<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 16:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชิญชวนลงทะเบียน เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 รับ 2 ล้านสิทธิ เริ่มเที่ยว 15 ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร การบริการท่องเที่ยว ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรก โดยโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ให้สิทธิ 2 ล้านสิทธิเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประชาชน โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม 40% ของราคาที่พักต่อห้องต่อคืน ทั้งนี้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อห้องต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 15 ห้อง หรือ 15 คืน , สนับสนุนคูปองอาหาร/ท่องเที่ยวมูลค่า 600 บาทต่อห้องต่อคืน ให้กับประชาชนเมื่อ check-in โรงแรมสำเร็จ โดยคูปองอาหาร/ท่องเที่ยว สามารถใช้ได้ที่ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่วมโครงการ โดยประชาชนชำระ 60% และรัฐบาลสนับสนุนอีก 40% ผ่านการตัดเงินจากคูปอง พร้อมทั้งยัง สนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 40% ไม่เกิน 2,000 บาท หรือ 3,000 บาท ตามเงื่อนไขของจังหวัดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่เว็บไซต์ เราเที่ยวด้วยกัน .com สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีบัตรประจำตัวประชาชน อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน โดยเมื่อลงทะเบียนรับสิทธิแล้ว จะเปิดให้ลงทะเบียนจองที่พัก โรงแรมในวันที่ 8 ต.ค.2564 ถึง 23 ม.ค.2565 เริ่มเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2564 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ม.ค.2565 สำหรับประชาชนที่เคยลงทะเบียนโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 1 และ 2 แล้ว ไม่ต้องลงทะเบียนรับสิทธิใหม่ สามารถใช้สิทธิที่คงเหลือต่อได้ โดยเริ่มจองโรงแรม/ที่พัก ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. 64 - 23 ม.ค. 65&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวัน 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ยังมีโครงการทัวร์เที่ยวไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการในช่วงปลายปี โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าการท่องเที่ยวภายในประเทศปีนี้ ว่าจะเกิดการเดินทางประมาณ 90 ล้านคน-ครั้ง โดยไม่ต่ำกว่าปี 2563 สร้างรายได้ 4 แสนล้าน และคาดว่าโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการทัวร์เที่ยวไทย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117723</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, เราเที่ยวด้วยกัน .com, เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106138</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดกล่อง &#039;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&#039; ลุ้นอนุมัติเป็นโมเดลฟื้นท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง&amp;nbsp; โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่สูญเสียรายได้อย่างหนัก เนื่องจากความเข้มงวดของการเดินทาง&amp;nbsp;แน่นอนว่าการปิดประเทศย่อมทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ต้องพยายามปรับเพื่อเอาตัวรอดกันอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยต้องพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก โรคระบาดทำให้กิจกรรมเดินทางข้ามประเทศต้องหยุดชะงัก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลกต่อภาพรวม &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo;ของประเทศไทยให้สะดุดไปด้วยเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามที่จะหามาตรการ เพื่อฟื้นภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แน่นอนว่า &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; (Phuket Sandbox) กำลังเป็นนโยบายที่ผู้ประกอบการต่างรอคอย และพยายามเตรียมความพร้อมกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม ถือเป็นการสร้าง &amp;rdquo;ภูมิคุ้มกันหมู่&amp;rdquo; เพื่อเดินหน้านโยบาย สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรม ถูกต้อง ปลอดภัยและชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภูเก็ตนำร่องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. เห็นชอบให้เปิดพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดส และมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนเดินทางแล้วมีผลเป็นลบ สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเก็ตได้แบบไม่ต้องกักตัว ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากเดิมที่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ท่องเที่ยวในภูเก็ตแบบไม่กักตัวอย่างน้อย 7 วัน ถึงจะสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยได้ เปลี่ยนเป็นให้ท่องเที่ยวอยู่ในภูเก็ตแบบไม่กักตัวอย่างน้อย 14 วัน จึงจะสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ในไทยได้ เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลกที่มีการระบาดระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางมาจะต้องมีผลตรวจ RT-PCR ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนไฟลต์บิน และต้องแสดงเส้นทางหรือแผนการเดินทางท่องเที่ยว เปิดการใช้งานแอปพลิเคชัน Thailand Plus และอนุญาตการเปิดเผยข้อมูลตำแหน่งตลอดระยะเวลาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต้องทำการตรวจ RT-PCR อีกครั้งในวันที่ 5 นับจากวันที่มาถึง หากผลตรวจ RT-PCR เป็นลบ ในวันที่ 6-7 จึงจะสามารถสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระดมฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า เรื่องต่างๆ ที่มีการประชุมในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (ศบศ.) ทั้งเรื่องแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้ว หรือ Phuket Sandbox เป็นการเห็นชอบในหลักการสุดท้ายแล้วในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะต้องนำเสนอที่ประชุมใหญ่ ศบค. ในวันที่ 18 มิ.ย. และ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง ตอนนี้จึงเป็นแค่ข้อเสนอของ ศบศ.เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้ภูเก็ตมีความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากที่ผ่านมามีการระดมวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรในจังหวัดภูเก็ตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ทั้งแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวค โดยคาดว่าจะฉีดครอบคลุม 73%ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ขณะนี้มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากให้ความสนใจในโครงการ ภูเก็ต แซนด์บอ็กซ์ ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต โดยไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับหนึ่งในเงื่อนไขของการเดินทางตามโครงการดังกล่าว คือ นักท่องเที่ยวจะต้องเข้าพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA Plus+ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องแสดงหลักฐานการจองที่พักดังกล่าวในเอกสารขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศไทย เชื่อว่ามาตรฐาน SHA Plus+ จะช่วยสร้างความมั่นใจในการเปิดเมืองแบบนิวนอร์มอลให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในการมาพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้เปิดให้บริการ Facebook Fan Page : SHA Plus Phuket เพื่อเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์และติดต่อสื่อสารอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกชนเชื่อหนุนการสร้างรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูนสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะเอกชนมองว่า ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ จะเป็นส่วนหนึ่ง และเป็นการนำร่องในการช่วยฟื้นฟู สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวในจังหวัดและอาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะรายได้จากอุตสาหกรรมการบริการและท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของภูเก็ต โดยคิดเป็น 80% ของรายได้ทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันยังคงต้องระมัดระวังเรื่องของการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคด้วย โดยหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ และสามารถนำไปปรับใช้ได้กับจังหวัดอื่นๆ ได้ ประกอบกับตอนนี้คนไทยเริ่มได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุมทั่วถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าอีกไม่นาน เศรษฐกิจประเทศจะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของเซ็นทรัลพัฒนา สนับสนุนให้พนักงานที่ต้องให้บริการใกล้ชิดลูกค้าได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงเพื่อให้เป็นสถานที่สาธารณะที่มีความปลอดภัย โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่นำร่องพนักงานได้รับการฉีดกว่า 85% ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม เมื่อกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ภาครัฐ กระตุ้นความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว ซึ่งอีก 15% นั้น เป็นกลุ่มพนักงานที่ได้รับการงดเว้นการฉีด หรือกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ เรายังเป็นศูนย์การค้าปลอดภัยเพื่อฉีดวัคซีนทั่วไทย โดยสาขาที่พนักงานเริ่มได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มให้สถานที่สาธารณะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ เซ็นทรัล สมุย, โคราช, ขอนแก่น, ระยอง, เชียงใหม่, ลำปาง, ปิ่นเกล้า และลาดพร้าว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายการบินพร้อมบินตรงลงภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งว่าเตรียมพร้อมเปิดให้บริการ 5 เที่ยวบินจากยุโรปสู่ภูเก็ต อาทิ โคเปนเฮเกน แฟรงก์เฟิร์ต ปารีส ลอนดอน และซูริก เริ่มทำการบินในเดือนก.ค.-ก.ย.นี้ นับเป็นการขานรับโมเดล ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบไม่ต้องกักตัว ช่วยผู้ประกอบการฟื้นเศรษฐกิจไทย รวมถึงสายการบินอื่นๆ ก็มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมาได้เห็นชอบในหลักการ ได้แก่ 1.เปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสตามเกณฑ์ของวัคซีนแต่ละชนิด มีระยะเวลาการฉีดมากกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี และเป็นผู้เดินทางจากกลุ่มประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข 2.กำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางเข้าได้ ในขณะที่เด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี จะต้องได้รับการตรวจเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อ 3.มีเอกสารรับรองการฉีดจากประเทศต้นทาง โดยวัคซีนจะต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย หรือได้รับการรับรองโดยดับเบิลยูเอชโอ 4.มีการติดตั้งแอพพลิเคชันแจ้งเตือน 5.พำนักในโรงแรมที่พักที่ผ่านมาตรฐาน SHA Plus+ ในเวลา 14 คืน และภายหลังการพำนักตามระยะเวลาที่กำหนดสามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้ 6.รายงานตัวและรับการตรวจเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข และสามารถทำกิจกรรมท่องเที่ยวได้ภายใต้มาตรการป้องกันตามมาตรฐาน DMHTTA&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106138</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, จังหวัดภูเก็ต, นักท่องเที่ยวต่างชาติ, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c4614063b65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 13:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิพัฒน์&#039;ชวนกลุ่มเอ็กซ์แพทลุยท่องเที่ยวราชบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค. 2563 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้นำกลุ่มชาวต่างชาติที่ประกอบอาชีพและพำนักในราชอาณาจักรไทย (Expatrialtes) ลงพื้นที่คลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และสนับสนุน &amp;ldquo;การท่องเที่ยวสีขาว&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มธุรกิจบริการทั้งผู้ประกอบการและสถานประกอบการให้มีความเข้มแข็ง และรองรับนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 ภายใต้วิถีปกติใหม่ (New Normal) ให้มีความสะอาด ปลอดภัย และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่การท่องเที่ยวของประเทศไทย ร่วมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ให้กลุ่มชาวต่างชาติได้ลองเข้าร่วมกิจกรรมแนวใหม่ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกระบอกเสียงในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

ทั้งนี้ อพท. ได้ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวต้นแบบที่เน้นวิถีคลอง วิถีเกษตร และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สร้างคุณค่าให้กับแหล่งท่องเที่ยวจากอัตลักษณ์ของชุมชนการพัฒนาและเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างนักสื่อความหมายและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวต้นแบบให้พร้อมสำหรับการให้บริการการท่องเที่ยว&amp;nbsp; ทั้งนี้เส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ &amp;quot;วิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน&amp;quot; ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำคัญ 4 แหล่ง ได้แก่&amp;nbsp; วัดโชติทายการาม บ้านมหาดเล็กเจ๊กฮวด ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก สวนเกษตรแม่ทองหยิบ

นายชุมพล มุสิกานนท์ รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า &amp;ldquo;การดำเนินการพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ &amp;quot;วิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน&amp;quot; อย่างต่อเนื่องของ อพท. ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ในระยะเวลา 2 ปี นั้น มีกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างความเข็มแข็งของกลไกการบริหารจัดการ การพัฒนาศักยภาพชุมชนและยกระดับกิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยว ต่อยอดสู่การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาด&amp;rdquo; ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชุมชน และคนในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85718</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, จ.ราชบุรี, บ้านเรือนริมคลองดำเนินสะดวก, พิพัฒน์ รัชกิจประการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201202/image_big_5fc72dce85580.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด&#039;สั่งออมสินผุดสินเชื่อ1.2แสนล.อุ้มรายย่อย-ท่องเที่ยวแก้สภาพคล่องตึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค. 2563 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ให้ นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ว่า ได้มอบนโยบาย 2 เรื่องให้ธนาคารออมสินไปเร่งดำเนินการ คือ 1.ลดผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 ให้ผู้ประกอบการรายย่อย (คนตัวเล็ก) กลุ่มพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย ที่ไม่มีที่พึ่งพิง จนต้องไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ย 24-28% ต่อปี โดยขยายมาตรการพักชำระหนี้และให้สินเชื่อเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและบริการให้ดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องตึงตัว

2.เตรียมแผนในระยะต่อไป ในการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจในยุคหลังนิวนอร์มัล ให้เป็นธนาคารสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ พัฒนาสตาร์ทอัพ และร่วมกับมหาวิทยาลัย ในการเสริมองค์ความรู้ และดูแลกุล่มที่ต้องการเงินทุน เช่น นักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานทำ แม่บ้านที่ต้องการทำอาหารขาย ก็ให้มาขอสินเชื่อจากออมสินได้ โดยออมสินต้องพร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งจะให้มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาร่วมด้วย

&amp;ldquo;ธนาคารออมสินรายงานว่าในพอร์ตสินเชื่อของออมสินมีการดำเนินงานและมีลูกค้าตามนโยบายรัฐบาลกว่า 30% จะต้องเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มคนตัวเล็ก และกลุ่มเอสเอ็มอีเข้าไปอีก เพื่อให้เป็นธนาคารรัฐแห่งแรกที่โดดออกมาดูแลในเรื่องนี้ เป็นธนาคารสำหรับอนาคต คนตัวเล็กที่แท้จริง ไม่ใช่เก่งแต่เรื่องรับฝากเงิน&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว

นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวว่า ธนาคารออมสินจะเตรียมวงเงินไว้สำหรับ 2 มาตรการ คือ 1.เพิ่มวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินสำหรับคนตัวเล็ก จำนวน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินลดผลกระทบโควิด-19 เต็มวงเงินแล้ว ช่วยประชาชนได้กว่า 1 ล้านราย และ 2.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) รอบใหม่ 1 แสนล้านบาท โดยจะปล่อยให้กับธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ซึ่งจะใช้ปล่อยให้กับธนาคารพาณิชย์และ มี บสย.ค้ำประกัน ซึ่งน่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้

นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการสินเชื่อคนตัวเล็ก จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับ สินเชื่อฉุกเฉิน แต่มีการปรับเงื่อนไขจากเดิม เป็นรายละไม่เกิน 3-5 หมื่นบาท ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน โดยผู้เข้าโครงการจะต้องมาลงทะเบียนใช้สิทธิ์ เพราะเป็นการเปิดรอบใหม่ โดยจะมีการนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า

ส่วนมาตรการซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท จะมีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจน และแตกต่างจากซอฟท์โลน 5 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยปล่อยให้กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ไม่รวมธุรกิจสายการบิน และจะปล่อยให้ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่า ไม่กำหนดว่าจะต้องเป็นหนี้ที่อยู่ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.2562 รายละไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยยังคิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ปล่อยให้ธนาคารไปคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ส่วนซอฟท์โลนออมสินรอบแรก 1.5 แสนล้านบาท ปล่อยได้แล้ว 1.2 แสนล้านบาทใกล้ครบวงเงินแล้ว

&amp;ldquo;ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ธนาคารออมสินจะเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อให้กลับมาเป็นธนาคารเพื่อสังคมโดยแท้จริง จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีหนี้นอกระบบ จากพิโกไฟแนนซ์และ นาโนไฟแนนซ์ ที่ยังคิดอัตราดอกเบี้ยสูงมาก 24-28% โดยธนาคารออมสิน จะดึงอัตราดอกเบี้ยในตลาดให้เหลือไม่เกิน 18% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผน ถือเป็นแผนระยะกลาง&amp;rdquo; นายวิทัย กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71298</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, ขยายวงเงินปล่อยกู้, ธ.ออมสิน, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, รายย่อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0bfe509abfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58502</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/02/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/02/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>COVID-19 กระทบหนักกระทรวงท่องเที่ยวลุยหามาตรการช่วยผู้ประกอบการ-นทท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.พ.63-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงกรณีจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ในพื้นที่ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ส่งผลกระทบหลักในด้านการท่องเที่ยว อาทิ บริษัททัวร์ สายการบิน ผู้ประกอบการที่พัก โรงแรมต่าง ๆ ซึ่งภายหลังจากกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยง &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเดินทางไปในประเทศที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาด มีทั้งนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเลื่อนการเดินทาง &amp;nbsp; ออกไปก่อน ในขณะที่บางส่วนต้องการขอยกเลิกการเดินทางและขอเงินค่าบริการนำเที่ยวคืนจากบริษัททัวร์ทันที ทำให้ปัญหาหนักตกมาอยู่ที่ฝ่ายผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ต้องเดินหน้าหาทางออก

ทั้งนั้นกระทรวงฯได้มีมาตรการ &amp;nbsp;การช่วยเหลือทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างชัดเจน อาทิ มาตรการด้านภาษีที่ขยายเวลาการยื่นแบบรายการชำระภาษีออกไปอีก 3 เดือน มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม มาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำชาร์เตอร์ไฟลท์สาหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูงสู่พื้นที่เมืองรอง โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำไปกำหนดกลยุทธ์และแผนงานเร่งด่วน รวมทั้งให้ภาคเอกชนนำแนวทางตามมาตรการไปใช้ในการปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ ให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในทิศทางเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์โดยตรง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว &amp;nbsp;เป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการขอเลื่อนการเดินทางและการขอเงินค่าบริการนำเที่ยวคืนจากบริษัททัวร์

เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ประสงค์จะออกเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส &amp;nbsp;โคโรนา 2019 (Covid - 19) อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศจอร์เจีย และอีกหลายประเทศแต่บริษัททัวร์ปฏิเสธไม่คืนเงินค่าบริการ หรือคืนค่าบริการให้บางส่วน รวมถึงกรณีบริษัททัวร์ไม่ยอมเลื่อน &amp;nbsp;การเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว โดยอ้างว่าบริษัททัวร์มีค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมบริการนำเที่ยวต่าง ๆ โดยเฉพาะ &amp;nbsp;ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบิน ซึ่งแต่ละสายการบินก็มีเงื่อนไขที่ไม่อาจคืนเงินให้ได้ เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวเกิดความไม่พอใจ และเกิดความเสียหายแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ทั้งนี้กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงได้จัดประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการท่องเที่ยว กรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เพื่อระดมความเห็นในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับผลกระทบซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ กรมการกงสุล &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมท่าอากาศยาน กรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว &amp;nbsp; สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) และตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; นำเที่ยว (บริษัททัวร์) ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 อาคารกรมการท่องเที่ยว เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายทวีศักดิ์ วาณิชย์เจริญ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เป็นสภาวะวิกฤตที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ กรมการท่องเที่ยว หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีส่วนในการขับเคลื่อน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเศรษฐกิจของประเทศ มีความเห็นใจอย่างยิ่งกับทุกฝ่าย ทั้งนักท่องเที่ยวที่จ่ายค่าบริการนำเที่ยวไปแล้ว และบริษัททัวร์ที่มีค่าใช้จ่ายไปเพื่อเตรียมการจัดนำเที่ยว หรือค่าใช้จ่ายล่วงหน้ากับบริษัทสายการบิน ซึ่งการประชุมหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เสนอปัญหาที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน รวมถึงร่วมกันหาแนวทาง ในการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp; อย่างรอบคอบ รัดกุม ซึ่งที่ประชุมได้สรุปมาตรการแก้ไขปัญหา 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน และระยะปานกลาง
&amp;nbsp;
ระยะเร่งด่วน - บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะมีมาตรการผ่อนผัน กรณีมีการขอเลื่อนกำหนดการบิน สามารถเลื่อนได้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2563 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากนักท่องเที่ยวหรือบริษัททัวร์มีความจำเป็นต้องเลื่อนต่อไปอีก จะเลื่อนได้ไม่เกินวันที่ 15 ธันวาคม 2563 และจะต้องพิจารณาว่า &amp;nbsp; เป็นการเลื่อนในเส้นทางเดียวกันหรือไม่ หากเปลี่ยนเส้นทางอาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่ม
&amp;nbsp;
ด้าน บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แบ่งกลุ่มบัตรโดยสารเป็น 2 กลุ่ม คือ &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มบัตรโดยสารแบบซีรีย์ ซึ่งบริษัททัวร์ได้วางมัดจำบัตรโดยสารเครื่องบินตลอดทั้งปี (แบบระยะยาว) ในเส้นทางญี่ปุ่น ทางสายการบินนกแอร์จะยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ แต่ยังคงเก็บค่าส่วนต่างที่เกิดขึ้น และกลุ่มบัตรโดยสารแบบกลุ่ม สามารถนำไปใช้ในภายหลังได้ (ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี) เพื่อให้บริษัททัวร์ มีระยะเวลาและ &amp;nbsp; ความคล่องตัวในการจัดการธุรกิจ รวมถึงนักท่องเที่ยวจะได้มีทางเลือกในการเดินทางและได้รับเงินคืน &amp;nbsp; จากบริษัททัวร์มากที่สุด
&amp;nbsp;
ในส่วนของกรมท่าอากาศยาน จะเสนอปรับลดค่าบริการในการขึ้นลงของอากาศยาน &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก่สายการบินในช่วงภาวะวิกฤตนี้ รวมถึงจะเสนอให้ปรับลดค่าเช่าของผู้ประกอบการรถเช่าที่ใช้พื้นที่ของสนามบิน เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวจะตั้งศูนย์ประสานการแก้ไขปัญหาร่วมกับกองบัญชาการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจท่องเที่ยว และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว กรณีนักท่องเที่ยวเรียกร้องขอเงินค่าบริการนำเที่ยวคืนจากบริษัททัวร์ ซึ่งจะกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 รวมทั้งดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างนักท่องเที่ยว บริษัททัวร์ และสายการบิน ให้สามารถตกลงเจรจาหาข้อยุติในส่วนค่าเสียหายกันได้อย่างถูกต้องและ &amp;nbsp;เป็นธรรมทุกฝ่าย
&amp;nbsp;
ระยะปานกลาง &amp;ndash; กรมการท่องเที่ยวจะทบทวนกฎระเบียบและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดการประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดยให้คุ้มครองการยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวเนื่องจากกรณีภาวะวิกฤตต่าง ๆ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid - 19) เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มครองและลดความเสียหายต่อทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid - 19) ดีขึ้น กรมการท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมหารือแนวทาง เพื่อเยียวยาและแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มผู้ประกอบการต่อไป
&amp;nbsp;
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ประสงค์ขอยกเลิกการเดินทาง ให้แจ้งขอรับเงินค่าบริการนำเที่ยวคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับอัตราการจ่ายเงินค่าบริการคืนให้แก่นักท่องเที่ยว พ.ศ. 2553 โดยมีรายละเอียดดังนี้ กรณีขอยกเลิก &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเดินทาง 30 วันขึ้นไป ก่อนวันเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถขอรับเงินค่าบริการนำเที่ยวคืนได้เต็มจำนวน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จ่ายไป กรณีขอยกเลิกการเดินทาง 15 &amp;ndash; 29 วัน ก่อนวันเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถขอรับเงินค่าบริการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นำเที่ยวคืนได้ 50% ของค่าบริการนำเที่ยวที่จ่ายไป และกรณีขอยกเลิกการเดินทางน้อยกว่า 15 วัน นักท่องเที่ยวไม่สามารถขอรับเงินค่าบริการนำเที่ยวคืนได้

ทั้งนี้ การจ่ายค่าบริการนำเที่ยวคืนให้แก่นักท่องเที่ยวดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากบริษัททัวร์มีค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายจริงเพื่อเตรียมการจัดนำเที่ยว ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ค่ามัดจำของ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บัตรโดยสารเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ ให้นำมาหักจากเงินค่าบริการนำเที่ยวที่ต้องจ่ายคืนให้กับนักท่องเที่ยวได้ โดยให้บริษัททัวร์แสดงหลักฐานให้นักท่องเที่ยวทราบ แต่หากค่าใช้จ่ายของบริษัททัวร์สูงกว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; เงินค่าบริการนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ชำระไว้ บริษัททัวร์จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินเพิ่มจากนักท่องเที่ยวได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58502</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, พิพัฒน์ รัชกิจประการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200229/image_big_5e5a2d583cfc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวแพ็กเกจ กระตุ้นท่องเที่ยว ฝ่าวิกฤติโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวแพ็กเกจอุ้มท่องเที่ยวฝ่าวิกฤติโคโรนา &amp;nbsp; ยืดยื่นแบบภาษีถึง มิ.ย. ลดหย่อนภาษี 2 เท่าค่าจัดสัมมนา หั่นภาษีน้ำมันเครื่องบิน 20 สตางค์ต่อลิตร 3 แบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูก &amp;quot;เอ็กซิมแบงก์&amp;quot; พักชำระหนี้ช่วยส่งออก หุ้นดีดรับ 23 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้พิจารณาช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมการไว้แล้วเพื่อลดผลกระทบด้านการท่องเที่ยว วันนี้ต้องใช้เวลาช่วงที่มีนักท่องเที่ยวน้อยมาพัฒนาโรงแรม สถานประกอบการต่างๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เรื่องของเศรษฐกิจตนได้ให้แนวทางว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบันในแผนงานต่างๆ ให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการรายเล็ก และผู้ประกอบการในชุมชนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การตลาดให้ได้ โดยความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชน ร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ ผู้นำทางธรรมชาติที่มีการประกอบการต้องทำให้ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการการเงินการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวปี 2563 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วย มาตรการด้านภาษี ได้แก่ การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 ซึ่งจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือน มี.ค.2563 ให้ขยายกำหนดเวลาออกไปเป็นภายในเดือน มิ.ย.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่าย 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563-31 ธ.ค.2563 และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมาย หักรายจ่ายสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการต่อเติม เปลี่ยนแปลงสถานประกอบการ ได้ 1.5 เท่า ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563-31 ธ.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณกล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น (น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินฯ) ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินฯ ที่นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ จากเดิม 4.726 บาทต่อลิตร เหลือ 0.20 บาทต่อลิตร ถึงวันที่ 30 ก.ย.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังมีมาตรการด้านการเงิน ผ่านสถาบันการเงินของรัฐมีการดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขผ่อนปรน และการขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขผ่อนปรน ของธนาคารออมสิน, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วงเงินรวม 1.23 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน คาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยเงื่อนไขไม่ได้กำหนดให้สายการบินต้องลดราคาค่าโดยสาร แต่เชื่อว่าปัจจุบันการแข่งขันสูงในธุรกิจสายการบิน ทำให้ไม่สามารถขึ้นราคาค่าโดยสารได้ มีแต่จะลดค่าโดยสารแข่งกันมากกว่า โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เคยพิจารณาอยู่เดิม จึงสามารถหยิบมาทำได้ก่อน แต่ถ้ากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งอื่น เช่น รถทัวร์ ต้องการให้ช่วย กระทรวงการคลังก็พร้อมพิจารณาเรื่องภาษีในการเดินทางด้านอื่นๆ ได้&amp;rdquo; นายลวรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ว่าการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา แต่จากมาตรการรัฐที่ออกมารับมือ มองว่าปัญหานี้จะไม่ยืดเยื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ โฆษกรมสรรพากร กล่าวว่า มาตรการหักค่าลดหย่อนอบรมสัมมนา 2 เท่า ทำให้สูญเสียรายได้ 87 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ 1,000 ราย มีรายจ่าย 435 ล้านบาท ส่วนมาตรการหักค่าลดหย่อนปรับปรุงสถานประกอบการ 2 เท่า คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ปีละ 120 ล้านบาทต่อ รวม 20 ปี คิดเป็น 2,400 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม 24,000 ล้านบาท ยอดการลงทุนเพิ่มขึ้น 1,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มาตรการเลื่อนเวลายื่นแบบเสียภาษีเงินได้เป็น 30 มิ.ย.2563 เมื่อเทียบกับปีภาษี 2561 ที่ยื่นแบบเสียภาษีในปี 2562 รวม 11.7 ล้านราย มีการขอคืนภาษี 3.7 ล้านราย เหลือ 7 ล้านรายที่มีการเสียภาษีเพิ่มและไม่มีภาระภาษี ในส่วนนี้มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนนี้ใช้จ่ายในระบบเพิ่มเติมในช่วงยืดเวลาชำระภาษีออกไปอีก 3 เดือน ส่วนผู้ที่ยื่นแบบภาษีทางอินเทอร์เน็ต ให้ยื่นภายใน 30 มิ.ย. ไม่มีการขยายเวลาให้อีก ส่วนผู้ที่ไม่มีภาระภาษีเพิ่มเติมและต้องการภาษีคืน สามารถยื่นได้ทันที และจะได้เงินภาษีคืนภายใน 3 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ทั้งด้านสินเชื่อและด้านรับประกันการส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และอาจเกิดขึ้นในระยะ 6 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการสนับสนุนด้านสินเชื่อ สำหรับลูกค้าสินเชื่อทั้งระยะยาวและระยะสั้น สามารถขอพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้สูงสุด 6 เดือน รวมทั้งขยายระยะเวลาให้ต่ออายุตั๋วสัญญาใช้เงินเกินเทอม ที่ธนาคารอนุมัติ รวมกับอายุตั๋วเดิมแล้วไม่เกิน 360 วัน กรณีลูกค้าที่มีการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) &amp;nbsp;PGS ระยะที่ 5-7 สามารถขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ออกไปได้อีกสูงสุด 5 ปี โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในส่วนที่ขยายออกไป 5 ปี นับจากวันที่หมดระยะเวลาการค้ำประกันที่มีกับโครงการเดิม ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถขอรับบริการได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ธ.ค.2563
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มาตรการสนับสนุนด้านรับประกันการส่งออก สำหรับลูกค้าประกันการส่งออกของ ธสน. ที่มีการส่งออกไปแล้ว หรือได้รับคำสั่งซื้อแล้วและกำลังเตรียมการส่งออก ประกอบด้วย 1.การขยายระยะเวลาการชำระเงินที่ ธสน. ให้ความคุ้มครองสูงสุดรวมกันไม่เกิน 270 วัน (กรณีไม่เกิน 180 วัน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) 2.การเพิ่มความคุ้มครองให้กับสินค้าที่เน่าเสียง่ายจากการที่ผู้ซื้อในจีนไม่รับมอบสินค้าเป็นกรณีพิเศษ ในอัตรา 50% ของมูลค่าใบกำกับสินค้า และ 3.การลดระยะเวลาการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยจะชดเชยให้ทันที โดยไม่ต้องขายหรือทำลายสินค้าก่อน ลูกค้าและผู้ส่งออกที่สนใจขอรับบริการได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ก.ค.2563
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี จีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยในปี 2562 คิดเป็นสัดส่วน 12% ของมูลค่าส่งออกรวม โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปจีนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เช่น เม็ดพลาสติก และยางพารา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 23 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,519.59 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.56% มูลค่าการซื้อขาย 41,498.68 ล้านบาท หลังจากที่ประชุม ครม.ออกมาตรการการเงินการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงบ่าย น่าจะเกิดจากแรงหนุนของที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการการเงินการคลัง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นให้กลับมาฟื้นตัวแรง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56315</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, ปล่อยกู้ดอกเบี้ยถูก, ภาษีน้ำมันเครื่องบิน, วิกฤติโคโรนาไวรัส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หย่อนภาษี 2 เท่า, เอ็กซิมแบงก์, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e398ad42c2d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หั่นภาษีนํ้ามันเครื่องบิน20สต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คลังชง ครม.คลอดแพ็กเกจกระตุ้นท่องเที่ยว เยียวยาผลพวง &amp;quot;ไวรัสโคโรนา&amp;quot; จ่อหั่นภาษีน้ำมันเครื่องบิน 20 สตางค์ต่อลิตรถึงสิ้นเดือน ก.ย. ฟุ้ง &amp;quot;ชิมช้อปใช้&amp;quot; บรรลุเป้าคุ้มค่างบ 1.9 หมื่นล้านบาท กั๊กดันเฟส 4 รอสรุปรูปแบบเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาชุดมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในช่วงที่ผ่านมา โดยได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นตรงกันว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการดูแลภาคการท่องเที่ยวของไทยในขณะนี้ และจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะการจ้างงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุดมาตรการดังกล่าวจะเน้นดูแลและกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ซึ่งเป็นการกระตุ้นทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานในภาคการท่องเที่ยว เช่นหากบริษัท ห้างร้าน โรงแรม รีสอร์ต หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ &amp;nbsp;มีการปรับปรุงสถานที่ให้ดีขึ้น สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ และจะมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินให้กู้เพื่อปรับปรุงเพิ่มเติมด้วย โดยรายละเอียดต้องรอให้ผ่านการพิจารณาของ ครม. ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้อาจจะมีการเสนอให้ ครม.พิจารณาปรับลดอัตราภาษีน้ำมันเครื่องบินด้วย เพราะทราบว่าที่ผ่านมามีข้อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังดูอยู่ แต่จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและภาคเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องพิจารณาในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่มีการประเมินว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ถดถอยนั้น รมว.การคลังระบุว่า เรื่องผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวรัฐบาลมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนการประเมินของสำนักต่างๆ ก็เป็นเรื่องของแต่ละองค์กร แต่ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลดำเนินมาตรการต่างๆ ในการรับมือปัจจัยเสี่ยงได้ทันการณ์ มีการพิจารณาถึงช่วงจังหวะที่เหมาะสมและมีการออกมาตรการดูแลออกมา พร้อมทั้งมีการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และมีการติดตามประเมินผลมาโดยตลอด และดูว่าอะไรที่ควรดำเนินการก็เร่งทำทันที โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ไว้วางใจอยู่แล้ว แต่ไม่ประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนนั้น คงต้องไปถามไถ่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้อง แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมยังกล่าวถึงมาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 4 ว่า ยังไม่มีแผนและยังไม่ได้กำหนดว่าจะเสนอ ครม.เมื่อไหร่ และจะเสนออย่างไร โดยขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาถึงรูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถามว่าทำไมต้องมีชิมช้อปใช้ เฟส 4 ก็เพราะหลังจากที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในระดับโลกและของไทย จะเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น แต่การค้าขายของโลกก็ยังวางใจไม่ได้ ยังต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าความต้องการในระดับโลกจะกลับมา อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา และความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 ทั้งหมดนี้ชี้ถึงความจำเป็นของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสมออกมาเพิ่มเติม โดยเรื่องชิมช้อปใช้ เฟส &amp;nbsp;4 ก็กำลังพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอยู่&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้จากการประเมินผลของมาตรการชิมช้อปใช้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายในการใช้งบประมาณ 1.9 &amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพราะสามารถช่วยดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศให้หมุนเวียนได้ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่าย ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศสามารถเดินได้ และยังเป็นผลดีกับภาคการท่องเที่ยวด้วย อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการด้วยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น รัฐบาลได้มีมาตรการที่เหมาะสมออกมาดูแล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจะบรรลุเป้าหมายในการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศแล้ว มาตรการชิมช้อปใช้ยังเป็นการพัฒนาและต่อยอดโครงข่ายดิจิทัลทางการเงินของประเทศ ผ่านระบบพร้อมเพย์ให้กว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังได้ข้อมูลจากผู้ที่เข้าร่วมมาตรการกว่า 12 ล้านคน ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่จะใช้ในการพิจารณาออกนโยบาย และมาตรการที่ตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการในระยะต่อไปได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากระทรวงการคลังจะเสนอ ครม.พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะเสนอให้มีการขยายการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี 2562 จากเดิมที่ต้องยื่นภาษีดังกล่าวภายในเดือน มี.ค.63 ให้ขยายเวลาออกไปอีก &amp;nbsp;3 เดือน โดยสามารถชำระและยื่นแบบภาษีไปถึงวันที่ 30 มิ.ย.63 เพื่อเป็นการบรรเทาให้ผู้มีรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และในช่วงนี้จะได้มีเงินเหลือในการใช้จ่ายเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาปรับลดอัตราภาษีน้ำมันเครื่องบินลง เหลืออัตรา 0.20 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บอยู่ที่อัตรา 4.726 บาทต่อลิตร โดยมาตรการดังกล่าวจะให้มีผลถึงสิ้นปีงบประมาณ 2563 (วันที่ &amp;nbsp;30 ก.ย.63) ส่วนมาตรการเกี่ยวกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ การนำค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงสถานที่ โรงแรม รีสอร์ต เป็นต้นมาหักลดหย่อนภาษี จะให้มีผลถึงสิ้นปี 2563.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นท่องเที่ยว, ชิมช้อปใช้, ภาษีน้ำมันเครื่องบิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e382d04ed1d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
