<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 22:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 22:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลสหรัฐลดระดับคำแนะนำเดินทางไป85ประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐผ่อนคลายคำแนะนำด้านการเดินทางใน 85 ประเทศและดินแดน รวมถึงญี่ปุ่นและยุโรปส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันยังเตรียมหารือหลายประเทศวางแนวทางเริ่มการเดินทางระหว่างประเทศใหม่อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า การตัดสินใจปรับปรุงคำแนะนำการเดินทางของสหรัฐล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มความหวังว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างกว้างขวางทั่วโลกจะทำให้การเดินทางระหว่างประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยมี 85 ประเทศและดินแดนที่กระทรวงการต่างประเทศผ่อนคลายคำแนะนำด้านการเดินทาง ซึ่งรวมถึงชาติพันธมิตรใกล้ชิดและเพื่อนบ้านของสหรัฐ อาทิ แคนาดา, เม็กซิโก, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ลดระดับจากคำเตือนให้พลเมืองอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปอย่างสิ้นเชิง ลงมา 1 ระดับเป็นให้พิจารณาทบทวนการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่ได้รับการผ่อนคลายคำเตือนด้วยคือญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเคยมีคำเตือนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง คำเตือนครั้งนั้นทำให้ทำเนียบขาวต้องรีบออกมายืนยันว่า สหรัฐยังคงสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกของญี่ปุ่น ที่กำหนดเปิดฉากวันที่ 23 กรกฎาคมนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแนะนำล่าสุดของสหรัฐยังลดระดับคำเตือนของ 11 ประเทศ มาอยู่ในระดับที่ขอให้ชาวอเมริกันใช้ความระมัดระวังตามปกติเมื่อเดินทางไปเยือน ซึ่งเป็นคำแนะนำมาตรฐานของสหรัฐสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วก่อนหน้าการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหลายประเทศที่รัฐบาลสหรัฐจัดว่ามีความเสี่ยงด้านโควิด-19 ต่ำ อาทิ กานา, เซเนกัล, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และมอลตา ซึ่งเป็นประเทศในยุโรปชาติเดียวที่อยู่ในอันดับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงล่าสุดสะท้อนคำแนะนำจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐ (ซีดีซี) ที่ออกเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้านี้ ซึ่งเรียกร้องให้ชาวอเมริกันฉีดวัคซีนให้ครบก่อนการเดินทาง ส่วนผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า คำแนะนำของซีดีซีเมื่อวันจันทร์ จัดระดับคำเตือนการเดินทางของ 111 ประเทศและดินแดนใหม่ โดยมี 61 ประเทศลดจาก &amp;quot;ระดับ 4&amp;quot; ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางอย่างสิ้นเชิง ลงมาเป็นให้เดินทางได้เมื่อฉีดวัคซีนครบแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 50 ประเทศและดินแดน ลดจาก &amp;quot;ระดับ 2&amp;quot; มาอยู่ &amp;quot;ระดับ 1&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซีดีซีกล่าวว่า หลายประเทศได้รับการลดระดับลงมีทั้งเพราะความสามารถในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 และเพราะการเปลี่ยนเกณฑ์ของซีดีซีด้านอัตราผู้ติดเชื้อ จากเดิม 100 คนต่อ 100,000 ประชากร เป็น 500 คนต่อ 100,000 ประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่ถูกซีดีซีลดระดับลงมาอยู่ในระดับ 3 นั้นรวมถึงฝรั่งเศส, เอกวาดอร์, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, แอฟริกาใต้, แคนาดา, เม็กซิโก, รัสเซีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, ฮอนดูรัส ฮังการี, อิตาลี, จอร์แดน, ลิเบีย, ปานามา, โปแลนด์ และเดนมาร์ก ส่วนของไทยนั้นยังถูกจัดให้อยู่ในระดับ 3 เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแนะนำด้านการเดินทางของสหรัฐยังได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาเบาะแสว่าสหรัฐจะยุติคำสั่งห้ามการเดินทางที่ออกเมื่อกว่า 1 ปีที่แล้วเมื่อใด ขณะนี้พลเมืองที่ไม่ใช่คนอเมริกันเกือบทั้งหมดที่เคยอยู่ในประเทศเหล่านี้ 14 วันก่อนการเดินทางจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐ ได้แก่ จีน, สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์, อินเดีย, แอฟริกาใต้, บราซิล, อิหร่าน และ 26 ประเทศในกลุ่มเชงเกน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวไว้ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะออกเดินทางเยือนยุโรปในวันพุธว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางจะกระทำด้วยความโปร่งใส และยึดตามวิทยาศาสตร์และหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐประกาศด้วยว่า จะจัดการเจรจากับแคนาดา, เม็กซิโก, สหภาพยุโรป และอังกฤษ เพื่อหาแนวทางในการเริ่มการเดินทางระหว่างประเทศใหม่อย่างปลอดภัย โดยสหรัฐจะตั้ง &amp;quot;คณะทำงานของผู้เชี่ยวชาญ&amp;quot; ขึ้นเพื่อวางแนวทางสำหรับการก้าวไปข้างหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105863</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, คำแนะนำด้านการเดินทาง, ซีดีซี, ลดระดับคำเตือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c0e275c2a35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น กก.โอลิมปิกยังมั่นใจจัดได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกคำเตือนพลเมืองอเมริกันงดการเดินทางไปญี่ปุ่น เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้นจากโรคระบาดโควิด-19 ขณะรัฐบาลญี่ปุ่นและคณะกรรมการจัดโตเกียว 2020 ยืนยันคำเตือนนี้ไม่กระทบต่อการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ที่จะมีขึ้นในไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 พฤษภาคมว่า คำแนะนำด้านการเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐ ขอให้พลเมืองอเมริกันงดการเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันก็ห้ามชาวต่างชาติเกือบทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศอยู่แล้ว คำเตือนอ้างคำแนะนำด้านสาธารณสุขของรัฐบาล รวมถึงปัจจัยทุติยภูมิ เช่น ความพร้อมของเที่ยวบินพาณิชย์, ข้อจำกัดการเดินทางเข้าของพลเมืองสหรัฐ และอุปสรรคขัดขวางการได้รับผลตรวจโควิดภายในเวลา 3 วันตามปฏิทิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะสถานการณ์ในญี่ปุ่นขณะนี้ แม้แต่นักเดินทางที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการแพร่เชื้อของไวรัสโควิด-19&amp;quot; คำเตือนของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐฉบับใหม่ให้เหตุผลสนับสนุนคำแนะนำนักเดินทางหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำเตือนของสหรัฐมีออกมาล่วงหน้าไม่ถึง 2 เดือนก่อนที่ญี่ปุ่นจะเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน โตเกียว 2020 ในวันที่ 23 กรกฎาคม หลังจากต้องเลื่อนมาจากปีที่แล้วเพราะการระบาดของโควิด-19 แต่คำเตือนนี้ไม่ได้กล่าวถึงโอลิมปิกโดยเฉพาะเจาะจง เพียงห้ามการเดินทางไปญี่ปุ่นในเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงมั่นใจว่ามาตรการของสหรัฐจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการแข่งขัน คัตสึโนบุ คาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวระหว่างการแถลงข่าววันอังคารว่า ญี่ปุ่นเข้าใจว่าสหรัฐไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนในการสนับสนุนความพยายามของญี่ปุ่นที่จะจัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกมส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวด้วยว่า ญี่ปุ่นได้รับแจ้งว่าการตัดสินใจดังกล่าวของสหรัฐ &amp;quot;ไม่เกี่ยวข้อง&amp;quot; กับแผนการส่งตัวแทนของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการจัดการแข่งขันโตเกียว 2020 กล่าวกันว่า พวกเขาจะยังคง &amp;quot;ทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านักกีฬาทุกคนจะเข้าร่วมเกมส์การแข่งขันนี้ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกของสหรัฐกล่าวว่า พวกเขายังคง &amp;quot;เชื่อมั่น&amp;quot; ว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยและการตรวจหาเชื้อกับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่บ่อยๆ จะทำให้ทีมนักกีฬาสหรัฐเข้าร่วมได้อย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐเข้าใจถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบที่รัฐบาลญี่ปุ่นและคณะกรรมการโอลิมปิกสากลกำลังใคร่ครวญระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับโอลิมปิกครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในญี่ปุ่นค่อนข้างเบาหากเปรียบเทียบกับหลายประเทศ โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 12,308 คน จากผู้ติดเชื้อ 715,940 คน แต่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญการระบาดระลอกที่ 4 ที่ทำให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงโตเกียว มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการสั่งให้ภัตตาคารร้านอาหารปิดเร็วขึ้น และห้ามการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านอาหารและบาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงในโตเกียวและจังหวัดโอซากาที่มีการระบาดรุนแรงที่สุด แต่มีรายงานว่ามาตรการฉุกเฉินอาจขยายเวลาออกไปอีกหลายสัปดาห์หลังครบกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง โครงการฉีดวัคซีนของญี่ปุ่นคืบหน้าอย่างเชื่องช้าและถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย โดยมีประชากร 5% ได้ฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส และมีแค่ 2% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวญี่ปุ่นพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่คัดค้านการจัดโอลิมปิกฤดูร้อนนี้ โดยการรณรงค์ล่าชื่อทางออนไลน์เพื่อให้ &amp;quot;หยุดโตเกียวโอลิมปิกส์&amp;quot; มีคนลงชื่อแล้ว 387,000 คนถึงวันอังคาร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104122</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, คณะกรรมการโอลิมปิกญี่ปุ่น, คำแนะนำการเดินทางไปญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น, สหรัฐออกคำเตือนห้ามการเดินทาง, โควิด-19, โตเกียว2020, โอลิมปิกเกมส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acbbcf22105.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2018 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 22:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยสปายรัสเซียแฝงสถานทูตสหรัฐในกรุงมอสโกถึง 10 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานข่าวของสื่อชั้นนำในสหรัฐและอังกฤษเมื่อวันพฤหัสบดีเผย ชาวรัสเซียที่ต้องสงสัยว่าเป็นจารชนคนหนึ่งเคยทำงานอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงมอสโกนานถึง 1 ทศวรรษ ก่อนที่จะถูกไล่ออกอย่างเงียบๆ เมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ว่า รายงานของหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษซึ่งเปิดเผยเรื่องราวนี้เป็นแห่งแรก และของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น อ้างแหล่งข่าวหลายรายเมื่อวันพฤหัสบดีว่า พลเมืองชาวรัสเซียรายนี้ ซึ่งเป็นหญิง ได้รับการว่าจ้างจากหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิส ซึ่งทำหน้าที่อารักขาบุคคลระดับสูงของสหรัฐ แต่การตรวจสอบประวัติของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐตรวจพบพิรุธ โดยพบว่าสตรีรายนี้มักจะพบปะกับสำนักงานข่าวกรองรัสเซีย (เอฟเอสบี) โดยไม่ได้รับอนุญาต อยู่เป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกระทรวงกล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า การตรวจสอบพบว่าในบรรดาทุกคนที่พูดคุยกับเอฟเอสบีนั้น หญิงคนนี้ให้ข้อมูลกับหน่วยข่าวกรองรัสเซียมากกว่าที่ควรเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า หญิงที่เชื่อว่าเป็นสายลับรัสเซียรายนี้ สามารถเข้าถึงระบบอินทราเน็ตและระบบอีเมลของหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิส ซึ่งเปิดโอกาสให้เธอสามารถเข้าถึงข้อมูลที่อาจมีความอ่อนไหว ซึ่งรวมถึงกำหนดการของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐ แต่แหล่งข่าวรายนี้ยืนยันกับซีเอ็นเอ็นว่า เธอไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การ์เดียนรายงานว่า หน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสพยายามควบคุมเรื่องน่าขายหน้านี้ด้วยการยอมให้เธอออกจากงาน เมื่อครั้งที่รัฐบาลรัสเซียสั่งย้ายบุคลากร 750 คนออกจากสถานทูตสหรัฐ ระหว่างที่สหรัฐและรัสเซียทะเลาะกันทางการทูตสืบเนื่องจากสหรัฐกล่าวหารัสเซียว่าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 &amp;quot;ซีเคร็ตเซอร์วิสพยายามซ่อนรอยรั่วนี้ด้วยการไล่ออก&amp;quot; แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวกับการ์เดียนและว่า ซีเคร็ตเซอร์วิสยังไม่ยอมสอบสวนเป็นการภายในเพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วด้วยว่ามีมากถึงขั้นไหน เช่นว่าเธอกล่อมลูกจ้างคนอื่นเพื่อมอบข้อมูลให้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีได้สอบถามกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐว่าได้เห็นรายงานข่าวนี้หรือไม่ แต่ได้คำตอบว่ากระทรวงจะไม่ให้ทัศนะเกี่ยวกับประเด็นข่าวกรอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14654</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, ซีเคร็ตเซอร์วิส, สถานทูตสหรัฐ, สปายรัสเซีย, แฝงตัวทำงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b646d44b1866.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2018 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2018 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรรมการสิทธิฯตบปากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐมั่วข้อมูลสิทธิมนุษยชนในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ค.61- คำชี้แจงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีการรายงานการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่เอกสารรายงานการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ ประจำปี ค.ศ. 2017 (Country Reports on Human Rights Practices for 2017) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2561 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยด้วย นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า รายงานฉบับดังกล่าวได้ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยบางส่วนที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้ดำเนินการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้องของสถานการณ์นั้นเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามหน้าที่และอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (4) และมาตรา 44 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่าไม่มีการตรวจสอบเรือนจำในเชิงระบบ ซึ่งรวมถึงเรือนจำในมณฑลทหารบกที่ 11 นั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอชี้แจงว่า ในแต่ละปี เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำหรือญาติของผู้ต้องขัง ก็ได้เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรือนจำหลายกรณี รวมไปถึงกรณีการร้องเรียนกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารคุกคามทนายความในระหว่างการให้คำปรึกษาแก่ลูกความที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ตั้งอยู่ในมณฑลทหารบกที่ 11 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งกรณีดังกล่าวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับหนังสือชี้แจงข้อมูลจากกองทัพบกและกรมราชทัณฑ์ว่า เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกรมราชทัณฑ์ สังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและคดีที่เกี่ยวเนื่อง ญาติของผู้ต้องขังสามารถเยี่ยมได้ตามปกติ และผู้ต้องขังมีสิทธิอื่น ๆ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ &amp;nbsp; โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถประสานงานกับกรมราชทัณฑ์เพื่อเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สำหรับการตรวจสอบเรือนจำในเชิงระบบนั้น ในปี 2559-2560คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ดำเนินโครงการตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งห้องขังของสถานีตำรวจและเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งรวมถึงเรือนจำชั่วคราว &amp;nbsp;แขวงถนนนครไชยศรีด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าไปตรวจสภาพทางกายภาพทั่วไป เช่น สถานที่ตั้ง โครงสร้างอาคาร ห้องเยี่ยม ห้องเขียนคำร้องเรียนหรือร้องทุกข์ ห้องพยาบาล เป็นต้น รวมทั้งมีการขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติงาน เช่น การรักษาความปลอดภัย การรับตัวผู้ต้องขัง การตรวจร่างกายผู้ต้องขัง การลงโทษ การจำตรวน การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังพิเศษ (อาทิ ชาวต่างชาติ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ บุคคลหลากหลายทางเพศ) การรักษาพยาบาล รวมถึงสิทธิของผู้ต้องขังที่จะได้รับการเยี่ยมจากทนายความและญาติ เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการสอบถามไปถึงข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการปฏิบัติงานภายใต้ระบบงานของเรือนจำอีกด้วย โดยข้อมูลจากการตรวจเยี่ยมทั้งหมดจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะนโยบายและหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากสถานที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องจำนวน 404 เรื่อง ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามี 94 เรื่อง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำละเมิด ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอชี้แจงว่า เนื่องจากรายงานการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในหัวข้อนี้ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของข้อมูลและช่วงเวลาเริ่มต้นของการจัดเก็บสถิติเรื่องร้องเรียนที่มีการร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงไม่อาจตรวจสอบข้อมูลเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงได้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบในฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 &amp;nbsp; ถึงเดือนกันยายน 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องจำนวน 469 เรื่อง &amp;nbsp;ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามี 70 เรื่อง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำละเมิด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 พบว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับคำร้องจำนวน 645 เรื่อง ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามี 94 เรื่อง ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำละเมิด จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ถึงเดือนกันยายน 2560 จำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมดและเรื่องร้องเรียนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำละเมิดนั้น &amp;nbsp;มีจำนวนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถฟ้องคดีเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 257 ได้กำหนดให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอำนาจในการเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู้ร้องเรียนว่ากฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดในทางปกครองกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับการร้องขอจากผู้เสียหายและเป็นกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนรวม แต่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการเสนอเรื่องและฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่ฟ้องคดีต่อศาลเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น จึงเป็นผลมาจากกฎหมายปัจจุบันที่ไม่ได้ให้อำนาจไว้ อย่างไรก็ตาม มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถร้องทุกข์หรือกล่าวโทษแทนผู้เสียหายได้ ในกรณีที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องใดเป็นความผิดอาญา และผู้เสียหายไม่อยู่ในฐานะที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษด้วยตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า องค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่าการกำหนดนิยามของการคุกคามทางเพศที่คลุมเครือ ส่งผลให้การฟ้องร้องเป็นไปได้ยากและนำไปสู่การใช้บังคับกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอชี้แจงว่า ประเทศไทยได้ให้ความคุ้มครองผู้ถูกกระทำส่อไปในเรื่องเพศกว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การละเมิดต่อจริยธรรม และการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายอาญา ในส่วนของการละเมิดต่อจริยธรรมเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่มีสถานะเป็นข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ อาทิ กฎ ก.พ. ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ. 2553 ห้ามมิให้ข้าราชการพลเรือนสามัญกระทำการต่อข้าราชการหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการอันถือว่าเป็นการละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกสถานที่ราชการ โดยผู้ถูกกระทำมิได้ยินยอมต่อการกระทำนั้น หรือทำให้เดือดร้อนรำคาญ ถือว่าข้าราชการผู้นั้นกระทำผิดทางวินัย รวมถึงคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 เห็นชอบและให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตามมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระยังได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดํารงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ต้องไม่กระทำการอันมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศจนเป็นเหตุทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำต้องยอมรับในการกระทำนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ (2) ระดับการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายอาญา โดยในประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า หากเป็นการกระทำที่มีลักษณะที่ส่อไปในทางล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศก็จะเป็นความผิดลหุโทษ แต่หากการกระทำที่มีลักษณะเป็นการอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเรา ประมวลกฎหมายอาญาลักษณะ 9 ความผิดเกี่ยวกับเพศ ก็ได้บัญญัติโทษสำหรับความผิดหนักขึ้นตามระดับความร้ายแรงของความผิดที่ได้กระทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12643</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, กสม., รายงานด้านสิทธิมนุษยชน, ไม่เป็นธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3b0ea9b3250.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 21:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐยกปัญหาโรฮีนจา ลดชั้นพม่าค้ามนุษย์ลง &#039;เทียร์ 3&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐล่าสุดลดระดับสถานะการปราบปรามการค้ามนุษย์ของเมียนมาลงสู่ระดับต่ำสุด &amp;quot;เทียร์ 3&amp;quot; เหตุจากไม่ปกป้องชาวมุสลิมโรฮีนจาที่หลบหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่แล้วหลายแสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ วันที่ 6 ตุลาคม 2560 ชาวมุสลิมโรฮีนจาเข้าแถวรอรับแจกอาหารที่ค่ายลี้ภัยนายาปาราในบังกลาเทศ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ต) ประจำปีนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้ลดระดับสถานะของเมียนมามาอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มที่แย่ที่สุด เท่ากับจีน, รัสเซีย, เซาท์ซูดาน และเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศอื่นในทิปรีพอร์ตที่ถูกลดชั้นจาก &amp;quot;เทียร์ 2 ประเทศที่ต้องจับตามอง&amp;quot; มาอยู่เทียร์ 3 ในปีนี้ ยังได้แก่ กาบอง, ลาว, ปาปัวนิวกินี และโบลิเวีย ประเทศในกลุ่มเทียร์ 3 นี้อาจถูกสหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า และจะทำให้ประเทศเหล่านี้ถูกจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปากีสถานและไทยขยับจากกลุ่มเทียร์ 2 ที่ต้องจับตา มาอยู่ในกลุ่มเทียร์ 2 ขณะที่อิหร่านและไนเจอร์ถูกระบุว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาทหารเด็ก แต่ซูดานพ้นจากรายชื่อที่ว่านี้ ซึ่งจะถูกจำกัดความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐ เมียนมาและอิรักก็ถูกระบุว่ามีการใช้ทหารเด็ก ทั้งที่ 2 ประเทศนี้ถูกลบจากรายชื่อนี้เมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิปรีพอร์ตซึ่งจัดทำดัชนีสถานการณ์การค้ามนุษย์ใน 187 ประเทศ โดยแบ่งแยกเป็น 3 เทียร์ กล่าวว่า เมียนมาล้มเหลวในการปกป้องชาวมุสลิมโรฮีนจาที่หลบหนีการปราบปรามของกองทัพในรัฐยะไข่เมื่อปีที่แล้ว ข้ามชายแดนเข้าสู่บังกลาเทศมากกว่า 700,000 คน รัฐบาลสหรัฐและองค์การสหประชาชาติเปรียบเทียบการกระทำโหดร้ายรุนแรงในรัฐยะไข่ว่าเทียบได้กับการ &amp;quot;ล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มกล่าวโทษกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาว่าสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม, ข่มขืน และวางเพลิงหมู่บ้านชาวโรฮีนจา โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ขับไล่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสถานะเป็นคนไร้รัฐเหล่านี้ แต่กองทัพเมียนมาและรัฐบาลปฏิเสธคำกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แถลงระหว่างการนำเสนอทิปรีพอร์ต ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสหรัฐกล่าวว่า ผู้หญิงและเด็กชาวโรฮีนจาจำนวนมากที่ไร้ถิ่นฐาน ตกเป็นเหยื่อของพวกค้ามนุษย์ พวกเขาโดนเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกส่งไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อค้าประเวณี เด็กๆ ชาวโรฮีนจายังโดนลักพาตัวเพื่อย้ายที่อยู่หรือขายเพื่อบังคับให้แต่งงานในอินเดีย, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลเมียนมาไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำสุดสำหรับการกำจัดการค้ามนุษย์ และไม่ได้ใช้ความพยายามมากพอเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานนี้&amp;quot; รายงานของสหรัฐกล่าวโดยใช้ชื่อเรียกประเทศพม่าตามแบบเก่า ไม่ใช่เมียนมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, ค้ามนุษย์, ทิปรีพอร์ต, พม่า, รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์, เทียร์ 3, เมียนมา, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b36395138a58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 20:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 20:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐเพิ่งฟันธง เกาหลีเหนือใช้สารพิษวีเอ็กซ์ฆ่าพี่ชายคิม จองอึน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐเพิ่งสรุปอย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เกาหลีเหนือใช้สารพิษวีเอ็กซ์สังหารคิม จองนัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเปียงยาง เปิดทางใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมลงโทษการใช้อาวุธเคมี แม้บรรยากาศบนคาบสมุทรเกาหลีเริ่มดีขึ้น เมื่อคิมเตรียมพบ &amp;quot;มุน แจอิน&amp;quot; ผู้นำเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: right;&quot;&gt;คิม จองนัม (ซ้าย) กับ คิม จองอึน น้องชายต่างมารดาที่เป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ (AFP/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 7 มีนาคม 2561 กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐเพิ่งประกาศเมื่อวันอังคารว่า สหรัฐได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการแล้วว่า สารพิษทำลายประสาท วีเอ็กซ์ ถูกใช้ในการสังหารคิม จองนัม ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และเกาหลีเหนือคือผู้อยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้สารวีเอ็กซ์ซึ่งเป็นอาวุธเคมี ลอบสังหารคิม จองนัม ที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์&amp;quot; เฮทเธอร์ นาเวิร์ด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์ และว่า การใช้อาวุธเคมีโดยหมิ่นบรรทัดฐานสากลอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะเช่นนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงนิสัยที่ไร้ความยั้งคิดของเกาหลีเหนือ และขับเน้นว่า เราไม่สามารถอดกลั้นต่อโครงการอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงของเกาหลีเหนือ ไม่ว่าในรูปแบบใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ไม่ได้ให้รายละเอียดหรือหลักฐานว่าสหรัฐได้ข้อสรุปนี้ด้วยวิธีใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลอบสังหารคิม จองนัม อย่างอุกอาจต่อหน้าธารกำนัลได้จุดชนวนความตื่นตัวทางการทูตและการรุมประณามเกาหลีเหนือ ทางการมาเลเซียจับกุมหญิงสาวชาวอินโดนีเซียและเวียดนามซึ่งเป็นผู้นำสารพิษนี้ป้ายหน้าคิม และดำเนินคดีทั้งคู่ฐานฆาตกรรม แต่พวกเธออ้างว่าโดนสายลับเกาหลีเหนือหลอกว่ากำลังถ่ายทำรายการทีวีแกล้งคน สายลับเกาหลีเหนือกลุ่มนี้หนีออกจากมาเลเซียหลังเกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของสหรัฐเปิดช่องให้สหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือเพิ่มเติม แม้ว่าวันเดียวกันนั้น เกาหลีใต้เพิ่งประกาศว่า ผู้นำของเกาหลีใต้และเหนือจะประชุมสุดยอดกันในเดือนเมษายน และเกาหลีเหนือแสดงความพร้อมจะเจรจากับสหรัฐ เพื่อยุติการคุมเชิงกันด้านนิวเคลียร์ โดยเปียงยางประกาศด้วยว่าจะยอมปลดอาวุธนิวเคลียร์ของตนหากได้คำรับประกันด้านความมั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีที่เปลี่ยนไปของเกาหลีเหนือได้รับการตอบรับจากจีน ที่ยกย่องผลลัพธ์ในทางบวกและขอให้ทั้งสองฝ่ายฉวยโอกาสครั้งนี้ส่งเสริมการปลดนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐก็กล่าวว่า คำประกาศของเกาหลีเหนือเป็นบวกและดูจะจริงใจ แต่ประธานาธิบดีมุน แจอิน ของเกาหลีใต้เตือนว่า ไม่ควรรีบมองโลกในแง่ดีเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามกฎหมายของสหรัฐนั้น เมื่อประเทศใดหรือผู้นำประเทศคนใดละเมิดข้อห้ามว่าด้วยอาวุธเคมีและชีวภาพของสหรัฐ รัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศนั้น แต่ปัจจุบันเกาหลีเหนือโดนสหรัฐและองค์การสหประชาชาติคว่ำบาตรอย่างรุนแรงอยู่แล้ว การตัดสินของสหรัฐเมื่อวันอังคารจึงน่าจะส่งผลกระทบน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิม จองนัม เคยถูกมองว่าจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากคิม จองอิล รายงานบางฉบับกล่าวว่าจีนอาจกำลังปลุกปั้นให้เขาขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือแทนที่คิม จองอึน น้องชายต่างมารดา หากเกาหลีเหนือเผชิญวิกฤติ การไต่สวนพิจารณาคดีฆาตกรรมเขาที่มาเลเซียเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า หลายเดือนก่อนโดนฆ่าตาย เขาเคยแสดงความหวาดกลัวว่าจะโดนลอบฆ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่มาเก๊า ไม่ชัดเจนว่าเหตุใดเขาจึงเดินทางออกจากสถานที่ปลอดภัยภายใต้การอารักขาของจีน มายังมาเลเซีย ในเมื่อเขาคิดว่าตัวเองตกเป็นเป้าสังหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปิดเผยของสหรัฐเรื่องการใช้อาวุธเคมีชนิดนี้ เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของอังกฤษได้เข้าร่วมการสอบสวนคดีลอบวางยาพิษเซอร์เกย์ สครีปัล อดีตสายลับ 2 หน้าชาวรัสเซียที่เมืองซอลส์บรีของอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ อาการของสครีปัลและลูกสาวของเขายังอยู่ในขั้นวิกฤติ รัฐบาลอังกฤษขู่ว่าจะตอบโต้อย่างดุดัน หากพบว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังจริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4504</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ, คิม จองนัม, คิม จองอึน, มาเลเซีย, ลอบฆ่า, วีเอ็กซ์, สนามบินกัวลาลัมเปอร์, สหรัฐ, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fe39df3e28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
