<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 22:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ให้ยืดเวลาอพยพ ตอลิบันขู่ทหารต่างชาติอยู่เกินเส้นตายเจอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มตอลิบันเตือนสหรัฐและชาติพันธมิตรจะเจอกับ &amp;quot;ผลที่ตามมา&amp;quot; หากยังอยู่ภายในอัฟกานิสถานต่อหลังพ้นเส้นตายสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยอพยพออกมาได้แล้ว 37,000 คนนับแต่ตอลิบันยึดคาบูลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากกองทัพเยอรมนี ผู้อพยพจากคาบูลนั่งอยู่ภายในเครื่องบินทหารที่เดินทางมาถึงสนามบินทัชเคนต์ ของอุซเบกิสถาน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2564 (Photo by Handout/Bundeswehr via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สหรัฐและพันธมิตรกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเร่งอพยพพลเมืองต่างชาติและชาวอัฟกันหลายหมื่นคนออกจากสนามบินคาบูลโดยส่งกำลังทหารหลายพันนายมาช่วยปฏิบัติการนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายชาติให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยืดเส้นตายการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานวันที่ 31 สิงหาคม แต่ในวันจันทร์ กลุ่มตอลิบัน ที่เข้าควบคุมประเทศนี้ไว้ได้เกือบเบ็ดเสร็จตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แสดงท่าทีไม่ยอมประนีประนอมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซูฮาอิล ชาฮีน โฆษกตอลิบัน กล่าวกับสกายนิวส์ว่า การอยู่ต่อหลังพ้นเส้นตายที่ตกลงกันไว้จะเป็นการ &amp;quot;ขยายการยึดครอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากสหรัฐหรือสหราชอาณาจักรต้องการเวลาเพิ่มเติมเพื่อการอพยพต่อไป คำตอบคือไม่ และจะมีผลลัพธ์ตามมา&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีอ้างแหล่งข่าวจากตอลิบัน 2 รายด้วยว่า กลุ่มนี้จะไม่ประกาศจัดตั้งรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี จนว่าทหารอเมริกันคนสุดท้ายออกจากประเทศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง จอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ แถลงที่กรุงวอชิงตันในวันจันทร์ว่า ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สามารถอพยพคนออกจากอัฟกานิสถานทางสนามบินคาบูลได้ราว 16,000 คน และทำให้ยอดรวมผู้ที่ได้รับการโยกย้ายออกจากประเทศนี้นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเพิ่มเป็น 42,000 คน โดย 37,000 คนอพยพออกมานับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม เมื่อตอลิบันบุกมายึดกรุงคาบูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตื่นตระหนกของชาวอัฟกันที่ต้องการหนีกลุ่มอิสลามเคร่งจารีตที่เคยใช้หลักกฎหมายชะรีอะห์ปกครองประเทศระหว่าง 2539-2544 ก่อความโกลาหลวุ่นวายที่สนามบินนานาชาติฮามิดการ์ไซ ซึ่งเป็นทางออกจากประเทศที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวที่ฝ่ายตะวันตกควบคุมไว้ มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 คนในเหตุวุ่นวาย บางคนโดนเหยียบตาย และมีอย่างน้อย 1 คนเกาะเครื่องบินทหารที่บินขึ้นทำให้ตกลงมาตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในวันจันทร์ กระทรวงกลาโหมเยอรมนีเผยด้วยว่า มีชายอัฟกันรายหนึ่งโดนฆ่าตาย และอีก 3 คนบาดเจ็บ จากการยิงต่อสู้กันเมื่อเช้ามืดระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอัฟกันกับกลุ่มคนที่ไม่ทราบฝ่าย โดยทหารเยอรมันและทหารอเมริกันมีส่วนร่วมในการยิงตอบโต้เพิ่มเติมจากนั้นด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114311</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ตอลิบัน, อพยพคนออกจากคาบู, อัฟกานิสถาน, เส้นตายถอนทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_6123c286ba845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐอนุมัติขายปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์ให้ไต้หวัน40กระบอก รวม750ล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระตุกหนวดมังกรอีกแล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไฟเขียวแผนการขายปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์อัตตาจรขนาดกลาง M109A6 ขนาด 155 มม. แก่ไต้หวัน จำนวน 40 กระบอก ในความตกลงมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์ ด้านรัฐบาลไต้หวันระบุอาวุธจากสหรัฐจะช่วยรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม ว่าสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมของกระทรวงกลาโหมสหรัฐแจ้งต่อสภาคองเกรสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ถึงความเป็นไปได้ของแผนขายอาวุธดังกล่าวแก่ไต้หวัน มูลค่าประมาณ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 24,921 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพนตากอนเผยว่า แพ็กเกจนี้จะประกอบด้วย ปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งอัตตาจรขนาดกลาง เอ็ม109เอ6 ขนาดลำกล้อง 155 มิลลิเมตร จำนวน 40 กระบอก, ชุดนำวิถีกระสุนที่มีความแม่นยำ 1,698 ชุด, อะไหล่, การฝึก, สถานีภาคพื้น และการอัพเกรดปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งรุ่นเก่าของไต้หวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า แม้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐจะอนุมัติการขายอาวุธดังกล่าวแล้ว แต่หนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรสยังไม่ได้บ่งชี้ว่ามีการลงนามข้อตกลงหรือการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว ข้อตกลงนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่เนื่องจากทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตในสภาต่างเห็นพ้องกันในประเด็นการป้องกันไต้หวันจากการรุกรานของจีน จึงเชื่อว่าข้อตกลงฉบับนี้น่าจะผ่านความเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศอนุมัติขายอาวุธของสหรัฐครั้งนี้ต่อเนื่องจากการขายอาวุธหลายล็อตแก่ไต้หวันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงโดรนและระบบป้องกันมิสไซล์ชายฝั่ง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไต้หวันและปรามการรุกรานของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมไต้หวันออกคำแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีแสดงความ &amp;quot;ขอบคุณด้วยใจจริง&amp;quot; ต่อรัฐบาลสหรัฐ โดยระบุว่าเป็นคำประกาศขายอาวุธครั้งใหญ่ครั้งแรกแก่ไต้หวันนับแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน รับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ และอาวุธเหล่านี้จะช่วยให้ไต้หวันรักษาการป้องกันตนเองที่แข็งแกร่งและรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อต้องเผชิญกับการขยายและการยั่วยุทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน รัฐบาลของเราจะเสริมสร้างการป้องกันประเทศและความมั่นคงด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่วที่จะปกป้องชีวิตของผู้คน และวิถีชีวิตที่เสรีและเป็นประชาธิปไตย&amp;quot; แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าว โดยระบุว่า อาวุธเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของกองกำลังภาคพื้นดินของไต้หวันในการปฏิบัติตอบและยิงสนับสนุนได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์ที่เคลื่อนย้ายได้นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดยั้งการรุกราน ที่ช่วยให้กองทัพไต้หวันสามารถยิงโจมตีเรือลำเลียงพลที่กำลังมาถึงได้โดยตรง และยิงถล่มการยกพลขึ้นบก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาะปกครองตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้เผชิญกับภัยคุกคามจากการรุกรานของจีน ที่มองว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน และพวกผู้นำในปักกิ่งเคยปฏิญาณว่า หากถึงคราวจำเป็นสักวันหนึ่งจะยึดเกาะไต้หวันด้วยกำลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่อไต้หวันอย่างมาก เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดของจีนทดสอบเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันแทบจะรายวัน เรือขุดทรายของจีนก็เพิ่มกิจกรรมรอบหมู่เกาะที่อยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ และกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเคยเผยแพร่ข่าวการฝึกจำลองการรุกรานไต้หวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112340</URL_LINK>
                <HASHTAG>M109A6, กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้งอัตตาจรขนาดกลาง เอ็ม109เอ6, ปืนใหญ่ฮาววิตเซอร์, สหรัฐขายอาวุธ, สหรัฐอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610bd8d863710.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 22:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 22:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนย้ำเสี่ยงต่ำที่ชิ้นส่วนจรวดจากอวกาศก่ออันตราย สหรัฐเมินยิงสกัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนย้ำ มีความเสี่ยง &amp;quot;ต่ำมาก&amp;quot; ที่ชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5 บี ของจีน จะสร้างความเสียหายต่อการบินหรือมนุษย์ ขณะรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐยืนยันไม่มีแผนยิงทำลายชิ้นส่วนจรวดของจีน ที่คาดว่าจะกลับสู่ชั้นบรรยากาศโลกสุดสัปดาห์นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จรวดลองมาร์ช 5บี วาย2 ของจีนนำโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีนทะยานขึ้นจากฐานปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 (Photo by Hua Jiajun/VCG via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จรวดลองมาร์ช 5 บี ของจีนลูกนี้นำโมดูลอวกาศเทียนเหอทะยานขึ้นจากฐานปล่อยบนเกาะไห่หนานของจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน เพื่อไปประกอบเป็นสถานีอวกาศจีน (ซีเอสเอส) โดยภารกิจนี้เป็นการนำส่งชิ้นส่วนสถานีอวกาศเที่ยวแรกจากทั้งหมด 11 เที่ยว ผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐคาดว่าชิ้นส่วนจรวดที่เป็นท่อนหลักซึ่งแยกตัวออกจากซีเอสเอส จะตกสู่โลกประมาณวันเสาร์หรือวันอาทิตย์นี้ แต่ยากที่จะทำนายว่าชิ้นส่วนนี้จะตกที่ใดหรือเมื่อใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานบีบีซีกล่าวว่า ด้วยน้ำหนักที่มากถึง 18 ตัน ทำให้ชิ้นส่วนนี้เป็นหนึ่งในวัตถุขนาดใหญ่สุดที่จะดิ่งลงอย่างไร้ทิศทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในรอบหลายทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ที่กองบัญชาการอวกาศสหรัฐเผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อวันพุธกล่าวว่า จุดที่จรวดตกจากอวกาศกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกไม่สามารถระบุได้แน่นอนจนกว่าจะถึงช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่จรวดกลับเข้าชั้นบรรยากาศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในวันศุกร์ หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงที่กรุงปักกิ่งว่า ความเป็นไปได้ที่ชิ้นส่วนนี้จะก่อให้เกิดอันตรายต่อกิจการการบิน หรือต่อ (ผู้คนและกิจกรรม) บนพื้นโลกนั้นมีต่ำมาก ส่วนประกอบของจรวดส่วนใหญ่น่าจะถูกทำลายขณะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก และทางการ &amp;quot;จะแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนทุ่มเทเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในโครงการสำรวจอวกาศ ด้วยหวังให้สะท้อนการยกระดับสถานภาพของจีนในเวทีโลกและพลังทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นของจีน เจริญรอยตามการสำรวจอวกาศของสหรัฐ, รัสเซีย และยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ยืนยันเมื่อวันพฤหัสบดี ภายหลังเกิดกระแสคาดเดากันครึกโครมทางโซเชียลมีเดียเรื่องชิ้นส่วนจรวดของจีนว่า กองทัพสหรัฐไม่มีแผนจะยิงทำลายชิ้นส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรามีขีดความสามารถที่จะทำอะไรได้หลายอย่าง แต่เราไม่มีแผนยิงมันตก&amp;quot; ออสตินกล่าวกับนักข่าว และว่า เขาหวังว่าจรวดจะตกในสถานที่ที่ไม่เป็นอันตรายต่อใคร เช่นในมหาสมุทร หรือที่ไหนสักแห่งคล้ายกันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังตำหนิจีนกลายๆ ด้วยว่า จีนประมาทที่ปล่อยให้ชิ้นส่วนจรวดหลุดออกจากวงโคจร และพวกที่อยู่ใน &amp;quot;ขอบเขตด้านอวกาศ&amp;quot; ควรดำเนินการในโหมดที่ปลอดภัยและรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีของชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ชไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนสูญเสียการควบคุมยานจากอวกาศเมื่อกลับสู่โลก ในปี 2561 ห้องแล็บอวกาศเทียนกง-1 ที่ปลดระวางเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น แตกเป็นชิ้นๆ เมื่อกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก แม้ทางการจีนจะปฏิเสธว่าไม่ได้สูญเสียการควบคุมยานนี้ก็ตาม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102152</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ, จรวดลองมาร์ช 5บี, จีนชี้มีความเสี่ยงต่ำมาก, ชิ้นส่วนจรวดตกใส่ชุมชน, สถานีอวกาศจีน, โมดูลอวกาศเทียนเหอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_60955c43c239c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2019 21:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนตากอนปัดข่าวเสริมทหาร 14,000 นาย คุมเชิงตะวันออกกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อวันพุธ เพนตากอนปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาส่งทหารไปเสริมกำลังที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 14,000 นาย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม กล่าวว่า คำชี้แจงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อวันพุธเป็นการตอบโต้รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่อ้างแหล่งเจ้าหน้าที่สหรัฐไม่เปิดเผยนามหลายรายว่า เพนตากอนกำลังพิจารณาจะเสริมกำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งรวมถึงการส่งเรืออีกหลายสิบลำ และเพิ่มจำนวนกำลังพลในภูมิภาคนี้อีกเท่าตัวจากของเดิมที่ส่งมาวางกำลังเมื่อต้นปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วอลล์สตรีทเจอร์นัลกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะตัดสินใจเรื่องดังกล่าวอย่างเร็วภายในเดือนธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คำชี้แจงของอลิสซา ฟาราห์ โฆษกเพนตากอน ผ่านทวิตเตอร์ปฏิเสธรายงานข่าวชิ้นนี้ว่าไม่จริง สหรัฐไม่ได้กำลังพิจารณาส่งทหารไปเพิ่มในตะวันออกกลางอีก 14,000 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูมิภาคนี้เคยเกิดเหตุการณ์โจมตีเรือสินค้าหลายครั้ง และเมื่อเดือนกันยายน โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งของซาอุดีอาระเบียถูกโดรนและมิสไซล์ถล่มโดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐได้เสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคอ่าวและเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอิหร่าน กระพือความตึงเครียดทั่วภูมิภาค เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน สหรัฐเพิ่งส่งเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮิมลินคอล์นแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแสดงแสนยานุภาพสร้างความมั่นใจแก่ชาติพันธมิตรในภูมิภาคนี้ที่กังวลภัยคุกคามจากอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เคยประกาศไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่า สหรัฐกำลังส่งเครื่องบินรบ 2 ฝูงพร้อมกลุ่มอาวุธป้องกันมิสไซล์ไปเสริมที่ซาอุดีอาระเบีย และส่งกำลังพลชุดใหม่อีกราว 3,000 นาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านเต็มใจจะกลับสู่โต๊ะเจรจาด้านนิวเคลียร์ แต่สหรัฐต้องยุติการคว่ำบาตรที่กระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่านและอาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคมภายหลังรัฐบาลขึ้นราคาเชื้อเพลิง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51879</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ตะวันออกกลาง, ปฏิเสธข่าว, เพนตากอน, เสริมกำลังทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d88c47c1beeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2019 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2019 21:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพนตากอนปฏิเสธข่าวขู่ลดทหาร 4,000 นายในเกาหลีใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมสหรัฐปฏิเสธรายงานข่าวของสื่อเกาหลีใต้ ที่อ้างว่าสหรัฐกำลังพิจารณาถอนทหาร 4,000 นายออกจากเกาหลีใต้ หากรัฐบาลโซลไม่ควักกระเป๋าช่วยค่าใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับการคงทหารอเมริกัน 28,500 นายไว้เพื่อป้องปรามเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ มาร์ก เอสเปอร์ แถลงข่าวระหว่างเยือนเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนังสือพิมพ์โชซุลอิลโบของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน โดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตในกรุงวอชิงตันที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่า พวกนายทหารระดับสูงของกองทัพสหรัฐในเกาหลีใต้หารือกันเกี่ยวกับการถอนทหารอเมริกัน 1 กองพัน ซึ่งโดยทั่วไปมีกำลังพล 3,000-4,000 นาย ออกจากเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานชิ้นนี้มีออกมาภายหลังการเจรจาระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางทหารล่มลงกลางคันเมื่อ 2 วันก่อนหน้านั้น โดยเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้อ้างว่า สหรัฐเรียกร้องให้เกาหลีใต้เพิ่มเงินรายปีสำหรับค่าใช้จ่ายในการคงกำลังทหารอเมริกันไว้มากกว่า 5 เท่าจากของเดิม หรือเพิ่มเป็น 5,000 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจนาธาน ฮอฟฟ์แมน โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ว่า รายงานข่าวของโชซุนอิลโบ ที่ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังพิจารณาย้ายกำลังพลออกจากคาบสมุทรเกาหลีนั้นไม่มีความจริงอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนเวียดนาม ก็ปฏิเสธเช่นกันว่าเขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับแผนการถอนทหารออกจากเกาหลีใต้หากการเจรจาเรื่องค่าใช้จ่ายล้มเหลวลง &amp;quot;เราไม่ขู่ชาติพันธมิตรด้วยเรื่องนี้ นี่เป็นการเจรจาต่อรอง&amp;quot; เขากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้กล่าวว่า รายงานของโชซุนไม่ได้สะท้อนจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐ ส่วนนางคัง คยองฮวา รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีใต้ บอกกับคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่มีการหารือเรื่องการลดจำนวนทหารอเมริกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กฎหมายของสหรัฐกำหนดไว้ว่า กำลังทหารของสหรัฐในเกาหลีใต้จะต้องไม่ต่ำกว่า 22,000 นาย เว้นแต่เพนตากอนจะชี้แจงเหตุผลให้คองเกรสเห็นชอบ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50837</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, ถอนทหาร, เกาหลีใต้, เพนตากอน, โชซุนอิลโบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191121/image_big_5dd6988810442.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2019 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2019 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกาเปิดตัวกองบัญชาการ &#039;สเปซคอม&#039; รับมือสงครามอวกาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สหรัฐอเมริกาจัดตั้งกองบัญชาการอวกาศ &amp;quot;สเปซคอม&amp;quot; อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โวกองบัญชาการแห่งใหม่ของเพนตากอนนี้จะรับประกันว่าอิทธิพลครอบงำในอวกาศของสหรัฐจะไม่ถูกคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทหารคลี่ธงประจำกองบัญชาการอวกาศในพิธีเปิดตัวที่ทำเนียบขาว เบื้องหน้าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และรัฐมนตรีกลาโหม มาร์ก เอสเปอร์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2562 กล่าวว่า กองบัญชาการทหารแห่งใหม่ของสหรัฐที่เปิดตัวเมื่อวันพฤหัสบดี เป็นกองบัญชาการทหารเต็มรูปแบบกองที่ 11 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และเป็นกองบัญชาการแห่งที่ 2 ที่จัดตั้งขึ้นในเวลา 2 ปี ต่อจากกองบัญชาการไซเบอร์ หรือไซเบอร์คอม ที่จัดตั้งเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในพิธีที่ทำเนียบขาวว่า วันนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการมองเห็นคุณค่าความสำคัญของอวกาศต่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศของอเมริกา สเปซคอมจะรับประกันว่าอำนาจที่เหนือกว่าของอเมริกาในอวกาศจะไม่มีวันถูกคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า กองบัญชาการแห่งใหม่นี้จะยกระดับภาคพื้นอวกาศ ที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของดาวเทียมและอากาศยานบินสูงที่จำเป็นต่อการทำสงครามยุคใหม่ ให้เป็นเขตของการสงคราม เหมือนกับที่กองบัญชาการกลางดูแลภาคพื้นตะวันออกกลาง และกองบัญชาการแปซิฟิกที่ทำหน้าที่ป้องกันภาคพื้นแปซิฟิกตะวันตกและเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ากองทัพอากาศสหรัฐจะมีปฏิบัติการรบในอวกาศที่ซับซ้อนอยู่แล้ว แต่การมีสเปซคอมจะเพิ่มความสำคัญของปฏิบัติการนี้ และสนับสนุนระบบความชำนาญพิเศษและการฝึกรองรับการเผชิญหน้าในอวกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า ภัยอันตรายที่มีต่ออเมริกามีวิวัฒนาการตลอดเวลา อเมริกาจึงต้องพัฒนาตามไปด้วย &amp;quot;ข้าศึกของเราติดอาวุธวงโคจรของโลกด้วยเทคโนโลยีใหม่ พุ่งเป้าหมายที่ดาวเทียมของอเมริกาซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อทั้งปฏิบัติการในสนามรบและการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศ&amp;quot; เขากล่าว และว่า เสรีภาพของอเมริกาในการปฏิบัติการในอวกาศยังมีความจำเป็นในการตรวจจับและทำลายมิสไซล์ที่ยิงโจมตีสหรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลอากาศเอกจอห์น เรย์มอนด์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการคนแรกของสเปซคอม กล่าวก่อนหน้าพิธีว่า จีนและรัสเซียที่เป็นคู่แข่งของสหรัฐต่างทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการยุทธอวกาศ ที่สองชาตินี้เชื่อว่าจะสามารถลดทอนความได้เปรียบของสหรัฐเมื่อเกิดความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาท้าทายในอวกาศนั้นมีตั้งแต่การรบกวนดาวเทียมสื่อสารและระบุตำแหน่ง ไปจนถึงการยิงมิสไซล์จากภาคพื้นดินทำลายทำดาวเทียม เช่นที่จีนเคยทำให้เห็นเมื่อปี 2550.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44653</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, กองบัญชาการอวกาศ, สงครามอวกาศ, สหรัฐอเมริกา, สเปซคอม, เปิดตัว, เพนตากอน, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d6919a59c4f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 20:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพนตากอน&#039; คาด จีนเล็งขยายอิทธิพล ตั้งฐานทัพในต่างแดนเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมสหรัฐทำรายงานประจำปีว่าด้วยกองทัพจีน นำเสนอต่อคองเกรสเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่าจีนมีแผนจะตั้งฐานทัพในประเทศพันธมิตรของจีนทั่วโลก ด้วยข้ออ้างเพื่อคุ้มครองการลงทุนของจีนในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ธงชาติสหรัฐและธงชาติจีนประดับบนรั้วโรงเรียนนานาชาติในกรุงปักกิ่ง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2562 ว่า รายงานประจำปีว่าด้วยกองทัพและพัฒนาการด้านความมั่นคงของจีนที่กระทรวงกลาโหมนำเสนอต่อสภาคองเกรสเมื่อวันพฤหัสบดี คาดการณ์ว่า ความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของจีน เช่น ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (โอบีโออาร์) อาจจะผลักดันให้กองทัพจีนตั้งฐานทัพในต่างแดนมากขึ้น โดยอ้างอิงความจำเป็นของการคุ้มครองความปลอดภัยแก่โครงการโอบีโออาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน จีนมีฐานทัพในต่างแดนเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่จิบูตี ในแอฟริกาตะวันออก แต่สหรัฐเชื่อว่าจีนกำลังวางแผนตั้งฐานทัพในอีกหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงปากีสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จีนจะหาทางตั้งฐานทัพเพิ่มเติมในประเทศที่จีนมีความสัมพันธ์อันดีมายาวนานและมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์คล้ายคลึงกัน เช่น ปากีสถาน และในประเทศที่เคยมีฐานทัพของต่างชาติตั้งอยู่ด้วย&amp;quot; รายงานของเพนตากอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานคาดการณ์ว่า เป้าหมายที่จีนเล็งไว้สำหรับการตั้งฐานทัพนั้น รวมถึงในภูมิภาคตะวันออกกลาง, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนได้สร้างเกาะเทียมหลายเกาะขึ้นบนพืดหินปะการังในทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ และสร้างเสริมอาวุธยุทโธปกรณ์บนเกาะด่านนอกเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีที่แล้ว มีข่าวเรื่องการหารือจัดตั้งฐานทัพที่ฉนวนวากันซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน และเมื่อไม่นานมานี้มีรายงานของวอชิงตันโพสต์ระบุว่า จีนมีกองทหารจำนวนมากตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของทาจิกิสถาน ใกล้กับจุดเชื่อมต่อทางยุทธศาสตร์ระหว่างฉนวนวากัน, จีน และปากีสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเพนตากอนกล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน มุ่งหวังแผ่อำนาจของจีนไกลออกไปจาก &amp;quot;หลังบ้าน&amp;quot; ของจีนในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นรวมถึงการเสริมบทบาทของจีนในสถาบันระหว่างประเทศ, มีเทคโนโลยีชั้นนำ และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลก พร้อมกันกับการเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองทัพทั้งทางบก, ทะเล และอวกาศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35018</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงกลาโหมสหรัฐ, กองทัพจีน, จีน, ฐานทัพในต่างแดน, รายงานประจำปี, เพนตากอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccc46d11ce9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
