<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039; ยันรัฐจำเป็นกู้ 1.5 ล้านล้าน!เพื่อพยุงเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาในงานครบรอบวันสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปีที่ 60 &amp;ldquo;ก้าวข้าม COVID-19 สู่วิถี Endemic&amp;rdquo; ในหัวข้อ นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic ว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งระบบเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 12% ของจีดีพีไทย คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้ตรงนี้ของไทยหายไป กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและภาคขนส่ง เศรษฐกิจฐานราก รากหญ้า ได้รับผลกระทบทั้งหมดเป็นห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในหลายประเทศเริ่มมองหาวิธีว่าจะอยู่กับโควิด-19 อย่างไร ในขณะที่เศรษฐกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไปด้วย โดยในส่วนของประเทศไทย ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บทบาทของนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันที โดยเงินที่จะใช้ดังกล่าวมาจากการใช้นโยบายการคลัง ผ่านการกู้เงิน ส่วนนโยบายการเงินในภาวะวิกฤติเช่นนี้ก็ต้องหยุดทำหน้าที่ช่วงหนึ่งเพื่อให้นโยบายการคลังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถามว่าจะใช้จ่ายเงินแบบนี้ไปนานแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับโควิด-19 ด้วยว่าจะอยู่กับเราไปนานหรือไม่ ถ้าอยู่นานเกินไป โดยที่เศรษฐกิจไม่สามารถเปิดให้ทุกคนทำธุรกิจ หรือทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เลย ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดา ดังนั้นในหลายมิติต้องทำงานควบคู่กันไป ทั้งด้านสาธารณะสุข ที่ต้องใช้วิธีป้องกัน ฉีดวัคซีน ตรวจหาเชื้อเพื่อระงับการระบาด แต่ในเวลาเดียวกันหากสามารถจำกัดการแพร่ระบาดได้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะน้อยลง และเปิดให้ธุรกิจดำเนินไปได้ การจ้างงานก็จะกลับมา&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศมีการใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาล โดยไทยมีการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 รวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลหากมีเหตุการณ์ยืดเยื้อต้องใช้เงิน กระทรวงการคลังก็สามารถกู้เงินให้รัฐบาลใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของการป้องกัน ระงับการแพร่ระบาด และฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมองว่า ในภาวะวิกฤติสิ่งสำคัญ คือ นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องประสานกัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ใน 3 ระดับ คือ 1. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ซึ่งเป็นบทบาทโดยตรงของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง 2. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับหน่วยธุรกิจ คือภาคเอกชน โดยต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังอยู่รอดปลอดภัย มีภูมิคุ้มกันไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรก็ตาม และ 3. ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจระดับประชาชน ที่เมื่อได้รับผลกระทบ ประชาชนยังมีรายได้เพียงพอประทังชีวิตในระดับหนึ่ง นอกเหนือจากการช่วยเหลือของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้ง 3 ระดับภูมิคุ้มกัน โยงมาถึงปริมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ วิธีการหารายได้ของรัฐ ซึ่งจะมาจากการปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ ที่ต้องคิดเรื่องนี้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรให้ระดับรายได้ของรัฐมีความมั่นคง ทรัพยากรของรัฐต้องเพียงพอสำหรับอนาคต ขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ยุคปกติที่ไม่ปกติ ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องสำคัญ การดึงเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมคงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องปรับตัวเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ การสนับสนุนธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการปรับโครงสร้างประชากร เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ไทยจะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุพุ่งขึ้น 20-24% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นการลงทุนด้านการแพทย์ สาธารณสุข สุขภาพอนามัยเพื่อความยืนยาวของชีวิต การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงการสร้างการเติบโตผ่านเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้แก่ การสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยกันในเรื่องนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ทุกระดับมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยจะมั่นคงเพียงพอในการรับมือกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งโควิด-19 วิกฤติการเงิน หรือวิกฤติจากภัยธรรมชาติในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120068</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กู้เงิน 1.5 ล้านล้าน, อาคม เติมพิทยาไพศิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d0ee87ad49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้ช่วยรมต.ยุติธรรม นำกลุ่มผู้ค้า &#039;เราชนะ&#039; บุกทำเนียบฯ จวกรัฐบาลได้หน้าแต่ปชช.เป็นหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.64 - ที่ศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ตัวแทนรวบรวมหนังสือคำร้องของกลุ่มผู้ค้าโครงการเราชนะกว่า&amp;nbsp;100 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หลังถูกกระทรวงการคลังส่งหนังสือเรียกเก็บเงิน โดยระบุว่าผู้ค้าที่เข้าร่วมโครงการเราชนะต้องชำระหนี้ภายใน 30 วัน ซึ่งกลุ่มผู้ค้ามองว่า เป็นการเอาเปรียบ เพราะของที่ขายออกไปล้วนเป็นเงินต้นทุนที่จะต้องสำรองจ่ายซื้อไปก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสามารถ เปิดเผยว่าโครงการเราชนะเป็นโครงการที่รัฐบาลคิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน เงินก็เป็นของประชาชน รัฐบาลได้หน้าแต่ตอนนี้ประชาชนกับได้หนี้ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ภาระของผู้ค้าที่จะต้องมาแบกรับ แม้รัฐหวังจากกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ได้คิดถึงคนที่ค้าขาย ตนจึงลงมาให้ความช่วยเหลือเพราะเห็นว่าประชาชนไม่ควรจะไม่ได้รับความยุติธรรมแบบนี้ พร้อมถามกับกลุ่มผู้ค้าถ้าย้อนเวลาได้จะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่โดยผู้ค้าทุกคนตอบพร้อมเป็นเสียงเดียวกันว่า &amp;quot;จะไม่เข้า&amp;quot;&amp;nbsp;ตนจึงหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความเดือดร้อนของประชาชนที่หลายคนตั้งใจเดินทางมาขอความเป็นธรรมบางคนเดินทางไปต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในผู้ประกอบกิจการร้านปิ้งย่างในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ถูกเรียกเก็บหนี้ 17.9 ล้านบาท บอกว่าตั้งแต่เปิดร้านมาได้ 12 ปีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีหนี้มากที่สุดในชีวิต ตอนแรกที่เข้าร่วมโครงการก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา ทั้งนี้ยืนยันว่าตนไม่ได้ทำผิดกติกา และไม่ได้โกงเงินในโครงการ รวมถึงได้เตรียมเอกสารหลักฐานการซื้อวัตถุดิบเข้าร้านไว้แล้ว เพื่อที่จะยื่นเรื่องอุทธรณ์ หากการมาขอความเป็นธรรมครั้งนี้ไม่ได้รับการเหลียวแล รัฐบาลยังจะผลักภาระให้ประชาชน ทั้งนี้ตนยอมรับว่าเครียดมาก ที่ร้านไม่มีเงินรายได้ส่วนอื่นเข้ามาหากเข้ามาใช้หนี้ 17 ล้านจะเอาไหนกิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119518</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, พรรคพลังประชารัฐ, ศูนย์ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล, สามารถ เจนชัยจิตรวนิช, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61652f32b5363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ยันไม่ลดภาษีดีเซล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล แม้ว่าทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น โดยขณะนี้จะต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงาน ยังมีสภาพคล่องเหลือเพียงพอในการดูแลราคาให้ไม่กระทบกับประชาชน โดยรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน ในการพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินราคาลิตรละ 30 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงพลังงานได้มีมาตรการดูแลราคาน้ำมันออกมาแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็มีกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาดูแลเรื่องราคา ยังพอ ยังไหวอยู่ จึงไม่มีไม่มีการพิจารณาเรื่องภาษีสรรพสามิตในขณะนี้ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไปก่อน โดยยืนยันว่าตอนนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีเงินอยู่&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายอาคม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มไม่สามารถดูแลราคาน้ำมันได้ไหว จะพิจารณาเรื่องภาษีหรือไม่ นายอาคม ระบุว่า ก็ต้องติดตามสถานการณ์ เพราะตอนนี้ยังมีกองทุนอยู่ ยังไหว และยังมีอีกหลายทางที่จะเข้ามาดูแลเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมัน พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ได้มีการหารือเรื่องการขอใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท มาพยุงราคาน้ำมัน ส่วนรายละเอียดที่เหลือ ต้องไปตาม จาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เพราะดูแลกองทุนน้ำมันฯ โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สั่งให้คลังไปพิจารณามาตรการดูแลเรื่องค่าครองชีพของประชาชน แต่ไม่ใช่การลดภาษีน้ำมัน เพราะเป็นเรื่องที่ทำยาก โดย ครม.เห็นว่า ทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกจากนี้จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จึงมีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตยังไม่ปรับเพิ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118852</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, น้ำมันดีเซล, ลดภาษีน้ำมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a89f3595f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบโครงการส่งเสริมและรักษาระดับจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี จำนวนกว่า 5 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบหลักการโครงการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงานในธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการส่งเสริมและรักษาระดับการจ้างงาน ตลอดจนสร้างความแข็งแรงให้แก่ธุรกิจ โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานประสานกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแนวการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการในส่วนของรายได้จากเงินอุดหนุนดังกล่าว พร้อมให้กระทรวงแรงงานจัดทำรายละเอียดข้อเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณา ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้&amp;nbsp;1.คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นนายจ้างภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม มีการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยไม่เกิน 200 คน โดยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในเดือนตุลาคม 2564 และรับเงินอุดหนุนในเดือนที่ 1 - 3 (ตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 ถึงมกราคม 2565)&amp;nbsp;2.​เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมและรักษาการจ้างงานให้แก่นายจ้าง ให้กับลูกจ้างสัญชาติไทย จำนวนไม่เกิน 200 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน,&amp;nbsp;เงินอุดหนุนคำนวณตามยอดการจ้างจริงทุกเดือน โดยพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างที่นำส่งเงินสมทบประกันสังคม,&amp;nbsp;นายจ้างจะต้องรักษาการจ้างงานไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในระหว่างร่วมโครงการ โดย (หากต่ำกว่าร้อยละ 95 จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในเดือนนั้น) ในกรณีนายจ้างมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มตามจำนวนการจ้างงานจริง ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนลูกจ้างสัญชาติไทย ณ วันเริ่มโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการนี้คาดว่าจะรักษาระดับการจ้างงานลูกจ้างสัญชาติไทยในธุรกิจ SMEs ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 ราย ที่มีสถานประกอบการจํานวน 480,122แห่งและจะสามารถรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้จำนวน 5,040,176 คน&amp;rdquo; นาย ธนกร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กระทรวงแรงงาน, คณะรัฐมนตรี, จ้างงาน, ศบศ., เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615c106148a8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118644</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘คลัง’เปิดยอดหนี้ประเทศเดือนสิงหาคมทะลุ 9 ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลัง รายงานภาพรวมหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2564&amp;nbsp;มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;9,159,513&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;57.01%&amp;nbsp;ของจีดีพี เทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;250,450&amp;nbsp;ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564&amp;nbsp;มียอดหนี้จำนวน&amp;nbsp;8,909,063&amp;nbsp;ล้านบาท หรือ&amp;nbsp;55.59%&amp;nbsp;ของจีดีพี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น แบ่งเป็น หนี้รัฐบาล อยู่ที่&amp;nbsp;8,033,676.72&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,836,723.70&amp;nbsp;ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง&amp;nbsp;7,271,599&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,071,423.29&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งมีการกู้ภายใต้ พ.ร.ก.&amp;nbsp;โควิด-19&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;948,102.97&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;817,726.05&amp;nbsp;ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อชดใช้ความเสียหายให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน&amp;nbsp;(FIDF)&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;707,077.72&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;710,300.41&amp;nbsp;ล้านบาท รวมถึงหนี้เงินกู้ล่วงหน้าเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ อยู่ที่&amp;nbsp;55,000&amp;nbsp;ล้านบาท เท่ากับเดือนก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ หนี้รัฐวิสาหกิจ ในเดือน ส.ค. 2564&amp;nbsp;อยู่ที่&amp;nbsp;837,215.55&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;781,052.43&amp;nbsp;ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;400,938.87&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;399,141.13&amp;nbsp;ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;436,276.68&amp;nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;381,911.30&amp;nbsp;ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลค้ำประกัน อยู่ที่&amp;nbsp;282,039.62&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;284,141.61&amp;nbsp;ล้านบาท ขณะที่หนี้หน่วยงานของรัฐ อยู่ที่&amp;nbsp;6,581.30&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่&amp;nbsp;7,146.04&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง ได้เคยมีการประเมินว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่&amp;nbsp;58.88%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;ที่ผ่านมา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่มี พล.&amp;nbsp;อ.&amp;nbsp;ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;จากเดิมที่กำหนดไว้ ต้องไม่เกิน&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;เป็น ต้องไม่เกิน&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง โดยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเห็นชอบการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;วงเงินรวมกว่า&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการกู้เงินใหม่จำนวน&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านล้านบาท เป็นการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แสนล้านบาท และเป็นการกู้เงินตามพ.ร.ก.แก้ปัญหาโควิด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือประมาณ&amp;nbsp;3.5&amp;nbsp;แสนล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่&amp;nbsp;62.69%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118644</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ตัวเลขหนี้สาธารณะ, สิงหาคม, เดือนสิงหาคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605334cca7dae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวจริงแท้แน่นอน!สรรพากรยกเว้นภาษีให้บุคลากรทางการแพทย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ชี้แจงผ่านไลน์ระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง สรรพากรยกเว้นภาษีเงินได้ จากค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิด-19 ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า &amp;ldquo;คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าตอบแทนเสี่ยงภัยที่บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขได้รับจากกระทรวงสาธารณสุขในปีภาษี 2564 เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษีและสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานสู้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19)&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกรมสรรพากรเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. &amp;hellip;.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ในการเฝ้าระวังสอบสวน ป้องกัน ควบคุม และรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ 1. ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน และรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2. ค่าตอบแทนในการให้คำปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ3. ค่าตอบแทนในการให้บริการฉีดวัคซีนโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นอกสถานพยาบาล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จ่ายให้ในปีภาษี 2564 ตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงสรุปได้ว่าการยกเว้นภาษีดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระภาษีและสร้างขวัญกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เช่น แพทย์ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ เจ้าหน้าที่สืบสวนโรค พนักงานขับรถรับส่งผู้ป่วย รวมทั้งบุคคลที่มิใช่ข้าราชการหรือข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาด้านสาธารณสุข เป็นต้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.rd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) หรือโทร. 1161
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118201</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, บุคลากรทางการแพทย์, ภาษีเงินได้, ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_6153f31b1ea1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 21:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ มอบ รมช.สันติ เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมเพชรบูรณ์  เร่งหน่วยงานระดมช่วยเหลือ 11 ตำบล จัดถุงยังชีพถึงมือปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี มอบ รมช.สันติ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วม อ.หล่มสัก จ.เพชรบรูณ์ หลังฝนตกต่อเนื่อง พร้อมนำสารและถุงยังชีพจาก นายกฯ ส่งความห่วงใย มอบกำลังใจให้ประชาชน และเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน ร่วมแก้ปัญหาน้ำเอ่อล้นท่วม กว่า 2,000 ครัวเรือน ใน 11 ตำบล อำเภอหล่มสัก และเขตเทศบาล&amp;nbsp; กำชับหน่วยงานท้องถิ่นเข้าช่วยเหลือจัดทำแผนเร่งระบายน้ำ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์&amp;nbsp; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจผู้ประสบภัยในพื้นที่ ต.ตาลเดี่ยว&amp;nbsp; อ.หล่มสัก จ.เพชรบรูณ์ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น จำนวน 1,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน หลังจากเกิดภาวะน้ำท่วมขัง ในหลายพื้นที่ของอำเภอ จากปริมาณฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง&amp;nbsp; 9 -11 กันยายน&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้บ้านเรือนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก เป็นผลทำให้ปริมาณน้ำเอ่อล้นในพื้นที่วงกว้าง&amp;nbsp; การสัญจรของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก มีผลต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ครั้งนี้ โดยนำสารจากท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งต่อขวัญและกำลังใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤตมามอบให้กับประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนและอาสาสมัครในการปฎิบัติหน้าที่ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลพร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในอนาคต โดยการเสนอผ่านหน่วยงานระดับจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการได้รับรายงานสถานการณ์อุทุกภัยในพื้นที่อำเภอหล่มสัก พบว่ามีประชาชนกว่า 2,000 ครัวเรือน จาก 11 ตำบล 62 หมู่บ้าน รวมเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก&amp;nbsp; 11 ชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่โดยรวมได้เริ่มลดระดับ เนื่องจากทางจังหวัดได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งอัตราการไหลของน้ำให้เร็วน้ำ เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัยให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามทางจังหวัดได้มีแผนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในอนาคต เพื่อเป็นการสร้างทางระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116840</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, จ.เพชรบรูณ์, ถุงยังชีพ, นายกรัฐมนตรี, นายสันติ พร้อมพัฒน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมช.สันติ, สถานการณ์น้ำท่วม, ส่งความห่วงใย มอบกำลังใจให้ประชาชน, อำเภอหล่มสัก, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141fc7a7dae4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
