให้ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาลงทะเบียนเพื่อเข้าอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยในระหว่างที่มีการอบรมนั้น รัฐบาลก็จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านบัตรสวัสดิการเพิ่มให้ โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี จะได้รับเงินเพิ่มรายละ 200 บาท จากระยะแรกได้ 300 บาท รวมเป็น 500 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี จะได้รับเงินเพิ่มรายละ 100 บาทต่อเดือน จากระยะแรกได้รับ 200 บาทต่อเดือน รวมเป็น 300 บาทต่อเดือน เพื่อไว้ใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกระทรวงการคลังได้รายงานความคืบหน้าของมาตรการดังกล่าวว่า ข้อมูล ณ เดือน ม.ค.2562 มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมมาตรการ 4.14 ล้านราย ได้รับการพัฒนาแล้วจำนวน 3.26 ล้านราย และจากผลการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาตัวเองของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ข้อมูล ณ สิ้นปี 2561 สามารถติดตามได้ 2.6 ล้านราย หรือคิดเป็น 80% ของผู้ที่พัฒนาแล้ว แบ่งเป็น ผู้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือเป็นผู้พ้นจากเส้นความยากจน มีจำนวน 1.01 ล้านราย จากเดิมเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี โดยในส่วนนี้ยังมีผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี คงเหลือ 1.04 ล้านราย โดยก่อนการพัฒนามีทั้งสิ้น 2.05 ล้านราย ส่วนผู้มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อปี อยู่ที่ 1.15 แสนราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงการคลังชี้แจงถึงมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ว่า ยังมีกลุ่มผู้ที่เข้าร่วมมาตรการ แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอยู่ ซึ่งกลุ่มนี้ได้มีการแสดงความประสงค์ว่าจะเข้าร่วมการพัฒนาในโครงการพัฒนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาผู้เข้าร่วมมาตรการในส่วนนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายแรกภายใต้โครงการของแต่ละหน่วยงาน โดยจะต้องพัฒนาให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มผู้ที่ผ่านการพัฒนาแล้ว แต่ยังมีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี ได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ในฐานะผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ดำเนินการพัฒนากลุ่มดังกล่าวต่อไป เพื่อให้มีทักษะและศักยภาพ จนสามารถประกอบอาชีพให้มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์&amp;rdquo; รมว.การคลัง ระบุว่า ผลการพัฒนาฝึกอบรมอาชีพสำหรับผู้มีรายได้น้อยในระยะแรก มีการประเมินผลออกมาแล้วเป็นที่ &amp;ldquo;น่าพอใจ&amp;rdquo; โดยกว่า 80% ของผู้ที่มาฝึกอาชีพ มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้ฝึกอาชีพที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนที่เข้ามาฝึกอาชีพ 2 ล้านคน มีรายได้พ้นเส้นความยากจนได้สูงถึง 50% หรือ 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝึกอบรมอาชีพรอบใหม่ ก็จะมีการเปิดให้ผู้ฝึกรอบแรกสามารถเข้ามาฝึกอบรมอาชีพเพิ่มเติมได้อีก และพยายามจะดึงคนที่ยังไม่ลงทะเบียนเพื่อฝึกอาชีพเข้ามาร่วมในมาตรการครั้งนี้ด้วย เพื่อช่วยยกระดับให้ผู้มีรายได้น้อย มีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการฝึกอบรม พัฒนา เพื่อให้มีทักษะ มีความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนี้ ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ และน่าจะเห็นผลในเชิงรูปธรรมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของผู้มีรายได้น้อยได้ดีที่สุด เพราะถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยมองว่าโครงการจะยิ่งประสบผลสำเร็จอย่างดีสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่มีใจอยากพัฒนาและยกระดับความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของตัวเอง ซึ่งจากผลของมาตรการในช่วงที่ผ่านมา ก็เห็นภาพชัดเจนของผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้มากขึ้นจนพ้นเส้นความยากจนในที่สุด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36059</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, ครองขวัญ รอดหมวน, “ฝึกอาชีพ”แก้จนยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1937</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอความชัดเจนคุมเงินดิจิทัล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงนี้กระแสการลงทุนในบิตคอยน์ยังคงแรงต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีการออกมาเตือนกันตลอด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่ชอบความท้าทายทั้งหลายลดความกลัวลงได้เลย ยังคงกระโดดเข้าไปแจมอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน และไม่ใช่เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น ในไทยเองยังมีการลงทุนในบิตคอยน์ฟิวเจอร์ของ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) และกำลังจะเปิดขายดิจิทัล โทเคน ของบริษัท เจ เวนเจอร์ส จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ.เจมาร์ท (JMART) ซึ่งก็ต้องมาดูในหลักการอีกทีว่าเข้าข่ายอะไรที่ต้องห้ามบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงต้นเดือน ม.คที่ผ่านมา กระแสบิตคอยน์ในไทยได้ฮือฮาขึ้น เมื่อ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประกาศเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอร์สอย่างเป็นทางการเจ้าแรกในประเทศไทย โดยบริการดังกล่าวไม่ใช่บิตคอยน์โดยตรง แต่เป็นบิตคอยน์ ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่ซื้อขายในตลาด The Chicago Mercantile Exchange (CME) และ The CBOE Futures Exchange (CBOE) ซึ่งเป็นตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Commodity Futures Trading Commission ของสหรัฐอเมริกา (US CFTC)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์ไทยสามารถบริการลูกค้าที่ประสงค์จะลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศดังกล่าวได้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นตลาดที่อยู่ใต้กำกับขององค์กรสมาชิก International Organization of Securities Commissions (IOSCO) ซึ่งมีข้อตกลงความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วย ทำให้การเปิดบริการดังกล่าวรอดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นช่วงกลางเดือน ม.ค.ได้ฮือฮาอีกรอบ เมื่อ JMART แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัท เจ เวนเจอร์ส จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 80% อยู่ระหว่างการเตรียมระดมทุนด้วยดิจิทัล โทเคน ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (Initial Coin Offering: ICO) ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;JFin&amp;rdquo; Coin จํานวน 300 ล้านเหรียญ ราคาเสนอขายอยู่ที่ 0.20 เหรียญสหรัฐ (20 เซนต์) ต่อโทเคน หรือเหรียญ รวมมูลค่าระดมทุนในรอบ ICO อยู่ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 660 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และก็เช่นเดิม เมื่อมีการลงทุนที่เกี่ยวกับดิจิทัล ก็ต้องมีการออกมาชี้แจงจาก ก.ล.ต.ตามเคย โดย ก.ล.ต.ระบุว่า &amp;nbsp;กรณีที่ JMART เผยแพร่ข่าวว่าบริษัทย่อยจะออก ICO นั้น ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวที่เพียงพอ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ICO ดังกล่าวจะมีลักษณะที่เข้าข่ายเป็น ICO ที่เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ ทั้งนี้ หากเป็นการระดมทุนที่เข้าข่ายเป็นหุ้นหรือหุ้นกู้ ผู้ออกก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการขออนุญาตจาก ก.ล.ต.ตามปกติ และขอให้ผู้ลงทุนใช้วิจารณญาณศึกษารายละเอียดเพื่อให้เข้าใจชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็ยังคงเป็น ก.ล.ต.ที่ต้องเดินหน้าหาเกณฑ์มาดูแลการซื้อขาย ICO ซึ่งนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกณฑ์กำกับดูแล ICO ว่า จะสามารถประกาศเกณฑ์ดังกล่าวให้มีผลบังใช้ในไตรมาสแรก ปี 61 ภายหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจาก ICO ในต่างประเทศขยายตัวรวดเร็วมาก และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทย หาก ICO ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมารองรับ จะทำให้ประชาชนและนักลงทุนไม่รับรู้ ICO มีสถานะและความชัดเจนที่สามารถซื้อได้หรือซื้อไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และล่าสุดกระทรวงการคลังได้ประกาศแจ้งเตือนซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ได้วางหลักข้อกฎหมายว่า ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยโฆษณา หรือประกาศเชิญชวนให้ลงทุนใดๆ ที่มีพฤติกรรมจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูง โดยไม่มีกิจการใดที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัลทั้งหลายจะมีผลอย่างไรบ้าง ซึ่งเข้าใจว่าผลตอบแทนดีจริง แต่ความเสี่ยงมีมากกว่าเยอะ ดังนั้น การที่หลายหน่วยงานออกมาเตือนแล้วเตือนอีก ต้องเข้าใจถึงปัญหาที่จะตามมาแน่นอน ถ้าอยากจะลงทุนกันจริงๆ ควรจะรอให้มีเกณฑ์ออกมากำกับอย่างชัดเจนจะดีกว่า เพราะอย่างน้อยถ้าเจ็บ ก็จะได้มีทางเยียวยาบ้าง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1937</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, ปฏิญญา สิงห์พิสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/01/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/01/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>40ชม.ท้าสกิลดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยุคดิจิทัลแบบนี้พนักงานขององค์กรใหญ่จะต้องมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตไปกับองค์กร เพราะบุคลากรคือกำลังหนุนอันสำคัญในการโกยรายได้ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี พนักงานจะต้องมีสกิลในเรื่องนี้ดีกว่าพนักงานของบริษัททั่วไป ซึ่งองค์กรหลายแห่งพยายามเปิดคอร์สอบรมสร้างความรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากให้ยกตัวอย่างสักบริษัทที่เห็นการต่อยอดทางความรู้ให้พนักงานได้อย่างชัดเจนในขณะนี้คงหนีไม่พ้นค่ายมือถือสีฟ้า &amp;quot;ดีแทค&amp;quot; ที่ประกาศชัดว่าจะพัฒนาบุคลากรในเชิงรุก โดยจัดอบรมหลักสูตรดิจิในโปรแกรม 40 ชั่วโมงแห่งความท้าทาย &amp;ldquo;40-hour Challenge&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยดีแทคท้าพนักงานทุกคนให้พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล และเข้าร่วมคอร์สอบรมผ่านระบบออนไลน์จำนวน 40 ชั่วโมง ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2561 นี้ ซึ่งจำนวนชั่วโมงการอบรมดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยปัจจุบันของดีแทคถึง 3-4 เท่า และมากกว่าที่กฎหมายกำหนดสูงสุดถึง 10 เท่า โปรแกรมนี้จะนำเสนอชั้นเรียนออนไลน์ระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Lynda.com Coursera และเทเลนอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางสาวนาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า &amp;nbsp;เป้าหมายการฝึกอบรมให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้ ตั้งไว้ว่าจะต้องมีการใช้เวลามากกว่า 100,000 ชั่วโมงสำหรับทั้งองค์กร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวใจสำคัญในโปรแกรมนี้ คือการสนับสนุนหลักความเชื่อของดีแทคที่ว่า ทุกคนสามารถกลายเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านดิจิทัลได้ ถ้ามีกระบวนการทางความคิดที่ถูกต้อง โดยมากกว่า 50% ของบริษัททั่วโลก มีช่องว่างเพิ่มขึ้นในทักษะด้านดิจิทัลของพนักงาน และช่องว่างนั้น กว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพูดถึงซอฟต์สกิลด้านดิจิทัล นั่นหมายถึงไม่ใช่แค่การเขียนโปรแกรมและการวิเคราะห์ที่มีความต้องการสูง แต่ทักษะอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความชำนาญ ความคิดสร้างสรรค์ขององค์กรก็เป็นที่ต้องการด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;DNA ของดีแทค คือ การลงมือทำอย่างรวดเร็ว คิดแตกต่าง กล้าที่จะทำ และมีความกระตือรือร้นที่จะมุ่งสู่ชัยชนะ โปรแกรม &amp;lsquo;40-hour Challenge&amp;rsquo; เป็นเครื่องมือที่พนักงานต้องการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโปรแกรม &amp;ldquo;40-hour Challenge&amp;rdquo; นี้ จะช่วยพัฒนาบุคลากรทั้งทักษะดิจิทัลในรูปแบบฮาร์ดสกิลและซอฟต์สกิล โดยจะมีคะแนนของแต่ละคลาสในหัวข้อ ตั้งแต่รูปแบบการทำงานแบบอะไจล์ ไปสู่การวิเคราะห์ และประสบการณ์ของลูกค้าดิจิทัล คลาสต่างๆ ที่มีให้เรียนออนไลน์จะพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือ การอบรมครั้งนี้ใช้เกมเข้ามาประยุกต์ (gamification) ซึ่งเมื่อเรียนคลาสไหนสำเร็จแล้ว สามารถปลดล็อกรับ badge คอร์สขั้นสูงและรับดีแทคคอยน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การฝึกอบรมจะได้รับแรงสนับสนุนจากการจ้างผู้มีความสามารถด้านดิจิทัลหน้าใหม่ๆ และการโยกย้ายภายในของพนักงาน ดีแทคมีอัตราการย้ายหน่วยงานภายในสูงมากถึง 38% ต่อปี และกำลังประกาศรับพนักงานใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) การตลาดโซเชียลมีเดีย (Social Media Marketing) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) เพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2560 ที่ผ่านมา ลูกค้าดีแทคมากกว่าครึ่งชำระเงินค่าบริการผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมถึง 50% มีลูกค้าเข้ามาแช้ตบอท (Chatbot) มากถึง 30% และจะมีการขยายช่องทางไปยัง Facebook ซึ่งทำงานแบบ Project-driven โดยที่บุคลากรต่างสายงานมาทำงานร่วมกัน และสามารถทำงานได้สำเร็จอย่างรวดเร็วในระยะเวลาแค่สองสัปดาห์เป็นเรื่องท้าทาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปีนี้สำคัญสำหรับดีแทคมาก การฝึกอบรมจะช่วยให้ผู้ที่เต็มใจที่จะรับโอกาสเพื่อจะได้มาอยู่ในตำแหน่งแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงองค์กร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าการเร่งพัฒนาคนในองค์กรให้เต็มใจเปิดรับการเปลี่ยนแปลง การยอมรับในวัฒนธรรมใหม่ของการให้บริการ จะช่วยทำให้การทำงานนั้นออกมาจากความตั้งใจและใส่ใจอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลมาถึงลูกค้าที่ได้รับบริการ เพราะสิ่งที่เต็มใจทำคนรับจะสัมผัสได้ งานบริการก็เช่นกัน หากยินดีให้ คนได้รับก็ชื่นใจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นัจกร สุทธิมาศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, นัจกร สุทธิมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2018 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจ้าสัวซีพี...เมืองไทยยังมีแต่โอกาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นศักราชใหม่ 2561 ด้วยความคึกคักจากฝั่งตลาดหุ้น หลังจากเปิดซื้อขายวันแรก 3 มกราคม 2561 ก็ทำสถิติใหม่ปิดที่ 1,778.53 จุด เป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2518 โดยปรับขึ้น 24.82 จุด หรือ 1.42% จากสิ้นปี 2560 ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมปรับขึ้นสูงสุดเป็น 18.17 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายรวม 88,076.86 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นการเปิดม่านปีจอที่คึกคักอยู่ไม่น้อย ลงความเห็นกันว่าได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศ หลังมีการประเมินกันว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไม่น้อยกว่า 4% ในมุมมองของเอกเชนรายใหญ่ &amp;ldquo;ธนินท์ เจียรวนนท์&amp;rdquo; ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือกลุ่มซีพี เจ้าสัวค่อนข้างมองบวกว่ารัฐบาลชุดนี้จะผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยโตไม่ต่ำกว่า 4% เผลอๆ อาจเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมมีความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะทำให้จีดีพีมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% หรือเกินกว่าระดับดังกล่าว เพราะเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านหรืออาเซียน หลายประเทศก็ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของไทย อย่างในเวียดนามก็ชอบสินค้าของไทย กัมพูชา สปป.ลาว แม้กระทั่งมาเลเซียที่ติดอยู่แผ่นดินไทย พม่ากำลังเติบโตมากขึ้น รวมแล้วในอาเซียน 600 กว่าล้านคน เป็นที่ยอมรับว่าเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต ขณะที่อเมริกาก็มองว่าจะดีขึ้น เราเองก็จะมีโอกาสขายสินค้าไปอเมริกามากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยากให้รัฐบาลทำอะไรมากสุด...เจ้าสัวซีพีระบุต่อว่า &amp;nbsp;ตอนนี้ผู้มีรายได้น้อยที่สุดของประเทศคงไม่พ้นชาวเกษตรกร ตอนนี้ยางก็ไม่มีราคา ปาล์มก็เช่นเดียวกัน เหลือแต่ข้าวโพดที่โรงงานอาหารสัตว์ต้องซื้อราคาแพง ข้าวก็ถูก ยังพอมีพวกทุเรียน มะพร้าวอ่อน กะทิ ที่ยังเป็นที่ต้องการ โดยเฉพาะชาวต่างชาติอย่างมะพร้าวก็ขายให้คนจีน ฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยก็รู้จักแกงต่างๆ ขนมไทยก็มีโอกาสขายทั่วโลก &amp;ldquo;เราไม่ได้นอนหลับ ผมกำลังพัฒนา มีที่ไหนเมืองไทยต้องไปซื้อมะพร้าวจากต่างประเทศ ทั้งที่เรามีดินฟ้าอากาศปลูกได้ดีกว่า ทำไมไม่ส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดอื่น มะพร้าว ทุเรียน กล้วยหอม ข้าวหอมมะลิ ที่ปลูกข้าวราคาถูกให้เปลี่ยนเป็นผลไม้เหล่านั้นแทน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมองว่าการเกษตรเป็นทรัพย์สมบัติที่งอกจากบนแผ่นดิน เรียกว่าน้ำมันบนดิน สินค้าเกษตรน่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าน้ำมันอีก เพราะเลี้ยงชีวิตมนุษย์ น้ำมันเลี้ยงชีวิตเครื่องจักร แล้วใครสำคัญกว่ากัน? เกษตรถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ แก้ปัญหาเกษตรอะไรเกินปลูกน้อยลง อะไรขาดก็ต้องปลูก ทุเรียนขาด ยางราคาถูก แต่คิดว่าน้ำมันราคาแบบนี้เขาจะผลิตน้อยลง ยางเทียมจะน้อยลง แต่หากปลูกยางแล้วรายได้น้อย อยากให้ปลูกทุเรียน ที่ผ่านมากรุงเทพฯ คึกคัก แต่ต่างจังหวัดไม่ใช่ เพราะราคาสินค้าเกษตร ส่วนตัวแล้วมีความหวังมาก เพราะชอบมองโลกในแง่ดี และคิดว่าคงจะไม่ผิดพลาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกเรื่องคงเป็นอีกเรื่องอีอีซี ถ้าเกิดทำให้เกิดขึ้นจริงประเทศไทยคงไม่ได้เติบโตแค่ 4 หรือ 5% เผลอๆ 7-8% ต้องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษดึงคนเก่งทั่วโลกเข้ามา ตอนนี้เมืองไทยสร้างคนไม่ทันแล้ว เอาคนเก่งมาสร้างคนไทย วันนี้เมืองไทยเริ่มเนื้อหอม ทั่วโลกอยู่สัก 1-2 ปีแทบไม่อยากกลับ &amp;ldquo;ตัวผมเองไม่ว่าจะไปไหนก็อยากจะกลับมาเมืองไทย เขาว่าประชาชนยิ้มแย้มแจ่มใส น่าอยู่ ชอบการท่องเที่ยวด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากผลักดันให้อีอีซีสำเร็จ 3 จังหวัดรวมกันจะใหญ่กว่าสิงคโปร์ เอายุค 4.0 มาใส่ เอากฎหมายมาทำให้เข้ากัน สำคัญอยู่ที่กฎหมาย รัฐบาลต้องกล้าหาญ ยังเสนอเลยว่าให้เช่า 99 ปีจะเป็นไรไป เขามาลงทุนแล้วขนกลับบ้านได้ไหม? ก็คงไม่ได้ ไม่ได้เสียหายอะไร คุณเอาเงินมาลงในบ้านผม แล้วขนกลับไม่ได้ มาสร้างงาน สร้างโอกาสให้คนไทย เขารู้สึกว่าซื้อขาด 99 ปี เขาพอใจเราก็พอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเรื่องของค่าเงินบาทตอนนี้ต้องบอกว่าแข็งเกินไป การส่งออกลำบาก คิดว่าอ่อนกว่านี้คงดี อาจเอาเงินบาทซื้อดอลลาร์เลย รับรองว่ายูเอสจะแข็งขึ้น แล้วบาทจะอ่อนลง การส่งออกจะดีขึ้น และสุดท้ายบาทจะอ่อนลงอีกแน่นอน เพราะเศรษฐกิจอเมริกาจะดีขึ้น ก็เอาดอลลาร์ไปขาย เอาเงินบาทกลับคืนมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านการผลิตแรงงานภายในประเทศที่มองว่าคนไทยเก่ง มีความสามารถ อยู่ที่นโยบายจะให้ความรู้ พวกหนุ่มสาวที่จะเติบโตยุค 4.0 ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไม่รู้ทำสำรวจได้เลยโลกจะขาดแคลนคนชนิดไหน ก็ต้องตั้งหลักสูตรสอนส่งเสริมการขายความรู้ความสามารถของคนไทยไปยังต่างประเทศ คนไทยนิสัยดีทำงานที่ไหนคนก็ชอบ แต่การไปต่างประเทศไม่ใช่เป็นคนงาน ต้องมีความรู้ อย่างปัญญาภิวัฒน์ ก่อนที่จะสอนหลักสูตรอะไร ต้องดูว่าตลาดต้องการคนแบบไหน ออกหลักสูตรสอน สร้างคนที่เหมาะกับสังคม ไม่ใช่แค่ผลิตคนมาเยอะ แต่ไม่มีใครจ้างงาน ถ้าไม่มีคนจ้างก็อย่าผลิต ส่วนตัวมองแต่โอกาสในเมืองไทย ขึ้นอยู่กับนโยบาย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;รุ่งนภา&amp;nbsp; สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/676</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, รุ่งนภา  สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a96cb0c4b9.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2018 08:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานเด่นปี 61</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อว่าตอนนี้ผู้อ่านทุกคนคงเข้าสู่โหมดปกติของชีวิตกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากหยุดเฉลิมฉลองในช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมา แน่นอนหลายท่าน พลังงานอาจจะยังไม่กลับมาเต็มร้อย อาจจะเพราะเหนื่อยล้ากับการเดินทาง หรือบางท่านอาจจะฉลองกันหนักไปหน่อย แต่ก็ขอให้ค่อยๆ ปรับตัวกันไป แล้วมาลงมือทำให้ปี 2561 เป็นปีที่ดีสำหรับทุกๆ คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจการค้าแล้ว ปีนี้จะเป็นปีที่ดีสำหรับการทำมาหากินแน่นอน เพราะบรรดากูรูหลากหลายสำนัก ก็ออกมาฟันธงคล้ายๆ กันว่า เศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้นแน่นอน เพราะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor EEC) ที่ปีนี้น่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุน&amp;nbsp; รวมไปถึงการได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดี ซึ่งจะช่วยด้านการส่งออกของประเทศ ที่จะไปได้ดีอีกปีหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้คือภาพระดับมหภาค ซึ่งฟันธงว่า &amp;ldquo;ดีแน่&amp;rdquo; แต่ดัชนีชี้วัดว่าตัวเราจะรวยหรือร่วง คงอยู่ที่การวางแผนการทำงาน และการเลือกอาชีพที่ถูกต้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจ 10 อาชีพเด่น-ร่วงปี 2561 ซึ่งอาชีพดาวรุ่ง 10 ประเภท ประกอบด้วย 1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม โดยเฉพาะแพทย์ผิวหนังและความงามที่จะมาแรงสุด 2.อาชีพโปรแกรมเมอร์ วิศวกรซอฟต์แวร์ และนักพัฒนา ซึ่งสอดรับกับธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร และอุปกรณ์การให้บริการ Internet และเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเริ่มไปให้บริการในพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อาชีพนักการตลาดออนไลน์ นักรีวิวสินค้า เน็ตไอดอล&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.นักการเงินและนักออกแบบวิเคราะห์ระบบด้านไอที 5.นักวิทยาศาสตร์ด้านความงาม (ผู้ผลิตเครื่องสำอาง) 6.ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพ และอี-คอมเมิร์ซ 7.กราฟฟิกดีไซน์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร 8.อาชีพในวงการบันเทิง สถาปนิก และมัณฑนากร 9.ครูสอนพิเศษ ติวเตอร์ และอาชีพเกี่ยวกับโลจิสติกส์ และการขนส่ง 10.นักบัญชี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจาก 10 อาชีพนี้แล้ว ก็ยังมีอาชีพทางด้านท่องเที่ยว ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจปิโตรเคมี และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง รวมถึงประกันชีวิต ที่ยังคงสร้างรายได้ที่ดีให้กับคนทำงาน สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะหาอาชีพใหม่ หรือทำอาชีพเสริม ถ้าพอจะย้าย หรือพัฒนาทักษะตามอาชีพเหล่านี้ได้ ก็ลองปรับตัวตามดู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนอาชีพขาลงที่อยากให้หลีกเลี่ยง รวมถึงอาชีพของผู้เขียนด้วย มีด้วยกัน 10 อันดับด้วยกัน ประกอบด้วย 1.ธุรกิจหัตถกรรม ช่างไม้ ช่างไร้ฝีมือ 2.พ่อค้าคนกลาง 3.อาชีพย้อมผ้า 4.บรรณารักษ์ 5.พนักงานขายสินค้าหน้าร้าน 6.การตัดเย็บเสื้อผ้าโหล 7.ช่างทำรองเท้า 8.เกษตรกร และครู 9.แม่บ้านทำความสะอาด และ 10.นักหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และผู้สื่อข่าวภาคสนาม นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจขายหนังสือและดีวีดี รวมถึงร้านค้าโชห่วย จะเป็นอาชีพขาลงที่ควรหลีกเลี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามากระทบกับการประกอบอาชีพดั้งเดิมพอสมควร แต่มันก็เป็นไปตามวิถีธรรมชาติ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่อยู่นิ่ง ฉะนั้นทุกคนจะต้องปรับตัว ถ้าอยู่นิ่ง สุดท้ายก็จะอยู่ไม่ได้ ใครที่อยู่ในวงการขาลง ก็ลองก้าวขาออกมาจาก Comfort Zone ลองเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ หรือถ้ายังไม่อยากออก ก็เริ่มหางานอดิเรกที่เราชำนาญ ทำเป็นอาชีพเสริมไว้ เกิดเหตุอะไรจะได้มีอะไรรองรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง&amp;nbsp; มนุษย์เงินเดือน หรือคนทำงานอย่างเราๆ จะต้องพยายามเร่งเพิ่มทักษะ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการไม่หยุดเรียนรู้ ไม่ว่าเราจะทำงานในระดับใดก็ตาม จะต้อง &amp;ldquo;จงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว&amp;rdquo; เพราะความรู้ต่างจะอยู่รอบตัวเรา และมีการอัพเดต เปลี่ยนแปลงตลอด ถ้าคนทำงานไม่เรียนรู้ ไม่ติดตามเทรนด์ การทำงานของเราก็จะติดค้าง ไม่สามารถเจริญก้าวหน้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทักษะที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ การมีทัศนคติในการทำงานเชิงบวก และเป็นคนทำงานแบบโปรแอคทีฟ &amp;ldquo;Proactive&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการทำงานแบบคิดวางแผนไว้ล่วงหน้าเสมอ รวมถึงสามารถคาดการณ์ปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นจริงเสียก่อน และจะต้องทำงานคิดเกี่ยวกับการพัฒนางานของตัวเองเสมอ เพื่อสร้างความแตกต่างและความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพของเรา.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right; margin:0in 0in 8pt&quot;&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/598</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a96cb0c4b9.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2026 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2017 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งตารอพีดีพีฉบับใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระแสการปรับเปลี่ยนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีมาสักพักใหญ่ๆ ได้ยินจากหลายฝั่ง พูดถึงกันมากมายว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากอะไร ทั้งเรื่องของพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาเปลี่ยนการผลิตไฟฟ้าให้ใช้พลังงานสะอาดกันทั้งประเทศ หรือแม้แต่การที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เชื้อเพลิงถ่านหินเกิดขึ้นไม่ได้ หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจนทำให้กระแสการใช้ไฟฟ้าปรับเปลี่ยนไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อดูจากการผลิตไฟฟ้าจากแผนพีดีพี ฉบับที่กำหนดใช้ในปี 2558-2579 เมื่อสิ้นแผนในปลายปี 79 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมสุทธิ 70,335 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่รวม 57,459 เมกะวัตต์ ที่แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า ดังนี้ 1.โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 21,648 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 2,101 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น 4,119 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 17,478 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 12,113 เมกะวัตต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในแผนใหม่นี้คาดว่าการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วง 10 ปีหลังไปนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ หรืออาจจะไม่มีความจำเป็นต้องมีเลย เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนจะเข้ามาทดแทน เทคโนโลยีสมัยใหม่จะทำให้พลังงานนั้นๆ สามารถผลิตและเรียกใช้เวลาใดก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะใช้พลังงานหมุนเวียนมาเป็นพลังงานหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศตอนนี้คงลำบาก เนื่องจากทำให้ต้นทุนการผลิตแพง การจัดการยังไม่เป็นระบบ เพราะไม่สามารถที่จะเรียกให้ผลิตไฟเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้ เนื่องจากต้องดูลมฟ้าอากาศเป็นสำคัญ&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ จึงทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานดังกล่าวไม่เสถียร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ในปัจจุบันมีนักวิจัยและพัฒนาของหลายๆ บริษัทลุยที่จะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพได้ หรือไม่ก็กักเก็บไว้ใช้ในตอนที่ไม่สามารถผลิตได้ โดยอาศัยแบตเตอรี่ และตอนนี้ก็มีบางแห่งในประเทศไทยที่นำมาใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังแพงอยู่มาก และไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มย่อยๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แผนพีดีพีที่จะถูกปรับเปลี่ยนก็ไม่ได้ง่ายเพราะในประเทศไทยเอง&amp;nbsp;


สล็อต789 โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักบางแห่งยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และล่าช้าไปมากกว่าแผนที่ตั้งไว้จนทำให้เป็นการกระทบกับพีดีพีเช่นกัน ถึงขนาดเคยแว่วๆ มาว่าโรงไฟฟ้าพวกนั้นอาจจะโดนตัดออกจากแผนเลย เพราะมีปัญหาที่แก้ไม่ได้หลายจุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เราได้ยินกันหนาหูมากคงหนีไม่พ้นเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ที่มีอยู่แล้วในแผนพีดีพี โดยรวมกำลังการผลิตทั้งในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ทั้งสิ้น 2,800 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นสเกลที่ใหญ่พอสมควร เพราะจะช่วยแก้ปัญหาความต้องการของไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ ในภาคใต้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็โดนชะงักไปหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งหากมองถึงสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงต่างๆ ช่วงปลายแผนปี 79 ก็จะแบ่งได้ดังนี้ คือ การซื้อไฟฟ้าพลังน้ำต่างประเทศ 15%-20% ถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด (รวมลิกไนต์) 20%-25% พลังงานหมุนเวียน (รวมพลังน้ำ) 15%-20% ก๊าซธรรมชาติ 30%-40% และนิวเคลียร์ 0-5% จึงเห็นได้ว่าจากแผนนี้การใช้ถ่านหินก็ยังมีอยู่ และอยู่ในสัดส่วนที่เยอะพอสมควรอีกด้วย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหากโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ 2 แห่งยังเกิดไม่ได้ และจะมีที่ไหนเกิดได้บ้างในประเทศไทย หรือถ้าตัดสัดส่วนของถ่านหินออก แล้วจะเอาเชื้อเพลิงไหนมาใส่แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปรับแผนพลังงานอีก 4 ด้านที่รออยู่ด้วย ทั้งแผนอนุรักษ์พลังงาน (อีอีพี), แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (เออีดีพี), แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย แต่หลังจากที่งึมงำกันมาสักพัก ก็มีคนออกมายืนยันแล้วว่าพีดีพีฉบับใหม่ที่กำลังเร่งทำอยู่นั้นจะเสร็จเร็วๆ นี้ โดยนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้ชัด 31 มี.ค.2561 เสร็จแน่นอน และยังให้ความเห็นอีกว่าโดยส่วนตัวไม่ยอมรับกับการที่ค่าไฟฟ้าปลายแผนจะแพงขึ้น&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราก็คงต้องตั้งตารอกันว่าพีดีพีฉบับใหม่นี้จะเสร็จตามกำหนด และมีแนวทางใหม่ๆ เข้ามา เพื่อบริหารจัดการด้านพลังงานให้เดินหน้าต่อไปจนครบ 20 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/496</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไรเงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2a96cb0c4b9.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
