<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ลุย‘คนละครึ่งเฟส2’ 2หมื่นล.ให้สิทธิ์5ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ทุ่ม 2.25 หมื่นล้านบาท สั่งลุย &amp;ldquo;คนละครึ่งเฟส 2&amp;rdquo; ให้สิทธิ์อีก 5 ล้านคน กดปุ่มลงทะเบียน 16 ธ.ค.นี้ ฟุ้งช่วยกระตุ้นจีดีพี 0.32% พร้อมอัดฉีดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 2 หมื่นล้านบาท หว่าน 14 ล้านคน รับเพิ่มอีก 500 บาท ตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2563 มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 โดยรัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 14 ล้านคน ให้เป็นค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็นจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง มี.ค.2564 ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการเดิมที่สิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2563 ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว ยังจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น ช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นวงจรเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงไตรมาสที่ 1/2564 ผ่านการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป 50% แต่ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะแบ่งกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์เป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.ผู้ได้รับสิทธิเดิม ไม่เกิน 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ในวันที่ 1 ม.ค.2564 ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินตามสิทธิที่มีอยู่เดิม 3,000 บาท เท่ากับจะมีวงเงินรวม 3,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้ถึงวันที่ 31 มี.ค.2564 และ 2.ผู้ลงทะเบียนใหม่ ไม่เกิน 5 ล้านคน จะได้รับสิทธิวงเงินสนับสนุนจากรัฐคนละ 3,500 บาท สำหรับใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะมีการเพิ่มปุ่มในแอปพลิเคชันเป๋าตัง ให้ผู้ที่มีสิทธิในโครงการคนละครึ่งกลุ่มเดิมกดยืนยันการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 และสำหรับกลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ 5 ล้านคน กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนด้วยวิธีการเดิม ผ่านเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.2563 เป็นต้นไป ในระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งผู้ลงทะเบียนต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่ใช่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์จากการไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะแรกสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 ได้ใหม่ และขอย้ำว่าผู้ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งระยะแรกและระยะที่ 2 จะไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืนได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่จำแนกกลุ่มเป้าหมายของโครงการและมาตรการต่างๆ ไว้อย่างชัดเจนไม่ให้ซ้ำซ้อนลักลั่นกัน&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคนละครึ่ง ณ วันที่ 8 ธ.ค.2563 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 9.4 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิ์แล้วจำนวน 9,537,093 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 39,318 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 20,091 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 19,227 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 176 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา ชลบุรี นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ ตามลำดับ สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ายังคงสมัครเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังหวังว่าโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลที่มอบให้แก่ประชาชน เพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ที่กระทรวงการคลังได้นำดำริของนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการ ซึ่งทั้ง 2 โครงการจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มของการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2564&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จะใช้งบประมาณ 22,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ใช้งบประมาณ 20,635 ล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งทั้ง 2 ระยะ จะมีส่วนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มอีก 0.32% จากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบราว 105,000 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นจีดีพี, กระตุ้นเศรษฐกิจ, คนละครึ่งเฟส 2, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf8e3e1a4bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนละครึ่งใช้จ่ายคึกคัก เล็งเพิ่มแผนกระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่ง ครม.เร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม&amp;nbsp; เป็นปลื้มประชาชนชื่นชมคนละครึ่ง ฟุ้งยอดใช้จ่ายคึกคัก ทะยานแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท อวดผลมาตรการชิมช้อปใช้เมื่อปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 ช่วยกระตุ้นจีดีพีโตเพิ่ม 0.1-0.3% เข็นเงินเข้าระบบ 2.88 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยให้ทุกหน่วยงานไปเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติม หลังจากขณะนี้ประชาชนชื่นชมโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างดี จึงอยากให้ทุกหน่วยงานไปช่วยกันคิดว่า จากนี้จะมีการออกมาตรการหรือแคมเปญอะไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับรายละเอียดของมาตรการว่าจะทำอะไร อย่างไรบ้าง&amp;nbsp; หรืออาจจะขยายโครงการคนละครึ่งหรือไม่นั้น ตอนนี้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ไปพิจารณาถึงความเหมาะสมกันอีกครั้ง ก่อนนำมาเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาต่อไป&amp;quot; น.ส.ไตรศุลีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2563 ได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; ช่วงปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสรุปในภาพรวมของการดำเนินงานมาตรการชิมช้อปใช้ ได้ส่งผลบวกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.1-0.3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนนั้น จากการสำรวจพบว่า มีความพึงพอใจต่อเงินสนับสนุน 1,000 บาท 74.6% พึงพอใจต่อความปลอดภัยในการใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง 74.2% และมีความพึงพอใจต่อความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง 73.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการดำเนินมาตรการในช่วงระหว่างวันที่ 27 ก.ย. 2562-31 ม.ค.2563 มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 14,354,159 คน มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวน 11,802,073 คน มีร้านค้าที่มีผู้ไปใช้สิทธิ์จำนวน 103,053 ร้าน มียอดการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (g-Wallet) รวม 28,819 ล้านบาท แยกเป็น ช่องที่ 1 จำนวน 11,671 ล้านบาท และช่องที่ 2 จำนวน 17,148 ล้านบาท กระทรวงการคลังจ่ายเงินชดเชยรวม 12,930 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลประเมินความคุ้มค่าและความพึงพอใจพบว่า ยอดการใช้จ่ายของร้านชิมช้อปใช้ รวมกันมีมูลค่ามากกว่าร้านค้าทั่วไป 7.8 เท่า และการใช้จ่ายส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับร้านโอท็อปและร้านธงฟ้าประชารัฐ แสดงให้เห็นว่าร้านค้ารายย่อยได้รับรายได้จากมาตรการมากกว่าร้านค้ารายใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการกระจายตัวของการใช้จ่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และลงไปถึงร้านค้ารายย่อย รวมทั้งได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลักดันให้ประเทศเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ล่าสุด ณ เวลา 12.00 น. วันที่ 10 พ.ย.2563 พบว่า มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5.7 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิจำนวน 7,387,647 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 11,021.55 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 5,618.27 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 5,403.28 ล้านบาท และเป็นยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 212 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83436</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นจีดีพี, กระตุ้นเศรษฐกิจ, คนละครึ่ง, ชิมช้อปใช้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faaa4f3ee9de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
