<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;รับน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)กล่าวว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดของไทยขณะนี้นั้น เบื้องต้นประเมินว่า อาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจบ้าง แต่ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมต่างมีบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมา และมีการเตรียมรับมือได้มากขึ้น เพียงแต่อาจเห็นผลกระทบทางอ้อมจากพื้นที่น้ำท่วม เช่น ด้านการขนส่ง ซึ่งโดยรวมก็ถือว่ากระทบไม่มากนัก โดย ธปท.จะติดตามปัจจัยเรื่องน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ย. 2564เริ่มกลับมาดีขึ้นในหลายกิจกรรม หลังภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ยังต้องติดตามปัญหา&amp;nbsp;Supply disruption,&amp;nbsp;ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19&amp;nbsp;ของทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า และเชื่อมโยงมาถึงภาคการผลิตและการส่งออกของไทยด้วย

ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าในเดือน ส.ค. 2564&amp;nbsp;ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจของหลายประเทศคู่ค้าชะลอตัวลงจากปัญหาการกลับมาระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;อีกระลอก รวมทั้งปัจจัยในประเทศจากผลกระทบของปัญหา&amp;nbsp;Supply disruption&amp;nbsp;และการระบาดในโรงงานผลิตสินค้าส่งออก

เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว สะท้อนมาถึงการส่งออกในเดือนส.ค.ที่แผ่วลง โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า&amp;nbsp;(ก.ค.)&amp;nbsp;จะลดลง&amp;nbsp;-3.5%&amp;nbsp;แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;(ส.ค.63)&amp;nbsp;จะลดลงค่อนข้างมาก ที่เห็นได้ชัดคือสินค้าในกลุ่มยานยนต์ จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าลดลง โดยเฉพาะการส่งออกไปอาเซียนและออสเตรเลีย รวมถึงการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ประสบปัญหา&amp;nbsp;Supply disruption

ส่วนสถานการณ์เงินบาทในช่วงปลายเดือน ส.ค.&amp;nbsp;เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังจากยอดผู้เชื้อโควิด-19ในประเทศเริ่มลดลง และได้เห็นการผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐ ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ทำให้บาทกลับมาแข็งค่าขึ้น เป็นเพราะดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ&amp;nbsp;(เฟด)&amp;nbsp;ส่งสัญญาณแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะยังผ่อนคลายต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีการลด&amp;nbsp;QE&amp;nbsp;แล้ว จึงทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ และเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นในช่วงปลายเดือนส.ค.ต่อเนื่องถึงต้นเดือนก.ย. 2564

&amp;ldquo;ในช่วงปลายเดือนก.ย. 2564&amp;nbsp;เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็วอีกครั้ง เนื่องจากเฟด และธนาคารกลางของประเทศหลัก ๆ เริ่มเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น และเงินเฟ้อปรับขึ้น โทนการทำนโยบายจึงค่อนไปทางต้องการจะกลับมาใช้นโยบายที่ตึงตัวมากขึ้น จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ประกอบกับความกังวลต่อปัญหาความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของจีนจากกรณีบริษัท เอเวอร์แกรนด์ ที่อาจจะลุกลามกลายเป็นความเสี่ยงในเชิงระบบได้ โดยธปท.เข้าไปดูแลเป็นระยะ เพื่อไม่ให้ค่าเงินเกิดความผันผวนหรือเคลื่อนไหวเร็วเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิด&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว

นางสาวชญาวดี กล่าวอีกว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส&amp;nbsp;4/2564 สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น จากสมมติฐานที่ว่า วัคซีนป้องกันโควิดจะมีการนำเข้ามามากขึ้นในช่วงนี้ และมีการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น จึงน่าจะทำให้ไม่เกิดการระบาดรอบใหม่ หรือไม่กลับไประบาดรุนแรงและเป็นวงกว้างเหมือนรอบที่ผ่านมา ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนน่าจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ รวมถึงการทยอยเปิดเมืองเพื่อการท่องเที่ยวที่จะค่อย ๆ กลับมามากขึ้น ดังนั้น กรณีของวัคซีนในไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;จึงมีบทบาทมากต่อความเชื่อมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ และในปี&amp;nbsp;2565วัคซีนจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนยิ่งขึ้น

&amp;quot;ไตรมาส&amp;nbsp;4/2564&amp;nbsp;ก็ยังมีความเสี่ยงในด้านต่ำ ธปท.&amp;nbsp;หวังว่าวัคซีนจะเข้ามาต่อเนื่องตามสมมติฐานที่คาดการณ์ ก็จะช่วยเรื่องการระบาดรอบใหม่ได้ ส่วนเรื่องน้ำท่วม เชื่อว่าผู้ประกอบการเตรียมตัวได้ดีขึ้น และจากที่หารือกับกรมชลประทาน ที่บอกว่าเป็นสถานการณ์น้ำหลาก ซึ่งถ้าบริหารจัดการได้ดี ก็เชื่อว่าจะดูแลสถานการณ์ได้ แม้จะเห็นประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก แต่ก็ยังไม่ใช่ในส่วนของภาคการผลิต ดังนั้นผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงยังเทียบกับผลกระทบทางสังคมไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;น.ส.ชญาวดีกล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118356</URL_LINK>
                <HASHTAG>.น้ำท่วม, กระทบเศรษฐกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.รับวิกฤตโควิด-19 หนักหน่วงรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในการประชุมสามัญประจำปี 2564 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงมาตรการช่วยเหลือและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยุคโควิด ว่า ยอมรับว่าวิกฤตโควิด-19 เป็นวิกฤตที่หนัก ส่งผลกระทบในวงกว้างและแรงทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ติดลบมากที่สุดในรอบ 22 ปี แต่ตัวเลขจีดีพีก็อาจยังไม่สะท้อนผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าโควิดเป็นปัญหาที่รุนแรงและสะสมนาน มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนกน้านี้ก็พูดได้เลยว่าไม่พอ ขณะที่การปล่อยสินเชื่อและช่วยเหลือลูกหนี้โดยกลไกปกติของธนาคารพาณิชย์ แม้จะทำได้ดี แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ซึ่งจุดที่ระบบธนาคารพาณิชย์ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร คือ การช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมจะออกหรือปรับมาตรการเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้สินเชื่อไปถึงกลุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสที่กลุ่มนี้จะเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการขยายเวลาชำระหนี้ รวมทั้งต้องเร่งช่วยลูกหนี้ให้ได้จำนวนมากและเร็ว เพื่อให้คนไทยทุกคนเมื่อจบวิกฤติแล้วจะเจ็บตัวน้อยที่สุด&amp;rdquo;นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัจจุบันไทยก็เป็นประเทศที่พึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างสูง เห็นได้จากตัวเลขสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 14 ล้านล้านบาท เทียบกับสินเชื่อที่มาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ 5 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ แม้ช่วงหลังภาคเอกชนจะระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น แต่ยอดคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่เพียง 3 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าเครื่องยนต์สำคัญที่จะหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน คือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงและเศรษฐกิจที่หดตัวนี้ โอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะหุบร่ม หรือไม่ปล่อยสินเชื่อจะมีสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ธปท. จะติดตามดูแลการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ทั้งการดูแลภาระหนี้เดิม การออกมาตรการแก้หนี้ระยะยาวเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้เหมาะกับปัญหา การออกแบบมาตรการปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้อหรือสนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถจัดสรรทรัพยากรไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากขึ้น และยังมีฐานะแข็งแกร่ง เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามและแรงไปกว่าเดิม ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์ทำงานได้ต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับภาวะปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับไปเข้มแข็งได้ จะต้องก้าวผ่านวิกฤตโควิด และปูรากฐานให้ภาคอุตสาหกรรมในยุคหลังโควิดเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขอบคุณภาครัฐ ที่ล่าสุดได้ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเป็น 70% แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดูแลสถานการณ์ให้ได้มากขึ้นและต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใส่ใจกับการใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่าส.อ.ท.มีภารกิจช่วยเหลือสมาชิกภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ให้บริการ 360 องศา แก่สมาชิกครอบคลุมทุกมิติ เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ภายใต้แนวคิดว่าถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน เปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตลาด เปลี่ยนรูปแบบสู่ดิจิตอลมากขึ้น ยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยด้านการตลาดวางกลยุทธ์ 3 แนวทาง คือ การเข้าสู่ระบบออนไลน์(Go Online) การก้าวออกไปเชื่อมโยงทั่วโลก(Go Global) และการเข้าถึงโครงการภาครัฐ(Go Government) สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ช่องทาง เครื่องมือ และเงินทุน โดยชูโครงการเมด อิน ไทยแลนด์(Made in Thailand) เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่ง ส.อ.ท.เตรียมจัดงานมหกรรมสินค้าแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทย FTI Expo ผลักดันสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ รองรับเปิดประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการเงิน ส.อ.ท.ยังคงส่งเสริมสมาชิกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เน้น 2 แนวทางคือการผลักดันสินเชื่อรูปแบบซัพพลาย เช่น สินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจหรือสินเชื่อหมุนเวียนคู่ค้า(Supply Chain Financing) และการระดมทุนในตลาดทุนสำหรับธุรกิจและเอสเอ็มอี การส่งเสริมสมาชิกให้สามารถนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม, การสร้างทักษะใหม่และการยกระดับทักษะการทำงานของบุคลากรภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการสรรหาบุคลากรให้ตรงอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 80 หลักสูตรเฉพาะทาง รวมถึงการยกระดับธุรกิจด้วยดิจิตอล แพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.), เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการมองเศรษฐกิจQ2ทรุดชี้มาตรการป้องกันโควิด กระทบค้าปลีก-ภาคท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เมษายน 2564 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศรายวัน ประกอบกับแนวโน้มที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสูงจากการเดินทางกลับมาทำงานหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีมาตรการรักษาระยะห่างที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อลดความเป็นไปได้ในการติดเชื้อ ซึ่งน่าจะช่วยให้สถานการณ์กลับมาช่วงก่อนการระบาดรอบ 3 นี้ได้ดีขึ้น คาดว่าจะเห็นการผ่อนคลายได้ในอีกหนึ่งถึงสองเดือน แต่ในภาวะผู้ติดเชื้อที่จะลดลง สภาพเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสที่สองก็อาจไม่สดใสอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้า โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการป้องกันโควิดนี้ มีได้หลายช่องทางดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเดินทางท่องเที่ยวลดลง กระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. รายได้กลุ่มอาชีพอิสระ ค้าขายลดลง เพราะคนออกนอกบ้านน้อยลง และระมัดระวังการใช้จ่าย กระทบร้านค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และค้าปลีกอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ความเชื่อมั่นการบริโภคลดลง กระทบสินค้าขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี บางกลุ่มธุรกิจอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร้านค้า/ส่งสินค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ร้านค้าขนาดเล็กที่รับบัตรสวัสดิการของรัฐหรือรับชำระผ่านระบบเงินโอนตามมาตรการรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ภาคการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เพราะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป เคมีภัณฑ์ และยางพารา เป็นต้น ซึ่งรายได้พนักงานน่าจะทรงตัวตามชั่วโมงการทำงานหรืออาจไม่ลดลงมากนักหากมีการรักษาระยะห่างมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปมาตรการป้องกันโควิดรอบนี้น่าจะกระทบการบริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะภาคค้าปลีก และภาคท่องเที่ยว ขณะที่คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มอาจไม่ได้รับผลกระทบแรงเท่ากลุ่มอื่น แต่เนื่องจากคนทำงานที่บ้านมากขึ้น คนเดินทางหรือออกนอกบ้านน้อยลง มีผลให้ยอดขายลดลงตามจำนวนคน กลุ่มที่รับเงินโอนตามมาตรการภาครัฐอาจกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่นเพราะคนเลือกใช้บริการเพื่อลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มที่อาจไม่ได้รับผกระทบมากนักแต่ก็ยังกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจึงลดการใช้จ่าย เช่น ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือน หรือกลุ่มแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่อส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมุมเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สอง หากการระบาดคลี่คลายลงในเดือนพฤษภาคมและสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน ผลกระทบทางการบริโภคในประเทศไม่น่ารุนแรงเท่าการล็อกดาวน์ปีก่อน แต่น่าจะรุนแรงกว่ารอบเดือนมกราคม ปัจจัยสนับสนุนมีเพียงมาตรการรัฐและการส่งออก เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหลังปรับฤดูกาลเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเกิดการถดถอยทางเทคนิค หรือ technical recession แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สองจะขยายตัวได้สูงเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนก็ตาม โดยเรากำลังปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่าอาจขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 2.6% ซึ่งจะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 2 หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามาตรการป้องกันโควิดนี้จะ 1. ควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว 2. มีมาตรการชดเชยผู้ขาดรายได้ เช่นเพิ่มเงินโอน และต่ออายุมาตรการที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 3. มีมาตรการลดค่าครองชีพอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางระบบสาธารณะ 4. ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีมาตรการเพิ่มเติมในการลดภาระดอกเบี้ย เช่น ลดค่าธรรมเนียม FIDF หรือลดดอกเบี้ยกนง.ในรอบการประชุมวันที่ 5 พฤษภาคม พร้อมเร่งอัดฉีดเงินกู้ให้ธุรกิจ อีกทั้งอาจเห็นการต่อมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งทางธนาคารน่าดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ลูกค้าให้รวดเร็วขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99733</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, มาตรการควบคุมโควิด, อมรเทพ จาวะลา, เศรษฐกิจไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรคาดโควิด-19ระบาดรอบใหม่กระทบเศรษฐกิจ4.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ซึ่งเริ่มต้นจากตลาดกุ้งในสมุทรสาครเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 จนกระทั่งนำมาสู่การล็อกดาวน์ชั่วคราวจังหวัดสมุทรสาครตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564 ขณะเดียวกันก็ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อที่กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ในเบื้องต้น ภายใต้กรณีที่ไม่พบคลัสเตอร์ของจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่นหรือเหตุการณ์ไม่ลุกลามจนนำมาสู่การล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยอาจได้รับความสูญเสียจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 คิดเป็นมูลค่าราวๆ 45,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจำแนกผลกระทบได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประมงและอาหารทะเล ที่อาจมีมูลค่ารวมกันราว 13,000ล้านบาท จากความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการชะลอการบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในระยะสั้น นอกจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไปก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้างโดยเฉพาะในด้านขั้นตอนการตรวจสอบและกระบวนการต่างๆ ที่คู่ค้าอาจหยิบยกให้ผู้ประกอบการไทยมีการดำเนินการเพิ่มเติม ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก็ตาม ทั้งนี้ สมุทรสาคร นับเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำ โดยปริมาณสัตว์น้ำสดที่ใช้ในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำเค็ม มีสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งประเทศ (ไม่รวมวัตถุดิบนำเข้า) การล็อกดาวน์ จึงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิตหมวดนี้ไม่น้อย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของสินค้าและกระบวนการผลิตโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คงจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด จากการที่ผู้บริโภคและผู้ใช้วัตถุดิบยังมีทางเลือกในการซื้อและจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น อีกทั้งมีประเภทอาหารที่หลากหลายและเพียงพอ ขณะที่โดยปกติประชาชนส่วนใหญ่ก็นิยมบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในสัดส่วนที่น้อยกว่าเนื้อสัตว์อย่างหมูและไก่อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสูญเสียจากการที่ประชาชนชะลอการทำกิจกรรมในช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ได้แก่ การเลี้ยงสังสรรค์ การจัดกิจกรรมต่างๆ การลดความถี่ในการใช้จ่ายที่ร้านค้าปลีก เป็นต้น (ไม่รวมการเดินทางท่องเที่ยว) ขณะที่ ประชาชนอาจมีการจัดหาหรือสำรองสินค้าจำเป็น เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ อาหารพร้อมปรุง/พร้อมทาน เป็นต้น เพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้านี้บ้าง รวมทั้งคงจะหันไปทำกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นแทนการออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสูญเสียจากการชะลอการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไปประมาณ 17,000 ล้านบาท หรือราว 30% ของรายได้ท่องเที่ยวในช่วงเวลา 1 เดือน ภายใต้กรณีที่ยังไม่ได้มีประกาศห้ามการเดินทางข้ามจังหวัด โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลาง รวมกรุงเทพฯ ตลอดจนจังหวัดรอยต่อชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา อย่างไรก็ดี ประชาชนบางส่วนที่ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ อาจจะมีการปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังพื้นที่หรือจังหวัดที่ไม่พบจำนวนผู้ติดเชื้อทดแทนได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากความสูญเสียทั้ง 3 ด้านแล้ว สถานการณ์ COVID-19 รอบใหม่นี้ ยังอาจสร้างผลกระทบด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้อย่างชัดเจนด้วย อาทิ ผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าอื่นๆ ในตลาด จากการที่ผู้คนหลีกเลี่ยงการสัญจรโดยเฉพาะการสัญจรไปในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือพบผู้ติดเชื้อ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ที่สร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมข้างต้น เป็นกรอบการประเมินเบื้องต้นจนถึง ณ ขณะนี้เท่านั้น ซึ่งคงจะต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคงจะต้องร่วมมือกันในการดูแลและจำกัดผลกระทบทั้งในมิติด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เหตุการณ์ค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หากการระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ สามารถควบคุมได้ และภาครัฐมีมาตรการที่สร้างความมั่นใจให้กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสที่มูลค่าความสูญเสียจะต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87682</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทบเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fdd6b433e871.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19ฉุดเศรษฐกิจร่วง เอดีบีหั่นจีดีพีโตติดลบ8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เอดีบี&amp;rdquo; หั่นจีดีพีไทยปีนี้โตติดลบ 8% หลังโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจหนัก ลุ้นปี 2564 กลับมาฟื้นตัวที่ 4.5% แนะจับตาปัจจัยเสี่ยงของไวรัสระบาดรอบ 2 การกีดกันทางการค้าและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่ &amp;ldquo;สรรพากร&amp;rdquo; จ่อถกคลังปรับเป้าหายจัดเก็บรายได้ปีงบ 2564 ลงจาก 2.08 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เปิดเผยในรายงาน Asian Development Outlook 2020 Update โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ (จีดีพี) จะติดลบ 8% ซึ่งหดตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ 4.8%&amp;nbsp; เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้จะมีแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและการเงินก็ตาม แม้ว่าผลจากความสามารถในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ แต่ผลจากการระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่าจะกลับมาขยายตัวที่ 4.5% ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมที่ 2.5% โดยอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะติดลบในปีนี้อยู่ที่ 1.6% จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน การหดตัวสูงของราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงมาตรการรัฐบาลที่ช่วยลดค่าสาธารณูปโภคด้วย ก่อนจะปรับตัวเป็นบวกที่ 0.8% ในปีหน้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังคงเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทั่วโลก การกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายใน ได้แก่ การกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เอดีบียังคาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียในปีนี้จะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ทศวรรษที่ 0.7% แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2564 ที่ 6.8% เนื่องจากภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวจากหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่อ่อนแอในปี 2563 แต่ผลผลิตในปีหน้ายังคงต่ำกว่าประมาณการก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยในรายงานได้แนะนำการฟื้นตัวแบบรูปตัว &amp;quot;L&amp;quot; แทนที่จะเป็นตัว &amp;quot;V&amp;quot; และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคจะติดลบถึง 3 ไตรมาสในปี 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า เป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปีงบ 2564 ที่ 2.08 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีการหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในเร็วๆ นี้ เพื่อปรับเป้าหมายการจัดเก็บลง เนื่องจากเป้าหมายเดิมตั้งไว้ก่อนมีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพากรอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป้าหมายการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรจริงๆ ในปีงบประมาณ 2564 จะเหลือเท่าไร ต้องรอหารือกับ สศค.ในเร็วๆ นี้ โดยรอให้จบปีงบประมาณ 2563 เพื่อดูภาษีที่เก็บได้ที่แท้จริง และประเมินภาวะเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด ส่วนในปีงบประมาณ 2563 กรมเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่จะต่ำกว่าเป้าหมายกี่แสนล้านบาท ขอดูตัวเลขเดือนสุดท้าย (เดือน ก.ย.) ก่อน เพราะเป็นเดือนที่นิติบุคคลต้องยื่นแบบและเสียภาษีรอบครึ่งปีของปี 2563&amp;quot; นายเอกนิติกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเอกนิติกล่าวอีกว่า การเก็บภาษีในเดือน ส.ค.2563 ของกรมสรรพากร เกินเป้าหมายกว่า 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการเลื่อนการเก็บภาษีมาจากเดือนก่อนหน้า เพื่อช่วยลดภาระผู้เสียภาษี โดยกรมสรรพากรได้เร่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจ มีการคืนภาษีไปได้แล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด 8 เดือนของปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.2562-พ.ค.2563) รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิ 1.5 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.89 แสนล้านบาท โดย 3 กรมภาษีเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2.18 แสนล้านบาท เป็นกรมสรรพากรเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.39 แสนล้านบาท กรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้าหมาย 7.09 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 8,516 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77573</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบเศรษฐกิจ, จีดีพี, จีดีพีไทย, ติดลบ 8%, ธนาคารพัฒนาเอเชีย, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอดีบี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60d58843055.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;ยุ4รัฐมนตรีไม่ต้องออก หวั่นเกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค.61- &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณี 4 รัฐมนตรีเปลี่ยนใจไม่ยอมลาออกว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีการพูดมานานแล้ว และตนเคยชี้แจงในอดีตรัฐมนตรีที่อยู่ในช่วงเลือกตั้งแล้วว่า ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนลาออกจากตำแหน่ง และทำงานต่อเนื่องไปถึงสิ้นสุดการเลือกตั้ง ที่สำคัญการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำต่อเนื่อง หากลาออกตอนนี้งานก็จะสะดุด เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราควรทำให้ต่อเนื่อง ส่วนที่ว่าจะเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นๆนั้น ที่โจมตีกันอยู่ก็เป็นคู่แข่งทางการเมือง ในอดีตทุกรัฐบาลก็ทำอย่างนี้มา ขอยืนยันว่า ถ้า 4 รัฐมนตรีลาออกไปก็จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทั้งนี้ ส่วนตัวได้พูดคุยกับ 4 รัฐมนตรีแล้วและอยากให้อยู่ต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยะ กล่าวถึงกระแสข่าวที่บัตรเลือกตั้งจะไม่มีโลโก้กับชื่อพรรคการเมืองว่า ขอยืนยันว่า พปชร.ไม่ได้รู้เห็นกัยกับ กกต.ในเรื่องนี้ และตนได้คุยกับว่าที่ส.ส. 30 กว่าคน รวมทั้งส.ส.ภาคเหนือ และภาคกลาง เห็นตรงกันว่า ต้องใส่ชื่อพรรคการเมืองพร้อมโลโก้พรรคเพื่อไม่ใช้ประชาชนมีความสับสน ดังนั้นอยากให้ กกต.ใส่ชื่อและโลโก้พรรคซึ่งจะเป็นประโยชย์ ส่วนจะได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของ กกต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าประชาชนจะเกิดความสับสน กรณีอดีตส.ส.ที่ย้ายมาพปชร. แต่ยังเข้าใจว่ายังอยู่พรรคเดิม เช่น พรรคเพื่อไทย นายสุริยะ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า พปชร.แข็งแกร่งพอสมควร ขอยืนยันว่าจำเป็นจะต้องใส่ชื่อและโลโก้พรรคการเมืองเพื่อให้เกิดความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ ออกมาโจมตีพรรคพปชร.ทำรูปแบบคล้ายพรรคไทยรักไทยในอดีต นายสุริยะ กล่าวว่า ในสมัยพรรคไทยรักไทย ตนก็อยู่ด้วย มีการสอบถามความต้องการของประชาชนจนนำไปสู่การทำนโยบาย ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับการตอบรับ ส่วนนโยบายที่พปชร.ทำอยู่ขณะนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ของประชาชน กรณีที่นายธีรยุทธออกมาโจมตีก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของท่าน ตนไม่ไปตอบโต้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23998</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 รัฐมนตรี, กระทบเศรษฐกิจ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, พลังประชารัฐ, ไม่ต้องลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a6557ef4ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
