<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.ตรึงดอกเบี้ย ศบศ.ออกแพ็กเกจ ดึงต่างชาติมาไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนง.มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 0.5% หวังช่วยประคองเศรษฐกิจ หลังประเมินฟื้นตัวช้ายังเปราะบางไม่แน่นอนสูง ห่วงเงินบาทแข็งโป๊กซ้ำเติม แนะช่วยเหลือให้ตรงจุด ศบศ.อัดแพ็กเกจดึงต่างชาติเที่ยวไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และให้เน้นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นกว่าคาด แต่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และยังต้องการแรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบาง และมีความไม่แน่นอนสูง โดยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับดังกล่าว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินที่มีขีดจำกัดเพื่อใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2563 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่คาด แต่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจต่างๆ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการระบาด ส่งผลให้ตลาดแรงงานยังคงเปราะบาง โดยในเดือน ต.ค.2563 อัตราการว่างงานขยายตัว 2.1% โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะกดดันการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เมื่อปัจจัยสนับสนุนชั่วคราวหมดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบน้อยลงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และจะอยู่ใกล้เคียงกับขอบล่างของกรอบเป้าหมายในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ปรับแข็งค่าขึ้นเร็วจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น ภายหลังผลการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา และความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็ว ซึ่งกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง จึงเห็นควรให้ติดตามตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานภาครัฐมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยนโยบายการเงินต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการทางการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและทันการณ์ สำหรับมาตรการทางการคลังก็มีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงควรเร่งเบิกจ่ายและให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางอย่างตรงจุด ควบคู่กับการเร่งดำเนินนโยบายด้านอุปทานเพื่อปรับรูปแบบธุรกิจและยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวยั่งยืนในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ รวมทั้งติดตามความเพียงพอของมาตรการภาครัฐและปัจจัยต่างๆ ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความคืบหน้าของการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน ในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า โดยพร้อมใช้เครื่องมือนโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจำเป็น&amp;quot; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันทน์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ. ครั้งที่ 5/2563 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่านายกฯ ได้สั่งในที่ประชุม ศบศ.ให้กระทรวงการคลังไปเร่งพิจารณาดูมาตรการคนละครึ่งในระยะต่อไป หลังพบว่าการทำมาตรการที่ผ่านมาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดีมาก ส่วนจะเพิ่มวงเงินหรือขยายระยะเวลาโครงการเพิ่ม กระทรวงการคลังต้องไปทำการบ้าน และเสนอมาให้ที่ประชุม ศบศ.เห็นชอบในครั้งต่อไป ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแพ็กเกจท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามากักตัวและมาเที่ยวในประเทศไทย โดยสามารถจองตั๋วเครื่องบิน ขอวีซ่า จองโรงแรมที่พักเป็นสถานที่กักตัว และแพ็กเกจทัวร์ ซึ่งจะต้องจ่ายเงินทันที ผ่านเว็บไซต์ของการบินไทย หรือ ททท. โดยมีแพ็กเกจให้เลือก 3 อย่าง คือ พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน ในกรุงเทพฯ, พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน ในกรุงเทพฯ และเดินทางไปพักโรงแรมอื่นด้วยรถยนต์ใกล้ๆ กรุงเทพฯ และตัวเลือกสุดท้าย พัก 3 คืน ฟรี 2 คืน ในกรุงเทพฯ และเดินทางไปพักโรงแรมอื่นในจังหวัดที่เดินทางไปได้ด้วยเครื่องบิน โดยแพ็กเกจนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 ถึง 31 มี.ค.64 และเดินทางได้ถึง 30 เม.ย.64 โดย ททท.จะสนับสนุนเงินค่าเดินทางทั้งค่ารถ ค่าตั๋วเครื่องบินให้ โดยใช้เงินของ ททท.เองประมาณ 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเห็นชอบการปรับสิทธิประโยชน์ให้กับคนที่ซื้อบัตรสมาชิกไทยแลนด์อีลิท ประเภทบัตรที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป และอายุบัตรตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., กระตุ้นงเศรษฐกิจ, ช่วยประคองเศรษฐกิจ, ดอกเบี้ย 0.5%, ดึงต่างชาติมาไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201118/image_big_5fb53818a4ab6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
