<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เตรียมให้พร้อม! &amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; จ่อเปิดลงทะเบียนคนละครึ่ง&amp;nbsp; เฟส 3 ภายใน มิ.ย.นี้ รับเพิ่มอีก 16 ล้านคน ส่วน 15 ล้านรายเดิมต้องยืนยันสิทธิ์ พร้อมชง ครม.เคาะเติมเงิน 2 พันบาทใส่เราชนะ-ม33เรารักกัน เผย &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; กระตุ้นใช้จ่าย เกณฑ์รับ e-Voucher คืนสูงสุด 7 พัน ต้องใช้จ่ายถึง 7 หมื่นบาท &amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; ส่งมาตรการสมัครใจพักชำระเงินต้นผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ดีเดย์ 11 พ.ค.นี้ คาดช่วยลูกหนี้ลดภาะได้กว่า 1 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เป็นประธาน จะมีการพิจารณารายละเอียดของมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนจากผลกระทบของโควิด-19 ระลอกใหม่เพิ่มเติม ในส่วนของมาตรการเราชนะ และมาตรการ ม33เรารักกัน ซึ่งจะมีการเพิ่มวงเงินสิทธิ์ให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมคนละ 2,000 บาท โดยใช้งบประมาณ 8.55 หมื่นล้านบาท หลังจากนั้นจะเร่งเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เม็ดเงินใหม่เข้าสู่มาตรการได้ไม่เกินเดือน พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2564 รัฐบาลยังเตรียมที่จะออกมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟู เพื่อดูแลประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 อย่างเหมาะสม และเพื่อเป็นการดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายในระยะต่อไป รวมถึงเพื่อเป็นการรักษาระดับและทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยมาตรการที่ออกมาจะเน้นในการให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน ครอบคลุมกว่า 51 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศปี 2564 ประกอบด้วย โครงการเยียวยาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเยียวยยากลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ครอบคลุม 16.15 ล้านคน โดยจะให้วงเงินสิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ/ บัตรประจำตัวประชาชนไปใช้ ณ ร้านธงฟ้า ร้านค้า และผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็น 1,200 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 6 เดือน (ก.ค.-ธ.ค.2564) และโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ครอบคลุม 31 ล้านคน แบ่งเป็นประชาชนที่อยู่ในโครงการอยู่แล้ว 15 ล้านคน และจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่อีก 16 ล้านคน เงื่อนไขโครงการยังเป็นเหมือนเดิม โดยโครงการจะเริ่มตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค. 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนมาตรการคนละครึ่ง เฟส 3 ให้ครอบคลุม 31 ล้านคน ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยกลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิ์เดิม 15 ล้านคน จะต้องเข้าไปยืนยันตนใช้สิทธิ์ที่แอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือจะเลือกสละสิทธิ์ เพื่อไปใช้มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการใหม่สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อและมีรายได้ค่อนข้างสูง คือมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ค่าซื้อสินค้า ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยการใช้จ่ายจะได้รับ e-Voucher ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.2564 และใช้จ่าย e-Voucher ได้ในเดือน ส.ค.-ธ.ค.2564 ซึ่งการใช้จ่ายจะดำเนินการผ่าน G-Wallet ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ จะต้องมีการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในแบนเนอร์มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้เท่านั้น และสามารถใช้ได้กับทุกร้านค้าที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งรวมถึงห้างสรรพสินค้า เซเว่นอีเลฟเว่นก็ใช้ได้ และระบบจะให้คืนเป็น e-Voucher ไม่ใช่เงินสด ซึ่งรัฐจะสนับสนุน e-Voucher ให้ที่ประมาณ 10-15% หรือ หากต้องการใช้สิทธิ์เพื่อให้ได้ e-Voucher สูงสุด 7,000 บาท ต้องเติมเงินเข้าระบบใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 7 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก เพราะต้องการกระตุ้นให้ผู้มีกำลังซื้อใช้จ่ายจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้นั้น กระทรวงการคลังจะมีการเตรียมงบประมาณให้เพียงพอเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่จดภาษีแวตได้ ในส่วนของการรับสิทธิ์ตามมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาลที่เตรียมจะดำเนินการนั้น ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้ 1 คนต่อ 1 โครงการเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้รายเดือน และบรรเทาปัญหาสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้สินเชื่อของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้ขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยออกไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2564 ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สมัครใจเข้ามาตรการพักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่เป็นรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ โดยมีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติสามารถเข้าโครงการได้จำนวนประมาณ 1 ล้านราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพักหนี้รอบใหม่ไม่สามารถพักหนี้แบบอัตโนมัติได้ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และไม่สามารถกวาดทุกกลุ่มได้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน การพักต้นก็มีภาระผ่อนจ่ายลดลง ซึ่งกลุ่มที่ต้องการร่วมต้องแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน MyMo เท่านั้น โดยจะเน้นไปที่กลุ่มอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบ บางอาชีพที่เคยได้ครั้งที่แล้ว ในครั้งนี้ หากรายได้ไม่ถูกกระทบ ก็จะร่วมมาตรการไม่ได้&amp;quot; นายวิทัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับลูกหนี้รายใดมีความจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการพักชำระเงินต้น ธนาคารอาจพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมได้เป็นรายกรณี ซึ่งเป็นมาตรการเสริมจากการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.63 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดชำระเดิม โดยที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 5 แสนราย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยลูกค้าสินเชื่อของธนาคารออมสินสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้ามาตรการพักชำระเงินต้นเป็นการชั่วคราว และเลือกแผนการชำระหนี้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน MyMo ได้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.-30 มิ.ย.2564 สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจที่มีวงเงินกู้เกิน 10 ล้านบาท สามารถติดต่อดำเนินการที่สาขาของธนาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทัยกล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง รายละ 10,000 บาท จะเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อผ่าน MyMo ได้ในช่วงสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยจะแบ่งกลุ่มดูแลลูกค้าในระบบ MyMo เดิมก่อน 9 ล้านราย จากนั้นจะช่วยในกลุ่มที่มี MyMo ในกลุ่ม 6 จังหวัดสีแดงเข้ม และช่วยเป็นการทั่วไป จนครบเป้าหมาย 1 ล้านราย ซึ่งเชื่อว่าสินเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆ ทยอยปล่อยได้ตามกรอบสิ้นปี 2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, คนละครึ่ง เฟส 3, ม.33, ยิ่งใช้ยิ่งได้, ยืนยันสิทธิ์, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เติมเงิน 2 พันบาท, เราชนะ, เรารักกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093f955d6d19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84050</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งจีดีพีไตรมาส4โตสุดปัง คลังกู้เงินอีก4.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;อาคม&amp;quot; ฟุ้งจีดีพีไตรมาส 4 โตแบบสุดปัง อานิสงส์คลายล็อกดาวน์-กระตุ้นใช้จ่ายดันทั้งปีโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 พลิกโตบวกที่ 4% ขณะที่สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% พร้อมปรับประมาณการทั้งปีติดลบน้อยลงเหลือ -6% &amp;quot;คลัง&amp;quot; เดินเครื่องกู้เงินโควิด-19 อีก 4.5&amp;nbsp; หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อมั่นว่าภาพรวมเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2563 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3/2563 หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประกาศจีดีพีในไตรมาส 3 ติดลบ 6.4% ซึ่งดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2/2563 แสดงว่าภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเดินหน้าคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเดินได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเติบโตของจีดีพีในปี 2563 นั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะมีการประเมินใหม่ โดยยอมรับว่าปีนี้จีดีพีติดลบแน่นอน แต่เบื้องต้นหากมองจากปัจจัยบวกและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ดีขึ้น เป็นไปได้ว่าปีนี้จีดีพีจะเติบโตติดลบน้อยกว่า 7.7% ส่วนปี 2564 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเป็นบวกได้ที่ระดับ 4% โดยยังต้องจับตาภาคการท่องเที่ยว หากสามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือ การใช้จ่ายของประชาชนในไตรมาส 3/2563 เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 6.3% แต่ยังติดลบ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาครัฐเป็นบวกที่ 18% เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี และช่วงที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ก็เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นการป้องกันไว้ก่อน&amp;nbsp; เมื่อถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่าไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศ รัฐบาลก็ทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์และใช้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังใช้ความพยายาม ใช้ความสามารถอย่างที่สุดในการดำเนินการ เพราะการใช้เงินกระตุ้นการใช้จ่ายตรงนี้จะทำให้เกิดผลทวีคูณกลับมา&amp;quot; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช.เปิดเผยถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจและรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/2563 ว่า ไตรมาสที่ 3/63 จีดีพีของไทยหดตัว -6.4% ถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งจีดีพีติดลบ 12.1% ด้านจีดีพีช่วง 9 เดือนเศรษฐกิจไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 เนื่องจากมาตรการคลายล็อกดาวน์ที่ส่งผลให้กิจกรรมกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกไตรมาส 3 ฟื้นตัวขึ้นหลังจากติดลบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 2/63
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สศช.ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2563 ดีขึ้นเป็นติดลบ 6% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมว่าจะติดลบ 7.5% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 64 ที่ 3.5-4.5%&amp;nbsp; จากปัจจัยการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐ การเปิดสเปเชียลทัวริสต์วีซ่า และการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย ขณะที่การเบิกจ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทคาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 70% ของเงินกู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงคือ อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง สศช.ยังติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพื่อหามาตรการรองรับ, สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2564 ที่ปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ, การระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการปิดเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมทั้งความเสี่ยงในเรื่องประสิทธิภาพและการขนส่งวัคซีน ซึ่งคาดว่าจะมีวัคซีนใช้ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3/64 ขณะที่ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3/63 พบว่ามีผู้ว่างงาน 740,000&amp;nbsp; คน คิดเป็นอัตราการว่างงานเท่ากับ 1.90% ใกล้เคียงกับ 1.95% จากไตรมาส 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว โดยสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไตรมาส 2/63&amp;nbsp; มีมูลค่า 13.59 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ซึ่งชะลอลงจาก 4.1% ในไตรมาส 1/63 โดยมีสาเหตุจากการหดตัวรุนแรงของเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางการเงินครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อยังมีความเสี่ยงและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สศช.ได้แนะนำแนวทางการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2563-2564 เช่น การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมการลงทุนในประเทศโดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย รักษาบรรยากาศการลงทุนในประเทศเพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้าหากการแพร่ระบาดยาวนานออกไป&amp;nbsp; รวมถึงเริ่มปรับโครงสร้างผลิตในประเทศ และดูแลเรื่องภัยแล้งที่อาจกระทบกับผลผลิตและกำลังซื้อในภาคเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังลงนามสัญญาความร่วมมือทางด้านการเงินระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ในโครงการ COVID-19&amp;nbsp; Active Response and Expenditure Support Program วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือ 45,000 ล้านบาท ว่าการกู้เงินดังกล่าวเป็นการดำเนินการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก.โควิด-19) วงเงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เอดีบีได้จัดเตรียมมาตรการทางการเงิน วงเงินรวม 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้การสนับสนุนแก่ประเทศสมาชิกในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขเงินกู้แบบผ่อนปรน ซึ่งสามารถนำไปสนับสนุนด้านงบประมาณให้แก่รัฐบาลของกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการกู้เงินจากเอดีบีดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.โควิด-19 ใน 3 เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp; 1.แผนงานหรือโครงการทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 และ 2.เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ 3.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการเบิกจ่ายเงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการใช้เงิน โดยดูเวลาและจังหวะที่เหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ภาพรวมการกู้เงินตาม พ.ร.ก.โควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ขณะนี้มีการกู้เงินไปแล้ว 3.38 แสนล้านบาท โดยการใช้เงินจะทยอยเบิกจ่ายตามความต้องการและโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84050</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นใช้จ่าย, กู้เงินโควิด-19, คลายล็อกดาวน์, จีดีพี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb28a1dc1b48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจก3พันกระตุ้นใช้จ่าย จ้างงานใหม่2.6แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; นั่งหัวโต๊ะ ศบศ. ไฟเขียว 4.5 หมื่นล้านกระตุ้นใช้จ่าย ผุดโครงการ &amp;quot;คนละครึ่ง&amp;quot; แจก 3 พัน คล้ายชิมช้อปใช้ เน้นร้านค้าย่อย-หาบเร่-แผงลอย ตั้งแต่ ต.ค.-ธ.ค. ทุ่มอีก 2.3 หมื่นล้านจ้างงาน นศ.จบใหม่ 2.6 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กันยายน เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (ศบศ.) โดยมีรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกระแสข่าวว่าจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่จะมาทำหน้าที่ รมว.การคลังคนใหม่แทนนายปรีดี ดาวฉาย อดีต รมว.การคลังที่ได้ยื่นใบลาออกไปก่อนหน้านี้ เข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า มีการพิจารณาหลายเรื่องที่สำคัญ เรื่องของมาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือประชาชน มีการพูดถึงใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทที่อยู่ในแผนฟื้นฟู ซึ่งระยะแรกใช้ไปเกือบแสนล้านบาทแล้ว และเราจะใช้อย่างไรต่อไป ต้องไปพูดคุยกัน และยังได้หารือถึงการช่วยเหลือซอฟต์โลน ช่วยเหลือภาคธุรกิจ เอสเอ็มอีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และพูดถึงการจ้างงาน ทั้งนิสิตนักศึกษาที่จะจบในปีนี้ รวมถึงคนที่ตกงานอยู่เดิมของปี 62 ปี 63 ซึ่งนอกจากงบในการจ้างงานของกระทรวงแรงงานแล้ว ยังมีงบจ้างงานของกระทรวงอื่นๆ อีกหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่มีรายได้น้อยก็ตาม งบตรงนี้จะลงไปถึงท้องถิ่นและในพื้นที่ด้วย ขอให้เข้าใจว่าทุกอย่างที่รัฐบาลใช้งบ มีการใช้อย่างระมัดระวัง และมีมาตรการที่เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยว วันนี้เราเน้นการท่องเที่ยวในประเทศ จะเห็นว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศมีมากขึ้น จะเห็นได้ว่าโรงแรมต่างๆ มีการจองกันมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทดแทนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่รัฐบาลยืนยันว่าเพียงแค่ศึกษาไว้ก่อนเท่านั้น ในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่ตนได้นำเสนอโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและภาคเอกชน และส่งเรื่องดังกล่าวให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปดำเนินการต่อ เพราะโครงการนี้ต้องใช้งบประมาณจากเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 400,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อ? สศช.พิจารณาดำเนินการเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชาติกล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าต่อกรณีการว่างงานของผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา ประกอบด้วย 1.มาตรการจ่ายเงินอุดหนุนสมทบเงินเดือนค่าจ้างแรงงานใหม่ให้กับลูกจ้างที่เพิ่งจบการศึกษา ด้วยการโอนเงินตรงเข้าบัญชีของลูกจ้างในธนาคารกรุงไทย ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบ 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างแต่ละเดือนตามวุฒิการศึกษา ซึ่งต้องไม่เกิน 7,500 บาทต่อราย โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2563-30 ก.ย.2564 กรอบวงเงินงบประมาณที่จะใช้ 23,476.4 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายจ้างงานผู้จบการศึกษาใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 260,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การจัดงาน &amp;ldquo;ไทยแลนด์ จ๊อบ เอ็กซ์โป (Thailand Job Expo 2020)&amp;rdquo; ที่จะรวมตำแหน่งงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประมาณ 1 ล้านตำแหน่ง เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานกับตัวบุคคล และ 3.การใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อ &amp;ldquo;ไทยมีงานทำ&amp;rdquo; ซึ่งกระทรวงแรงงานจะนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลใหญ่ (บิ๊กดาต้า) สำหรับการจัดงาน &amp;ldquo;ไทยแลนด์ จ๊อบ เอ็กซ์โป&amp;rdquo; ซึ่งได้เชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวงมาประชุมที่กระทรวงแรงงานในช่วงบ่ายวันที่ 3 ก.ย.นี้ เพื่อให้นำฐานข้อมูลตัวเลขการจ้างงานของปี 2564 ของแต่ละกระทรวงมาพิจารณาว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ส่วนเรื่องสถานที่จัดงานเรากำลังพิจารณาอยู่ โดยจะจัดช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า ศบศ.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท โดยรัฐจะให้เงินสนับสนุนการใช้จ่ายคนละไม่เกิน 3,000 บาท เพื่อเอาไปใช้จ่ายซื้อของในร้านค้า หาบเร่ แผงลอยที่เป็นรายย่อย ซึ่งผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมาลงทะเบียนรับสิทธิ์ในลักษณะเดียวกับชิมช้อปใช้ คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยมาตรการนี้มีชื่อว่า โครงการคนละครึ่ง ดำเนินการผ่าน www.คนละครึ่ง.com กลุ่มเป้าหมายคือ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำกัดไว้ 15 ล้านคน ส่วนกลุ่มร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการจะมุ่งเน้นไปที่ร้านค้ารายย่อยทั่วไปครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบการหาบเร่ แผงลอย ประมาณ 80,000 ร้านค้า ครอบคลุมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า ยกเว้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.63&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชากล่าวว่า สิทธิประโยชน์ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ต้องจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย โดยรัฐบาลจะช่วยค่าใช้จ่าย 50% ของเงินที่ใช้ซื้อสินค้า เบื้องต้นจำกัดไว้ว่า จะให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 100-250 บาท ภายใต้วงเงินที่ได้รับคนละไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งวงเงินที่ประชาชนจ่ายไปให้ร้านค้านั้นจะจ่ายเพียง 50% ส่วนที่เหลือ 50% ร้านค้าจะได้รับจากรัฐในวันถัดไป คาดว่าจะมีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ 9 หมื่นล้านบาท กระตุ้นจีดีพีได้ 0.25% ขั้นตอนจากนี้ กระทรวงการคลังจะไปจัดทำรายละเอียดเสนอ ศบศ.ครั้งหน้า เพื่อให้เริ่มโครงการได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองเลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใน 3 กลุ่ม คือ ปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 260,000 อัตรา ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเงินค่าจ้าง 50% ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา คือ ปริญญาตรี ไม่เกิน 7,500 บาท, ปวส.ไม่เกิน 5,750 บาท และ ปวช.ไม่เกิน 4,700 บาท มีระยะเวลาการจ้างงานทั้งสิ้น 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.63-30 ก.ย.64 โดยจะเสนอ ครม.ในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม มีการยืนยันตัวตนผ่านกระทรวงแรงงาน และต้องมีเงื่อนไขเลิกจ้างลูกจ้างเดิมไม่เกินกว่า 15% ภายในระยะเวลา 1 ปี (กรณีที่ลูกจ้างลาออกในระหว่างโครงการ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการสามารถหาลูกจ้างใหม่ทดแทนได้) ขณะที่ลูกจ้างที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ คือ มีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 25 ปี หรืออายุเกินกว่า 25 ปี ซึ่งสำเร็จการศึกษาในปี 62 หรือปี 63&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ให้ผู้ลงทะเบียน 3 สิทธิ คือ เพิ่มส่วนลดค่าที่พัก 40% จำนวน 10 คืนต่อคน, เพิ่มคูปองอาหารต่อการท่องเที่ยว โดยหากท่องเที่ยวในวันจันทร์-พฤหัสบดี จะอุดหนุน 900 บาท ขณะที่วันศุกร์-อาทิตย์ จะอุดหนุน 600 บาท และให้เงินคืนค่าตั๋วเครื่องบิน 2,000 บาทต่อที่นั่ง เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ย.63 และยังเห็นชอบให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ สามารถลาพักผ่อนในวันธรรมดาเพิ่มได้ 2 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลาเมื่อลงทะเบียนและใช้สิทธิ์ในแพ็กเกจเราเที่ยวด้วยกัน ทั้งนี้นายกฯ ยังสั่งให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปหาแนวทางให้กลุ่มคนสูงวัย หรือคนที่มีกำลังซื้อสูงสามารถเข้าถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกันสะดวกมากขึ้น เพราะโครงการนี้เดิมใช้งานในระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีแอปเป๋าตัง อาจทำให้บางกลุ่มเข้ามาไม่ได้ เพราะล่าสุดมีการเข้ามาใช้สิทธิ์เพียง 7 แสนสิทธิ์เท่านั้น จากที่มี 5 ล้านสิทธิ์ ดังนั้น อาจมีมาตรการเพิ่มเติมทำเป็นคูปอง หรือบัตรสมาร์ทการ์ดขึ้นมาให้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้สะดวกมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76335</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, กระตุ้นใช้จ่าย, คนละครึ่ง, จ้างงานนักศึกษาจบใหม่, ศบศ., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แจก 3 พัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4fba5c04a25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74976</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลอด4มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จ้างงาน7แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะถก &amp;quot;ศบศ.&amp;quot; นัดแรก หวังต่อลมหายใจ 3-6 เดือน คลอด 4 มาตรการ &amp;quot;เพิ่มแพ็กเกจท่องเที่ยว-จ้างงาน 7 แสนตำแหน่ง-กระตุ้นใช้จ่าย-ช่วย SME&amp;quot; หอการค้าฯ ห่วง 6เดือนไม่ฟื้นตกงานอีก 2 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. นัดแรก? โดย? พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้มีหลายงานที่ต้องเร่งรัดในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้ฟื้นคืนจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งไตรมาส 1, 2 และ 3 ต้องทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ อย่างน้อยในช่วง 3-6 เดือนจะทำให้ดี เพื่อต่อลมหายใจ และหาช่องทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแผนฟื้นฟูของรัฐให้ได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน กล่าวก่อนการประชุม ศบศ.ว่า ประเด็นหารือจะเป็นมาตรการในภาพรวม แต่ที่น่าสนใจคือเรื่องการจ้างงาน โดยเฉพาะกับแรงงานที่เพิ่งจะสำเร็จการศึกษา หรือเด็กจบใหม่ อย่างไรก็ตาม การมี ศบศ.แล้วอาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เนื่องจากองค์ประกอบของที่ประชุมนี้ครอบคลุมทุกภาคส่วนแล้ว ซึ่งต้องรอให้นายกฯ ยืนยันอีกครั้งว่าจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังการประชุม นายสุพัฒนพงษ์เปิดเผยว่า ศบศ. ได้แบ่งแนวทางการดูแลและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือระดับประเทศ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยจะพิจารณามาตรการเชิงรับที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเร่งด่วน ซึ่งจะมีการรวบรวมมาตรการจากฝ่ายต่างๆ เข้ามา&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว และคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็น ทั้งหมดนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ที่มีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นประธาน โดยมีปลัดทุกกระทรวง รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะเข้ามาติดตามประเมินผลทุกนโยบายที่ขับเคลื่อนหลังจากนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่สองคือ ระดับจังหวัด ให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงลงพื้นที่ทำงานประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และจะดำเนินการภายใต้งบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ที่กำลังรอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ศบศ.อนุมัติ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.มาตรการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว จะมีการขยายสิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยขยายสิทธิ์จากคนละ 5 คืน เป็น 10 คืน และขยายการสนับสนุนค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินจาก 1,000 บาทต่อคน เป็น 2,000 บาทต่อคน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโครงการเราเที่ยวด้วยกันมีการใช้สิทธิ์แค่ 550,000 คืน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5,000,000 คืน จึงต้องมีการปรับปรุงและขยายสิทธิ์เพิ่มเติม 2.มาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กระทรวงการคลังดำเนินการแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน ให้ รมว.แรงงานเร่งทำมาตรการเสนอ โดยจัดทำเป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แต่จากการรวบรวมเบื้องต้นพบว่ามีตำแหน่งที่สามารถจ้างงานได้อีก 600,000-700,000 ตำแหน่ง รองรับจากปัจจุบันที่มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 750,000 ตำแหน่ง ซึ่งจะมีการรวบรวมและจัดแสดงข้อมูลการจัดงานจ๊อบแฟร์ในสถานที่ต่างๆ จากบริษัทจัดหางานและจัดหาบุคลากรเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ และ 4.มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยเน้นกลุ่มคนตัวเล็ก หรือพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย และมาตรการเปิดรับผู้ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดให้มีการจัดทำรายละเอียดและเสนอ ศบศ.ในอีก 2 สัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบันมีความน่ากังวลอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 ติดลบ 12.2% ตัวเลขการว่างงานจึงเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงก่อนการล็อกดาวน์ จากอัตราการว่างงานเพียง 1% หรือประมาณ 4 แสนคน พุ่งสูงขึ้นเป็น 8 แสนคน หรือ 1.95% ทั้งนี้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นภายใน 6 เดือนจนถึงสิ้นปี ธุรกิจเอสเอ็มอีอาจมีการปลดคนงานสูงถึง 2 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องจับตาดูว่า ศบศ.จะจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยขนาดไหน หากมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมามีผลสำเร็จ อัตราการว่างงานในช่วงปลายปีไม่ควรถึง 1.5 ล้านคน แต่หากปลายปีเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ก็มีโอกาสที่จะเห็นตัวเลขการว่างงานสูงถึง 2 ล้านคนได้&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ระบุ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74976</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, กระตุ้นเศรษฐกิจ, กระตุ้นใช้จ่าย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แพ็กเกจท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3d39b6397af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
