<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2018 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 10:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมคิด” จ่อล้วงเงิน ตลท. ตั้งกองทุน-เปิดกระดานเทรดสตาร์ทอัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; จ่อล้วงเงิน ตลท. ตั้งกองทุนอุ้มธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมเล็งเปิดกระดานเทรด เสริมแหล่งลงทุนธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน GSB SMART SME SMART STARTUP 2018 &amp;nbsp;จัดโดยธนาคารออมสินว่า จุดเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ คือต้องการแหล่งเงินทุน จึงได้หารือกับ นายภากร ปีตธวัชชัย &amp;nbsp;กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ตลท.) ขอให้พิจารณาเรื่องการนำเงินจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อร่วมทุนในสตาร์ทอัพ และขอให้ทาง &amp;nbsp;ตลท. เร่งศึกษาเรื่องการจัดตั้งกระดานซื้อขายหุ้นของกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพ ( New Platform) เป็นกระดานเฉพาะแยกออกมาต่างหาก แยกออกจากตลาดหลักทรัพย์ (SET) และตลาดเอ็มเอไอ (MAI) แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ตลท.เนื่องจากธุรกิจสตาร์ทอัพ มีความอ่อนไหว ยังไม่สามารถไปทำการซื้อขายรวมกับตลาดเอ็มเอไอได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ได้คุยกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ขอให้เอาเงินกองทุนของตลาดมาทำเป็นแองเจิ้ลสตาร์ทอัพ มีมากน้อยแค่ไหนก็ขอให้มาช่วย เพราะสตาร์ทอัพมีทั้งที่ทำเป็นรูปแบบธุรกิจ และพวกที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ พอเริ่มต้นธุรกิจขายได้ 2 - 3 ปี ก็อยากให้มีแพลตฟอร์ม หรือ กระดานเทรดหุ้นสตาร์ทอัพแยกออกมาโดยเฉพาะอีกกระดานหนึ่งเลย&amp;quot; นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็น บมจ. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ก็ให้ระดมเงินฝากแล้วไปปล่อยกู้ต่อเพื่อช่วยคนทำมาหากิน ช่วยนักศึกษา ให้มีอาชีพตั้งตัวได้ ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้สนับสนุนเกษตรกรขึ้นมาเป็นสตาร์ทอัพ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของภาคเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีประชากรอยู่กว่า 70 ล้านคน ดังนั้นโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่จึงเห็นบริษัทขนาดใหญ่แข็งกันกันเพียงไม่กี่บริษัท ที่เหลือก็จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังมีความอ่อนแอ และด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่เป็นภาคเกษตร ทำให้ไม่มีช่องทางในการทำมาหากินอื่น ๆ ซึ่งเปรียบเหมือนป่าที่มีต้นไม้ใหญ่เพียงไม่กี่ต้น ที่เหลือเป็นต้นไม้เล็ก ๆ ที่ไม่แข็งแรง โครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้อาจไม่มีความยั่งยืน โดยสิ่งที่รัฐบาลพยายามผลักดันคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัด ถ้าเราปรับได้เราก็สามารถเติบโตต่อไปได้ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดการจ้างงาน การค้าขายเป็นจำนวนมาก การผลักดันในส่วนนี้จะทำให้เราหลุดจากการเติบโตแบบดั้งเดิมที่เคยเป็นอยู่ และประเทศไทยมีอะไรหลายอย่างที่ได้เปรียบ ทั้งภาคการท่องเที่ยวและภาคเกษตรที่สามารถผลักดันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 3 ล้านราย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน ถือเป็นห่วงโซ่การผลิตที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดังนั้นการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจะเป็นตัวปูพื้นฐานให้ธุรกิจมีความมั่นคงคาดว่าอีก 4 - 5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดานซื้อขายหุ้นของกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพ, กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, สตาร์ทอัพ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd1cb2b0da8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
