<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค.แจงยิบ!กระจายวัคซีนไฟเซอร์1.5ล้านโดส ไม่หาย-ไม่มีฉีดวีไอพี ทำบันทึกทุกขั้นตอนโปร่งใส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรค และภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน ร่วมแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ถึงกรณีการเฝ้าระวัง และเหตุการณ์อาการไม่พึงประสงค์ภายหลังจากการฉีดวัคซีน โควิด-19 ว่า สำหรับการบริหารวัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาค 1.5 ล้านโดส ขอย้ำว่านโยบายในการบริหารให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีล็อตไหนที่มีการสูญหาย ได้มีการแบ่งชัดเจนว่าจะไปในกลุ่มใดบ้าง และย้ำว่าไม่มีประเด็นของการฉีดวีไอพี หากประชาชน พบเห็นและมีข้อสงสัย สามารถแจ้งเข้ามาได้เพื่อที่จะได้มีการตรวจสอบ ยืนยันเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า วัคซีนดังกล่าวสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงที่จะสัมผัสผู้ป่วย จำนวน 700,000 โดส จัดสรรลงพื้นที่ที่มีการระบาด จำนวน 645,000 โดส ใช้สำหรับเพื่อการศึกษาวิจัยจำนวน 5,000 โดส ให้กลุ่มประชากรที่กระทรวงการต่างประเทศดูแล จำนวน 150,000 โดส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;quot;การกระจายวัคซีนไปยัง 77 จังหวัด ส่งเป็นสองรอบโดยรอบแรกส่งไปแล้ว 442,800 โดส เริ่ม 4-5 ส.ค. ส่งรอบที่สอง เริ่มทยอยส่งมาตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค. และมีการติดตามข้อมูลอยู่โดยตลอด เพื่อดูฐานข้อมูลและปริมาณการฉีดของแต่ละที่ที่ได้ไป พื้นที่ก็จะได้ใช้ตรวจสอบ ดังนั้นถ้าใครเข้าใจว่าตัวเองเป็นบุคลากรมีความเสี่ยง แต่ยังไม่มีรายชื่อได้รับจัดสรรก็สามารถแจ้งต่อผู้บริหารเพื่อที่จะดูหลักเกณฑ์และส่งชื่อเข้ามาได้ หากตรงตามหลักเกณฑ์แล้วก็จะได้รับการฉีดครบถ้วนทุกคน ซึ่งคาดว่าการส่งในรอบที่สองนี้จะถึงพื้นที่ไม่เกินวันที่ 14 ส.ค. การทะยอยส่งวัคซีนเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ เรื่องการจัดเก็บ ดูแล การรักษาอุณหภูมิ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.เฉวตสรร กล่าวอีกว่า ในส่วนกลุ่ม 608 คือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 7กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป มีการจัดส่งไปแล้ว 320,880 โดส ใน 13 จังหวัด ซึ่งในส่วนที่เหลือก็จะจัดส่งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการแยกส่งอย่างนี้จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเพราะวัคซีนที่ส่งไปในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้นั้น เมื่อฉีดเข็มที่หนึ่ง 3 สัปดาห์ถัดไป จะต้องนัดฉีดเข็มที่สอง ซึ่งถ้าหากส่งไปล็อตเดียวกัน วัคซีนไปจัดเก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ เป็นตู้เย็นปกติจะสามารถเก็บอยู่ได้เพียง 1 เดือน ดังนั้นอาจทำให้วัคซีนเสื่อมสภาพได้ การทยอยส่งจะได้ให้เกิดการบริหารการนัดหมายฉีด และอยู่ในระยะเวลาที่วัคซีนมีคุณภาพดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ผู้อำนวยการกองควบคุมโรค กล่าวว่า การฉีดวัคซีนในคนต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ในคนไทย หรือนักเรียนที่มีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็มีความก้าวหน้าในการฉีด โดยฉีดไปแล้ว 280,075 คน คิดเป็น 5.72% ของจำนวนประชากรต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย และมีที่ได้รับวัคซีนสองเข็มไปแล้ว 74,587 คน ผู้สูงอายุ 20,903 คนคิดเป็น 7.5 % ของกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในประเทศไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของสัญชาติ ได้แก่ เมียนมา ส่วนหนึ่งได้รับการฉีดในพื้นที่ระบาด เพื่อควบคุมการระบาด จำนวน 140,000 กว่าราย จีน โดยมีวัคซีนที่ได้รับบริจาคจากประเทศจีน ที่ฉีดให้ทั้งคนจีนและคนไทยด้วย 37,000 ราย กัมพูชา ลาว ญี่ปุ่น ลดหลั่นลงไป ในส่วนของนักเรียนไทยที่จะต้องเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ฉีดไปแล้ว 2,878 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสะสมถึงเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมเวลา 18.00 น. ยอดฉีดสะสมทั้งสิ้น 22 ล้าน โดสแล้ว จำนวนผู้ได้รับบักซีนเข็มหนึ่ง 17 ล้านราย(23.9%) เข็มสอง 4.8 ล้านราย เข็มสาม ซึ่งเป็นการกระตุ้นในบุคลากรการแพทย์ 414,066 ราย ถ้าแยกเป็นยี่ห้อวัคซีนไม่ว่าจะเป็นเข็มใดก็ตาม ซิโนแวก 10.7 ล้านโดส แอสตร้าเซเนกา 9.6 ล้านโดส ซิโนฟาร์ม 1.7 ล้านโดส ไฟเซอร์ 286,000 โดส &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
นพ.เฉวตสรร กล่าวด้วยว่า ในช่วงนี้มีกรณีที่เป็นข่าวบุคลากรการแพทย์หลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่สาม เป็นบุคลากรที่อยู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางคลาน จังหวัดพิจิตร เพศชาย อายุ 44 ปี หลังจากฉีดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พบว่าเสียชีวิตในวันที่ 11 สิงหาคมซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่ที่เสียสละทุ่มเทในการทำงานอาจจะด้วยความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตขึ้นมา ทั้งนี้รายละเอียดการชันสูตร ได้รวบรวมข้อมูลนำเข้าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญอาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ต่อไป แล้วจะได้นำมารายงานให้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด, นพ.เฉวตสรร นามวาท, บุคลากรทางแพทย์, วัคซีนไฟเซอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_611629c3d4aed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจคนไทยต้องการวัคซีนเข็มแรกถ้วนหน้า ยอมให้ยืดเวลาเข็มสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง วัคซีนเข็มแรก ความต้องการถ้วนหน้า &amp;nbsp;กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,051 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 30 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.9 ต้องการวัคซีนเข็มแรกให้คนไทยทุกคนได้รับก่อน ส่วนเข็มที่สองยอมรับได้ให้ยืดเวลาออกไป &amp;nbsp;รองลงมาคือร้อยละ 86.8 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน กระจายวัคซีนครอบคลุมคนต้องการทุกพื้นที่เร่งด่วนที่สุด และร้อยละ 83.7 ให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันถ้วนหน้า ตามจำนวนวัคซีนที่มีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.6 ต้องการให้รัฐบาล จัดอันดับกลุ่มเสี่ยงพื้นที่เสี่ยง กระจายให้จังหวัดจัดการเอง ในขณะที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.1 ไม่ต้องการให้ เอาวัคซีนไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองในทุกระดับ และร้อยละ 79.6 ต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ นำเข้าวัคซีนหลากหลายยี่ห้อ เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.2 มั่นใจค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อการได้ใช้ชีวิตปกติ เช่น เดินทาง ทำงาน ทำธุรกิจ ช้อปปิ้งจับจ่ายใช้สอย หลังจากได้รับ วัคซีนโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้า ในขณะที่ ร้อยละ 15.6 มั่นใจปานกลาง และร้อยละ 6.2 มั่นใจค่อนข้างน้อย ถึง ไม่มั่นใจเลย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.6 มั่นใจค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังคนไทยได้รับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้า ในขณะที่ร้อยละ 14.6 มั่นใจปานกลาง และร้อยละ 6.8 มั่นใจค่อนข้างน้อย ถึง ไม่มั่นใจเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ผลการทดสอบปัจจัยที่สำคัญที่สุดและรอง ๆ ลงไป ที่มีผลต่อความมั่นใจของประชาชนต่อการเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังรับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกโดยรวม ด้วยการทดสอบสถิติ Multiple Regression Analysis พบว่า ปัจจัยต่าง ๆ ที่ถูกศึกษาโดยรวมมีความสัมพันธ์ระดับมากถึงร้อยละ 82.1 กับความมั่นใจของประชาชนต่อการเปิดประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังรับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรก และสามารถอธิบายความมั่นใจของประชาชนต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังรับวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกได้ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตามลำดับ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความมั่นใจต่อการได้ใช้ชีวิตปกติ เช่น เดินทาง ทำงาน ทำธุรกิจ ช้อปปิ้งจับจ่ายใช้สอย หลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ถ้วนหน้า (beta = .607) รองลงมาคือ ความต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ นำเข้าวัคซีนหลากหลายยี่ห้อเร็วที่สุด (beta = .101) ความต้องการให้รัฐบาล จัดอันดับกลุ่มเสี่ยงพื้นที่เสี่ยงกระจายให้จังหวัดจัดการเอง (beta = .096) ไม่ต้องการให้เอาวัคซีนหาผลประโยชน์ทางการเมือง (beta = .091) และ ความต้องการให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนกระจายวัคซีนครอบคลุมคนต้องการทุกพื้นที่ เร่งด่วนที่สุด (beta = .080) จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังได้รับวัคซีนเข็มแรกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการศึกษาครั้งนี้
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลจะมุ่งกระจายให้ประชาชนได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรกถ้วนหน้าเร็วที่สุดอย่างน้อยร้อยละ 70 ของประชาชนทั้งประเทศ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเปิดประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ขบวนการที่ปล่อยข่าวปลอมสร้างข่าวเท็จเรื่องคุณภาพของวัคซีนไม่อาจจะทำลายความต้องการวัคซีนต้านโควิด-19 ได้และไม่ต้องการให้ทุกฝ่ายสร้างข้อมูลสับสน และไม่ต้องการให้นำวัคซีนไปหาประโยชน์ทางการเมืองในทุกระดับเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก ขณะเดียวกัน ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเห็นด้วยกับ การที่รัฐบาลปรับแผนกระจายวัคซีน ให้พื้นที่จังหวัดและประชาชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการและเปิดช่องทางเข้าถึงมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถให้ประชาชนเข้าถึงและได้รับวัคซีนเข็มแรกถ้วนหน้าเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ จำเป็นที่รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงถึงการบริหารจัดการวัคซีนภาพรวมอย่างตรงไปตรงมา และสื่อสารกับประชาชนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อบริหารความคาดหวังและสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนในช่วงวิกฤตของประเทศที่เราทุกคนต้องช่วยเหลือกันและกัน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104639</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด, นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b2fddf98986.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ กำหนดแผนกระจายวัคซีน ฉีดให้ได้ไม่น้อยกว่า 300,000 โดสต่อวัน  50 ล้านคนภายในสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
27 เม.ย.64- เพจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha โพสต์ข้อความการบริหารจัดการ ความว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;เช้าวันนี้ ผมได้หารือทีมที่ปรึกษา เรื่องยกระดับการกระจายวัคซีนเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสูงสุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายดังนี้ครับ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. ผลักดันให้มีการจัดหาวัคซีนให้ได้เพิ่มมากขึ้นในทุกวิถีทาง โดยมีเป้าหมาย 10-15 ล้านโดสต่อเดือน จากวัคซีนที่มีความหลากหลายในปัจจุบันโดยรัฐและเอกชนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. มีโครงสร้างที่จัดกลุ่ม แบ่งงาน ผสมผสานการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้ชัดเจน โดยต้องให้มีการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง ผลักดันแนวหน้าในการฉีดวัคซีนให้เป็นเชิงรุก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. จัดให้มีศูนย์ฉีดวัคซีนทางเลือก โดยใช้สถานที่ที่เหมาะสม เช่น ศูนย์ประชุมฯ ศูนย์กีฬา โรงแรม โรงพยายบาลเอกชน เพื่อลดภารกิจของโรงพยาบาลหลัก และสาธารณสุข ที่ต้องรองรับ ดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก โดยศูนย์ฉีดวัคซีนฯ จะดึงการมีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีนทางเลือกในกลุ่มที่มีศักยภาพเพิ่มเติมจากของภาครัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการฉีดให้ได้ 300,000 โดสต่อวัน หรือมากกว่า และเป้าหมายฉีดให้ประชาชน 50ล้านคนภายในสิ้นปีนี้หรือเร็วกว่า
นอกจากนี้ ผมยังได้สั่งการให้มีการปรับปรุงการคัดกรอง และระบบการเข้ารับการรักษาพยาบาลให้มีช่องทาง และการขนส่งเคลื่อนย้าย ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100884</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นายกรัฐมนตรี, #วัคซีน, #โควิด19, กระจายวัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073b4a812975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์ชนบทชำแหละวัคซีนโควิดสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลและระบบราชการไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.64 - ชมรมแพทย์ชนบท เผยแพร่บทความ เรื่อง วัคซีนโควิด บทสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลและระบบราชการไทย โดย นายแพย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ&amp;nbsp; ประธานชมรมแพทย์ชนบท มีเนื้อหาดังนี้
ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในสัดส่วนที่น้อยลำดับท้ายแถวของโลก แถมยังมีการพยายามแก้ตัวว่า เพราะเรามีการะบาดน้อย การที่เราใส่แมสก์ล้างมือเว้นระยะห่างนั้นดีกว่าวัคซีนอีก ทั้งหมดนี้เพื่อกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่า &amp;quot;เรามีการจัดการเรื่องวัคซีนที่ผิดพลาด จนแทบจะไม่มีวัคซีนจะฉีดให้ประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างที่มีระเบียบหยุมหยิมและแข็งตัว สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่เน้นตรวจตามระเบียบจนส่วนราชการไม่กล้าขยับ สำนักงบประมาณที่เน้นการใช้จ่ายงบตามแผนมากกว่าสถานการณ์และความเป็นจริง กลไกราชการในกระทรวงที่มีขั้นตอนยือเยื้อไม่ทันการณ์ ผู้บริหารก็ติดอยู่ในกรอบการทำหน้าที่ตามระบบระเบียบกฏเกณฑ์จนไม่อาจเผชิญหน้าเท่าทันสถานการณ์วิกฤตได้ การจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิดจึงสะท้อนความล้มเหลวของระบบการบริหารรัฐไทยได้อย่างชัดแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นานาประเทศทั่วโลกที่ไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตวัคซีนเอง ยังสามารถจัดหาวัคซีนให้ประชากรของเขาได้ไปมากแล้ว แต่ประเทศไทยนั้นที่เคยคุยโม้ว่า เรามีโรงงานผลิตวัคซีนเองคือ สยามไบโอไซน์ ทำให้ไทยพึ่งตนเองได้ แต่กลับปรากฏว่า เราพึ่งพาได้เพียง sinovac จำนวนน้อยในปัจจุบัน และ AstraZeneca จาก สยามไบโอไซน์ ที่ไม่รู้ว่าเดือนมิถุนายนจะสามารถผลิตวัคซีนล็อตแรกออกมาได้จริงไหม ปริมาณเท่าใด และประสิทธิภาพจะโอเคไหม รวมทั้งข่าวการเจรจากับ Pfizer หรือ เจรจาจัดซื้อวัคซีนสปุคนิกจากรัสเซีย ล้วนยังเลื่อนลอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่โรงพยาบาลเอกชนเข้ากดดันรัฐบาลของนำเข้าวัคซีนเอง อีกทั้งยังมีกลุ่ม่นักธุรกิจระดับนำ 40 บริษัทได้ออกมาแสดงท่าทีขอนำเข้าวัคซีนเองอย่างน้อยก็เพื่อฉีดพนักงานของตนเองที่มีกว่าล้านคน เสียงของนักธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ขอร้องรัฐบาลให้จัดสรรวัคซีนให้ด่วน เพื่อจะได้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ทันฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ไม่รวมถึงเสียงชาวบ้านที่บ่นเรียกหาวัคซีนเพื่อหยุดการระบาดที่ทำลายเศรษฐกิจจนย่อยยับ นี่คือสัญญาณที่ชัดว่า คนกลุ่มใหญ่เริ่มทนไม่ไหวกับการจัดการภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเรื่องมีวัคซีนน้อย ไม่พอให้ฉีดแล้ว ถ้ามีวัคซีนมาแต่มาช้าก็จะเหนื่อยมาก&amp;nbsp; สมมุติว่าเราจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนคนไทย 50ล้านคน ย่อมต้องการวัคซีน 100 ล้านโดส เรามีเวลาฉีดเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคมคือ 8 เดือนหรือ 240 วัน แปลว่า เราต้องมีการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนวันละ 416,666 คน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดวัคซีนวันละ 4 แสนคน หากวัคซีนมาช้าไปอีก เวลาที่เหลือก็ยิ่งลดลง การที่จะจบการระบาดของโควิดด้วยวัคซีนในสิ้นปี 2564 ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลว รวมทั้งการจัดการหาเตียงให้ผู้ป่วยที่วุ่นวายสับสนและล่าช้ายิ่ง สะท้อนประสิทธิภาพในการเผชิญภัยคุกคามอุบัติใหม่ของรัฐไทย&amp;nbsp; การบริหารจัดการภาครัฐของรัฐบาลและระบบราชการนั้นล้มเหลวอย่างหนัก&amp;nbsp; ปัญหาของประเทศไทยจึงชัดเจนตั้งแต่โครงสร้างอำนาจที่มีกลไกบริหารส่วนบนที่ไร้ประสิทธิภาพ&amp;nbsp; อีกทั้งยังรวมศูนย์ผูกขาดอำนาจไว้กับระบบราชการที่อืดอาดล่าช้าและมีระเบียบซ้อนทับพันจนเป็นปมที่แก้ไม่ออก&amp;nbsp; การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญยิ่ง และต้องรื้อใหญ่ระบบราชการไทยครั้งยิ่งใหญ่ด้วย เพื่อยุติการรวมศูนย์อำนาจ&amp;nbsp; กระจายอำนาจให้สุดติ่ง&amp;nbsp; สร้างระบบที่เอื้อต่อการร่วมพัฒนาประเทศโดยเอกชน ประชาชน และองค์กรสาธารณประโยชน์&amp;nbsp; ไม่ให้ผูกขาดที่ระบบราชการเช่นเดิม&amp;nbsp; ประเทศไทยจึงจะเดินต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราทุกคนเข้าใจดีว่ากระทรวงสาธารณสุขทำงานหนักมาก ทั้งผู้บริหารตั้งแต่ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง จนถึงระดับปฏิบัติการ ต่างเร่งกอบกู้สถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่ข้อจำกัดของระเบียบราชการนั้นเป็นอุปสรรคจริงๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิดและวัคซีน จึงไม่ควรจบเพียงการจัดหาวัคซีนหรือการฉีดวัคซีนถ้วนทั่วเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของรื้อใหญ่รัฐธรรมนูญไทยและระบบราชการไทย ที่ทุกองค์กรต้องช่วยกันผลักและดันให้เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100419</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด, ชมรมแพทย์ชนบท, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ, รัฐบาลประยุทธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60824c5fb3d2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2026 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> หอการค้าประชุม 40 ซีอีโอ วางแผนช่วยรัฐกระจายวัคซีนลุ้นเป้ากทม.ได้ฉีด 70% ในปี 64  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยจัดการประชุมระหว่างหอการค้าไทยกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทใหญ่กว่า 40 บริษัท จากทุกกลุ่มธุรกิจของไทยผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อร่วมกันวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของภาคเอกชน และต้องจัดหาวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอ โดยสนับสนุนภาครัฐให้สามารถเปิดประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวโยบายหลัก ภารกิจ 99 วันแรกของการทำงานในหอการค้า ที่ต้องมีการ Connect the dots คือ ดึงความร่วมมือจากทุกฝ่าย ให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
ufa007
ufa350
ufa356
sbobet888
ufalion168
ufa369
ufaland
ufasa
ufa169
ufascr
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วัคซีนล็อตใหญ่ที่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ จะต้องมีการเตรียมตัว และวางแผนการกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น หอการค้าไทยและเครือข่ายภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการกระจายวัคซีนที่ภาครัฐจัดซื้อมา ให้เกิดประสิทธิภาพและทั่วถึงมากที่สุด โดยจะเริ่มที่ กทม.ก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่น ๆ พร้อมสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการเจรจาซื้อวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2564 ต้องบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ 70% โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าของ กทม. ต้องได้รับการฉีดทั้งหมด 100% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ส่วนการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ต้องให้ได้อย่างน้อย 50,000 โดสต่อวัน โดยภาคเอกชนจะเข้ามาเสริมการทำงานของภาครัฐเพื่อให้ได้เป้าหมายดังกล่าว พร้อมกันนั้น จะจัดทำรูปแบบมาตรฐาน หรือรูปแบบตัวอย่างของภาคเอกชนที่สนับสนุนการฉีดวัคซีน ให้กับจังหวัดอื่น ๆ ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และเชื่อมั่นว่า ภาคเอกชนสามารถใช้ความถนัด ความเชี่ยวชาญ และ ทรัพยากรของพวกเราเพื่อประเทศได้ &amp;rdquo; นายสนั่น กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หอการค้าไทยและเครือข่าย จะแบ่งงานออกเป็น 4 ทีม เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	TEAM A: Distribution and Logistics ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน ช่วยสนับสนุน สถานที่ บุคลากร อาสาสมัคร และอุปกรณ์ IT เช่น คอมพิวเตอร์ ปริ๊นเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน ให้ กทม. เพิ่มจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมและไปลงพื้นที่สำรวจกับ กทม. แล้วในระยะแรก จำนวน 10 พื้นที่ใน กทม. ที่เอกชนจะนำร่อง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล , SCG , เดอะมอลล์ , สยามพิวรรธน์ , เอเชียทีค , โลตัส , บิ๊กซี , ทรูดิจิตัลพาร์ค เป็นต้น โดยจะสรุปกับ กทม.ภายใน
	วันที่ 27 เมษายนนี้ และในระยะถัดไปจะมีการหารือในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังจุดต่าง ๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของประชาชน
	&amp;nbsp;
	TEAM B: Communication ทีมการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมาฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อม เพราะปัจจุบันหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน หลายคนไม่ยอมฉีด ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจ
	ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ภาครัฐจะทำระบบ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; เสร็จสิ้นในเดือนนี้ ซึ่งจะสามารถระบุสถานที่
	ต่าง ๆ ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีน การจัดคิวการฉีดที่ไม่หนาแน่น หรือลำดับการฉีดที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัท อาทิเช่น Google, LINE, Facebook, VGI และ Unilever เป็นต้
	&amp;nbsp;
	TEAM C: IT Operation ทีมเทคโนโลยีและระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียน ขั้นตอนในการฉีดที่รวดเร็ว และมีระบบการติดตามตัว พร้อมสามารถออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ โดยมีหลายบริษัท นำทีมโดย IBM เข้ามาสำรวจและปรับปรุงกระบวนการ
	TEAM D: Extra Vaccine procurement ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยจะไปสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นำโดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในวันนี้ได้มีการหารือกันแล้ว ประเมินว่ายังต้องการวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมอีก 30 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุม 70% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งวัคซีนทางเลือก ได้แก่ 1 ประเทศสหรัฐอเมริกา วัคซีน Moderna และ Pfizer 2. ประเทศจีน วัคซีน Sinopharm และ CanSino Biologics 3. ประเทศอินเดีย วัคซีน COVAXIN จากบริษัท Bharat Biotech และ 4 ประเทศรัสเซีย วัคซีน Sputnik V ซึ่งภาคเอกชนยินดี
	ที่จะจ่ายค่าวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทรวมแล้วเกือบ 1 ล้านราย เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาล


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลสรุปจากการประชุม CEO ทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าขณะนี้ประเทศไทยได้รับการฉีดวัคซีนไปเพียง 0.4% ของประชากรเท่านั้น ซึ่งถือว่าล่าช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศที่จะต้องฉีดให้ได้ถึง 70% ของประชากร ภาครัฐจำเป็นต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับทุกคน &amp;nbsp; โดย CEO ทุกท่านพร้อมที่จะช่วยภาครัฐ ซึ่งหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการ Connect the dots เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่า หากคนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้ประเทศไทยของเราฝ่าวิกฤติ COVID-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายสนั่น กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กระจายวัคซีนโควิด, วัคซีนโควิด, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e49d27b225.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2021 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2021 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ปู&#039;เศร้าใจรัฐบาลไม่พยายามบริหารจัดการทำให้ปชช.เข้าถึงวัคซีนต่ำไม่ทั่วถึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 เม.ย.64 - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า สงกรานต์ปีนี้ ดิฉันขอส่งความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีไปยังพี่น้องคนไทยทุกคนค่ะ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอีกครั้งของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่กระจายตัวไปเป็นวงกว้าง เราทุกคนต่างบอบช้ำ แต่ก็ได้ปรับตัว เรียนรู้ และอดทน เพราะเราหวังว่าจะเห็นสถานการณ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้น และทุกท่านจะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่วันนี้ ดิฉันกลับรู้สึกเศร้าใจ ที่ยังไม่เห็นความพยายามในการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการ ทำให้ ความหวัง ของประชาชนเป็นจริง&amp;nbsp; ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงปัญหาการเข้าถึงวัคซีนที่ยังต่ำไม่ทั่วถึง และการเปิดกว้างให้ทุกโรงพยาบาล เพื่อนำเข้าวัคซีนที่หลากหลาย เพื่อชะลอ และป้องกันการติดเชื้อแก่พี่น้องประชาชนในอีกทางเลือกหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ต้องงดการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ งดการรวมตัว รวมถึงในหลายจังหวัดก็ต้องกักตัว หลายต่อหลายคนไม่ได้เจอหน้าครอบครัว แต่ดิฉันก็ขอให้พี่น้องทุกท่านมีช่วงสงกรานต์ที่ปลอดภัยไร้โรค มีแรงกาย แรงใจฝ่าฟันอุปสรรค และกลับมามีรอยยิ้มได้โดยเร็วค่ะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด, การระบาดของไวรัสโควิด-19, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210413/image_big_6074ef5a9c6cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำแพลตฟอร์มฉีดวัคซีน ไฟเขียวงบอสม.1.5พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ สั่งคลัง-กรุงไทย ทำแพลตฟอร์มช่วย สธ.กระจายวัคซีนให้ทั่วถึง พร้อมพิจารณาไม่กักตัวหากผ่านการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม เพื่อให้สอดคล้องการเปิดท่องเที่ยวภูเก็ต สธ.เผย 1 เม.ย.นี้ขยายพื้นที่ฉีดวัคซีนครบทุกจังหวัด &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; กังวลหลังเทศกาลสาดสีเชียงใหม่ทำเสี่ยงแพร่ระบาด ลั่นผู้ว่าฯ อนุญาตต้องรับผิดชอบ เหน็บ &amp;quot;มาดามเดียร์&amp;quot; แล้วแต่สำนึกรับผิดชอบเล่นสเกตไม่สวมหน้ากาก ครม.เห็นชอบจ่ายค่าตอบแทน อสม. 1.5 พันล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงเรื่องวัคซีนโควิด-19 ว่า วันนี้รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) จะนำมาบูรณาการให้เกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ด้วย โดยให้กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทยไปช่วยกันทำแพลตฟอร์มในเรื่องของการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีนกระจายไปถึงทุกจังหวัด เพราะเดิมเรามีการให้วัคซีนไปตามการพิจารณาของหลักการทางด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางทีก็ยังไม่ทั่วถึง ยังไม่ครบ แต่ทั้งนี้ก็เป็นไปตามวัคซีนที่มีในปัจจุบันทั้ง 2 ยี่ห้อ และในเดือน พ.ค.-มิ.ย.จะเข้ามาอีกเป็นล้านโดส จากปัจจุบันที่เข้ามาเป็นแสนโดส ดังนั้นตนก็ต้องเตรียมการตรงนี้ และวันหน้าเมื่อเราออกตรงนี้ไป มันก็เหมือนกับมาตรการโครงการคนละครึ่งทำนองนี้ ที่แจ้งเข้ามา มีความประสงค์อยู่ในกลุ่มไหน ก็จะมีการนัดให้มาฉีดกันวันไหนๆ ก็ขอให้ติดตามตรงนั้น แต่ระหว่างนี้จะมีการฉีดอย่างต่อเนื่องตามวัคซีนที่มีอยู่ และกระจายไปแล้วเบื้องต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คิดว่าทุกอย่างก็น่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี เพื่อให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยวที่เราจะเปิดในเดือน มิ.ย. ก.ค.นี้ ที่ภูเก็ต ซึ่งเราต้องเตรียมตรงนี้ไว้ก่อน เพราะเราต้องแข่งขันกับต่างประเทศเหมือนกัน ประเด็นก็คือเราทำอย่างไรให้ปลอดภัย ซึ่งในภูเก็ตมีข้อเสนอมาว่าทำอย่างไรจะไม่ต้องกักตัว ซึ่งหากฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือเข็มเดียว ก็ไปพิจารณากันอีกทีว่าจะมีผลแค่ไหน ถ้าทำได้ผมก็พร้อมที่จะดูแลตรงนี้ ข้อสำคัญภูเก็ตเป็นเกาะยาวๆ มีตอนบน ตอนกลาง ตอนล่าง ถ้าหากจัดระเบียบได้ โดยแบ่งคนเข้ามาเที่ยวในแต่ละเกาะ และอาจต้องกำหนดเวลาว่าจะต้องอยู่ในพื้นที่เท่าไหร่ และจะมีการเคลื่อนย้ายมากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ มีแพลตฟอร์มลงทะเบียนกันอย่างไร ซึ่งคิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่าที่จะสะเปะสะปะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นก็คงวุ่นเหมือนกัน&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และผู้บริหารประชุมทางไกลนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ เรื่องแผนการกระจายวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ว่า ศบค.เห็นชอบการเปิดประเทศภายในเดือน ต.ค.64 ซึ่งการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย จะต้องฉีดวัคซีนโควิดให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับจังหวัดให้ได้ร้อยละ 50-60 ของประชากร โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวต่างชาติ และจังหวัดที่อาจจะมีชาวต่างชาติเดินทางไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การกระจายและฉีดวัคซีนจะใช้สามเหลี่ยมขับเคลื่อนวัคซีน คือ 1.Area โดยจัดลำดับพื้นที่ เน้นอำเภอที่เป็นจุดเสี่ยงระบาดและมีนักท่องเที่ยว ฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้า/เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ครอบคลุมมากที่สุดก่อน 2.Setting หรือสถานที่ฉีด อาจดำเนินการเพิ่มได้ในโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือการออกหน่วยบริการ เพื่อให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยมีขั้นตอนการฉีดตามมาตรฐาน 3.Data ดำเนินการเรื่องข้อมูลผ่านระบบไลน์หมอพร้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า สำหรับวัคซีนโควิด-19 ของซิโนแวคจำนวน 8 แสนโดส จะกระจายให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มดำเนินการฉีดวันที่ 1 เม.ย.64 สำหรับวัคซีนของแอสตราเซเนกา 1 ขวด ตามปกติสามารถฉีดได้ 10 โดส โดสละ 0.5 มิลลิลิตร เนื่องจากผู้ผลิตได้บรรจุวัคซีนมาเผื่อ โดย 1 ขวดมีวัคซีนปริมาณ 6.5 มิลลิลิตร หากบริหารจัดการการฉีดอย่างดีอาจฉีดได้ 11-12 โดสต่อขวด จะทำให้ฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมประชาชนมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเทศกาลสาดสี HOLE Festival เฉลิมฉลองแบบอินเดียที่ไนท์บาซาร์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย ว่า ตนก็เป็นกังวล ต้องรีบหารืออธิบดีกรมควบคุมโรคและปลัด สธ.ว่าเป็นการอนุญาตจัดงานแบบนี้อยู่บนพื้นฐานอะไร เพราะการติดเชื้อโควิดไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่ได้สาดน้ำแต่มาสาดสีจะไม่ติดเชื้อ แต่ที่ติดเพราะเป็นการรวมตัวของผู้คนมีการกระจายละอองฝอยลมหายใจกัน&amp;nbsp; ส่วนที่บอกว่าสาดสีไม่ได้สาดน้ำ ความจริงแล้วมันก็เหมือนกัน ไม่ได้เกี่ยวว่าสาดอะไร มันเกี่ยวกับการเข้ามารวมกลุ่มกันมากกว่า ซึ่งตนก็ถามไปว่าใส่หน้ากากอนามัยกันหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ใส่ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็มีโอกาสยุ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะทำให้เป็นบรรทัดฐานขยายไปทั่วประเทศหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ต้องเช็กดูก่อนว่าเขามีมาตรการป้องกันอย่างไร แต่เรื่องการอนุมัติอนุญาตอะไรต่างๆ ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าในแต่ละจังหวัดก็เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ได้อนุมัติโดยรัฐบาล ดังนั้นผู้ว่าฯ ต้องประเมินสถานการณ์ และว่ากันเป็นกรณีๆ ไป แต่ที่ จ.เชียงใหม่ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ร้านวอร์มอัพคาเฟ่ ฉะนั้นก็ต้องระวัง เพราะเชื้อมันยังอยู่ เรื่องนี้เป็นอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ใครอนุญาตไปก็ต้องรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระแสดรามา น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เล่นสเกตในกิจกรรมรัตนโกเซิร์ฟ โดยไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย นายอนุทินกล่าวว่า ขนาดตนใส่หน้ากากไว้หลุดขึ้นมายังโดนทัวร์ลงเลย แต่ถ้าโดนสเกตลงคงเจ็บกว่า แต่แล้วแต่ความสำนึกรับผิดชอบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพล? คุณปลื้ม? รมว.วัฒนธรรม? กล่าวถึงเทศกาลสาดสี HOLI Festival เฉลิมฉลองแบบอินเดียที่ไนท์บาซาร์? จ.เชียงใหม่?จนมีความกังวลว่าจะเป็นคลัสเตอร์ใหม่ ว่าเป็นเทศกาลของทุกปี ชาวอินเดียทั่วโลกจะมีการจัดเทศกาลนี้ ตามความเชื่อถือเป็นการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องสุขภาพ ศบค.เองเห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เป็นกรณีตัวอย่างก่อนที่จะถึงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนความเป็นห่วงว่าจะมีผู้ติดเชื้อหรือเกิดคลัสเตอร์ใหม่นั้น? ก็ต้องติดตาม? กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการจัดโดยภาคเอกชน? แต่ไม่ได้มีการขออนุญาตมาถึงกระทรวงวัฒนธรรม? และตนได้มาเห็นตอนเมื่อปรากฏภาพแล้ว?ก็ไม่สบายใจ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมา แต่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดขึ้นต่อไป? จึงฝากทุกจังหวัดในช่วงต้นเดือนเม.ย.นี้เป็นต้นไป จะมีกิจกรรมก่อนสงกรานต์ค่อนข้างมาก? ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญหรือขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลายรูปแบบ ขอให้เน้นมาตรการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ?คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดจะเข้าไปดูแลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า? กรณีที่เกิดขึ้นยังไม่ถือว่ามีความผิดใช่หรือไม่ นายอิทธิพล?กล่าวว่า กรณีนี้เป็นความเสี่ยง? แต่ต้องไปดูในประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดของแต่ละจังหวัด ว่ามีการกำหนดเหมือนกับ กทม.หรือไม่ ว่าหากจัดตั้งแต่ 300 คนขึ้นไปต้องขออนุญาต จึงต้องไปดู
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนดรามากิจกรรมรัตนโกเซิร์ฟที่ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย นายอิทธิพลกล่าวว่า? ทางผู้จัดงานได้มีการแจ้งด้วยวาจามายังตนว่าจะมีการจัดงาน โดยจะมีการใส่ชุดไทยเล่นสเกต และตนได้ให้แนวคิดไปเรื่องมาตรการความปลอดภัย อย่าให้นุ่งสไบไปเล่นสเกตเยอะ เพราะกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ? แต่ก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยดี ?ส่วนเรื่องการไม่สวมหน้ากากอนามัย? ทาง น.ส.วทันยา? วงษ์โอภาสี? ได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีการถอดหน้ากากเฉพาะตอนถ่ายรูป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า? ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการค่าบริการสาธารณสุขภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กรอบวงเงินรวม 3,752.7050 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 3,652.385 ล้านบาท และค่าบริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรอบวงเงิน 100.320 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชาแถลงว่า? ครม.เห็นชอบโครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชยและเสี่ยงภัย สำหรับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน 2564) กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 1,575.4590 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ อสม. 1,039,729 คน และ อสส. 10,577 คน รวมทั้งสิ้น 1,050,306 คน&amp;nbsp; ที่มีสิทธิรับค่าป่วยการในการปฏิบัติหน้าที่ ในที่ประชุม ครม.ยังกำชับให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครอบคลุม อสม. และ อสส.ทุกราย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะ ผอ.ศบค.กทม. เป็นประธานการประชุม ศบค.กทม. โดยที่ประชุมได้ติดตามข้อสั่งการของ ศบค.กทม. ที่มอบหมายให้สำนักงานเขตสำรวจตลาดที่มีหลังคาในพื้นที่ ว่าเป็นตลาดที่มีระบบระบายอากาศดีหรือไม่ หากไม่ดี ให้สำนักงานเขตประสานเจ้าของหรือผู้ประกอบการตลาดปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งขอความร่วมมือเจ้าของหรือผู้ประกอบการตลาดให้จัดทำผังผู้ค้า และจัดทำข้อมูลผู้ค้าและลูกจ้างแผงค้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศบค.เผยแพร่สถานการณ์โควิดประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 48 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 27 ราย ในจำนวนนี้มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 22 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 5 ราย นอกจากนี้ เป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 21 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 28,821 ราย หายป่วยสะสม 27,379 ราย อยู่ระหว่างรักษา 1,348 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ยอดสะสมคงที่ 94 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อสะสม 128,237,704 ราย เสียชีวิตสะสม 2,804,346 ราย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97822</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระจายวัคซีน, กระจายวัคซีนโควิด, วัคซีนโควิด, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพลตฟอร์ม, แพลตฟอร์มฉีดวัคซีน, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6063302119860.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
