<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 23:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มิน อ่อง หล่าย&#039;เยือนรัสเซียจับมือกระชับสัมพันธ์ อียูแซงก์ชันเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางเยือนกรุงมอสโก ได้พบหารือเลขาธิการสภาความมั่นคงรัสเซียหลายประเด็น รวมถึงการแทรกแซงของต่างชาติ พร้อมประกาศกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ อีกด้านอียูแซงก์ชันรัฐมนตรีและองค์กรเมียนมาเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีอ้างแถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซียเมื่อวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน ว่า วันเดียวกันนี้ นิโคไล ปาตรูเชฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้พบกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเดินทางมาเยือนกรุงมอสโกเพื่อร่วมการประชุมความมั่นคงระหว่างประเทศนาน 3 วันที่เริ่มเปิดฉากในวันอังคาร โดยทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับการต่อสู้กับการก่อการร้าย, ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับภูมิภาค และการแทรกแซงของต่างชาติในเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทั้งสองยังได้ยืนยันอีกครั้งถึงความปรารถนาของพวกเขาที่จะกระชับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างรัสเซียกับเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมาเปิดเผยในแถลงการณ์วันจันทร์ด้วยว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้พบกับอเล็กซานเดอร์ มิเคเยฟ ซีอีโอของโรโซโบรอนเอ็กซ์พอร์ต ผู้ส่งออกอาวุธของรัฐ เพื่อหารือความเป็นไปได้ด้านความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รอยเตอร์รายงานว่า สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์อ้างคำกล่าวของดมิตรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ไม่มีกำหนดพบกับมิน อ่อง หล่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเดินทางเยือนรัสเซียของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาครั้งนี้ ซึ่งโทรทัศน์ของทางการเมียนมารายงานข่าวเมื่อวันอาทิตย์ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งที่ 2 ของเขานับแต่กองทัพยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากสมัชชาองค์การสหประชาชาติผ่านข้อมติเมื่อวันศุกร์ เรียกร้องให้ชาติสมาชิกป้องกันไม่ให้อาวุธหลั่งไหลเข้าสู่เมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมตินี้ได้รับความเห็นชอบจาก 119 ประเทศ มีเบลารุสประเทศเดียวที่คัดค้าน และ 36 ประเทศงดออกเสียง ซึ่งรวมถึงจีนและรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ให้เมียนมา เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนเมษายนว่า รัสเซียคัดค้านการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา โดยเตือนว่ามาตรการลงโทษอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองขนาดใหญ่ในเมียนมา และถึงแม้รัสเซียจะบอกว่ารู้สึก &amp;quot;กังวล&amp;quot; กับการสูญเสียชีวิตพลเรือนในการประท้วง แต่รัสเซียก็ยังต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหาร โดยได้ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมไปร่วมพิธีสวนสนามของกองทัพเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งมีเครื่องบินรบ, รถถังและเฮลิคอปเตอร์ที่ผลิตโดยรัสเซีย ร่วมสวนสนามด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สหภาพยุโรปประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่เมียนมาเพิ่ม 8 ราย และองค์กร 3 แห่งที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ เจ้าหน้าที่ที่โดนอายัดทรัพย์สินและห้ามเดินทางเข้าอียูเพิ่มในรอบนี้รวมถึง รัฐมนตรีมหาดไทย, ความมั่นคง, การคลัง, ทรัพยากรธรรมชาติ และคมนาคม ส่วนองค์กรที่โดนขึ้นบัญชีดำเพิ่มด้วยรวมถึงองค์การทหารผ่านศึกเมียนมา ซึ่งทำหน้าที่ทหารกองหนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายชื่อที่โดนคว่ำบาตรล่าสุดทำให้มีบุคคลและองค์กรเมียนมาโดนอียูคว่ำบาตรเพิ่มเป็น 35 ราย นับแต่เดือนมีนาคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107163</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระชับความสัมพันธ์, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, อียูแซงก์ชัน, เมียนมา, เยือนรัสเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d0c35676c46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยรับมือนโยบายปธน.ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ส่งสารแสดงความยินดี &amp;quot;โจ ไบเดน&amp;quot; พร้อมกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่า 200&amp;nbsp; ปี เผยเตรียมรับมือนโยบายที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; จับตาสหรัฐฯ กลับเข้า CPTPP หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่นายโจ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ว่า ได้ส่งสารแสดงความยินดีกับนายไบเดน โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี และคาดว่าจะกระชับความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น มีสายสัมพันธ์และมิตรไมตรีแบบในอดีตเสมอมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับไทยว่า ได้สั่งเตรียมการไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะต้องดำเนินการหลายเรื่องด้วยกัน ในการที่จะมีการหารือกันกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมความพร้อมของเราไว้ด้วยหลายๆ เรื่อง แม้กระทั่งจะมีนโยบายต่างๆ ที่มันเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม เราก็ต้องปรับตัวให้สร้างสมดุลในภูมิภาคของเราให้ได้ คงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่รวมถึงอาเซียนด้วย ก็หวังเป็นเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์ที่ดีเหล่านั้นจะสืบสานกันต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ถึงแม้เราจะไม่มีการไปเยี่ยมเยือนในต่างประเทศ หรือต่างประเทศมาเยือนเรามากนักเพราะติดปัญหาโควิด-19 แต่ได้มีการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ทั้งทางโทรศัพท์และการประชุมทางไกลบ้าง และในสัปดาห์หน้าจะประชุมอาเซียนผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างวันที่&amp;nbsp; 15-16 พ.ย. โดยมีเวียดนามเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมในปีนี้ คงจะได้ข้อสรุปหลายอย่างด้วยกันในการดำเนินการครั้งนี้ และรอการลงนามและเห็นชอบร่วมกันในเรื่องอาร์เซปที่น่าจะสำเร็จในปีนี้ เพราะเราได้เริ่มต้นจากการประชุมครั้งที่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า อย่าเพิ่งรีบวิพากษ์วิจารณ์อะไรตอนนี้ แต่เมื่อพิจารณาตามนโยบายหาเสียงของนายโจ ไบเดน ในช่วงที่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเน้น 2&amp;nbsp; เรื่องสำคัญ คือ 1.นโยบายด้านภาษี และ 2.นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายภาษีและการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มองว่าเป็นข้อดีที่ไทยจะได้ประโยชน์ตรงนี้&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่จะส่งผลให้นักลงทุนมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ก็ต้องขอรอดูความชัดเจนของนโยบายของนายโจ ไบเดนอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการติดตามนโยบายของนายไบเดนมาอย่างต่อเนื่อง พบว่านโยบายมีความแตกต่างกับนายโดนัลด์&amp;nbsp; ทรัมป์ในบางเรื่อง โดยคาดว่านายไบเดนจะให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการค้าในรูปแบบพหุภาคีมากขึ้น เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) และสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ สหรัฐฯ จะกลับเข้ามาเจรจาความตกลงที่ก้าวหน้าและครอบคลุมทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) หรือไม่ หรืออาจทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอาจนำเอาเงื่อนไข เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน&amp;nbsp; สิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเป็นเงื่อนไขทางการค้า และนำมาเจรจาต่อรองทางการค้ามากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเรื่องการเข้าร่วม CPTPP คณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้มีข้อสรุปไปแล้วว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมปรับปรุง แก้ไขในประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวล ทั้งเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช สิทธิบัตรยาให้มีความพร้อมก่อน ซึ่งได้ให้ความเห็นไปแล้วว่าไทยต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ส่วนประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญานั้น ไม่กังวลเพราะผู้ผลิตสินค้าไทยมีการปรับตัว โดยผลิตสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่สหรัฐฯ กำหนดได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องที่จะยังคงอยู่ต่อไปแม้นายไบเดนจะได้เป็นประธานาธิบดี คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่อาจผ่อนปรนมากขึ้น รวมทั้งนโยบายอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ น่าจะยังอยู่ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศอินโด-แปซิฟิก และน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ หรือการใช้เงื่อนไขการให้ฝ่ายเดียวทางการค้า หรือสิทธิพิเศษทางการค้าของสหรัฐฯ น่าจะยังคงอยู่ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) หรือการใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (เอดี/ซีวีดี) และการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) แต่ขั้นตอนและรูปแบบอาจมีความผ่อนปรนมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ กรณีที่นายไบเดนได้เป็นประธานาธิบดีจะลดความแข็งกร้าวลง ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถเจรจาทางการค้าแบบฉันมิตรกับสหรัฐฯ ได้มากขึ้น รวมทั้งไทยอาจพิจารณาเข้าร่วมเอฟทีเอใหม่ที่มีสหรัฐฯ ร่วมอยู่ด้วย ส่วนสงครามการค้าจะยังคงอยู่ แต่ไทยมีโอกาสส่งสินค้าทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ และทดแทนสินค้าสหรัฐฯ ในตลาดจีนได้ อีกทั้งไทยอาจจะได้รับนักลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเพิ่มมากขึ้น ส่วนประเด็นที่สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับระบบพหุภาคีและกฎระเบียบทางการค้ามากขึ้นนั้น จะทำให้กลไกของ WTO เดินหน้าต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องส่งเสริมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมุ่งไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และยังรวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จะเน้นในเรื่องของ BCG (Bio, Circular, Green) ที่จะต้องมุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83328</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, กระชับความสัมพันธ์, ส่งสารแสดงความยินดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เตรียมรับมือนโยบาย, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa9437b5b03d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
