<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (3) ตามรอยพระบาทสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจพอเพียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp; มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp;ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริโครงการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งหมด 4,596 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น 1.การพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,067 โครงการ  2.การพัฒนาด้านการเกษตร 107 โครงการ  3.การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 33 โครงการ  4.การพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ 79 โครงการ  5.การพัฒนาด้านสาธารณสุข 2 โครงการ  6.การพัฒนาด้านคมนาคม/สื่อสาร 4 โครงการ  7.การพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม&amp;nbsp; การศึกษา 30 โครงการ  8.การพัฒนาแบบบูรณาการ 147 โครงการ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รากเหง้าปรัชญาเศรษฐกิจ-วิถีพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ &amp;lsquo;การพอมี พอกิน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นรากฐานของ &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2517 แต่กว่าสังคมไทยจะตื่นตัวเวลาได้ผ่านไปกว่า 20 ปี เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นหลายปี ประเทศไทยพยายามจะมุ่งเป้าไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ &amp;lsquo;เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเซีย&amp;rsquo; (4 เสือ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า  การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ &amp;nbsp;สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน &amp;nbsp;แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้  ให้มีพอเพียงกับตัวเอง &amp;nbsp;อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว &amp;nbsp;จะต้องทอผ้าใส่เอง &amp;nbsp;อย่างนั้นมันเกินไป &amp;nbsp;แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร &amp;nbsp;บางสิ่ง &amp;nbsp;บางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ &amp;nbsp;แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่  ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก....&amp;quot; (พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวได้ว่า พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการ &amp;lsquo;พออยู่ พอกิน&amp;rsquo; และแนวทาง &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rsquo; นั้น อันที่จริงก็เป็นรากฐานของสังคมเกษตรกรรมของไทยมาแต่เนิ่นนานแล้ว เช่น ในอีสานมีคำพูดที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตการทำมาหากินว่า &amp;ldquo;เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน&amp;rdquo; (ทำอยู่ ทำกิน) ซึ่งมีความหมายถึงการทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการพึ่งพาตัวเอง เช่น ทำนา ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; ทอผ้า ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ไม่ใช่วิถีแบบ &amp;ldquo;ซื้ออยู่ ซื้อกิน&amp;rdquo; เหมือนดังปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; พระองค์ท่านยังมีหลักการทรงงานที่สำคัญด้านการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การระเบิดจากข้างใน&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน  มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงบันดาลใจจากในหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน  2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์การพัฒนาภูพาน  ต.ห้วยยาง  อ.เมือง  จ.สกลนคร ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร  มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินเกษตรกร  ควรจัดให้มีกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน โดยวิธีออมทรัพย์ร่วมกัน เพื่อสาธิตการบริหารจัดการเงินและการบัญชีแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งร้านค้าสาธิตหมู่บ้าน เพื่อฝึกด้านการจัดการตลาด ควรริเริ่มทำธุรกิจชุมชนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง และแพร่หลาย เพื่อพัฒนาสู่ระบบหมู่บ้านสหกรณ์ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มเกษตรกรที่นี่มีปัญหาความยากจนและมีหนี้สินไม่ต่างจากที่อื่นๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่หรือพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบมาเป็นทุนหมุนเวียน ทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรตำบลท่าเสา เล่าว่า จากปัญหาหนี้สินและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ตำบลท่าเสาจึงได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น  โดยสร้างระบบพึ่งพากันในชุมชนขึ้นมา  เริ่มตั้งแต่เรื่องการจัดการทุน  จากเดิมที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนข้างนอก  จึงสร้างทุนภายในชุมชน  โดยการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤติปี 2540 เริ่มต้นมีสมาชิกเพียง 15 คน ร่วมกันออมทรัพย์เป็นประจำทุกเดือน ใครมีมากก็ออมมาก มีน้อยก็ออมน้อย เมื่อมีเงินมากขึ้น สมาชิกที่เดือดร้อนก็สามารถกู้ยืมเงินไปหมุนเวียนได้ โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอธนาคารหมู่บ้านเริ่มโตขึ้น เราก็ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2543 และเริ่มคิดถึงเรื่องปากท้องให้ครบวงจร จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกข้างนอกอย่างเดียว  แล้วเราก็ต้องไปซื้อสินค้าจากข้างนอกกลับเข้ามากินมาใช้อีก  จึงได้แง่คิดว่า  จะทำอย่างไร? ให้ชาวบ้านผลิตสิ่งที่เรากิน  แล้วเอามาใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันเอง เราจึงร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชุมชนหรือศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ขึ้นมาในปี 2544 โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากเดิมปลูกพืชส่งโรงงานมาปลูกพืชผักที่เป็นอาหาร  ใครปลูกอะไรเหลือกินก็เอามาจำหน่าย  หรือเอามาแปรรูป  ทำอาหาร ทำขนมขาย&amp;rdquo;  พิพัฒน์เล่าความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;rsquo; มีลักษณะเหมือน &amp;lsquo;ร้านโชวห่วย&amp;rsquo; ทั่วไป คือขายของกิน-ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาล ขนม เครื่องดื่ม สบู่ ยาสีฟัน ถ่านไฟฉาย&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โดยการระดมทุนจากชาวบ้านหุ้นละ 100 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนดำเนินการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่พิเศษกว่าร้านค้าทั่วไปก็คือ สมาชิกสามารถนำผลผลิตจากครัวเรือนมาฝากขายที่ศูนย์ฯ (ไม่ต้องขายเอง) เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ กล้วย ขนุน มะม่วง ฯลฯ ที่ปลูกโดยไม่ใช่สารเคมี ใครมีฝีมือทางอาหารหวานคาวก็นำมาฝากขาย เช่น ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี ผัด-แกงต่างๆ หมูปิ้ง ข้าวเหนียว ปลาส้ม ปลาร้า น้ำพริก เครื่องแกง หน่อไม้ดอง ฯลฯ โดยศูนย์ฯ จะคิดค่าจำหน่าย 10 % ของราคาขาย เพื่อนำรายได้มาเป็นค่าบริหารจัดการ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างตลาดให้ชาวบ้าน ใครขาดเหลืออะไรก็มาซื้อหาได้ที่นี่ เหมือนกับเป็นการแลกเปลี่ยนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรฯ เปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่เช้า-ค่ำ มีการจ้างคนในตำบลมาเป็นพนักงานบัญชีและพนักงานขาย ใช้ระบบคอมพิวเตอร์บันทึกการซื้อขาย สินค้าที่ชุมชนผลิตไม่ได้ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล เครื่องดื่ม นม ของใช้ต่างๆ จะสั่งซื้อมาจากร้านค้าส่งรายใหญ่ ทำให้ได้ส่วนลด มียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ &amp;nbsp;50,000-60,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกำไรจำนวน 50 % จะปันผลคืนสมาชิกตอนสิ้นปี, 20 % เป็นทุนดำเนินการ, 15 % นำไปใช้เป็นกองทุนสวัสดิการและพัฒนาชุมชน  ส่วนอีก 15 % เป็นค่าบริหารจัดการของคณะทำงานและผู้บริหาร ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 600 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนและเงินหุ้นที่สมาชิกร่วมลงทุนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในศูนย์สาธิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถาบันการเงินชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 300 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาทเศษ สมาชิกสามารถกู้ยืมได้ 2 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ หรือตามสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเป็นของตัวเอง เหมือนกับแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศูนย์สาธิตฯ หรือร้านค้าชุมชนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในตำบลท่าเสา จากเดิมที่ปลูกเพื่อขายและซื้อกิน ก็เปลี่ยนมาปลูกเพื่อกิน นำผลผลิตที่เหลือมาขาย ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น  เมื่อมีรายได้ก็เอาเงินไปฝากสถาบันการเงิน เป็นทุนหมุนเวียนในตำบล  ส่วนร้านค้าชุมชนเมื่อมีกำไรก็เอามาดูแลเรื่องสังคม เรื่องการศึกษา&amp;nbsp; สิ่งแวด ล้อม ดูแลป่า และสุขภาพของคนในตำบล  ทำให้วิถีชีวิตของคนท่าเสาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก  เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านจริงๆ&amp;rdquo;  ผู้นำชุมชนตำบลท่าเสากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตร์พระราชา : สร้างทำนบกั้นเงินที่ จ.พะเยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา อินต๊ะสาร นักพัฒนาจาก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา บอกว่า &amp;nbsp;ในอดีตอำเภอดอกคำใต้มักจะมีชื่อเสียงในด้านลบว่าเด็กสาวจากที่นี่มักจะมีอาชีพขายบริการทางเพศ ครูจึงสนับสนุนให้เด็กนักเรียนที่ยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียนต่อเพื่อสลัดตัวออกจากวงจรอุบาทย์ ส่งเสริมเรื่องอาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ แก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา&amp;nbsp; อินต๊ะสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2535 ครูมุกดาสนับสนุนให้เกิดธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ นำเงินที่ออมมาช่วยเหลือกัน และขยายไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล เช่น ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน ช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ ปัจจุบันได้ขยายเป็นเครือข่าย &amp;lsquo;ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน จ.พะเยา&amp;rsquo; มีกองทุนต่างๆ และกองทุนสวัสดิการชุมชนกระจายในพื้นที่จังหวัดพะเยาและทั่วภาคเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงหนึ่งในชีวิตของครูได้มีโอกาสรับฟัง  ได้ยินแนวคิดของพระองค์ท่านเกี่ยวกับทำนบกั้นเงิน หรือธนาคารหมู่บ้าน  ครูก็เลยคิดว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราสามารถเอาทุนเล็กๆ จากพี่น้องมาออมในลักษณะองค์กรการเงินของชุมชนที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  &amp;lsquo;ใครมีเอามาใส่  ใครจำเป็นเอาไปใช้&amp;rsquo; ผลกำไรที่ออกมาเอามาจัดสวัสดิการให้สมาชิกและชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในความคิดของครู จาก 40 ปีที่ทำงานผ่านมา  แนวคิดของพระองค์ท่านตอกย้ำเรื่องของการทำให้เรารู้จักการจัดการตัวเอง  รู้ว่าเราเป็นใคร  ทำอะไรอยู่  และท้ายที่สุดเราจะเกื้อหนุนกันอย่างไร  ใช้เครื่องมืออะไรเป็นเครื่องมือที่พวกเราถนัด  เอามาจัดการเรื่องราวเหล่านั้น  และขยายวงให้เพื่อนพี่น้อง  สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้พวกเราเกิดความรัก ความสามัคคี  ดูแลซึ่งกันและกันได้  ลดความขัดแย้งหลายเรื่อง  บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาทบทวนเหมือนพระองค์ท่านว่า  ความคิดที่แตกต่างกันมันสามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ถ้าหากว่าพวกเราร่วมกันคิดโดยที่ไม่ใช่เอาอำนาจ  เอาตัวตนของตนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ครูมุกดาบอกถึงการนำแนวคิดของพระองค์มาใช้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สร้างบ้านพอเพียง-ชีวิตพอเพียง&amp;rdquo; ที่ จ.สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว ศีลาน้ำเที่ยง ผู้นำนักพัฒนาแห่งตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในปี 2554 จึงเริ่มก่อตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา ให้ชาวบ้านร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนอย่างน้อยเดือนละ 50 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 400 ราย มีเงินกองทุนกว่า 2 ล้านบาท ช่วยให้สมาชิกมีที่ดินทำกินแล้ว 69 ราย, มีที่ดินและที่อยู่อาศัย 30 ราย สมาชิกผ่อนชำระคืนเดือนละ 500 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; ศีลาน้ำเที่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมี &amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีบ้านเรือนทรุดโทรมจำนวน 130 ราย เป็นบ้านขนาด 4 X 6 เมตร &amp;nbsp;ชั้นเดียว ใช้งบต่อหลังไม่เกิน 40,000 บาท ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หลังละ 18,000 บาท  ส่วนอีก 22,000 บาทใช้เงินกองทุนที่ชุมชนมีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องของการพัฒนาที่อยู่อาศัย  สิ่งที่เรานำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาปฏิบัติก็คือ คิดแบบพอเพียง  และคิดถึงคุณภาพชีวิตว่า  การสร้างบ้านนี้จะอยู่ได้อย่างไรกับครอบครัว  ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตโอฬาร  ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนได้คิด  อีกอันหนึ่งก็คือ  การอยู่อย่างพอเพียง ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ตนเป็นที่พึ่งของตน  โดยนำแนวของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ ทำอย่างไรจึงจะปิดประตูครัวเรือนได้  ซึ่งก็มีการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก ปลูกมะเขือ&amp;nbsp; พริก มะนาว&amp;nbsp; กล้วย มะละกอ เอาไว้กินและขาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศาสตร์ของพระราชาจะใช้ต่อไปได้ตลอดชีวิตของเรา  และอีกหลายร้อยปี เพราะเป็นศาสตร์ที่ทำแล้วเกิดผล  ทำแล้วทุกคนอยู่ได้  เพราะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นเขา  ทำให้เราอยู่ได้ตามกำลังของเรา  และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งตนเอง  เริ่มจากครอบครัวแล้วก็ขยายไปหลายๆ ครอบครัว จนเต็มทั้งชุมชน  ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี  ความผูกพันกัน  ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  สังคมเข้มแข็ง &amp;nbsp;ประเทศเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านจำรุง จ.ระยอง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย เหลืองเจริญ แกนนำนักพัฒนาแห่งบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้ ทำนา  ประมงชายฝั่ง  เริ่มนำแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยชักชวนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาเป็นอินทรีย์ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชสมุนไพร แปรรูปผลไม้ ทำกะปิ น้ำปลา  ฯลฯ รวมกลุ่มกันผลิตและขาย โดยการสร้างตลาดภายในชุมชน  ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย&amp;nbsp; เหลืองเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้หรือ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; มีผู้คนมาท่องเที่ยวและศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะตลอดทั้งปี (ก่อนสถานการณ์โควิดปี 263)&amp;nbsp; ประมาณปีละ 1 แสนคน ทำรายได้จากการทำอาหาร ขายผลไม้ อาหารแปรรูป&amp;nbsp; ขนม และสินค้าต่างๆ ประมาณปีละ 20 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งนำกลับไปพัฒนาชุมชน  ทำให้ชาวบ้านจำรุงมีอาชีพ มีรายได้ &amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในหลวงอยู่ในใจของพวกเราอยู่แล้ว  สิ่งที่ท่านสอนทุกอย่างอยู่ในหัว  อยู่ในร่างกาย  อยู่ในจิตใจเราอยู่แล้ว เมื่อเราอับจนหนทางนึกอะไรไม่ออกก็กลับไปดูที่พระราชดำรัสในแต่ละห้วง  ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ  มันสามารถแปลงสู่การปฏิบัติการจริงในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง  ในหลวงไม่ได้ไปไหน  ท่านยังอยู่ที่เดิม  หลักคิดของในหลวงเป็นหลักคิดที่แม่นยำที่สุด เริ่มจากวิธีคิด  การพึ่งพาตนเอง  ทำจากเล็กไปหาใหญ่  ง่ายไปหายาก  อยู่กับสังคมด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน  สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาติชายย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีนโยบายการทำงานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; มาอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างรูปธรรมเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ  ในรูปแบบ Cluster หรือเครือข่าย เช่น คลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์ การแปรรูป ตลาดชุมชน &amp;nbsp;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าชุมชนที่บ้านจำรุง จ.ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:.2pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.มี &amp;lsquo;แผนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลา 5 &amp;nbsp;ปี (พ.ศ.2565-2568)&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง&amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมและจัดทำ &amp;lsquo;แผนธุรกิจเพื่อชุมชน&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;Community &amp;nbsp;Business &amp;nbsp;Model Cannas&amp;rsquo; &amp;nbsp;(CBMC) มีเป้าหมาย 800 ตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ได้นำต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp; ศิลปะวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp; มาสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; เพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; มาปรับใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  และเป็นการระเบิดจากข้างในตามหลักการทรงงานของพระองค์&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง  แล้ว&amp;nbsp; ยังทำให้ฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119654</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., Community  Business  Model Cannas’  (CBMC), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพอมี พอกิน, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, พอช., ศาสตร์พระราชา, ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เศรษฐกิจพอเพียง, เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน, แผนธุรกิจเพื่อชุมชน, โครงการบ้านพอเพียงชนบท, ไม่รวย แต่มั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b2e3d8d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’ พลิกโฉมชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากรจากชุมชนแออัดสู่บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษมก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชุมชนที่พวกเราอยู่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; ปลูกบ้านกันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ทางเดินก็แคบ ส่วนใหญ่จะหันหลังบ้านลงคลอง&amp;nbsp; ส้วมก็ลงคลอง&amp;nbsp; บางหลังปลูกมานานไม้ก็ผุ&amp;nbsp; เสาก็ทรุด บ้านเกือบจะจมลงคลอง&amp;nbsp; เมื่อก่อนเด็กนักเรียนในชุมชนไม่กล้าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเล่นที่บ้าน เพราะอายเพื่อน... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอจะทำโครงการบ้านริมคลอง&amp;nbsp; เราก็ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; เอาหน้าบ้านลงคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; ช่วยกันดูแลคลองให้สะอาด&amp;nbsp; ทำเป็นตลาดน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวริมคลอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สามารถค้าขายได้&amp;nbsp; ตอนนี้พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนก็ดูสะอาด&amp;nbsp; สวยงาม&amp;nbsp; เด็ก ๆ ก็ไม่อายเพื่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประภัสสร&amp;nbsp; ชูทอง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนหลัง ว.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)&amp;nbsp; คือตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; จากเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินราชพัสดุริมคลอง&amp;nbsp; ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนที่มาอยู่ทีหลัง&amp;nbsp; หรือมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อที่ดินบนฝั่งคลองไม่มีที่ว่าง&amp;nbsp; จึงปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงในคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองแคบลง&amp;nbsp; น้ำในคลองไหลไม่สะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางช่วงคลองลาดพร้าวมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร&amp;nbsp; จากความกว้างปกติประมาณ 25-38 เมตร&amp;nbsp; ประกอบกับมีขยะ&amp;nbsp; ตะกอนดินทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; ทำให้การระบายน้ำในคลองไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลอง-เขื่อน-คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีคลอง&amp;nbsp; คู ลำกระโดง&amp;nbsp; รวมกัน&amp;nbsp; 1,980&amp;nbsp; สาย&amp;nbsp; ความยาวรวมประมาณ&amp;nbsp; 2,700 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในจำนวนนี้ถูกรุกล้ำ 1,161 &amp;nbsp;สาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำประมาณ 23,500&amp;nbsp; หลัง !! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนงานการแก้ไขสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำลงสู่คลอง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp; น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งส่วนใหญ่จะไหลและถูกสูบลงคลอง&amp;nbsp; แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเดินน้ำในลำคลอง&amp;nbsp; มีขยะและดินโคลนทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลอง&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กว่าจะดำเนินการได้ก็ล่วงเข้าไปในสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยรัฐบาล คสช. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมคลองที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลองลาดพร้าว (ช่วงบางบัว-&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน)&amp;nbsp; ก่อนการปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลองลาดพร้าว : มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร&amp;nbsp; เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 &amp;nbsp;เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ผ่านวัดลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดบางบัว&amp;nbsp; ตลาดสะพานใหม่&amp;nbsp; จนถึงประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ตลอดคลองลาดพร้าวสองฝั่งมีชุมชนตั้งอยู่เรียงราย&amp;nbsp; บางชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว : มีความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ&amp;nbsp; 45 กิโลเมตร โดยกรุงเทพมหานครว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้าง&amp;nbsp; วงเงินก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp; 1,645&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; จากริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีต&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอกเสาเข็มและพนังกั้นตลิ่งทั้งสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; มีความกว้างสองฝั่งประมาณ 38 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดแนวสันเขื่อนจะมีรั้วเหล็กกันตก&amp;nbsp; และทางเดินเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร&amp;nbsp; สามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเลียบคลองได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคลองให้ลึกประมาณ 3 &amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำในคลองไหลสะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าวจะช่วยระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนใต้คลองบางซื่อและอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อตอกเสาเข็มแล้ว&amp;nbsp; จะนำแผ่นคอนกรีตมาวางเรียงเป็นพนังกั้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนริมคลองลาดพร้าว :&amp;nbsp; สองฝั่งคลองลาดพร้าวในอดีตเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; คนที่มาอยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp; มีทั้งคนเช่าที่ทำนา&amp;nbsp; รับจ้างทำนา&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง&amp;nbsp; ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจร&amp;nbsp; เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น&amp;nbsp; ที่ดินแพงขึ้น&amp;nbsp; เจ้าของจึงขายที่นา&amp;nbsp; ทุ่งนาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรร&amp;nbsp; หมู่บ้านจัดสรร&amp;nbsp; ตึกแถว&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ย่านลาดพร้าว&amp;nbsp; โชคชัย 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; วังหิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ภายหลังจึงมีคนจากต่างถิ่น&amp;nbsp; ต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองจึงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 20,000 คน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่ 8 เขต&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; สายไหม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนก่อนการปรับปรุงส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและแออัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนตามความยาวของแนวคลอง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นแรงงาน &amp;nbsp;แม่บ้าน &amp;nbsp;รปภ. &amp;nbsp;พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ &amp;nbsp;น้อยๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตใหม่ริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2559&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท&amp;nbsp;ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช.&amp;nbsp; นำไปพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เป็นคลองแรก โดยมีเป้าหมายใน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านชุมชนแรกที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; (ตรงข้ามตลาดสะพานใหม่)&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 64&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยคอนกรีต &amp;nbsp;ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างตั้งแต่ 187,000-367,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญก่อนการปรับปรุงปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อวยชัย&amp;nbsp; สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ก่อนการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านได้บุกรุกที่ดินริมคลองปลูกสร้างบ้านกันมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จึงกลัวว่าจะถูกไล่ที่มากกว่า&amp;nbsp; แต่ใจจริงทุกคนก็อยากจะได้บ้านใหม่&amp;nbsp; และอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะสภาพบ้านส่วนใหญ่ผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวโดนไล่&amp;nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำการรวมกลุ่ม&amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จึงร่วมกันออมทรัพย์เป็นทุน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 500 -600&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; รองนายกฯ มาเป็นประธาน&amp;nbsp; คนที่ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงก็ต้องเชื่อ&amp;nbsp; ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่เข้าร่วม&amp;nbsp; ยังไม่เชื่อ&amp;nbsp; เมื่อเห็นชุมชนของเราสร้างบ้านเสร็จ&amp;nbsp; มีบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนใหม่สวยงาม&amp;nbsp; ก็เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ตอนนี้ชุมชนริมคลองในเขตสายไหมสร้างเสร็จเกือบทุกชุมชนแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ&amp;nbsp; แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะสร้างกันมานาน&amp;nbsp; สะพานไม้ก็ผุพัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะก็ทิ้งลงในคลอง&amp;nbsp; น้ำก็เน่าเหม็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเริ่มสร้างบ้านใหม่เป็นชุมชนนำร่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ก็เข้ามาสนับสนุน&amp;nbsp; ช่วยสร้างสนามเด็กเล่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; มีการคัดแยกขยะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมคลอง &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;ชุมชนก็ดูสวยงาม&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน&amp;nbsp;โดยจัดอบรมฝึกอาชีพทำอาหาร&amp;nbsp;ขนม&amp;nbsp;ทำสบู่&amp;nbsp;ยาหม่องสมุนไพร&amp;nbsp;สิ่งประดิษฐ์&amp;nbsp; ของชำร่วย&amp;nbsp;ฯลฯจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญหลังสร้างเสร็จปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้เดือดร้อนรวมกลุ่มแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.&amp;nbsp;ในฐานะผู้ดูแลโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ เช่น พอช.&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน เรื่องการออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินในอัตราผ่อนปรนระยะยาว&amp;nbsp; ครั้งละ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และจะทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพของชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ (หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว) จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4 บาท/ตารางวา/เดือน &amp;nbsp;โดยทุกครอบครัวจะได้รับที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ 4x6 - 4x8 ตารางเมตร มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&amp;nbsp; (ประมาณ 1-3 พันบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุน 1.สินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน (กรณีสร้างบ้านในชุมชนเดิม) ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี &amp;nbsp;และสนับสนุนงบประมาณสร้างสาธารณูปโภค-เงิน&amp;nbsp;อุดหนุน 147,000 บาท/ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง&amp;nbsp; เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองนี้ ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่เป็นการใช้หลักการของ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ที่ พอช.ทำมาตั้งแต่ปี 2546 นั่นคือ ให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อน รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  โดยมี พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะทำงาน มีกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:-8.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;11 ขั้นตอนสร้างบ้านมั่นคงริมคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.สร้างความเข้าใจโครงการ โดยการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน มีคณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ สำนักการระบายน้ำ ฯลฯ ร่วมกันจัดประชุมชี้แจงเป็นกลุ่ม หรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่วมกันสำรวจข้อมูล รับรองข้อมูล พิจารณาสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ขนาดพื้นที่ของชุมชน และความต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างบ้านและออกแบบผังชุมชน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาสิทธิ์และรับรองสิทธิ์ เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันยืนยันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้มีตัวตนและอาศัยอยู่จริง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำหรับก่อสร้างบ้าน บางชุมชนกำหนดเงินออมขั้นต่ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน บางชุมชนอาจมากกว่า แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละชุมชน หากมีเงินออมมาก ยอดเงินที่จะขอกู้จาก พอช.ก็จะลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชาวชุมชนริมคลองย่านดอนเมืองร่วมประชุมเพื่อเตรียมทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ เสนอขอใช้สินเชื่อและงบสนับสนุนจาก พอช. &amp;nbsp;บริหารการก่อสร้างบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.จัดการเรื่องที่ดิน โดยการแบ่งปันและเสียสละ คนที่เคยมีที่ดินและบ้านหลังใหญ่ จะต้องเสียสละให้คนที่รุกล้ำแนวคลองสามารถขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้ โดยเฉลี่ยแปลงที่ดินที่จะสร้างบ้านให้มีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 4X6 ตารางเมตรหรือมากกว่าตามขนาดของชุมชน) และ 1&amp;nbsp;ครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ หรือตามข้อตกลงของชุมชน เช่น ครอบครัวที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 8 คน จะได้รับสิทธิ์ขยายเพิ่ม 1 สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนและครัวเรือนมาออกแบบผังชุมชนและออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกและเจ้าหน้าที่ของ พอช.เป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เสนอโครงการและงบประมาณต่อ พอช. เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ชุมชนจะต้องยื่นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในนามสหกรณ์เคหสถานมายัง พอช.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.วางแผน ขออนุญาตก่อสร้าง และรื้อย้าย ชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. สถาปนิกและวิศวกร วางแผนการก่อสร้าง แผนการรื้อย้าย และจัดเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตก่อสร้างจากกรมธนารักษ์และสำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 9.ทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อ พอช.อนุมัติโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องส่งตัวแทนในนามของสหกรณ์เคหสถานที่จดทะเบียนเอาไว้ไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.กระบวนการก่อสร้างบ้าน เมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.แล้ว ชุมชนจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น จัดทำบัญชี ตรวจสอบการเงิน และตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้าง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.พัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ชุมชนจะร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องอาชีพ มีการวางแผนการจัดตลาดนัด ตลาดน้ำชุมชน เรือโดยสารในคลอง ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp;พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนก่อนปล่อยลงคลอง จัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อสร้างแล้วใน 35 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวนบ้านที่ก่อสร้างเสร็จ 3,065&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (มีผู้เข้าอยู่อาศัยหมดแล้ว)&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง 194 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่พร้อมก่อสร้าง&amp;nbsp; 277 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการในระยะต่อไป&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด 7,069 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส เช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม เขตจตุจักร ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว (ช่วงคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม) ตรงข้ามกองทัพอากาศดอนเมือง&amp;nbsp; ราคาไม่เกิน 400,000 บาท&amp;nbsp; มีบรรยากาศริมคลองสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งมีปัญหาเช่นเดียวกับคลองลาดพร้าว โดยการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลอง-ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ปรับทัศนียภาพชุมชนริมคลอง-พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การท่องเที่ยวทางน้ำ&amp;nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมรถ-ราง (ไฟฟ้า)&amp;nbsp; -เรือ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในปี 2562-2570&amp;nbsp; ขณะนี้การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำดำเนินการไปแล้วบางช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พอช. มีแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งหมด 38 ชุมชน รวม 6,386 ครัวเรือนในพื้นที่เขตจตุจักร หลักสี่ &amp;nbsp; ดอนเมือง และใน จ.ปทุมธานี ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด &amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดย พอช.จะสนับสนุนชุมชนเช่นเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการชุมชนแรกในเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านหลักแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานงานที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดขณะนี้&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; 4 ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; 196 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 472 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่รื้อย้ายพร้อมก่อสร้างบ้าน 95 ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้ง&amp;nbsp; 6,386 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้บ้านที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว &amp;nbsp;มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; เช่น บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 290,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านใหม่ริมคลองเปรมประชากรย่านจตุจักร&amp;nbsp; สวยงามร่มรื่น&amp;nbsp; ราคาไม่กี่แสน&amp;nbsp; แต่วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคลองสนองพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 &amp;nbsp;เร่งพัฒนา &amp;nbsp;ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนริมคลอ ง &amp;nbsp;รวมทั้งน้อมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง &amp;nbsp;ที่ทรงให้ความสำคัญกับน้ำและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าว &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง  จำนวน 50 ชุมชน รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร  และดำเนินโครงการ &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ริมคลองลาดพร้าว  เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการรื้อฟื้นการใช้ประโยชน์จากลำคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำขึ้นมาเหมือนในอดีตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คลองเปรมประชากร &amp;nbsp;รัฐบาลได้ริเริ่มแผนพัฒนาคลองเปรมประชากรความยาวกว่า 50 กิโลเมตรทั้งระบบ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 9 ปี คือ&amp;nbsp; พ.ศ.2562-2570&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;ระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562 &amp;ndash; 2565 จำนวน 4 โครงการ &amp;nbsp;วงเงิน 4,448 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ &amp;nbsp;ป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ริมคลอง &amp;nbsp;เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;ตลาดนัดริมคลอง &amp;nbsp;พัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลอง &amp;nbsp;เชื่อมเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟและรถไฟฟ้า และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119323</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว, ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม, ชุมชนแออัด, ธนัช  นฤพรพงศ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, บ้านมั่นคง, พอช., มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สสส., อวยชัย  สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162bc61c8b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’  :  กลไกรัฐที่สนับสนุนชุมชน-สร้างสังคมเข้มแข็ง บ้านมั่นคง บ้านที่มากกว่าคำว่า “บ้าน”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นภารกิจที่สำคัญด้านหนึ่งของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่&amp;nbsp; สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543&amp;nbsp; มีภารกิจสนับสนุนและส่งเสริมองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนเมืองและชนบท &amp;nbsp;ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ดูแลสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.ดำเนินงานมาครบ 21 ปี&amp;nbsp; และกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 22&amp;nbsp; มีประสบการณ์และบทเรียนในการทำงานมากพอสมควร&amp;nbsp; โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาจากเดิมแบบ &amp;ldquo;สั่งการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือบนลงล่าง&amp;nbsp; เป็นล่างขึ้นบน&amp;nbsp; โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา&amp;nbsp; สามารถคิด&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; และบริหารโครงการต่างๆ&amp;nbsp; ได้เอง&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็น &amp;ldquo;ผู้รอรับการพัฒนา&amp;rdquo; ทำให้ชุมชนและเครือข่ายเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; พึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; ดังตัวอย่างต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเกือบ&amp;nbsp; 6 &amp;nbsp;ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและต้องการที่อยู่อาศัยประมาณ&amp;nbsp; 3.5&amp;nbsp; ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; บางส่วนจึงต้องบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนเพื่อปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; หรือเช่าบ้าน-เช่าที่ดินอยู่อาศัย&amp;nbsp; สภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมย่ำแย่&amp;nbsp; เพราะเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีสถานที่วิ่งเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; วัย 76 ปี&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ย่านสถานีขนส่งหมอชิตใหม่&amp;nbsp; เขตจตุจักร &amp;nbsp;เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 20-30&amp;nbsp; ปีก่อนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนที่ลุงอาศัยอยู่เดิมเป็นชุมชนเช่าที่ดินเมื่อก่อนเรียกว่า &amp;ldquo;ชุมชนสวนผัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสมัยก่อนย่านจุตจักรยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; สถานีหมอชิตใหม่ยังไม่ย้ายเข้ามา&amp;nbsp; เจ้าของที่ดินเป็นเศรษฐีใจบุญจึงให้เช่าที่ราคาถูกๆ&amp;nbsp; เดือนละ 20-100 บาทเพื่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 20-30 ตารางวา&amp;nbsp; มีคนมาปลูกบ้านหลายสิบหลัง&amp;nbsp; ต้องต่อน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้าราคาแพงจากข้างนอกเข้ามาใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; เป็นแรงงานราคาถูก&amp;nbsp; อพยพจากต่างจังหวัดเพื่อมาหากินในกรุงเทพฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; บุกเบิกแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยมากว่า 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเมื่อมีข่าวว่าจะมีสถานีขนส่งย้ายเข้ามา&amp;nbsp; มีการตัดถนน&amp;nbsp; มีทางด่วนผ่าน&amp;nbsp; ที่ดินมีราคาสูง&amp;nbsp; จึงมีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมด 5 ไร่เศษ&amp;nbsp; ราคาหลายสิบล้านบาท&amp;nbsp; แต่เจ้าของยังไม่ขาย&amp;nbsp; เพราะห่วงว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัว &amp;nbsp;เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินอาจจะขายที่ดินแปลงนี้ในวันไหน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้นปี 2537 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) สังกัดการเคหะแห่งชาติ ( พชม.จัดตั้งขึ้นในปี 2535 &amp;nbsp;เป็นโครงการพิเศษภายใต้การเคหะแห่งชาติ &amp;nbsp;ตามข้อเสนอของขบวนชุมชนและประชาสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการงบประมาณแก้ปัญหาชุมชนแออัดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนจำนวน&amp;nbsp; 1,250 ล้านบาท&amp;nbsp; ปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.) ที่รู้ข่าวว่าชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ได้เข้ามาพบปะพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อให้คำปรึกษา&amp;nbsp; จนนำไปสู่การรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ (กุมภาพันธ์ 2537) เพื่อระดมทุนแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมหาที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสมาชิกเริ่มต้น 28 ราย &amp;nbsp;ออมเงินกันคนละ 300-500 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ใครมีมากก็ออมมากกว่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พอถึงปี 2542 &amp;nbsp;ตอนนั้นพวกเราออมเงินกันได้ 5-6 ปีแล้ว&amp;nbsp; และสถานีหมอชิตใหม่ย้ายมาแล้ว &amp;nbsp;มีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของ &amp;nbsp;ราคา 65 ล้านบาท &amp;nbsp;หรือประมาณตารางวาละ 30,000 บาท &amp;nbsp;พวกเราก็ส่งตัวแทนไปคุยกับเจ้าของที่ดิน &amp;nbsp;เจ้าของก็ถามว่าพวกเราจะมีเงินซื้อหรือ ? &amp;nbsp;เพราะรู้ว่าชาวบ้านไม่มีเงินแน่ๆ &amp;nbsp;แต่พวกเราก็บอกว่าตอนนี้มีเงินออมทรัพย์รวมกันได้ประมาณ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และจะหาเงินมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน &amp;nbsp;ลูกหลานก็เรียนและทำงานอยู่แถวนี้ &amp;nbsp;ถ้าจะย้ายไปอยู่นอกเมืองก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่เหมือนกับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ !! &amp;nbsp;เพราะเจ้าของที่ดินใจบุญรายนั้น (นายมานะ &amp;nbsp;เนตรสาริกา) ยอมขายที่ดินให้ชาวบ้านในราคาตารางวาละ 10,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านก็ยังขอต่อรองอีก &amp;nbsp;จนเจ้าของใจอ่อนลดเหลือตารางวาละ 7,500 บาท รวมที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 35 ตารางวา &amp;nbsp;ราคา 18 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; (เพื่อทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ)&amp;nbsp; และยื่นขอใช้สินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (ปัจจุบันคือ พอช.) &amp;nbsp;เพื่อนำมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; โดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าของในเดือนสิงหาคม 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อได้ที่ดินมาแล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงนำมาจัดสรรกันโดยการดำเนินการของสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;แบ่งที่ดินตามความต้องการและฐานะของครอบครัว ได้ทั้งหมด 82 แปลง (รวมชุมชนที่เดือดร้อนใกล้เคียง) ที่ดินมีขนาดตั้งแต่ 10-25 ตรว. ผ่อนส่งเดือนละ 1,100 -2,300 บาทตามขนาดที่ดิน &amp;nbsp;ระยะเวลา 15 ปี ส่วนบ้านยังไม่ได้ก่อสร้างใหม่&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านยังมีภาระในการผ่อนชำระค่าที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถนนทางเดินในชุมชนก็ยังเฉอะแฉะ&amp;nbsp; เป็นดินโคลน&amp;nbsp; เวลาหน้าฝนน้ำจะท่วมขัง&amp;nbsp; ชาวบ้านต้องเดินลุยโคลนเข้า-ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนกรกฎาคม 2543&amp;nbsp; มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; โดยโอนภารกิจของสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองและสำนักงานกองทุนพัฒนาชนบทเข้าด้วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในวันที่&amp;nbsp; 26&amp;nbsp; ตุลาคม 2543&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ&amp;nbsp; (ปัจจุบัน พอช.อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี&amp;nbsp; 2546&amp;nbsp; พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; อยู่ในที่ดินบุกรุกหรือที่ดินเช่าที่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนให้ชาวชุมชนที่มีความเดือดร้อนร่วมกันแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;พอช.มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบ&amp;nbsp; แบ่งหน้าที่&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ความเดือดร้อน&amp;nbsp; ช่วยกันออกแบบบ้านในความฝัน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 โครงการนำร่องบ้านมั่นคงในปี 2546&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงเริ่มต้นในปี 2546 &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนนำร่องจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนนั้นด้วย &amp;nbsp;ส่วนชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บ่อนไก่ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ, แหลมรุ่งเรือง จ.ระยอง, บุ่งคุก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.อุตรดิตถ์, เก้าเส้ง จ.สงขลา &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 146 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อให้ พอช.นำไปสนับสนุนชุมชนในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน-ก่อสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่หลังจากซื้อที่ดินในปี 2543&amp;nbsp; แล้ว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มกระบวนการบ้านมั่นคงในปี 2546 &amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; เพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และส่วนใหญ่สร้างบ้านกันตามทุนรอนที่มี&amp;nbsp; ไม่มีระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ทางเดินเป็นพื้นดิน&amp;nbsp; ไม่มีท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; เมื่อฝนตกถนนและทางเดินจึงเละเป็นโคลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำการทำโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะกรรมการ&amp;nbsp; ไปศึกษาดูงานชุมชนที่แก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจข้อมูลต่างๆ ในชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิก &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รูปแบบการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมกันออกแบบผังชุมชนใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ออกแบบบ้าน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงร่วมกันสร้างระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอติดตั้งไฟฟ้า &amp;nbsp;น้ำประปา &amp;nbsp;ทำท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; ถนนในชุมชน 3 สาย &amp;nbsp;กว้าง 4 เมตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณจำนวน 1,780,000 บาท ใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนการสร้างบ้าน &amp;nbsp;ครอบครัวไหนที่มีความพร้อมก็ดำเนินการไปก่อน&amp;nbsp; มีทั้งสร้างเอง จ้างช่างมาสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการลงแรงช่วยกันก่อสร้าง &amp;nbsp;ใช้วัสดุเก่าที่ยังใช้ได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านประหยัดงบได้ไม่น้อย โดย พอช.สนับสนุนสินเชื่อก่อสร้างบ้านตามขนาดที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ 10-25&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวและบ้านเดี่ยวสองชั้น &amp;nbsp;ราคาตั้งแต่ 130,000-300,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 1,100-2,300 บาท&amp;nbsp; ระยะเวลา 15 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 9 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอถึงปี 2547 &amp;nbsp;บ้านส่วนใหญ่ก็ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;จากชุมชนที่เคยอยู่กันแบบ &amp;ldquo;ตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ทางเดินเฉอะแฉะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นหลุมเป็นบ่อ &amp;nbsp;ไม่มีน้ำประปา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีไฟฟ้าใช้เอง &amp;nbsp;จึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนใหม่&amp;nbsp; บ้านเรือน&amp;nbsp; ถนนดูสะอาดตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร ในฐานะประธานชุมชนเจริญชัยฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการรวมตัวกันโครงการชาวบ้านเพื่อซื้อที่ดินและเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช.&amp;nbsp; ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านทุกครอบครัวผ่อนชำระค่าที่ดินค่าและค่าสร้างบ้านหมดแล้วและจากสภาพเดิมของชุมชนเมื่อก่อนยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านคมนาคม &amp;nbsp;เพราะอยู่ใกล้สถานี บขส.หมอชิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สถานีกลางบางซื่อ &amp;nbsp;และอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้ที่ดินในย่านนี้มีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะที่ดินที่ชาวชุมชนอาศัยอยู่ 5 ไร่เศษ &amp;nbsp;ตอนซื้อมาราคา 18 ล้านบาทเศษ (เจ้าของที่ดินลดราคาให้) ตอนนี้มีเอกชนมาขอซื้อราคา 200 ล้านบาทเพื่อทำโครงการธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะให้ราคาสูงอย่างไรก็จะไม่ขาย &amp;nbsp;เพราะเรารับปากกับเจ้าของที่ดินเอาไว้ว่าจะซื้อมาเพื่อทำที่อยู่อาศัยเท่านั้น &amp;nbsp;พวกเรายังคุยกันเลยว่า &amp;nbsp;หากเราไม่รวมตัวกันซื้อที่ดินและทำโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น &amp;nbsp;วันนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน &amp;nbsp;จะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีที่ดินทำกิน &amp;nbsp;อาจจะอยู่ในสลัมที่ไหนสักแห่ง &amp;nbsp;หรือเช่าบ้านอยู่ตลอดชีวิต เพราะลำพังคนหาเช้ากินค่ำคงไม่มีเงินพอจะซื้อบ้านอยู่ ถ้าเราไม่รวมตัวกันและไม่มีโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;พวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่แบบวันนี้&amp;rdquo; ลุงวิเชียรบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านที่มากกว่าคำว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการสร้างบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; เท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการ &amp;ldquo;พัฒนาชุมชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rdquo; ของชาวชุมชนด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสหกรณ์เคหสถานฯ ซึ่งให้สมาชิกออมเงินตามหุ้นที่มีอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;หุ้นละ 10 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;คนหนึ่งไม่เกิน 20 หุ้น &amp;nbsp;มีสมาชิกทั้งหมด 160 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมาชิกกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ผ่อนชำระภายใน 60 งวด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือว่าเป็น &amp;lsquo;ธนาคารชาวบ้าน&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ชุมชนเจริญชัยฯ ยังมีกิจกรรมการพัฒนาชุมชนต่างๆ ที่หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การคัดแยกขยะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำขยะเปียกไปทำปุ๋ย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใส่ต้นไม้ในชุมชน &amp;nbsp;ขยะรีไซเคิ้ลเอาไปขายเป็นกองทุนพัฒนาชุมชน ชุมชนจึงดูสะอาดสวยงาม &amp;nbsp;มีศูนย์เฝ้าระวังภัยและยาเสพติด &amp;nbsp;โดยมีชาวบ้านในชุมชนเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวัง &amp;nbsp;มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด ฯลฯ ทำให้ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่เป็นสถานศึกษาดูงานของชุมชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุมชนยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.จัดทำโครงการแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำคาราวานสินค้าราคาถูกนำไปจำหน่ายให้แก่สมาชิกชุมชนต่างๆ ในเขตจตุจักร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำตาล&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จัดทำ &amp;lsquo;ศูนย์พักคอยชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;หรือ CI (Community&amp;nbsp; Isolation)&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิดที่ยังมีอาการไม่รุนแรงในชุมชนเครือข่ายเขตจตุจักร&amp;nbsp; สามารถรองรับได้ 8 เตียง&amp;nbsp; (พอช.สนับสนุนงบ 150,000&amp;nbsp; บาท)&amp;nbsp; ขณะนี้ชาวบ้านกำลังช่วยกันก่อสร้าง&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์พักคอยกำลังก่อสร้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;TDRI ประเมินบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; พัฒนาสังคมให้น่าอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากรายงานของทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ &amp;nbsp;102 เดือนเมษายน 2557 เรื่อง &amp;ldquo;การประเมินมูลค่าที่เกิดจากโครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ ได้คัดเลือกชุมชนบ้านมั่นคงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด &amp;nbsp;รวม 16 ชุมชน (รวมทั้งชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่) มีครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างในการสำรวจ 745 ครัวเรือน &amp;nbsp;พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดขนาดใหญ่&amp;nbsp;โดยสร้างความมั่นคงใน &amp;ldquo;ที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; ให้แก่ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด &amp;nbsp;โครงการนี้ใช้แนวทางการดำเนินการแบบใหม่ที่แตกต่างจากโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแบบเดิมซึ่งหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวคือ (1) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนรวมตัวและมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;การสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกชุมชนนำร่อง &amp;nbsp;การเลือกวิธีปรับปรุงชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดหาที่ดิน &amp;nbsp;การออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย การออกแบบบ้าน &amp;nbsp;การออกแบบชุมชน &amp;nbsp;การก่อสร้าง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงที่จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านช่วยกันลงแรงสร้าง&amp;nbsp; และมีส่วนร่วมทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) รูปแบบและแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและแตกต่างกันตามสภาพปัญหา ความต้องการของสมาชิกในชุมชน &amp;nbsp;และข้อจำกัดด้านต่างๆ (โดยเฉพาะด้านกายภาพและเจ้าของที่ดิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) เน้นการแก้ปัญหาชุมชนแออัดทั้งเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงบางจุดหรือบางพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีประโยชน์ทางอ้อมทั้งทางเศรษฐกิจและมิใช่ทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจ โครงการบ้านมั่นคงทำให้ครัวเรือนมีรายจ่ายลดลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ประหยัด &amp;nbsp;เพราะไม่ต้องพ่วงจากมิเตอร์บ้านที่มีทะเบียนบ้าน &amp;nbsp;และมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะครัวเรือนมีการผ่อนส่งบ้านให้แก่สหกรณ์จึงต้องขวนขวายหารายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายของครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หลักฐานทางสถิติยืนยัน &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;เด็กนักเรียนใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้การที่ชุมชนมีการจัดการที่ดีขึ้น มลพิษลดลง&amp;nbsp;และสภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp;อาจทำให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น โอกาสเกิดอัคคีภัยลดลง &amp;nbsp;คนในชุมชนมีความภูมิใจที่มีบ้านที่น่าอยู่ในชุมชนที่&amp;nbsp; และสามารถเปิดประตูเชื้อเชิญญาติและเพื่อนฝูงมาที่บ้านได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดในด้านการปกครองก็คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชาชนในชุมชนเปลี่ยนฐานะจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุกที่ทำผิดกฎหมาย&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ข้าราชการให้เกียรติ &amp;nbsp;ให้ข่าวสาร &amp;nbsp;ข้อมูล และให้ความร่วมมือกับงานพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนประโยชน์ทางสังคมที่สำคัญก็คือ &amp;nbsp;ทุนทางสังคม (Social Capital) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มในโครงการบ้านมั่นคง ทำให้คนในชุมชนไว้วางใจกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เด็กมีแนวโน้มใช้เวลากับการเรียนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาชญากรรมและยาเสพติดในชุมชนลดลง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รายงานดังกล่าวระบุ (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/05/wb102.pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp;เดิมเป็นชุมชนบุกรุกที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp;ปัจจุบันชาวบ้านเช่าที่ดินสร้างบ้านอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; สร้างเสร็จแล้วใน&amp;nbsp; 35 ชุมชนกว่า&amp;nbsp; 3,000 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่ปี 2546 &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนผู้ยากไร้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยทั้งในชนบทและเมืองไปแล้วกว่า 180,000 ครัวเรือน (บ้านมั่นคง&amp;nbsp; การซ่อมสร้างบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; คนไร้บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ) ในกว่า 3,000 ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560-2579) เป็นเข็มทิศ&amp;nbsp;ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างความเป็นธรรมในสังคม มีเป้าหมายกว่า 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;lsquo;เพื่อคนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำชุมชนริมคลองลาดพร้าวคนหนึ่งบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กนักเรียนไม่กล้าชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านแต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119080</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., TDRI, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ธนาคารชาวบ้าน, บ้านมั่นคง, พม., พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี, พอช., ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, ลุงวิเชียร  แสงพลอย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน, โครงการสร้างบ้านมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eca7acd096.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 17:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พม. ยืนยันจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังคงเหมือนเดิม  พร้อมรับข้อเสนอภาคประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (23&amp;nbsp;ก.ย. 64) เวลา 12.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ครั้งที่ 3/2564 เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องแนวทางการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยได้มอบให้อนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ได้รับการแต่งตั้งไปดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น และรายงานกลับมาภายใน 30 วัน โดยได้รับข้อเสนอจากการตีความทางกฎหมายจากสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้ไปศึกษาในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งเช้าวันนี้ระหว่างการประชุม มีเครือข่ายสลัม 4 ภาค มายื่นข้อเสนอของภาคประชาชนต่อนโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ตนได้อ่านข้อเสนอทั้ง 4 ข้อให้ที่ประชุมได้รับฟัง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือกันว่า การจะเปลี่ยนแปลงวิธีการหรือระบบจำเป็นต้องทำด้วยความรอบคอบ เราไม่ได้มองเพียงมิติกฎหมายเท่านั้น เรามองในมิติเศรษฐกิจ สังคม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และฐานะการคลังของประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก อีกทั้งตัวแทนของภาคประชาชนที่มายื่นข้อเสนอนั้น ตนได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ขอเวลาให้ภาคประชาชนได้นำเสนอข้อมูล วิเคราะห์ผลดีผลเสีย ผลกระทบ มาให้กับคณะอนุกรรมการฯ พิจารณา ซึ่งทางภาคประชาชนได้แจ้งว่า จะนำมาเสนอภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนอยากจะสื่อสารให้กับประชาชนทราบคือ อย่ากังวลใจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกระทบต่อท่าน การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังคงเหมือนเดิมจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องใช้ทุกส่วน หมายถึงทั้งในส่วนของรัฐบาลและรัฐสภาด้วย ฉะนั้นใครที่เคยได้รับสิทธิยังได้รับตลอดอย่างต่อเนื่อง ขออย่าได้กังวลกับข่าวที่ออกมา เพราะทราบความจริงเพียงบางส่วนไม่ทราบครบทุกส่วน รัฐบาลชุดนี้รับฟังความเห็นของภาคประชาชนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวานนี้ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อสั่งการกับทุกกระทรวงในคณะรัฐมนตรีว่า ขอให้ระบบราชการได้ปรับปรุงการเปลี่ยนแปลงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก และเน้นย้ำว่าอย่าให้มีช่องระหว่างข้าราชการกับประชาชน แต่ขอให้เน้นประชาชนได้เห็นว่า เดิมเราทำงานร่วมกับภาคประชาชน เราไม่เคยมีช่องว่าง ดังนั้น หากมีอะไรที่ต้องนำเสนอ เราพร้อมที่จะรับฟัง แต่บ้านเมืองอยู่ด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ เราต้องฟังเสียงข้างน้อย แต่ก็ต้องเคารพสิทธิเสียงข้างมากด้วยเช่นกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวต่อไปอีกว่า ที่ประชุมวันนี้ เรามีความเห็นเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่หลากหลายมาก เรามีคณะอนุกรรมการ 30 กว่าท่าน และมีนักวิชาการในแต่ละเรื่องมาร่วมแสดงความเห็นด้วย ตนเชื่อว่าความเห็นของทุกคนมีความปราถนาดีต่อประเทศ และเน้นย้ำเสมอว่า จะทำอะไรก็ตามต้องยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ในส่วนข้อเสนอที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอเข้ามาในที่ประชุม เป็นแนวทางที่ตีความทางกฎหมาย ทั้งนี้ อยากให้เข้าใจว่า ปัจจุบัน ระบบสวัสดิการ ปี 2564 ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับนั้น มากกว่าระบบสวัสดิการของปีที่ผ่านๆ มาอย่างมาก เราต้องนำเข้ามาพิจารณาด้วย โดยในวันนี้ เราจะนำเอาความเห็นใหม่ในที่ประชุมมารวมกับความเห็นของภาคประชาชนเข้าไปประกอบกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่มีการยึดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำเป็นองค์ประกอบของความเห็น เป็นข้อเสนอในที่ประชุมได้รับทราบ ซึ่งในที่ประชุมได้รับทราบและพิจารณาแล้วว่า ยังไม่มีความเห็นที่ครอบคลุมพอ ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ต้องนำความเห็นต่างๆ มารวมกัน มาดูว่ามิติกฎหมายมีผลกระทบอย่างไร ผนวกกับว่าเราได้ให้ความสำคัญกับภาคประชาชนที่เสนอความเห็นมาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ทางอนุกรรมการฯ ได้เสนอเข้ามา 3 แนวทางตามที่เป็นข่าว เรื่องของเส้นแบ่งความยากจน เรื่องของรายได้ และเรื่องของภาษี ซึ่งมีผลกระทบต่างกัน มีผลดี ผลเสียแตกต่างกัน เราต้องยึดความถูกต้องไว้ก่อน ซึ่งในวันที่ 30 กันยายนนี้ ทางภาคประชาชนจะมายื่นข้อเสนออีกรอบ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบ และตนจะเอาเอกสารเหล่านั้นส่งไปให้กับอนุกรรมการฯ ทุกคนไปศึกษา ซึ่งกรอบเวลาศึกษาคือเร็วที่สุด และต้องทำด้วยความรอบคอบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117654</URL_LINK>
                <HASHTAG>กผส., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ, นายจุติ ไกรฤกษ์, นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, พม., เครือข่ายสลัม 4 ภาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c5b040d83c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 20:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 20:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พม. มอบรางวัล &#039;ผู้เสียสละเพื่อสังคม&#039; ช่างภาพพลเมืองดี สกัดขานร.สาวชิงทอง รับรางวัลด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.64 -&amp;nbsp;เวลา 15.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล &amp;quot;ผู้เสียสละ เพื่อสังคม&amp;quot; ภายใต้โครงการมอบรางวัลบุคคลผู้ทรงคุณค่าต่อสังคมไทยให้กับภาคีเครือข่ายทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนของกระทรวง พม. ที่มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ หรือองค์กรที่คิดด้านบวก สร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีความเสียสละ และทำความดีโดยไม่หวังผลประโยชน์ โดยมีนางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุม ชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว ถนนกรุงเกษม กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นหน่วยงานหลักด้านสังคมในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน สตรี ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานด้านสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายตามภารกิจของกระทรวง พม. ไม่อาจดำเนินงานเพียงหน่วยงานเดียวได้ มีความจำเป็นที่ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และประชาชน เพื่อให้ความช่วยเหลือทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงและครอบคลุม เป็นการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามนโยบายของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนในวงกว้างทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในวิกฤติครั้งนี้ ยังมีผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนและความยากลำบากจากโควิด-19 ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีในการเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนและสังคมให้มีความเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวว่า&amp;nbsp;กระทรวง พม. ได้ดำเนินโครงการมอบรางวัลบุคคลผู้ทรงคุณค่าต่อสังคมไทย ด้วยการมอบรางวัล &amp;quot;ผู้เสียสละ เพื่อสังคม&amp;quot; จำนวน 13 รางวัล ให้กับภาคีเครือข่ายทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชนของกระทรวง พม. ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ประกอบด้วย 1) มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 2) เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ หรือองค์กรที่คิดด้านบวก สร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 3) มีความเสียสละ และ 4) ทำความดีโดยไม่หวังผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผู้ได้รับรางวัลทั้ง 13 รางวัล ประกอบด้วย 1. คุณไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ 2. ดร.ณัฐพงศ์ โมกขพันธ์ บริษัท ปันฝัน วิสาหกิจเพื่อสังคม (โครงการ ปันฝันปันยิ้ม) 3. ดร.ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) 4. ร.ต.อ.แวอาลิฟ แวดีซา รองสารวัตร สถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส 5. พระพิศาลธรรมานุสิฐ เจ้าอาวาสวัดสะพาน เขตคลองเตย กทม. 6. คุณพิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ดารานักแสดงจิตอาสา 7. คุณไดอาน่า จงจินตนาการ ดารานักแสดงจิตอาสา 8. คุณอนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี &amp;nbsp;ศิลปินจิตอาสา 9. คุณศตวรรษ เศรษฐกร ศิลปินจิตอาสา 10. คุณจีรภัทร์ สุกางโฮง ครูโรงเรียนบางมด (ตันเปาว์วิทยาคาร) เขตทุ่งครุ กทม. 11. คุณสมปอง สนนาค (เล็ก ไทยโพสต์) ช่างภาพอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 12. คุณเผด็จ อุทุมสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง เขตดอนเมือง กทม. และ 13. คุณปิงโก โพธิ์ทอง&amp;nbsp;เจ้าของร้านอาหาร &amp;ldquo;แก้วเย็นตาโฟ&amp;rdquo; จ.พิษณุโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอชื่นชมและขอบคุณทุกท่านที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมทำงานเพื่อสังคมและทำดีให้ประเทศไทยดีขึ้นทุกวัน นับเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัล &amp;quot;ผู้เสียสละ เพื่อสังคม&amp;quot; ภายใต้โครงการมอบรางวัลบุคคลผู้ทรงคุณค่าต่อสังคมไทย ในครั้งนี้ ซึ่งกระทรวง พม. มีความตั้งใจมอบรางวัลนี้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติให้ทุกท่านในการทำความดีเพื่อสังคม และขอให้ทุกท่านได้ร่วมภาคภูมิใจในความดี และยึดแนวทางที่ดีเป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ในสังคมได้นำไปปฏิบัติตาม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมและประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, จุติ ไกรฤกษ์, รางวัลผู้เสียสละเพื่อสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149d90250945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116297</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายภาคประชาชนร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ นำ 9 ประเด็นปัญหาสู่การแก้ไข “โควิด-ที่ดิน-กลุ่มชาติพันธุ์-เสนอทบทวนยกเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษ-ผันน้ำยวม” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2563&amp;nbsp; ผ่านระบบ Zoom มีผู้เข้าร่วม 592 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล / พี่น้องภาคีเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ 600 คน&amp;nbsp; ร่วมประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลปี 2564 ผ่านระบบออนไลน์&amp;nbsp; นำข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ประเด็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการโควิด ภัยพิบัติ ปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐธรรมนูญประชาชน&amp;nbsp; ความมั่นคงทางอาหาร&amp;nbsp; เสนอทบทวนและยกเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC นิคมอุตสาหกรรมจะนะ&amp;nbsp; ผันน้ำยวม&amp;nbsp; ฯลฯ โดยจะนำข้อเสนอในที่ประชุมเสนอกระทรวง พม.และ ครม.พิจารณาตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; และเสนอตั้ง &amp;lsquo;กลไก 5 ฝ่าย&amp;rsquo; &amp;nbsp;มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน &amp;nbsp;เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของประชาชนให้เป็นจริง-สร้างสังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-39.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรง&amp;nbsp; เพราะตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; ผู้แทนของสภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถนำปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาในตำบลมาประชุม&amp;nbsp;ปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เสนอแนวทางพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ 7,795 แห่ง&amp;nbsp; ทุกปีจะมี &amp;lsquo;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; ปีละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เพื่อ &amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;(พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3)) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ภาคประชาชน 600 คนร่วมประชุมระดับชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในวันนี้ (10 กันยายน) มีการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ประจำปี 2564&amp;nbsp; ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น.&amp;nbsp; โดยประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meetings ตามมาตรการป้องกันโควิด&amp;nbsp; มีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ผู้แทนภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เข้าร่วมประชุมประมาณ 600 คน&amp;nbsp; พร้อมทั้งผู้แทนองค์กรต่างๆ ร่วมปาฐกถาและแสดงความคิดเห็น&amp;nbsp; โดยมีนางพัชรี&amp;nbsp; อาระยะกุล&amp;nbsp; ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรี พม.รับมอบข้อเสนอจากผู้แทนสภาองค์กรชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;วิรัตน์&amp;nbsp; พรมสอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิรัตน์&amp;nbsp; พรมสอน&amp;nbsp; ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; (เกษตรกรจากจังหวัดเชียงราย)รายงานผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันได้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว รวม 7,795 แห่ง (ร้อยละ 99.62 ของจำนวนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) &amp;nbsp;มีสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;ประกอบด้วยผู้แทนชุมชนและผู้ทรงคุณวุฒิ &amp;nbsp;จำนวน 254,944 คน&amp;nbsp; มีกลุ่มหรือองค์กรชุมชน หรือเครือข่ายองค์กรชุมชนที่จดแจ้ง จำนวน 156,280 องค์กร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ในช่วงปี 2564&amp;nbsp; ได้มีการสอบทานคุณภาพของสภาองค์กรชุมชนตำบลผ่านระบบ google&amp;nbsp; form&amp;nbsp; จำนวน 7,061 แห่ง&amp;nbsp; แบ่งระดับความเข้มแข็งจาก A-C &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp; ระดับความเข้มแข็ง A จำนวน 1,816 แห่ง (คิดเป็น 25.72%) ระดับความเข้มแข็ง B จำนวน 1,951 แห่ง (คิดเป็น 27.63%) ระดับความเข้มแข็ง C จำนวน 1,006 แห่ง (คิดเป็น 14.25%) ระดับความเข้มแข็ง D จำนวน &amp;nbsp;2,288 แห่ง (คิดเป็น 32.40%)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการรวบรวมผลงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศพบว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลส่งเสริมให้สมาชิกพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในด้านต่างๆ รวม 12 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ รวม 3,016 แห่ง&amp;nbsp; คุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2,872 แห่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไขให้ อปท.นำไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น&amp;nbsp; 3,215 แห่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมให้องค์กรชุมชน&amp;nbsp; สมาชิกสภา&amp;nbsp; และประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; มีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; 2,913 แห่งฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนยังทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาเกษตรกรแห่งชาติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองดัชนีเศรษฐกิจการค้า &amp;nbsp;กระทรวงพานิชย์&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นพื้นที่ต้นแบบในการควบคุมก่อนปลดล็อกพืชกระท่อม) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ&amp;nbsp; และสำนักงานการประสานสนับสนุนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนร่วมประชุมกับ ป.ป.ส. เพื่อใช้พื้นที่สภาฯ เป็นต้นแบบในการควบคุมพืชกระท่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รวบรวม 9 ประเด็นปัญหาจากทั่วประเทศสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเตรียมจัดประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลในปี 2564 นี้&amp;nbsp; มีการจัดเวทีทั่วภูมิภาค&amp;nbsp; เพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนประสบนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอ&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีการจัดสมัชชาเชิงประเด็นเพื่อนำมาสังเคราะห์รวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอเพื่อนำเข้าสู่การประชุมในระดับชาติฯ ในวันนี้ (10 กันยายน) ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 1&amp;nbsp; การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลควรประกาศให้โรคระบาดโควิด &amp;ndash; 19 &amp;nbsp;เป็นโรคอุบัติใหม่ในมนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 และให้ทุกจังหวัดเร่งประกาศเขตภัยพิบัติตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการปัญหาได้ทุกมิติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 2 การบริหารจัดการเงินกู้ 500,000 &amp;nbsp;ล้านบาท &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลควรการกำหนดรูปแบบ/วิธีการใช้งบประมาณในลักษณะ &amp;ldquo;กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากระดับตำบล&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยจัดให้มีกลไกใหม่ในการบริหารกองทุนแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน กำหนดระเบียบวิธีการใช้งบประมาณแบบพิเศษ &amp;nbsp;ให้ชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งต้องสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 3 การแก้ไขปัญหาที่ดิน-ที่ทำกิน-ที่อยู่อาศัย มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ข้อเสนอเร่งด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้มีกระบวนการการปรับแก้เนื้อหาในกฎหมายลำดับรอง &amp;nbsp;ประกอบ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่จำกัดสิทธิชุมชน &amp;nbsp;จำกัดสิทธิการทำกินตามวิถีวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนในการถือครองที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยชะลอการประกาศออกไปจนกว่ากระบวนการปรับแก้จะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ปรับแก้/ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับประชาชนเข้าชื่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562, พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562&amp;nbsp; ยกเลิกคำสั่ง ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ใช้มิติความมั่นคงมาจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ผลักดัน &amp;ldquo;สิทธิชุมชน&amp;rdquo; ในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 4 การสร้างความเป็นธรรม ความเท่าเทียมให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้มีการเยียวยากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการอพยพออกจากชุมชนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและจัดให้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอกับความต้องการที่จำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้เร่งดำเนินการศึกษาและออกเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ดั้งเดิมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ให้เกิดความมั่นคงในการดำรงวิถีชีวิต &amp;nbsp;มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีศักดิ์ศรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้มีการนิรโทษกรรมหรือยกเลิกคดีความที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 5 การทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการสร้างระบบเศรษฐกิจเกื้อกูลโดยใช้การจัดการทางธุรกิจเป็นแกนกลางระดับตำบล&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; (1) เขตเศรษฐกิจพิเศษ เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;พ.ศ.2561 &amp;nbsp;โดยเร่งด่วนที่สุด&amp;nbsp; เสนอให้ยกเลิกผังเมือง EEC และให้กลับไปใช้ผังเมืองรวมจังหวัดแต่ละจังหวัดตัวเดิม จนกว่าจะมีการร่วมกันออกแบบผังเมือง EEC ร่วมกันผ่านเครื่องมือ SEA และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;ร่วมออกแบบ ร่วมกำหนด การพัฒนา และร่วมตัดสินใจ&lt;/p&gt;


	ข้อเสนอเชิงนโยบายระบบเศรษฐกิจเกื้อกูล เช่น&amp;nbsp; ตั้งคณะทำงานเพื่อทำการศึกษานโยบายและกฎหมายด้านเศรษฐกิจและทรัพยากรเพื่อสร้างการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎหมายแก่ประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจเกื้อกูลระดับภาคหรืออนุภาค เพื่อสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจในการเชื่อมโยงทั้งด้านการผลิตและการตลาดระหว่างกัน &amp;nbsp;รวมทั้งการจัดทำแผนเศรษฐกิจทั้งในระดับภาค อนุภาค และจังหวัด 
	ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการทางธุรกิจเป็นแกนกลางระดับตำบล&amp;nbsp; เช่น รัฐ ต้องกำหนดมาตรการงดเว้น ยกเลิกการจัดเก็บภาษีให้กับองค์กรที่มีการดำเนินการตามแนวทาง Community Business Model Canvas : CBMC&amp;nbsp;ข้อเสนอต่อชุมชน จัดตั้งโครงข่ายธุรกิจชุมชนจากธุรกิจระบบจุลภาคสู่มหภาคของของชุมชน&amp;nbsp; สร้าง Modern Trade ของชุมชนรัฐกำหนดมาตรการสนับสนุนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 6 กฎหมายลิดรอนสิทธิของประชาชน กรณีการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และกรณี ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้และกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ. ......มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; (1) กรณีการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ (ฉบับประชาชน)&amp;nbsp; ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เคารพสิทธิของประชาชนเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรม โดยใช้กลไก สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน&amp;nbsp; ออกแบบให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระมีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน และไม่ควรมีอำนาจหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; รัฐธรรมนูญใหม่ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจ &amp;nbsp;และสิทธิของประชาชนกลุ่มต่างๆให้มีความชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;


	กรณี ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้และกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ. ...... มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้มีการทบทวนการออกกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ......... 


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 7 ความมั่นคงทางอาหาร มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีต้องการทบทวนการเข้าร่วม Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership (CPTPP) และหันมาวางพื้นฐานการพัฒนาระบบการผลิตของเศรษฐกิจฐานล่างให้มีความเข้มแข็ง และวางพื้นฐานให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคาม&amp;nbsp; รวมถึงภัยอุบัติใหม่ ให้ประเทศมีภูมิคุ้มกันทางด้านความมั่นคงทางอาหารของพลเมืองอย่างเพียงพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาล &amp;nbsp;โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เร่งรัดการจัดการที่ดินแนวใหม่เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มั่นคงต่อการผลิตอาหารตั้งแต่ในระดับชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีบทบาทสำคัญในการจัดการแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;เร่งรัดให้มีการจัดสิทธิที่ดินโดยกลุ่ม/ชุมชน &amp;nbsp;แทนการจัดการแบบปัจเจก &amp;nbsp;ทำให้คนจนสามารถเข้าถึงได้ &amp;nbsp;และเป็นการยึดโยงให้ที่ดินทำกินยังคงเป็นของชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 8 กรณีปัญหาเชิงพื้นที่&amp;nbsp; มีดังนี้ 1.กรณีโครงการผันน้ำยวม &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ &amp;nbsp;ตาก &amp;nbsp;2.กรณีโครงการนิคมอุตสาหกรรมอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา &amp;nbsp;3. กรณีโครงการสัมปทานเหมืองแร่หินเขาโต๊ะกรัง จังหวัดสตูล &amp;nbsp;และ 4.กรณีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp; มีข้อเสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกโครงการเหล่านี้&amp;nbsp; เนื่องจากมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 9 ข้อเสนอการจัดตั้งกลไกเพื่อการขับเคลื่อนและติดตามนโยบายสาธารณะ&amp;nbsp; เสนอให้มีการจัดตั้งกลไก 5 ฝ่าย ที่ประกอบด้วย &amp;nbsp;ฝ่ายการเมือง (รัฐบาล) เจ้าหน้าที่รัฐระดับกระทรวงฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;คณะทำงานระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;และผู้แทนประเด็นปัญหา ในรูปของ &amp;ldquo;คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอตามมติที่ประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rdquo; &amp;nbsp;(ระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) &amp;nbsp;และให้มีการกำหนดบาทบาทหน้าที่ &amp;nbsp;เพื่อให้กลไกดังกล่าวมีการขับเคลื่อนและติดตามข้อเสนอต่างๆ ให้บรรลุผล หรือมีความก้าวหน้าตามข้อเท็จจริงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ข้อเสนอทั้งหมด 9 ประเด็นนี้&amp;nbsp; ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลจะนำเสนอไปยังรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 (3) เพื่อ &amp;ldquo;สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo; ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116297</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มชาติพันธุ์, กลไก 5 ฝ่าย, การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล, ที่ดิน, นางพัชรี  อาระยะกุล, นายจุติ  ไกรฤกษ์, นายวิรัตน์  พรมสอน, ประชุมในระดับชาติ, ผันน้ำยวม, พม., พี่น้องภาคีเครือข่ายประชาชน, สภาองค์กรชุมชนตำบล, เกษตรกรจากจังหวัดเชียราย, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล, เสนอทบทวนยกเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b3f8ef2504.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าการ กคช. ยืนยัน“โครงการบ้านสุขประชา” ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ดำเนินการทุกเรื่องตามกฎหมายพร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp;(กคช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงกรณีมีการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบโครงการบ้านเคหะสุขประชาว่า การดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชา อยู่ภายใต้กรอบแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปี ตามมติ ครม. ซึ่งการเคหะแห่งชาติดำเนินการถูกต้องตามข้อกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แผนโครงการนำร่องระยะเร่งด่วน บ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; จำนวน 2 แห่ง คือโครงการฯ ฉลองกรุงและร่มเกล้ารวม 572 หน่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลงทุน ตามมติครม.ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระหว่างปี โดยอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอครม. เพื่อให้ความเห็นชอบภายหลังจากนำผลการดำเนินงานโครงการนำร่องเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกอบการนำเสนอโครงการบ้านเคหะสุขประชาต่อไป เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความบอบช้ำในอดีตที่เกิดขึ้นกับโครงการของการเคหะแห่งชาติอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินงานถมดินของโครงการ ตามหนังสือของ สศช. ลงวันที่10 กันยายน 2563 อนุมัติการปรับปรุงงบลงทุนประจำปี 2563 เพิ่มวงเงินดำเนินการ 821.125 ล้านบาท โดยผูกพันไปดำเนินการในปีงบประมาณ 2564 เพื่อให้ กคช. สามารถดำเนินการถมดินเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามศักยภาพและความสามารถ ซึ่งอยู่ในงบลงทุนเพื่อการดำเนินงานปกติ แผนรายปี เป็นงบประมาณรายการเดียวซึ่ง กคช.ดำเนินการภายใต้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ จำนวน 821.125 ล้านบาท โดยดำเนินการตามผลการศึกษาความเหมาะสมในการจัดทำโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; มีเป้าหมายที่จะดำเนินการในพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งการจัดจ้าง บริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด (CEMCO) ซึ่งเป็นบริษัทที่ กคช. ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นไปตาม พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเคหะแห่งชาติยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ดำเนินการทุกเรื่องตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดทุกโครงการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นยินดีให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน ขอยืนยันทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความโปร่งใสในการทำงาน และพร้อมที่จะตอบชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป&amp;rdquo; นายทวีพงษ์กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116072</URL_LINK>
                <HASHTAG>กคช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพัฒนาบ้านเช่า, การเคหะแห่งชาติ, การเคหะแห่งชาติยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ตรวจสอบโครงการบ้านเคหะสุขประชา, นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, บ้านเคหะสุขประชา, ป.ป.ช., ยื่นหนังสือ, แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปี, โครงการบ้านเคหะสุขประชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_6138a4781b29b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
