<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 12:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โยน’กต.’ประสานสธ.หลังเขมรร้องขอฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.ย.2564 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการวัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ผ่านระบบวีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม &amp;nbsp;อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมดังกล่าวได้หารือถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนฝั่งกัมพูชาร้องขอให้รัฐบาลไทยเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับชาวกัมพูชาที่ทำงานและตกค้างบริเวณชายแดนฝั่งไทย &amp;nbsp;แม้ทางการไทยได้จัดทำระบบลงทะเบียนการฉีดวัคซีนให้ชาวต่างชาติในไทย แต่ฝ่ายกัมพูชาเห็นว่าระบบดังกล่าวรองรับเฉพาะชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตัวแทนจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าพร้อมช่วยดำเนินการ โดยไม่ให้กระทบต่อการฉีดวัคซีนให้กับคนไทย แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ก่อน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศประสานหารือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ก่อนนำเรื่องเสนอเข้าหารือในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ในวันที่ 10 ก.ย.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116026</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, การบริหารจัดการวัคซีนสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ, ชายแดน, นายวิษณุ เครืองาม, รองนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_613846cd47653.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 21:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัวแก้ว&#039; เผยวัคซีนส่วนเกินในคลังของสหรัฐ ยังไม่มีมาตรการบริจาคหรือขายต่อประเทศอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.64 - ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า&amp;nbsp;นายอิกนาซิโอ กัสซิส รองประธานาธิบดีและรมว.ต่างประเทศสมาพันธรัฐสวิส มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.นี้ &amp;nbsp;โดยการเยือนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองการครบรอบ 90 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิส ในปี 2564 ซึ่งเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือเพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสาธารณสุข การลดก๊าซเรือนกระจก การศึกษา การค้าและการลงทุน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ทั้งนี้ รองประธานาธิบดีฯ จะเข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลโหม รวมทั้งพบหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข &amp;nbsp;นอกจากนี้ ฝ่ายสวิสยังได้นำเครื่องช่วยหายใจ 102 เครื่อง และชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร็ว (Rapid Antigen Test) 1.1 ล้านชุด มามอบให้แก่ฝ่ายไทยด้วย โดยทั้งเครื่องช่วยหายใจและชุดตรวจหาเชื้อเหล่านี้ ได้ถูกส่งถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิแล้วในวันนี้ (29 ก.ค.) &amp;nbsp;โดยมีนางจุฬามณี ชาติสุวรรณ อธิบดีกรมยุโรป พร้อมด้วยนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทีเอดา เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปรับอุปกรณ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากต่างประเทศนั้น เมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายอีวัน โจนส์ อุปทูตรักษาราชการแทนเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนายมาร์ก กุดดิง ว่าที่เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ได้เข้าพบนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เพื่อมอบหนังสือแจ้งเรื่องการบริจาควัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัท แอสตราเซนเนกา (AstraZeneca) ให้แก่รัฐบาลไทย จำนวน 415,000 โดส &amp;nbsp;การมอบวัคซีนดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร รวมทั้งบทบาทของสหราชอาณาจักรในฐานะมิตรประเทศที่มีความร่วมมือกับไทยในหลายมิติมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุขที่ไทยและสหราชอาณาจักรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและครอบคลุมหลายด้าน ถือเป็นความสำเร็จจากความพยายามของรัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ในการดำเนินการการทูตเชิงรุกเพื่อจัดหาวัคซีนและส่งเสริมความร่วมมือด้านวัคซีนกับต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ได้ลงนามร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ ในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรและสัญญาไตรภาคีร่วมกับบริษัท แอสตราเซนเนกา แล้ว เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าว รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ที่พิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งไทยและสหราชอาณาจักรอยู่ระหว่างการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในส่วนของการขนส่งวัคซีนดังกล่าวที่มีกำหนดส่งถึงประเทศไทยในช่วงต้นเดือน ส.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัท ไฟเซอร์ จำนวน 1.54 ล้านโดส ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามอบให้ไทย ว่า &amp;nbsp;ล่าสุด วัคซีนดังกล่าวได้ถูกขนส่งออกจากสหรัฐฯ แล้วในวันนี้ โดยมีกำหนดเดินทางถึงไทยในช่วงเช้าวันที่ เมื่อวันที่ 30 ก.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการจัดสรรไปยังกลุ่มเป้าหมาย เป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะทำงานด้านบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโควิด-19 กรณีวัคซีนไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา นางแทมมี่ ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้กล่าวระหว่างการสัมมนา New Opportunities for the U.S. -Thailand Alliance in the Indo-Pacific เกี่ยวกับการบริจาควัคซีนนี้ด้วยว่าสหรัฐฯมีเป้าหมายจะบริจาควัคซีนให้ไทยรวม 2.5 ล้านโดสนนั้น ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯยังไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติม ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐฯ กำลังติดตามพัฒนาการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวระบุถึงวัคซีนในสต็อกคงเหลือของสหรัฐฯ ที่ไทยอาจเจรจาขอเพิ่มจากสหรัฐฯได้นั้น สำหรับกรณี สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลกับทั้งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ ทำเนียบขาว และได้รับแจ้งว่า วัคซีนส่วนเกินที่อยู่ในสต็อกของรัฐต่างๆ ยังไม่มีมาตรการส่งวัคซีนเพื่อบริจาคหรือขายต่อกับประเทศอื่นๆ&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตไทยฯ กำลังประสานงานกับบุคคลต่างๆ เพื่อย้ำสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย และขอรับการสนับสนุนการส่งมอบวัคซีนที่หน่วยราชการไทยได้สั่งซื้อจากบริษัทต่างๆ โดยเร็ว รวมทั้งอยู่ระหว่างการติดต่อทำเนียบขาว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประสานงานกับมิตรประเทศที่ สถานเอกอัครราชทูตฯ ใกล้ชิดและมีความเห็นในทางเดียวกัน ตลอดจนประธานสมาคม ชุมชนไทยที่คอยสนับสนุนสถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อช่วยผลักดันการเข้าถึงวัคซีนที่ สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความถึงคำกล่าวของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ รายนี้ด้วยว่า &amp;ldquo;เรากำลังจะส่งมอบวัคซีนโควิดอย่างน้อย 1.5 ล้านโดส จริง ๆ เป้าหมายคือการบริจาครวม 2.5 ล้านโดส แต่การส่งมอบล็อตแรกคือ 1.5 ล้านโดส สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของเราสำคัญเสมอมาและเสมอไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;อีกทั้ง สถานทูตสหรัฐ ระบุด้วยว่า สหรัฐจะส่งมอบให้เพิ่มเติม 1 ล้านโด๊สด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111581</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, บริจาควัคซีน, วัคซีนไฟเซอร์, สหรัฐบริจาควัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_6102b5766bc2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัวแก้ว&#039; ขึงขัง! ล่าข้ามประเทศ &#039;แก๊งล้มเจ้า&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค. 64 &amp;nbsp;- &amp;nbsp;นายธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการดำเนินการต่อผู้ให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ตระหนักดีว่าสถาบันฯเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย หากมีผู้ล่วงละเมิดหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันฯ แล้วหลบหนีไปต่างประเทศ ย่อมเป็นงานสำคัญเร่งด่วนที่จะติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย เช่น ขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศไม่เคยนิ่งนอนใจตามที่มีการกล่าวหา แต่ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่างๆของไทยมาอย่างต่อเนื่อง และติดตามความคืบหน้าโดยตลอด โดยคำนึงถึงหลักปฏิบัติสากล ในกระบวนการนี้ กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้นำส่งคำขอผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องตามคำขอของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เช่น การขอตัวผู้หลบหนีหมายจับตาม ป.อาญา มาตรา 112 ได้ดำเนินการไป 8 ราย แต่การจะได้ตัวคนเหล่านั้นมาดำเนินคดีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลในประเทศนั้นๆ หากความผิดตามกฎหมายไทยไม่เป็นความผิดตามกฎหมายท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ รวมถึงข้อยกเว้นทางกฎหมายอื่น ศาลมักปฏิเสธคำขอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปกป้องสถาบันฯ ไม่ได้มีแต่วิธีไล่จับพวกล้มเจ้า โดยปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น คนไทยทุกคนสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือเท่าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย โดยการไม่ส่งต่อข้อมูลพาดพิงสถาบันฯ ที่ปราศจากหลักฐานยืนยัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ก่อกวนให้เกิดความสับสนอลหม่านจนกระทบต่อการดำเนินการใดๆที่มีอยู่ เข้าทำนองมือไม่พาย ให้เสียขบวน ยิ่งเป็นผู้ที่มีบทบาททางการเมืองหรือในสังคมยิ่งต้องมีจิตสำนึกถึงหน้าที่ของตนต่อชาติบ้านเมือง และต้องตระหนักว่าการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ต้องเริ่มจากการมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเสียก่อน มิเช่นนั้นก็สุ่มเสี่ยงจะนำพาผู้อื่นให้เข้ารกเข้าพงแห่งความเข้าใจผิดไปเสียเปล่า ยิ่งกว่านั้นจะทำให้ตนเองเสียความน่าเชื่อถือไปด้วย&amp;rdquo; โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวต่อว่า เมื่อมีสื่อมวลชนต่างประเทศนำเสนอข่าวเชิงลบเกี่ยวกับสถาบันฯ ทางกระทรวงการต่างประเทศจะทำหนังสือถึงบรรณาธิการสำนักข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หรือพูดคุยกับผู้สื่อข่าวโดยตรง เพื่อให้แก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสื่อแต่ละสำนักมีจุดยืนในการนำเสนอข่าวของตนเอง บางแห่งอำนาจการตัดสินใจอยู่กับบรรณาธิการประจำภูมิภาคหรือสำนักงานใหญ่ &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศก็ติดตามไปทำความเข้าใจอย่างไม่ลดละ ใช้ทุกกลไก เครือข่ายและทรัพยากรที่มี โดยเฉพาะสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งก็ทำสำเร็จ บางครั้งก็ไม่เป็นผล แต่เราทำอย่างเต็มที่ทุกกรณี &amp;nbsp;อย่างน้อยก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนทุกครั้ง และผลงานที่สำเร็จถือว่ามีไม่น้อย โดยมีสื่อที่ยอมถอดคลิปไม่เหมาะสมออกจากยูทูบมาแล้ว &amp;nbsp;บทความภาษาอังกฤษก็มีตีพิมพ์ลงสื่อหลักหลายฉบับทั่วโลก ซึ่งหากติดตามก็จะทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานี กล่าวด้วยว่า แม้จะยังไม่ได้ตัวผู้หลบหนีคดีกลับมาไทย แต่ฝ่ายไทยได้พูดคุยทำความเข้าใจกับทางการของหลายประเทศอยู่ตลอด ว่าสถาบันฯ มีความสำคัญสูงสุดสำหรับคนไทยและเกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ จึงขอความร่วมมือดูแลไม่ให้มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทบกระเทือนจิตใจของคนไทย ในขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศได้เร่งเสริมสร้างให้ต่างประเทศเข้าใจความสำคัญของสถาบันฯ ในสังคมไทย เนื่องจากมีผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนอยู่เนืองๆ เราจำเป็นต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้ง โดยได้พบหารือบุคคลสำคัญอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมเสวนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ จัดทำสารคดี หนังสือ และบทความ เพื่อเผยแพร่เป็นภาษาต่างประเทศผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และออนไลน์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการพัฒนา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102684</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, ธานี แสงรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065797a31496.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2021 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2021 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กต.สั่งด่วน! ระงับ 3 ประเทศเข้าไทย สกัดโควิดอินเดียกลายพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ธานี แสงรัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ค.64 - นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)&amp;nbsp; เปิดเผยหลังจากศบค.พบว่ามีผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศรายหนึ่งติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดีย B 1617.1 &amp;nbsp;ว่า &amp;nbsp;ในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 (ศปก.ศบค.) ได้มีการหารือเกี่ยวกับการพบโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.617.1 ซึ่งถูกพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดียในผู้เดินทางจากประเทศปากีสถาน &amp;nbsp;ที่ประชุมขอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาระงับการออกหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (ซีโออี) ให้ชาวต่างชาติที่มาจากประเทศที่พบเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียจำนวนมาก &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่าจะระงับการออกซีโออีให้ชาวต่างชาติที่มาจากประเทศปากีสถาน &amp;nbsp;บังกลาเทศ และเนปาล ตั้งแต่วันนี้ (10 พ.ค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงที่ต้องระวังเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียเข้าประเทศ และเป็นมาตรการสำหรับชาวต่างชาติทุกสัญชาติที่มาจาก 3 ประเทศดังกล่าว แต่ไม่ได้ห้ามคนไทย ดังนั้น คนไทยยังสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้&amp;quot;นายธานี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และสถานกงสุลใหญ่ในอินเดีย ระงับการออกเอกสาร COE ให้กับชาวอินเดีย ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงที่ต้องระวังเชื้อกลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกที่อินเดียเข้าประเทศ หลังจาก ศบค. ได้แสดงความเป็นห่วงหลังพบสายพันธุ์ Indian various ครั้งแรกในประเทศไทยจากหญิงไทย อายุ 42 ตั้งครรภ์ 25 สัปดาห์มีภูมิลำเนาก่อนหน้านี้อยู่ที่ปากีสถาน เดินทางมาถึงไทยตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2554 โดยมีการแวะพักเครื่องที่มุมไบ อินเดีย เดินทางมาพร้อมบุตรชาย 3 คนอายุ 4 ปี 6 ปีและ 8 ปี เมื่อเดินทางมาตามระบบก็ถูกจัดสรรให้อยู่ใน state quarantine โดยอาศัยร่มกับบุตรชายอายุ 4 ขวบ พบว่า 26 เมษายนมีการตรวจภูมิประเทศที่ 1 และบุตรอายุ 4 ปียืนยันติดเชื้อ และลูกชายอีก 2 คนเป็นผลลบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102426</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, ธานี แสงรัตน์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_6065797a31496.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101787</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 07:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตกุนซือบิ๊กป้อม&#039;ชำแหละ4ผลงานห่วย&#039;กระทรวงการต่างประเทศ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ค.2564 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;มีใครรับผิดชอบด้านต่างประเทศ?&amp;rdquo; ระบุว่า 1.ขบวนล้มเจ้าที่หลบหนีคดีไปลี้ภัยในต่างประเทศตั้งวงด่าสถาบันมานับปีก็ไม่มีปัญญาจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สถานทูตต่างประเทศบางแห่งแทรกแซงกิจการภายใน สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังขบวนการล้มเจ้าทั้งให้เงินอุดหนุน ทั้งสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ทั้งใช้สื่อต่างประเทศโจมตีประเทศไทย ก็ไม่มีปัญญาจัดการ!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สถานทูตสวีเดนออกหน้าให้คนไทยย้ายไปอยู่สวีเดน ประสานเสียงกับขบวนการขี้ข้านักล่าอาณานิคม ก็เงียบเป็นเป่าสาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.หลายประเทศเคยมีหนังสือหรือติดต่อให้การช่วยเหลือด้านวัคซีนแต่ไม่สนใจใยดีทำให้ประเทศชาติเสียหายยับเยินไทยจึงเป็นประเทศตกสำรวจ ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนจาก covac ซึ่งมีประเทศกว่า120ประเทศและในอาเซียนอีก9ประเทศที่ได้รับจัดสรร ก็ไม่รู้สึกอาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะไว้วางใจหรือเชื่อถือการดูแลการต่างประเทศในลักษณะนี้ได้อีกต่อไปหรือ???? หรือใครว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จหรือมีผลงานด้านต่างประเทศสักเรื่อง ก็ลองบอกมาดู!!!!
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101787</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, นายไพศาล พืชมงคล, อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608dffeda759a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัวแก้ว&#039;ยันระเบิดหน้าโบสถ์คริสต์อินโดฯยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค.64-เพจกระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand โพสต์ข้อความระบุว่า ตามที่ได้เกิดเหตุระเบิดที่หน้าโบสถ์คาทอลิกในเมืองมากัสซาร์ (Makassar) บนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ในวันนี้ (28 มีนาคม 2564) เวลา 10.26 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว&amp;nbsp;
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา จึงได้แจ้งเตือนคนไทยในพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ติดตามข่าวสารจากทางการ และเพิ่มความระมัดระวัง หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่หมายเลข +62 811 186253&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97555</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, คนไทย, บัวแก้ว, ระเบิดที่หน้าโบสถ์คาทอลิกในเมืองมากัสซาร์, อินโดนีเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_6060576849e12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บัวแก้ว&#039; ออกแถลงการณ์ด่วน ท่าทีไทยต่อสถานการณ์ในเมียนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค. 64 - กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ &amp;quot;เกี่ยวกับสถานการณ์ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา&amp;quot; โดยมีเนื้อหาว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันโดยมีพรมแดนร่วมกันเป็นระยะทางยาว และประชาชนไทยกับประชาชนเมียนมามีการปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในหลากหลายมิติ ไทยยังคงติดตามสถานการณ์ในเมียนมาด้วยความห่วงกังวลอย่างมาก เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เราเสียใจต่อการเสียชีวิตและความทุกข์ยากต่าง ๆ ของประชาชนเมียนมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยกระดับมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยขอย้ำท่าทีตามแถลงการณ์ของบรูไนดารุสซาลาม ในฐานะประธานอาเซียนเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ และ ๒ มีนาคม ๒๕๖๔ ซึ่งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมาใช้ความอดทนอดกลั้นและมีความยืดหยุ่นอย่างถึงที่สุด เราเรียกร้องให้มีการคลี่คลายสถานการณ์และการปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว รวมทั้งขอกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกันโดยสันติวิธีด้วยการพูดคุยกันผ่านช่องทางที่สร้างสรรค์ใด ๆ เพื่อเมียนมาและประชาชนเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยสนับสนุนความพร้อมของอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือในเชิงบวก อย่างสันติและสร้างสรรค์แก่เมียนมาซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัวอาเซียน&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศ, ดอน ปรมัตถ์วินัย, รัฐประหารในเมียนมา, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049da807c6f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
