<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเพียงไม่กี่วันก็จะมีการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัวกันแล้ว ในตอนนี้นักท่องเที่ยวเองก็รอความชัดเจนของระเบียบและกฎเกณฑ์ในการเดินทางเข้าประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้บูม! หรือกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วได้เสียทีเดียว เพราะยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว หรือการตัดสินใจของนักเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม มีข้อสรุปสำคัญ คือ เตรียมพิจารณาแนวทางการเปิดประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ขณะเดียวกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ปรับลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00-03.00 น. และผ่อนคลายกิจกรรมเพิ่มเติม อาทิ การจัดงาน การประชุม โดยขยายจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแต่ละระดับพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย วิจัยกรุงศรีรายงานว่า แม้มีการเปิดประเทศต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่ต้องกักตัว และผ่อนคลายมาตรการควบคุม แต่คาดว่าระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการระบาดราว 6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่า การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติมแม้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการมากขึ้น และช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจลงได้บ้าง แต่อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในช่วงที่เหลือของปียังจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังไปพร้อมกับการเสริมด้วยมาตรการอื่นๆ อาทิ การสื่อสารที่ชัดเจน การสวมหน้ากาก การใช้ระบบติดตามผู้ป่วย และการเร่งฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรียังระบุอีกว่า ในส่วนของมาตรการเปิดประเทศที่จะเริ่มขึ้นในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นทางการระบุประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน และสิงคโปร์ เป็นต้น โดยจะเปิดรับเข้าสู่ประเทศแบบไม่ต้องกักตัว ภายใต้เกณฑ์ที่กำหนดไว้ อาทิ ฉีดวัคซีนครบโดส มีการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทางและเมื่อถึงไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวหลักจากจีนที่นับว่ามีสัดส่วนสูงเกือบ 28% ของภาคท่องเที่ยวไทย ทั้งในด้านจำนวนและการสร้างรายได้แก่ประเทศ ซึ่งปัจจุบันทางการจีนยังคงมีมาตรการคุมเข้มการเดินทางระหว่างประเทศ โดยไม่อนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทยเนื่องจากเป็นพื้นที่การระบาดยังมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายของประเทศต้นทางจึงอาจเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะอันใกล้นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีประเมิน แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดเพิ่มเติม และมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไม่กักตัว แต่คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมภายในสิ้นปีนี้จะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 อยู่ประมาณ 6% โดยคำนวณจากการใช้ข้อมูลความถี่เร็ว ได้แก่ ความเข้มงวดของมาตรการ ความเข้มงวดของมาตรการที่เกิดขึ้นจริง เครื่องชี้เร็วด้านการเดินทาง และความนิยมในการค้นหา เพื่อสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการคาดการณ์ทิศทางของการค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพบว่าภายในสิ้นปีนี้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการค้าปลีกจะกลับมาอยู่ที่ 94.9% และ 92.3% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ตามลำดับ ขณะที่กิจกรรมท่องเที่ยวจะอยู่เพียงแค่ 57.9% ของระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น และเมื่อคำนวณดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมแล้วพบว่า ณ สิ้นปีนี้จะมีค่าอยู่ที่ 94.4% ของระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิดอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120237</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รุ่งนภา สารพิน, เศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ก่อนช็อปปิ้งออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกิดข่าวใหญ่สุดช็อกในแวดวงการเงิน หลังจากจู่ๆ มีลูกค้าธนาคารไทยจำนวนมากออกมาร้องเรียนว่า บัญชีของพวกเขาโดนตัดเงินทีละจำนวนน้อยๆ แต่ถี่ๆ หลายรายการ โดยข้อความระบุว่า Purchase via EDC ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อสินค้าบริการผ่านบัตรเดบิต และมาตัดเงินจากบัญชีธนาคารอีกที โดยรายการที่เกิดขึ้นจะพบมากในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจำนวนผู้เสียหายมีมากถึง 20,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากเกิดเป็นข่าวที่สื่อกระแสหลักนำไปตีแผ่ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยก็ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง มีเนื้อหาดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่ปรากฏข่าวพบลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตจำนวนมากประสบปัญหาการทำรายการชำระเงินโดยที่ไม่ได้ทำธุรกรรมด้วยตนเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบว่า มิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งคืนเงินให้กับลูกค้าที่ได้รับความเสียหายตามขั้นตอนของธนาคารโดยเร็วต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า โดยธนาคารพาณิชย์มีระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและมีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบรายการที่ผิดปกติ ธนาคารจะแจ้งลูกค้าเพื่อตรวจสอบและยืนยันรายการธุรกรรม และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากแถลงการณ์ดังกล่าว จับใจความได้ดังนี้ 1.ธนาคารยืนยันว่า ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการรั่วไหลของข้อมูลจากฝั่งธนาคาร 2.ผู้เสียหายทั้งหมดไปธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ 3.ไม่ได้เกิดกรณีแอปดูดเงิน 4.ธนาคารเจ้าของบัญชียินดีคืนเงินให้ลูกค้า กรณีไม่ได้ทำธุรกรรมจริง 5.ลูกค้าต้องตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อทั้งหมดมีข้อสรุปว่า ปัญหามาจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากเว็บไซต์ในต่างประเทศ ดังนั้นก่อนช็อปปิ้งก็ควรจะมีความรู้ในการตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนว่า ควรจะตัดสินใจซื้อสินค้าจากร้านค้าหรือเว็บไซต์นั้นหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ช็อปเฉพาะร้านค้าบนเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS เพราะไซต์ที่ใช้ HTTPS ช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งทั้งหมดจะได้รับการเข้ารหัส และอาชญากรนั้นจะไม่สามารถดักขโมยข้อมูลของคุณได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.หลีกเลี่ยงใช้บัตรเครดิตในการช็อปปิ้ง และใช้บัตรเดบิตเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ แต่สำหรับบัญชีบัตรเดบิตที่ใช้ช็อปปิ้งออนไลน์ควรมีวงเงินจำกัดเฉพาะที่จะใช้ซื้อสินค้าเท่านั้น ไม่ควรเก็บเงินในบัญชีดังกล่าวเยอะเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ควรตรวจสอบใบแจ้งยอดใช้จ่ายบ่อยๆ หรือจะให้คุณสมัครรับ SMS เพิ่มในบัญชีของคุณ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม คาดเดายาก ใช้การผสมตัวอักษร (ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก) ตัวเลขและอักขระพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.อย่าใช้ฟรี WI-FI สาธารณะที่ไม่รู้ที่มาที่ไปในขณะช็อปออนไลน์ และช็อปผ่านอุปกรณ์ส่วนตัวเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ช็อปผ่านแอปพลิเคชัน หรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือเคล็ดลับเบื้องต้นที่จะทำให้ปลอดภัยที่สุดในการช็อปปิ้งออนไลน์.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120118</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, รู้ก่อนช็อปปิ้งออนไลน์, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาสิ้นปีหนี้ (ครัวเรือน) ท่วม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยมีการชะลอตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่ส่งผลโดยตรงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดจากปัญหาการว่างงาน การปิดกิจการเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อ &amp;ldquo;รายได้ของภาคครัวเรือน&amp;rdquo; ให้ชะลอตัวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รายจ่ายและหนี้สินต่างๆ ของครัวเรือนยังเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รออยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาหลายส่วนจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือแต่ก็เป็นเพียงการประคองให้ผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เหล่านี้ถือเป็นความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.)&amp;nbsp;ฉบับย่อ ครั้งที่&amp;nbsp;6/2564&amp;nbsp;โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงมากในไตรมาส&amp;nbsp;3/2564&amp;nbsp;จากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในไทยที่รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงมากในช่วงต้นไตรมาสดังกล่าว ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวได้บ้างหลังจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ ฐานะทางการเงินภาคครัวเรือนเปราะบางมากขึ้นจากหนี้ที่อยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ระดับ&amp;nbsp;89.3%&amp;nbsp;ณ สิ้นไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;นั้น แม้ว่าจะปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง โดยหนี้ครัวเรือนจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนยังเผชิญความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ทำงานในภาคบริการและครัวเรือนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี&amp;nbsp;(ttb analytics)&amp;nbsp;ระบุถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันว่า ยังอยู่ในภาวะที่เปราะบาง จากสัดส่วนหนี้เพื่อการบริโภคที่สูงขึ้น จึงเป็นปัญหากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง&amp;nbsp;93%&amp;nbsp;ในช่วงสิ้นปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุที่หนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีเร่งตัวขึ้นเร็วในช่วงวิกฤตนี้ มาจาก&amp;nbsp;1.ความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากการขาดหรือมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง และ&amp;nbsp;2.รายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนไทย ณ ต้นปีที่ผ่านมา ขยายตัวที่ระดับ&amp;nbsp;4.6%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลายประเทศก็ประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือนด้วยเช่นกัน ทั้งเกาหลีใต้ มาเลเซีย ขณะที่ไทยมีปริมาณหนี้ครัวเรือนอยู่อันดับที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ของโลก ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ซึ่งอยู่อันดับที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;และมาเลเซียอันดับที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;แต่หนี้ครัวเรือนไทยก็ยังสูงกว่าหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 26 ของโลก จึงเห็นได้ว่านอกจากหนี้ครัวเรือนไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีปริมาณภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ดังนั้นการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยจะกลับมาเร่งสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;โดยคาดว่าอาจจะขยับเข้าใกล้กรอบบนของตัวเลขประมาณการหนี้ครัวเรือน ที่ช่วงคาดการณ์&amp;nbsp;90-92%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี เนื่องจากหนี้สินภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และครัวเรือนบางส่วนอาจก่อหนี้เพิ่มในช่วงต้นไตรมาส&amp;nbsp;3/2564&amp;nbsp;ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดรุนแรง โดยสะท้อนจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามแนวทางการช่วยเหลือและการแก้ปัญหาความเปราะบางของภาวะหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังมีทิศทางปรับสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพราะหากไม่เร่งแก้ไขสุดท้ายอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120017</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, จับตาสิ้นปีหนี้ (ครัวเรือน) ท่วม!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรมปฏิวัติธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในยุคที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง และเริ่มก้าวไปบนเส้นทางการปฏิรูปสู่ดิจิทัล หลายๆ กลุ่มธุรกิจจำเป็นจะต้องศึกษาและก้าวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และหนึ่งในสิ่งที่เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยเหลือให้การทำงานนั้นง่ายมากยิ่งขึ้นในยุคนี้คือ การใช้งาน &amp;ldquo;คลาวด์ คอมพิวติ้ง&amp;rdquo; ที่มีบทบาทสนับสนุนการทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น แต่การพัฒนาก็ไม่ใช่ว่าจะหยุดอยู่แค่การใช้คลาวด์ เพราะปัจจุบันมีตัวช่วยใหม่ที่จะมาเติมประสิทธิภาพของคลาวด์ ได้แก่ &amp;ldquo;เอดจ์ คอมพิวติ้ง (Edge Computing)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จะมาช่วยลดโหลดการทำงานบนคลาวด์ โดยให้อุปกรณ์ปลายทางสามารถจัดการตัวเองได้ และบริษัทหรือภาคธุรกิจในปัจจุบันก็พบว่าต้องการเทคโนโลยีเอดจ์คอมพิวติ้งเข้ามาช่วยทำงานอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในการนำเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ควรคำนึงถึงเป้าหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ระหว่างเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน (OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเป็นเอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติแห่งยุคอุตสาหกรรม 4.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเอดจ์คอมพิวติ้งที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติก็จะคล้ายกับยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่เมื่อ IT และ OT ผสานรวมการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็จะช่วยให้ระบบงานจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ทั้งบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง และแก้ปัญหาได้เอง ซึ่งในแง่ของอุตสาหกรรมนับว่าเรายังห่างไกลจากความสำเร็จในจุดนี้อยู่หลายปี แต่มันคือทิศทางของอุตสาหกรรมและควรมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเอดจ์คอมพิวติ้งจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เอดจ์ 1.0 และ 2.0 คือความก้าวหน้าและการนำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเอดจ์คอมพิวติ้งมาใช้ ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่อยู่ในขั้นแรก คือ เอดจ์ 1.0 ซึ่งความสามารถพื้นฐานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจได้ประสบความสำเร็จ ส่วนขั้นสุดท้ายคือ เอดจ์ 4.0 นั้น เป็นเรื่องของการที่ระบบสามารถทำงานด้วยตัวเองได้อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในขั้น 3.0 สิ่งต่างๆ เริ่มจะดูน่าสนใจจริงๆ จุดนี้จะเป็นจุดที่เราเห็นการผสานรวมการทำงานร่วมกันระหว่าง IT/OT ที่มาพร้อมความยืดหยุ่นและความสามารถในการทำงานแบบเรียลไทม์ ขณะที่เอดจ์ 4.0 ซึ่งระบบโครงสร้าง IT และ OT จะถูกผสานรวมเข้ากับ AI ณ จุดนี้เราจะได้เห็นสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมในระบบอัตโนมัติ ที่มีการบริหารจัดการด้วยตัวเอง แก้ไขปัญหาได้เอง เมื่อเครื่องจักรเริ่มมีปัญหา ระบบ AI จะวิเคราะห์และทำการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้คนเข้ามาจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแอบเบย์ แอนิล โกสานการ์ รองประธานกลุ่ม Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าวว่า มันอาจจะใช้เวลาอีก 10 ปีหรือนานกว่านั้น กว่าที่เราจะได้เห็นวิสัยทัศน์เกิดขึ้นจริง เพราะปัจจุบันยังมีสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรมมากมายที่ไอทียังไปไม่ถึง ตัวอย่างเช่น ในโรงงาน เรามีระบบควบคุมสำหรับเครื่องจักรเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกำหนดพฤติกรรมและความปลอดภัยได้ ซึ่งระบบควบคุมเหล่านี้เกิดมาจากโลกเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติงาน ไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ นั่นคือจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากเห็นว่ามีการย้ายเทคโนโลยีที่ใช้ดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้กับเอดจ์สำหรับอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าประมาณปี 2025 เราน่าจะได้เห็นว่ามีการนำแนวคิดอย่างเวอร์ชวลไลเซชั่นมาประยุกต์ใช้กับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความสามารถเรื่องระบบเรียลไทม์ในระดับของเครื่องจักร ทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบควบคุม และฟังก์ชันการดำเนินงานแบบดั้งเดิมอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มั่นใจหากเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าขึ้นมา สภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์จากความสามารถของระบบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความยืดหยุ่น การรองรับความผิดพลาด อันเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่ในโลกไอทีนานแล้ว ซึ่งการเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลของเอดจ์จะสร้างผลลัพธ์ปลายทางก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเป็นการนำพาความทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้ดี ถือว่าเป็นการปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจไปสู่อนาคตนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119753</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, นวัตกรรมปฏิวัติธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาแท็กซี่-วินมอไซค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนอย่างปฏิเสธไม่ได้ แน่นอนว่าได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการให้บริการขนส่งสาธารณะที่ดูเหมือนว่าในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ผู้ใช้บริการลดลงอย่างน่าตกใจ เนื่องจากการเดินทางต้องหยุดชะงัก คนส่วนใหญ่ขานรับนโยบายรัฐบาลด้วยการ Work From Home
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลาต่อมากลุ่มผู้ให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะได้ออกข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลว่า ​ตามที่ได้เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรงไปทั่วโลก​ รวมทั้งประเทศไทย ส่งผลกระทบถึงประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ประกอบการแท็กซี่และผู้ขับรถแท็กซี่ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติได้เมื่อใด จึงทำให้ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพของผู้ขับรถแท็กซี่ และผู้ประกอบการแท็กซี่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงได้มีการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ กรอบวงเงิน 166.9 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่มีสิทธิ์ทั้งหมด 16,694 คนใน 29 จังหวัด ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน โดยแยกเป็นกลุ่มแรกคือ ผู้ที่อยู่ใน 13 จังหวัดแรก ตามประกาศฉบับที่ 25 และ 28 จะได้รับการเยียวยา 2 เดือน หรือคนละ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 16 จังหวัดตามประกาศฉบับที่ 30 ได้เยียวยา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการนี้ ต้องเป็นผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ก่อนวันที่ 11 ส.ค.2564 มีศักยภาพในการขับรถ มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ รถที่ใช้ประกอบอาชีพต้องชำระภาษีครบถ้วน มีรายชื่อในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก และไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีรถเช่าต้องยืนยันทะเบียนรถและผู้ให้เช่า โดยกรมการขนส่งทางบกจะทำการตรวจสอบก่อนรับสิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ประกอบอาชีพใน 13 จังหวัด ตามข้อกำหนดฉบับที่ 25 และฉบับที่ 28 จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 10,000 บาทต่อคน (ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา) และการช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ประกอบอาชีพใน 16 จังหวัด ตามข้อกำหนดฉบับที่ 30 จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาทต่อคน (กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าหลังจากนี้จะมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ เฉพาะการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน 2 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย.2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ ซึ่งการเยียวยากลุ่มแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ครั้งนี้ได้แสดงถึงความห่วงใยจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่เร่งดำเนินการช่วยเหลือจนได้รับการเยียวยาในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกอาชีพหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119668</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, เยียวยาแท็กซี่-วินมอไซค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลโกงซื้อขายออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การโดนโกงจากการซื้อขายสินค้าออนไลน์นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หลายคนคงกังวลกันแน่นอน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่คนไทยมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น 150% ในรอบ 10 ปี โดยจากการรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ภายใต้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในปี 2564 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนสิงหาคม 2564 มีผู้ร้องเรียนเฉพาะเรื่องซื้อขายออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 2,221 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เฉลี่ย 1,718 ครั้งต่อเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นสถิติเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินการศูนย์ฯ มาตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาจับจ่ายผ่านออนไลน์สูงขึ้น ขณะเดียวกันร้านค้าต่างๆ ก็หันมาเปิดขายบนออนไลน์เช่นกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในยุคตลาดดิจิทัลนี้ โดยเอ็ตด้าเองก็อยากชี้ให้เห็นกลโกงซื้อขายออนไลน์เพื่อเตือนภัยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างแรกที่อาจจะเห็นบ่อยๆ คงเป็นการหลอกโอนเงิน ชวดหนี ไม่มีสินค้าส่งจริง โดยจากสถิติร้องเรียนมายังศูนย์ฯ 1212 เอง ปัญหาการสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับสินค้าก็มาเป็นอันดับ 1 ถึง &amp;nbsp;45% ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องการตั้งราคาที่ถูกเกินจริง เช็กข้อมูลชื่อผู้ขาย เบอร์โทรศัพท์ บัญชีธนาคารของผู้ขายจากเว็บไซต์ https://www.blacklistseller.com/ ว่าอยู่ในบัญชีดำคนโกงหรือไม่ รวมถึงลองนำชื่อร้านไปค้นหาบนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาคงเป็นเรื่องของสินค้าไม่ตรงปก จกตาเกินโฆษณา จริงอยู่ว่าขาช็อปปิ้งหลายคนอาจเคยเกิดอาการเบลอ อ่านรายละเอียดก่อนสั่งซื้อสินค้าไม่ครบถ้วน เช่น ตั้งใจซื้อหม้อหุงข้าวหม้อใหญ่มาปรุงอาหารที่บ้านหรือคอนโดฯ ก็กลับได้หม้อหุงข้าวไซส์จิ๋ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อ่านรายละเอียดทั้งรูปภาพและข้อความดีแล้ว แต่สินค้าที่ส่งมาไม่ตรงปก รวมถึงติดต่อร้านเพื่อแจ้งเปลี่ยนก็ทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้พบการร้องเรียนถึง 29% ในระยะ 8 เดือนแรกของปี 2564 เมื่อได้รับสินค้าแนะนำให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับร้องเรียนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน บางคนอาจจะจ่ายซื้อแบรนด์เนมแท้ แต่ได้ของปลอม! โดยแม่ค้าหัวใสบนโลกออนไลน์มักจะโพสต์รูปสินค้าแบรนด์เนมแท้ขายบนช่องทางออนไลน์ หลอกให้ลูกค้าหลงกล มั่นใจว่าซื้อของแท้จริงๆ แต่สุดท้ายกลับได้สินค้าผิดกฎหมาย หรือสินค้าปลอมมาส่งที่บ้าน แนะนำให้พิจารณาข้อมูลร้านค้าอย่างถี่ถ้วน ตรวจสอบรหัสสินค้า ใบรับประกันสินค้า ตรวจสอบบัญชีธนาคารก่อนโอน หรือติดต่อซื้อขายที่ร้านค้าทางการดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการรับหิ้วของหรือการมองหาคนมารับหิ้ว โดยยอมเสียเงินจ้างเพิ่มเล็กน้อยทดแทนการเสียค่ารถออกจากบ้านและความเสี่ยงเข้าไปในย่านชุมชนในยุคโควิด-19 ต้องระวัง ซึ่งก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ นี้ขึ้นมา แต่ทั้งนี้จะเชื่อใจผู้มาสวมบทรับหิ้วได้อย่างไร ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติผู้รับหิ้วให้ดี เลี่ยงการจ้างวานผู้ที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวมารับหิ้วให้ หรือสั่งจากร้านโดยตรงจะดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บางครั้งเหล่ามิจฉาชีพก็มากันเป็นทีม และใช้ความฮิตเรื่องการซื้อของออนไลน์ที่กลายเป็นวิถีปกติของคนยุคโควิด-19 ไปเสียแล้ว มาลวงเหยื่อถึงหน้าบ้าน ล่าสุดทางไปรษณีย์ไทยออกจดหมายแจ้งเตือน ระวังมิจฉาชีพตีเนียนเป็นผู้คนส่งของ หลอกให้เซ็นรับพัสดุที่อาจเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมจัดฉากเป็นตำรวจปลอมเข้าตรวจ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แนะให้ตั้งสติก่อน แล้วตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้สั่งของ และห้ามรับสิ่งของที่ไม่ได้สั่งเด็ดขาด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เว้นแม้แต่วงการต้นไม้ที่กำลังร้อนแรง ต้นไม้บางสายพันธุ์ที่หายากก็มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท ถ้าซื้อต้นไม้ราคาถูก แนะนำให้ซื้อขายแบบนัดรับกับทางร้านจะดีกว่า และเลี่ยงการโอนเงินมัดจำก่อน ขณะเดียวกันไม่ว่าจะซื้อต้นไม้ราคาถูกหรือราคาแพง สิ่งที่แนะนำคือ ควรเลือกร้านขายที่โพสต์รูปต้นไม้พร้อมมีป้ายระบุชื่อต้นไม้ หรือร้านที่เจ้าของร้านถ่ายภาพคู่ต้นไม้ จะเป็นการช่วยยืนยันเบื้องต้นได้ว่า ร้านและเจ้าของร้านนี้มีอยู่จริง รวมถึงสามารถเสิร์ชค้นหาข้อมูลร้านหรือโพสต์ถามเพจกลุ่มซื้อขายต้นไม้เพื่อย้ำเครดิตของร้านว่าเชื่อถือได้หรือไม่ในส่วนการพิจารณาขนาดความสูงอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่งนภา สารพิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กลโกงซื้อขายออนไลน์, รุ่งนภา สารพิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งแก้จุดอ่อน หนุนเสถียรภาพศก.ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลได้คลายล็อกบางส่วน ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขยับฟื้นตัว แม้ว่าทุกอย่างเริ่มไปในทิศทางที่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าระยะเวลาร่วม 2 ปีที่เกิดการแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก การเดินทาง เศรษฐกิจหยุดชะงัก สำหรับประเทศไทยนั้นโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย การดำเนินชีวิต และภาคอุตสาหกรรมที่รายได้หดหาย บางรายถึงกับต้องเลิกรากิจการไป บางรายก็ถูๆ ไถๆ พอประคองธุรกิจให้อยู่ได้ไปวันๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้ประเมินว่า ขณะนี้ความน่ากังวลเรื่องการระบาดโควิด-19 จะเริ่มลดลง หลังทยอยเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นในไตรมาส 4/2564 บนเงื่อนไขที่ว่าจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในประเทศระลอกใหม่จนต้องกลับมาปิดพรมแดนและปิดเมืองอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาต้นทุนค่าระวางสินค้าทางเรือแพง และคาดว่าจะส่งผลต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะลดความรุนแรงลงหลังจากที่หลายประเทศทยอยกลับมาเปิดกิจกรรมขนส่งทางเรือในระดับใกล้เคียงปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังมองว่า แม้หนี้สาธารณะของไทยจะเพิ่มขึ้นและส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาว แต่ต้นทุนการระดมทุนหรืออัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ หากในอนาคตเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้เร็วขึ้นหนี้สาธารณะก็จะลดลงไปตามความจำเป็นในการก่อหนี้ที่น้อยลง และความสามารถในการชำระคืนหนี้ของภาครัฐที่ทยอยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการที่ภาครัฐเป็นหนี้เพิ่มจึงไม่น่ากังวล หากภาครัฐนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้พร้อมแข่งขันในยุคหลังวิกฤตโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการหนี้ให้ทยอยลดลงอย่างชัดเจนในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ยังระบุว่า เมื่อมองในระยะยาวเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่หลายจุดที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคบริการสูงเกินไป ซึ่งเป็นภาคที่จ้างแรงงานมากและมักผันผวนได้ง่ายเมื่อเกิดปัจจัยไม่คาดฝัน การผลิตเพื่อส่งออกของไทยยังอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยค่อนข้างน้อย และยังสามารถคิดค้นเทคโนโลยีเองได้จำกัด ส่งผลให้สินค้าไทยกำลังทยอยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งหมายถึงรายได้จากการค้าต่างประเทศที่จะขยายตัวลดลงในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยเพราะเน้นพึ่งพานักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ แต่ไม่ใช่ในเชิงคุณภาพ ดังนั้นหลังยุคโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงในด้านแรงงานเองก็ต้องเร่งฝึกทักษะใหม่ๆ เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น โดยรวมแล้วแม้ไทยจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีในปัจจุบัน แต่หากไม่เร่งแก้ไขจุดอ่อนในด้านทักษะแรงงานและปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนได้น้อยลง และยังลดทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากไม่เร่งเพิ่มความสามารถในแข่งขันก็อาจเผชิญกับข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นจากวิถีการแข่งขันในอนาคตและกติกาในตลาดโลกยุคใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ดูผิวเผินเหมือนเศรษฐกิจได้จะเริ่มฟื้นตัว แต่ ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน กลับมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 ติดลบ 1% แนวโน้มเงินบาทจะยังคงอ่อนค่าลง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความกังวลก่อนที่จะผ่านปี 64 คือ ความกังวลต่อการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์เดลตา หนี้สะสมของภาคธุรกิจ ภาคครัวเรือน และเสถียรภาพทางด้านการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องเน้นที่คุณภาพมากกว่าจำนวน จะเหมือนกับช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจำนวนแรงงานภาคการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานส่วนเกินจำเป็นต้องออกจากภาคการท่องเที่ยว และต้องได้รับการเพิ่มทักษะหรือปรับเปลี่ยนความถนัดเพื่อโยกย้ายไปสู่ภาคธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมอื่นๆ และแรงงานอีกส่วนหนึ่งจะโยกย้ายกลับภูมิลำเนาเพื่อเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม โดยต้องพัฒนาให้กลายเป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (smart farmer) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญช่วย &amp;nbsp;ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119454</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บุญช่วย  ค้ายาดี, เร่งแก้จุดอ่อน หนุนเสถียรภาพศก.ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
