<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 13:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วย second best option     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติสาธารณสุขไทยในขณะนี้ถือเป็นปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมโดยตรง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนต่อความอยู่รอดของผู้คนจำนวนมาก สินค้าและบริการที่ขาดแคลนได้แก่ วัคซีนโควิด-19 การตรวจคัดกรองเชื้อ ชุดตรวจ ATK เวชภัณฑ์ ยา และเตียงผู้ป่วยวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขาดแคลนสินค้าบริการที่จำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาในการจัดหา จัดสรร และกระจายสินค้าบริการที่ไม่ทั่วถึงและไม่ทันเวลา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเหล่านี้ ด้านหนึ่งก็เกิดจากตัวของระบบสาธารณสุขเอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นปัญหาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของระบบราชการในการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาช่วยกันแก้วิกฤติโควิด-19 ของประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการจัดหาวัคซีน แม้หลายฝ่ายจะเห็นพ้องตรงกันว่า มาตรการสำคัญที่สุด (The first best) ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็คือการหาวัคซีนที่เพียงพอและทันเวลามาให้กับประชากรจำนวนมากเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ซึ่งแม้ภาคเอกชนเองจะได้เสนอตัวเพื่อช่วยภาครัฐในการจัดหาวัคซีนเพิ่มแล้ว จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวัคซีนทางเลือกเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนช่วยจัดหาวัคซีนในวันที่ 9 เมษายน 2564 แล้ว &amp;nbsp;และมีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เรียกว่าทีม Thailand เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 เมษายนก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน รัฐบาลกลับบอกว่าจะสามารถจัดหาวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสได้เองในปีนี้ เพราะมีงบประมาณในการจัดหาให้ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยภาคเอกชนในตอนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างก็คือเรื่องการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองเชื้อ &amp;nbsp;ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเคยออกประกาศกำหนดให้สถานพยาบาลของทั้งรัฐและเอกชนที่รับตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว หากพบว่ามีผลติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp; โรงพยาบาลนั้นจะต้องรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาหมดทุกคน จนนำไปสู่ปัญหาว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนประกาศไม่รับตรวจคัดกรองให้ เพราะไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ติดเชื้อไว้ได้ ในที่สุด กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องออกประกาศปลดล็อคให้โรงพยาบาลเอกชนรับตรวจคัดกรองได้โดยไม่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องรับผู้ติดเชื้อทั้ง ๆ ที่ไม่มีเตียงเพียงพอที่จะรับผู้ป่วยได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองตัวอย่างนี้ สะท้อนถึงข้อจำกัดในการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนได้ไม่มากก็น้อย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศบค. มีมติให้เพิ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จากเดิม 13 จังหวัดเป็น 29 จังหวัดเพื่อขยายพื้นที่ในการสกัดกั้นการกระจายตัวของเชื้อโควิด-19 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 31 สิงหาคม และให้มีการผ่อนคลายในบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการแบบ &amp;ldquo;semi-lockdown&amp;rdquo; นี้ จึงเป็นทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่เหลืออยู่โดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากทางรอดแบบ &amp;ldquo;second best&amp;rdquo; ดังกล่าวนี้ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น เราจะหาวิธีลดจำนวนผู้ป่วยวิกฤติให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผ่านโครงการ Home Isolation (HI) และ Community Isolation (CI) ที่ตอบโจทย์การลดจำนวนผู้ป่วยหนักที่เป็นประชาชนทั่วไปให้ได้จริงได้อย่างไร ซึ่งก็รวมไปถึงกรณีที่ทางสภาอุตสาหกรรมได้เรียกร้องให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเรื่อง Factory Isolation ด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะต้องคิดถึงเรื่องการจัดหาศูนย์พักคอยและศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อให้โครงการ HI และ CI สามารถดูแลผู้ป่วยจำนวนมากให้เข้าถึงยาและติดตามอาการได้ทันเวลาและทั่วถึงอย่างแท้จริง และมีการส่งต่อผู้ป่วยอาการหนักไปสู่โรงพยาบาลได้จริง ไม่ใช่ศูนย์พักคอย &amp;ldquo;แบบตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ที่ไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึงและเป็นจริงในทางปฏิบัติ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องลงทุนสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะแก้วิกฤติได้อย่างรอบด้านด้วย เช่น การสร้างระบบศูนย์พักคอยที่จะตอบโจทย์เรื่อง &amp;ldquo;คนป่วยล้นเตียง&amp;rdquo; โดยใช้ &amp;ldquo;โรงแรมร้างคนพัก&amp;rdquo; (จนต้องเข้าโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo;) มาทำเป็นศูนย์พักคอยที่มีความพร้อมเรื่องห้องพัก ระบบสื่อสาร พนักงาน ระบบกำจัดขยะติดเชื้อ และมีการเชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขและระบบ &amp;ldquo;เทเลเมดิซีน&amp;rdquo; ของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่สมัครใจทำ Hospitel มาก่อนแล้ว ทั้งนี้ ภาครัฐจะสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้โดยการใช้เงินจากงบกลางเพื่อการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่มีอยู่กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท (และอาจใช้เงินบางส่วนจากการกู้เงินรอบใหม่ที่มีมูลค่าหนึ่งล้านล้านบาทตามข้อเสนอแนะของ ธปท.) เพื่อไปขอเช่าโรงแรมที่ได้มาตรฐานเรื่องความสะอาด สะดวก และปลอดภัย โดยภาครัฐจะขอเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับต้นทุน (at cost) เพื่อมาใช้ทำศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อ และมีการออกมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และภาษี ให้กับเจ้าของโรงแรมเพื่อจูงใจให้เข้าร่วมโครงการ ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งแรงงานของโรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่กลายเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อใหม่ ให้มีโอกาสได้ใช้บริการจากศูนย์พักคอยที่มีประสิทธิภาพสูงในการหยุดเชื้อด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีศึกษาในต่างประเทศที่อาจใช้เทียบเคียงได้ ก็คือกรณีของ Santa Clara County Public Health ที่มีข้อกำหนดว่า คนที่มีผลตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่เป็นบวกและมีรายได้ต่อครัวเรือนที่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของค่าเฉลี่ยมัธยฐานของรายได้ครัวเรือนในเขตพื้นที่นั้นแล้ว ก็จะมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินดังนี้ (ก) ในกรณีที่สามารถกักตัวที่บ้านได้ ก็จะได้รับความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว และได้รับค่าเช่าที่พักรวมค่าน้ำค่าไฟอีกเป็นเวลาหนึ่งเดือนแต่ไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อครัวเรือน พร้อมกับมีการจัดส่งอาหารและเครื่องใช้ในบ้านให้อีกหนึ่งครั้ง หรือ (ข) ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อไม่สามารถจะกักตัวที่บ้านของตัวเองได้ ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าเช่าโรงแรม ค่าบริการซักรีด และเงินค่าอาหารอีกสามมื้อต่อวันในระหว่างเวลาการกักตัวด้วย เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้งบกลางและเงินกู้ของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสู้ชนะโควิด-19 ได้มากขึ้นนี้ นอกจากจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยการช่วยให้ผู้เริ่มป่วยที่มีอาการน้อยไม่ต้องป่วยหนักแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจประกันสุขภาพ และธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศสามารถอยู่รอดและขยายตัวสู่ตลาดชาวต่างชาติที่สนใจมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health and Wellness) ในไทยหลังยุคโควิด รวมทั้งรองรับกับสังคมผู้สูงอายุในอนาคตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร. อารยะ&amp;nbsp; ปรีชาเมตตา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;กนิษฐา หลิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, ชุดตรวจ ATK, ยา, วิกฤติสาธารณสุขไทย, เวชภัณฑ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6108ac17afc78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ.ชลบุรีวุ่น!ติดเชื้อโควิดพุ่งพรวดเพิ่ม 142 ราย ตายแล้ว 35</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 มิ.ย.64 - นายภัครธรณ์&amp;nbsp; เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี พร้อม นายแพทย์ อภิรัต&amp;nbsp; กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.ชลบุรี เผยสถานการณ์โควิด 19 จ.ชลบุรี ว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 142 ราย สะสม 5786 ราย รักษาอยู่ 993 ราย เสียชีวิตแล้ว 35 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบ่งเป็น อ.เมืองชลบุรี 75 ราย ศรีราชา 24 ราย อ.บางละมุง 21 ราย&amp;nbsp; อ.สัตหีบ 5 ราย บ้านบึง 2 ราย อ.พานทอง 4 ราย อ.เกาะจันทร์ 9 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค้นหาผู้สัมผัสทั้งหมดจำนวน 246 ราย, ค้นหาเชิงรุกเบื้องต้น จำนวน 2,001 ราย, และอยู่ระหว่างการรอรับรายงานการค้นหาเชิงรุกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เริ่มจากแหล่งสถานบันเทิง สู่ครอบครัว มาสู่เพื่อนร่วมงาน มาสู่ชุมชนที่พักอาศัยพนักงาน แรงงาน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงมาจากการทานข้าวร่วมกัน หรือมีกิจกรรมใกล้ชิด สังสรรค์แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก 2-3 คนในเพื่อนสนิท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ในสถานประกอบการ 8 แห่ง และตลาด 3 แห่ง แคมป์คนงานก่อสร้าง 3 แห่ง และชุมชน 3 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จ.ชลบุรี ยังปวดหัวหนัก เมื่อมีประชากรลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด 19 นับล้าน แต่ส่วนกลางจัดสรรวัคซีนมาแค่ไม่กี่หมื่นโดส ซึ่งอาจจะสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติและไทย ที่จะเข้ามาลงทุน ตามที่รัฐบาลมุ่งมั่น จ.ชลบุรีเป็นจังหวัดเศรษฐกิจ EEC&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106763</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, นายภัครธรณ์  เทียนไชย, ผู้ติดเชื้อโควิด-19, สสจ.ชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc05e4b8cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2021 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2021 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บิ๊กตู่&#039;สยบรอยร้าวพรรคร่วมฯเผยคุยกับ&#039;ปชป.-ภท.&#039;แล้ว ซัดมีคนยุแยงตะแคงรั่ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 พ.ค.64 - ที่ศูนย์การค้า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 นอกสถานพยาบาล ผู้สื่อข่าวได้ถามกรณีของวัคซีนการเมืองที่ยังมีความเห็นต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกฯ ได้หันหน้าไปมองนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ที่ยืนอยู่ข้างๆในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมกล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ผมเข้าใจกันหมดทุกประการ ผมยืนยันตรงนี้ ต่อหน้านายอนุทิน เมื่อวานนี้ผมก็คุยกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร จะมีปัญหาก็เพราะมีคนยุแยงตะแคงรั่วอยู่แถวนี้นั่นแหละ ไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจะปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ ผมก็ปรับเปลี่ยนตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข ว่าอะไรดี อะไรใช่หรือไม่ใช่ อะไรต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ผมก็ฟังในส่วนของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในทุกระดับ ด้านสาธารณสุขเราก็ต้องฟัง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็เข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่มีผมเป็นผอ. แล้วผมจะไปสั่งอะไรได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าผมจะไปเข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ ผมต้องบูรณาการในการทำงานจากข้อกำหนดทุกประการ นี่คือหน้าที่ของผมตามข้อมูลที่หลายฝ่ายเสนอขึ้นมา ก็แค่นั้นเอง อย่าไปตีกัน บ้านเมืองวุ่นวายพออยู่แล้ว หยุดๆ กันเสียบ้าง&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104467</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พรรคร่วมรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0726fb4c95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. ชง 4 แนวทางกระจายวัคซีนโควิด ประสานบางจากเพิ่มจุดฉีด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 เมษายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหาร ส.อ.ท. เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2564 มีวาระเร่งด่วนเพื่อหารือเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยเห็นว่าการฉีควัคซีนให้รวดเร็วและครอบคลุมจะช่วยป้องกันและลดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศได้ แต่การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนยังคงประสบปัญหาคอขวดด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1. จำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ 2. การฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง (บุคคลากร และสถานที่) ปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลเท่านั้นที่สามารถฉีดวัคซีนได้ &amp;nbsp;3. ปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีน และ4. การสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. ได้ร่วมกันระดมความคิดเพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาดังนี้ &amp;nbsp;1. ปัญหาด้านจำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ โดย ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงวัคซีนด้วยความรวดเร็วรวมถึงลดภาระการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ 2. ปัญหาด้านอัตราการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง(บุคคลากร และสถานที่) ส.อ.ท. จำแนกปัญหาออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ ด้านบุคคลากรที่สามารถฉีดวัคซีนมีไม่เพียงพอ และสถานที่ใช้ฉีดมีจำนวนจำกัด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอแนวทางดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ด้านบุคคลากร เสนอให้ภาครัฐเร่งผลิตบุคคลากรที่สามารถดูแลการฉีดวัคซีนได้เฉพาะกิจ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลที่เป็นวิชาชีพที่สามารถฉีดวัคซีนได้ โดยอบรมนักศึกษาแพทย์ / เภสัชกร ให้สามารถทำการฉีดวัคซีนและสังเกตุอาการก่อนฉีด และหลังฉีดได้ โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมกับแพทยสภาจัดการฝึกอบรมออนไลน์ด้วยแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญผ่านแพลตฟอร์ม FTI Academy เพื่อเพิ่มบุคคลากรที่สามารถทำการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้
2.2 เพิ่มสถานที่ในการบริการการฉีดวัคซีน โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่สำหรับจัดเป็นจุดฉีดวัคซีนเพิ่มเติมดังนี้ &amp;nbsp;ปั้มน้ำมันบางจากทั่วประเทศ (1,200 กว่าสถานี) , โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยส.อ.ท. จะทำการประสานโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้จัดพื้นที่ภายในโรงงานให้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ปัญหาด้านการกระจายวัคซีน &amp;nbsp;ส.อ.ท. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนการกระจายวัคซีนเพื่อช่วยภาครัฐในการวางแผนการกระจายวัคซีนให้อย่างรวมเร็วและมีประสิทธิภาพ และ 4. ปัญหาด้านการสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน ส.อ.ท. เสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อใช้สำหรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน &amp;nbsp;ส.อ.ท. มีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของการแพร่ระบาด รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูประเทศได้อย่างรวดเร็ว&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100108</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, สอท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607eac7470389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 10:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนาธร&#039; ขึ้นศาลนัดไต่สวนปมคลิปไลฟ์สด &#039;วัคซีนโควิด&#039; ลั่น ม.112 ละเมิดสิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.64 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เดินทางมาศาล ตามนัดไต่สวนคำร้องคัดค้านของคณะก้าวหน้า ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาล กรณีสั่งระงับลิงก์ตามคำขอกระทรวงดิจิทัลฯ&amp;nbsp;จากการเผยแพร่คลิปไลฟ์สดของนายธนาธรที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิดมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ ผ่านเพจคณะก้าวหน้า โดยนายธนาธร เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ในวันนี้ ตนมาที่ศาล เพื่อขอคัดค้านคำสั่งจากกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ขอให้ปลดการไลฟ์เฟซบุ๊ก ทั้งในช่องทางเฟซบุ๊ก ยูทูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันฯ สามารถใช้หลักการวิจารณ์สุจริตกล่าวอ้างต่อศาลได้หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ตนเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองล้วนเป็นเรื่องของทุกคนในประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย ดังนั้นการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสุจริต โดยไม่ว่าร้ายพยาบาท เพื่อหวังดีต่อสังคม ย่อมเป็นสิ่งที่พลเมืองพึงกระทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคิดว่าศาลจะใช้ดุลยพินิจที่ครอบคลุมถึงหลักการข้างต้นด้วยหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า อันนี้ตนคงก้าวล่วงศาลไม่ได้ เพราะเห็นว่าสิ่งที่เราวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลให้คนไทย เป็นสิ่งที่พวกเราทำด้วยความประสงค์ดี ก็หวังว่าศาลคงจะเข้าใจ ตนคงไม่ไปก้าวล่วงคำวินิจฉัยของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าจนถึงตอนนี้แล้วมองว่าขอบเขตความผิด ป.อาญา ม.112 ในประเทศไทย มีความต่างจากประเทศที่ปกครองด้วยราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญอย่างไรบ้าง นายธนาธร กล่าวว่า ใน ม.112 เป็นมาตราที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างแน่นอน เพราะสิทธิสิทธิมนุษยชนนั้นคือการมีเสรีภาพทางการแสดงออก และ ม.112 มีโทษที่สูงเกินไปด้วย จึงเห็นว่าควรมีการแก้ไขกฎหมาย ม.112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าคิดว่าอะไรเป็นตัวแปรที่ทำให้สัดส่วนโทษทางอาญาของ ม.112 ในไทยรุนแรงกว่าประเทศอื่น ที่ยังคงมีระบบกษัตริย์ นายธนาธร กล่าวว่า ตรงนี้ตนคงไม่ทราบ ต้องไปถามนักกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี จะเดินทางมาไปแจ้งความเพิ่มเติม นายธนาธร กล่าวว่า เชิญครับ เพราะตนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ ขอเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างนี้ว่า จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยก็ยังไม่สามารถให้คำสัญญากับประชาชนได้ ว่าตกลงวัคซีนที่จัดซื้อจัดหาได้แล้วจะมีจำนวนเท่าไหร่กันแน่ เอกสารทางราชการก็ระบุไว้ชัดเจนว่าการหาวัคซีนให้คนไทยล่าช้าไป 1 เดือน ความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นแสนล้านบาท อย่าลืมว่าเมื่อไม่นานมานี้เองรัฐบาลยังยืนยันว่าจะฉีดวัคซีน 50% ให้กับคนไทยภายใน 3 ปี แต่เพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อมีการตั้งคำถามจากประชาชนที่ต้องการเห็นการจัดหาวัคซีนให้กับคนไทยได้อย่างเร็วที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องกลยุทธ์การจัดซื้อหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนให้กับคนไทยเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และตนอยากจะเห็นรัฐบาลให้คำสัญญาที่ชัดเจนว่าตกลงจะฉีดวัคซีนให้กับคนไทยได้จำนวนมากเท่าไหร่ในเวลาเท่าไหร่ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นความเป็นความตายของพี่น้องประชาชน คนที่หาเช้ากินค่ำ คนที่เป็นแรงงานนอกระบบไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคงในชีวิตรอนานเป็นปีไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนกันแล้ว อย่างอิสราเอลตั้งเป้าว่าจะฉีดวัคซีนให้ครบ 100% ให้ครบจำนวนประชากรในไตรมาสที่ 1 และวันนี้อังกฤษฉีดไปแล้ว 10% อเมริกา 6-7% ประเทศอินโดนีเซียก็เริ่มฉีดแล้ว ตนจึงเป็นกังวลเรื่องนี้ การมีวัคซีนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตราบใดที่เราฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมจำนวนประชากร เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันในสังคมไม่ได้ เราก็ยังอยู่ในอุโมงค์ที่มืดมิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลาไต่สวนนานเท่าไหร่ แต่ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ สิ่งที่พูดไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน การสั่งซื้อวัคซีนจากแอสทราเซเนก้า เป็นเงินที่มาจากประชาชน ใช้ภาษีของประชาชน ดังนั้นการตรวจสอบการใช้เงินย่อมเป็นเรื่องที่พลเมืองพึงที่จะกระทำได้&amp;quot; นายธนาธร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ ระบุว่า วันนี้เตรียมพยานหลักฐานมาพอสมควร แต่ต้องรอดูพยานหลักฐานฝั่งผู้กล่าวหาก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ ศาลไม่จำเป็นต้องไต่สวนก็ได้ เพราะเจตนาของนายธนาธรคือต้องการจะปกป้องประชาชนจากนโยบายที่อาจจะผิดพลาดของรัฐบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91948</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, มาตรา112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210204/image_big_601b6b754d50d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลยันกระจายวัคซีนโควิด-19อย่างเป็นธรรมตามหลักสากล&#039;นายก&#039;แนะคนไทยตั้งการ์ดสูง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31​ ม.ค. 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระโหม มอบแนวทางเกี่ยวกับการบริหารวัคซีนโควิด-19 &amp;nbsp;ยึดหลักให้มีการกระจายวัคซีนอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติจะบริหารแผนการฉีดวัคซีน และกระทรวงสาธารณสุขจะติดตามประเมินผลการฉีดวัคซีนอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนคนไทยคนแรกได้ภายในเดือนกุมภาพันธุ์นี้ &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรียังวอนให้คนไทย &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตั้งการ์ดสูง&amp;rdquo; &amp;nbsp;และยังต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ด้วยการสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่ไปในสถานที่เสี่ยงและสถานที่แออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 2/2564 &amp;nbsp;ได้มีการรายงานลำดับกลุ่มเป้าหมายการให้วัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย &amp;nbsp;แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงที่วัคซีนมีปริมาณจำกัด ดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาด เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต รักษาระบบสาธารณสุขของประเทศ จะดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ผู้มีโรคประจำตัว 6 โรคกำหนด คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน &amp;nbsp;ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด 19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 ช่วงที่มีวัคซีนเพิ่มขึ้น ขยายพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ &amp;nbsp;เพื่อรักษาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยกำหนดฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่นอกเหนือจากด่านหน้า &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสซื้อโควิด 19 ผู้ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับคนจำนวนมาก และผู้เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และระยะที่ 3 ช่วงที่วัคซีนมีปริมาณเพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประชากร จะดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา​ กล่าวว่า นายกฯได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแผนปฏิบัติงานในทุกมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องแผนปฏิบัติการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนแต่ละกลุ่มในรายละเอียด รวมทั้งการขนย้าย การขนส่งและการจัดเก็บวัคซีนเพื่อรักษาประสิทธิภาพวัคซีน ขณะเดียวกันได้มอบให้หน่วยงานต่างๆ เร่งประชาสัมพันธ์ สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้​ รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ภายในประเทศ โดยกลุ่มที่ก้าวหน้ามากที่สุดมี 3 ชนิด คือ ชนิด mRNA โดยศูนย์วิจัยวัคซีนแห่งจุฬาลงกรณ์ ชนิด Protein subunit (Plant-based) ของบริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และชนิด DNA โดยบริษัทไบโอเนท เอเชีย อยู่ระหว่างการแสวงหาความร่วมมือ หรือพัฒนาศักยภาพการขยายขนาดการผลิต เพื่อผลิตวัคซีนต้นแบบสำหรับทดสอบในอาสาสมัคร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91517</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายวัคซีนโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007f8c0eca1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
