<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บาทแข็งทำรายได้ส่งออกหายไปแล้ว 4 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ในวันที่ 25 ก.พ. 2562 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาส 1 ปี 2562 ร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) และผู้ส่งออกในกลุ่มสำคัญต่างๆที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกปี 2562 ขยายตัว 8% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งค่าเงินบาทแข็งค่า สงครามการค้าสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ราคาน้ำมันตกต่ำ การแข่งขันส่งออกสินค้าในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2562 หรือแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 6% ทำให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาทสูญเสียไป 4 แสนล้านบาท หรือคำนวณจากการส่งออกสินค้าไทยในปี 2561 ที่มีมูลค่าประมาณ 8 ล้านล้านบาท ถือเป็นปัญหาใหญ่ของภาคการส่งออกในขณะนี้

&amp;ldquo;ภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบหนัก คือภาคเกษตรและอาหาร เพราะใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกือบ 100% ไม่ได้รับผลดีจากการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต โดยการแก้ไขของผู้ส่งออกที่ผ่านมา คือพยายามหาวิธีลดต้นทุน เพื่อจะได้เสนอราคาสินค้าให้กับผู้ซื้อได้ถูกลง แต่พอลดมากๆเมื่อมาถึงจุดนี้ตั้งราคาลำบาก บางรายแก้ปัญหาด้วยการยอมขายขาดทุน บางรายแก้ปัญหาด้วยการลดกำลังการผลิต เพราะรู้ว่าขายไปก็ขาดทุน&amp;rdquo; นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าภาครัฐจะผลักดันให้ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงค่าเงินเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินผันผวน แต่สถานการณ์ค่าเงินบาที่แข็งค่าขึ้นขณะนี้ ไม่ใช่ความผันผวน เพราะได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจาก 34 บาท/ดอลลาร์ เหลือ 31 บาท/ดอลลาร์ และไม่มีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่าลงภายใน 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมาก ดังนั้นหากค่าเงินบาทยังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งชันระยะยาว และทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกสินค้าให้กับคู่แข่ง เพราะเมื่อขายแล้วขาดทุน จะเกิดการลดการผลิตจนถึงไม่ผลิต มีผลเสียต่อส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทย

&amp;ldquo;ได้หารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการประกันความเสี่ยงไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการมากนัก เพราะค่าเงินเกินระดับความผันผวนที่ควรจะเป็น ซึ่งทางออกเรื่องนี้คงต้องให้แบงก์ชาติผลักดันลดการใช้เงินสกุลดอลาร์สหรัฐ และมาใข้เงินสกุลทางตรงกับประเทศที่เป็นคู่ค้า เช่น ค้าขายกับจีนก็ควรจะใช้เงินหยวน โดยปัญหาทั้งหมดจะรายงานในที่ประชุมที่จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ด้วย รวมถึงสถานการณ์ของสงครามการค้าสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงทางการค้า ทำให้ตลาดผู้ซื้อระมัดระวังการใช้จ่าย&amp;rdquo; นายวิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29870</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ค่าเงินบาท, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c346df7214bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “เอ็กซิมแบงก์” โอดส่งครามการค้าทุบส่งออกไทยครึ่งปีหลังโตแผ่วเหลือ 7%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอ็กซิมแบงก์&amp;rdquo; โอดสงครามการค้ากระทบส่งออกไทยครึ่งปีหลังแผ่ว เหลือโตแค่ 7% แนะผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัวหันลงทุนในประเทศที่ไม่ถูกพิษกำแพงภาษี พร้อมคลอด 2 สินเชื่อช่วยผู้ประกอบการรับมือความผันผวนในตลาดการค้าโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ขณะนี้ธนาคารกำลังจับตาผลกระทบจากสงครามโลกที่มีต่อผู้ส่งออกไทยอย่างใกล้ชิด โดยยอมรับว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะชะลอตัวลงเหลือเติบโต 7% ต่ำกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัวเกิน 10% เนื่องจากครึ่งปีแรกผู้นำเข้ามีการสั่งสินค้าจากไทยเข้าไปสต็อกล่วงหน้าจำนวนมาก โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า ที่จะมีการขึ้นภาษีในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารยังได้คุยกับผู้ประกอบการไทย เพื่อติดตามผลกระทบระยะยาว รวมถึงแนะแนวทางในการปรับตัว เพราะต่อไปหากสหรัฐฯ มีการตั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้นอีกกลับกลุ่มประเทศที่เกินดุลสหรัฐฯ ไทยก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทางผู้ประกอบการอาจต้องการปรับตัวด้วยการหันไปลงทุนผลิตสินค้าในประเทศที่ไม่ถูกตั้งกำแพงภาษี หรือถูกกีดกันการค้าน้อยแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนจากการค้าโลกที่กำลังเกิดขึ้น ธนาคารได้ออกสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางที่มียอดขาย 50-500 ล้านบาท 2 โครงการ ได้แก่ &amp;nbsp;สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อธุรกิจขนาดกลาง &amp;nbsp;เป็นเงินหมุนเวียนก่อนและหลังการส่งออก วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย &amp;nbsp;ดอกเบี้ยปีแรกขั้นต่ำที่ &amp;nbsp;4.25% ต่อปี ปีสอง 4.75% &amp;nbsp;ปีที่ 3 เป็นต้นไปเป็นไปตามมาตรฐานธนาคาร พร้อมให้วงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สูงสุด 3 เท่าของวงเงินสินเชื่อ ใช้หลักประกันขั้นต่ำ 35% และบุคคลค้ำประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกโครงการเป็น สินเชื่อรับซื้อตั๋วเพื่อธุรกิจขนาดกลาง ใช้หมุนเวียนหลังการส่งออก เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย &amp;nbsp;ดอกเบี้ยปีแรกขั้นต่ำ 4.25% ต่อปี ปีที่สอง ขั้นต่ำ &amp;nbsp;4.75% หลังจากนั้นเป็นไปตามมาตรฐานธนาคาร พร้อมวงเงินสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สูงสุด 3 เท่าของวงเงินสินเชื่อ ใช้หนังสือค้ำประกันของ บสย.และบุคคลค้ำประกัน หรือหลักประกันขั้นต่ำ 30% และบุคคลค้ำประกัน ทั้งสองบริการนี้มีระยะเวลาอนุมัติตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนก.ค.62 มีเป้าหมายอนุมัติวงเงินรวม 3 พันล้านบาท &amp;nbsp;ช่วยเหลือผู้ส่งออกได้ 100-200 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลดำเนินการของธนาคารช่วง 7 เดือน ของปีนี้ สามารถปล่อยสินเชื่อไปได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมาย 3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มยอดสินเชื่อคงค้างให้ได้ตามเป้าหมายถึง 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 9.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน 65% และสินเชื่อหมุนเวียน 35% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ในระดับที่บริหารได้ 3.56% และคาดว่าตลอดทั้งปีจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ผู้ประกอบการขนาดกลาง มีสัดส่วนเพียง 0.5% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ แต่กลับสามารถสร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้สูง มีผลต่อจีดีพีถึง 12.5% &amp;nbsp;หรือ 1.79 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงาน 7.4% ของการจ้างงานรวม &amp;nbsp;หรือ 1.09 ล้านราย มีสัดส่วน 9.4% ของมูลค่าส่งออกรวม หรือ 7.1 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16062</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, สงครามการค้า, เอ็กซิมแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180115/5a5c49dd884f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2018 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยเดือนพ.ค. ขยายตัวดีต่อเนื่อง แต่แอบห่วงส่งออกแผ่วปลายปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ค. ขยายตัวดีต่อเนื่อง ตามการส่งออกที่ขยายตัวสูง หวั่นเศรษฐกิจโลกกดส่งออกแผ่วปลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. 61 ขยายตัวดีต่อเนื่อง ตามการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงที่ 13.1% สอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่ขยายตัวดีและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ด้านอุปสงค์ในประเทศขยายตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง โดยการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในทุกหมวดการใช้จ่าย ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวสอดคล้องกัน ด้านการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในทุกหมวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธปท.ประเมินว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จะขยายตัวได้ในระดับ 2 หลัก ขณะที่แนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังยาวไปจนถึงปีหน้า คาดว่าจะชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานส่งออกที่สูงขึ้นในช่วงก่อนหน้าและปัจจัยในเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยไม่นับรวมปัญหาสงครามการค้า แต่การส่งออกทั้งปียังเป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ที่ 9%&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยวในเดือน พ.ค. ขยายตัวขยายตัว 6.4% จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและฮ่องกง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม อาทิ มาเลเซีย และตะวันออกกลางลดลง ส่วนหนึ่งจากเทศกาลรอมฎอนที่ปีนี้มาเร็วกว่าปีก่อน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวรัสเซียลดลงเช่นกัน จากการชะลอการท่องเที่ยวก่อนเทศกาลฟุตบอลโลก เมื่อปรับฤดูกาลแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 1.5% จากเดือนก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงในเกือบทุกกลุ่มหลักยกเว้นจีนและเอเชียที่ไม่รวมจีนและมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.49% เร่งขึ้นจาก 1.07% ในเดือนก่อน ตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศและราคาก๊าซหุงต้มที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อยู่ที่ 0.80% เร่งขึ้นจาก 0.64% ในเดือนก่อน ขณะที่ค่าเงินบาทล่าสุดอ่อนลงมาที่ 33.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะดูเหมือนอ่อนค่าลงมามาก แต่เมื่อเทียบกับภูมิภาคก็ยังอยู่ในอันดับที่ 7 ไม่ได้อ่อนค่าแรงเกินไป และยังแข็งค่ากว่าช่วง มิ.ย. 60 ที่อยู่ที่ 33.96 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทผันผวนเพิ่มขึ้น 6%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ดอน นาครทรรพ, ธปท., สงครามการค้า, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 15:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 15:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ธปท.ห่วงสงครามการค้าโลกยืดเยื้อกดดันส่งออกและเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ห่วงความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง &amp;ldquo;สหรัฐ-ประเทศคู่ค้า&amp;rdquo; ส่อเค้ายืดเยื้อและเข้มข้นต่อเนื่อง ชี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 61 - นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. มองว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อและเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง ไม่เฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีนเท่านั้น แต่ระหว่างสหรัฐกับยุโรป แคนาดา และเม็กซิโกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้ความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกเป็นความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อการขยายตัวของการส่งออกและของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งประมาณการมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยโดย ธปท. ล่าสุดที่ 9% ต่อปีในปี 2561 และ 5% ในปี 2562 &amp;nbsp;เพียงนับมาตรการภาษีที่มีความชัดเจนแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ กระแสการกีดกันการค้าโลกไม่ได้กระทบเฉพาะการค้าระหว่างประเทศ แต่รวมถึงการลงทุนระหว่างประเทศด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11903</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ธปท., สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
