<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลื้มเฟกนิวส์ลดข่าวจริงเพิ่ม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - &amp;nbsp; น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับทราบรายงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) เกี่ยวกับสถานการณ์ข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนว่าในปี 2564 มีแนวโน้มที่ลดลง ส่วนจำนวนข่าวจริงมีมากขึ้น ทั้งนี้ นายกฯ ได้ชื่นชมการทำงานของทั้งดีอีเอสในฐานะหน่วยงานหลักรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคม ประชาชนที่ร่วมกันทำงาน แจ้งเบาะแสข่าวที่ต้องมีการตรวจสอบ หาข้อมูลข้อเท็จจริงชี้แจงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในยุคที่มีโซเชียลมีเดียหลากหลายแพลตฟอร์ม มีการสื่อข้อมูลข่าวสารจำนวนมากกันอย่างรวดเร็ว ภาครัฐฝ่ายเดียวคงไม่สามารถดูแลได้ต้องอาศัยประชาชนช่วยกันดูแลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งต่อไป โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมจากการหลงเชื่อข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน การรู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี การใช้โซเชียลมีเดียที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายมีแง่มุมที่ดีคือเป็นพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ สนับสนุนการเกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นช่องทางการส่งข้อข่าวสารที่สร้างความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก รวมถึงสร้างความแตกแยกในสังคม &amp;nbsp;ซึ่งต้องอาศัยกลไกความร่วมมือทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน แนวโน้มที่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่ลดลงนี้ นายกฯ ชื่นชมการทำงานของทุกฝ่ายทั้ง และขอให้ร่วมกันทำงานที่เข้มแข็งเช่นนี้ต่อไป&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า ดีอีเอสได้รายงานว่าในปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนข่าวปลอมลดลง 26.43% เมื่อเทียบกับปี 2563 ข่าวบิดเบือนลดลง 6.69% ขณะที่ข่าวจริงเพิ่มขึ้น 28.66% &amp;nbsp;นอกจากนี้ดีอีเอสได้ร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและความมั่นคง (ANSCOP) (ศตปค.ตร.) &amp;nbsp;กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด โดยปี 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 158 ราย ดำเนินคดีแล้ว 59 ราย ส่วนปี 2564 จำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 135 ราย ดำเนินคดีแล้ว 57 ราย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีอีเอส, น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210921/image_big_6149e37cc82b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รังสิมันต์&#039; สาวไส้ &#039;ชัยวุฒิ&#039; รับงานเอกชนล้มคดีไทยคม แฉสัมพันธ์แน่นกลุ่มทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.64 -&amp;nbsp;จากนั้นเวลา 15.07 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)&amp;nbsp;กรณีข้อพิพาทระหว่างดีอีเอสกับบริษัทไทยคม 3 คดี โดยระบุว่า ตั้งแต่นายชัยวุฒิเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทางกระทรวงได้ทำเรื่องขอเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการทั้ง 3 คดี จากเดิมที่แต่งตั้งอนุญาโตฯ คดีละ 1 คน เปลี่ยนใหม่เป็นให้ใช้อนุญาโตฯเพียงคนเดียวทั้ง 3 คดี โดยอ้างว่าทั้ง 3 คดี เป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับดาวเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ กำหนดว่าจะคัดค้านตัวอนุญาโตได้ ก็ต่อเมื่ออีกฝั่งเป็นผู้คัดค้าน แต่พบว่าหนังสือที่ทางกระทรวงขอเปลี่ยนตัวนั้น พบว่าฝ่ายกระทรวงกำลังทำผิดกฎหมาย เพราะคัดค้านอนุญาโตฯของตัวเอง อย่างไรก็ตาม อนุญาโตฯรายดังกล่าวที่ถูกเปลี่ยนตัวได้ทำหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังกระทรวงว่าผิดอะไร ทางกระทรวงทำหนังสือตอบกลับว่าอนุญาโตฯมีความเหมาะสม จากนั้น อนุญาโตฯรายเดียวกันได้ทำหนังสือตอบกลับอีกครั้งว่า การเปลี่ยนตัวให้ใช้อนุญาโตฯเพียงคนเดียวกันสู้คดี แม้เกิดจากสัญญาสัมปทานเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เกี่ยวกันแต่อย่างไร และอีกสองคดี มีแนวโน้มไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติราชการตามปกติ จึงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า กระทั่งที่ท้ายสุด ได้ให้นายวงศ์สกุล&amp;nbsp;กิตติพรหมวงศ์&amp;nbsp;อัยการสูงสุด มาเป็นอนุญาโตฯ ซึ่งตนคิดว่าเป็นการวางยาและส่งผลร้ายในบ้านปลาย กระทรวงอาจถูกไทยคมฟ้องเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำสั่ง โดยอ้างว่ากระทรวงมีเจตนาไม่สุจริต ที่ตั้งคนที่ตนรู้อยู่แก่ใจว่าไม่เป็นกลาง มาเป็นอนุญาโตฯ ทั้งนี้ การตั้งอนุญาโตฯอาจมาจากพนักงานอัยการได้ แต่ต้องไม่ได้อยู่ในสายบังคับบัญชาที่ให้คุณให้โทษแก่กันได้ นี่ยังไม่นับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอัยการสูงสุดที่น่าสนใจ เช่น มีการรายงานข่าวว่าไม่สั่งฟ้องทายาทเศรษฐีขับรถชนคนตาย ไม่สั่งฟ้องคดีค้ามนุษย์อาบอบนวด ไม่สั่งฟ้องฟอกเงินซื้อขายที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากถามว่าการที่รัฐมนตรีเลือกอสส. มาช่วยเรื่องความเชื่อมั่นให้สังคม หรือให้ใครกันแน่ อย่าลืมว่าตั้งอัยการสูงสุดสู้ทั้ง 3 คดี มันคือการสร้างความย่อยยับให้กับทุกคดีไปพร้อมกัน นายชัยวุฒิเล็งเห็นถึงเรื่องนี้หรือไม่ ต่อมาอัยการสูงสุด ที่ตั้งท่าพร้อม ขอถอนตัวแบบไม่ทราบว่ามีสาเหตุอะไร และต่อมาปรากฏว่าได้ตั้งเลขานุการของอสส.แทน แต่น่าแปลก เพราะก่อนหน้านี้เลขานุการรายดังกล่าวเคยถอนตัวไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วทางกระทรวงไม่เอาด้วย และได้แต่งตั้งคนใหม่ นี่คือการวางยาโดสแรกในกระบวนการพิจารณา&amp;rdquo; นายรังสิมันต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวางยาโดสสอง คือ&amp;nbsp;อัยการสูงสุดได้แต่งตั้งนางพฤฒิพร เนติโพธิ์ อดีตอธิบดีอัยการ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายกระทรวงฯ ของทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คดีที่เหลือ โดยที่กระทรวงดิจิทัลฯ รับทราบและนำเข้าเวทีพิจารณาคดีเป็นที่เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม พบว่า&amp;nbsp;นางพฤฒิพร เคยตามรอยรุ่นพี่ไปเรียนหลักสูตร นธป.7 ปี62&amp;nbsp;อยู่ร่วมรุ่นกับประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัทไทยคมฯ และพรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ปัจจุบันเข้าถือหุ้นจำนวนมากในไทยคมฯ ที่เป็นลูกหม้อที่ทำงานในบริษัทนั้นมาตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2538&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังฝ่ายไทยคมฯ ยื่นฟ้องคดีดาวเทียมไทยคม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ในวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;พฤศจิกายน&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;อัยการสูงสุดได้ตั้งคณะทำงานดำเนินคดีขึ้นมา โดยหนึ่งในนั้นคือนางพฤฒิพร ซึ่งเป็นคณะทำงานทีมต่อสู้คดีให้กับฝ่ายกระทรวงที่ถูกฝ่ายไทยคมฯ ฟ้องมา ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ก็รับรู้ เพราะเจ้าหน้าที่จากกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานที่มีคุณพฤฒิพรรวมอยู่ด้วยเช่นกัน นางพฤฒิพรที่เคยเป็นหนึ่งในคณะทำงานสู้คดีดาวเทียมไทยคม&amp;nbsp;7&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ให้กับฝ่ายกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ย่อมรู้จุดแข็งจุดอ่อนของข้อมูลและสำนวนคดี ไม่ต่างอะไรกับการเอาอดีตทนายความที่เคยถูกจ้างให้ทำคดีมาเป็นผู้พิพากษาในคดีเดียวกัน ย่อมเป็นที่กังขาถึงความเป็นกลาง ถึงความเป็นอิสระ ถึงประโยชน์ทับซ้อนได้ ดังนั้น ทั้งเรื่องสายสัมพันธ์ที่น่ากังขาและโดยตำแหน่งแล้ว ต่อให้สุดท้ายผลการพิจารณาออกมาชี้ขาดว่าฝ่ายกระทรวงฯ เป็นผู้ชนะ ก็จะถูกฝ่ายไทยคมฯ เอาไปเป็นเหตุขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยอ้างว่ากระทรวงฯ ตั้งคนที่ตัวเองรู้ดีว่าเป็นคณะทำงานสู้คดี มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับตน ให้มาเป็นอนุญาโตตุลาการ แสดงถึงเจตนาอันไม่สุจริตการที่กระทรวงดิจิทัลฯ ทราบดีว่านางพฤฒิพรเป็นคณะทำงาน และรู้ดีว่าอาจถูกไทยคมเอามาถอนคำชี้ขาด ถ้าผลคดีไม่เป็นคุณกับไทยคมฯ แต่ก็ยังจะตั้งมา จะทำให้คดีนี้ ฝ่ายกระทรวงฯ ไม่มีทางชนะได้เลย ซึ่งจะทำให้รัฐเสียโอกาสจากทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คดี มูลค่าเกือบ&amp;nbsp;18,000&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;การเปลี่ยนตัว 3 ครา ในรอบ 6 เดือนที่รมต. เข้ามา ถามจริงรับงานใครมา หรือล้มคดีเพื่อบริษัทเอกชนใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ ยังตั้งคำถามว่านายชัยวุฒิใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาเอื้อประโยชน์ บริษัท กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;หรือไม่ เพราะนายชัยวุฒิเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;นายชัยวุฒิเข้าไปทำงานกับกัลฟ์ โดยการชักชวนจากธนญ ตันติสุนทร เพื่อนร่วมรุ่นวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และน้องชายของ ซีอีโอของกัลฟ์ และรุ่นพี่จากคณะเดียวกันด้วย&amp;nbsp;นอกจากนี้ ช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในการลงพื้นที่แจกข้าวกล่องของนางกานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ จากพรรคพลังประชารัฐ ภรรยาของนายชัยวุฒิ ก็ยังเป็นข้าวกล่องที่ได้รับอภินันทนาการจากบริษัทกัลฟ์ด้วย บริษัท กัลฟ์เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณในปี&amp;nbsp;59&amp;nbsp;เป็นเงิน&amp;nbsp;5,000,000&amp;nbsp;บาท ที่ถูกใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากมาย ตอนที่นั่งเก้าอี้ประธานมูลนิธิป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประวิตรก็พยายามเข้าไปกอบโกยและเอื้อผลประโยชน์ในกิจการพลังงานของประเทศ ที่มีบริษัทกัลฟ์ฯ เป็นผู้เล่นในนั้นด้วย และพอมานั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมการอวกาศฯ ก็มีมติร่วมกันกับนายชัยวุฒิ ยกดาวเทียมหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานให้กับ&amp;nbsp;NT&amp;nbsp;ซึ่งในภายหลังเครือไทยคมฯ ที่มีบริษัทกัลฟ์ถือหุ้นใหญ่ทางอ้อม ก็เข้ามาคว้าสิทธิควบคุมดาวเทียมเหล่านั้น และใช้แสวงหากำไรต่อไปได้ โดยที่ฝ่ายรัฐได้ผลประโยชน์เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115533</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดาวเทียมไทยคม, พรรคก้าวไกล, รังสิมันต์ โรม, อภิปรายไม่ไว้วางใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_613206f251e4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตัวบงการม็อบยังไม่ได้! &#039;ดีอีเอส-ตร.&#039; ตีปี๊บเตรียมเอาผิดมือโพสต์ 147 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) กล่าวว่า จากกรณีสถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา และมีการโพสต์หรือส่งต่อข้อความที่เข้าข่ายการกระทำความผิด ศูนย์เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การชุมนุมและใช้โซเชียลมีเดีย กระทรวงดิจิทัลฯ พบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อความที่เข้าข่ายการกระทำความผิดทั้งหมด 147 ราย ประกอบด้วย จากเฟซบุ๊ก 15 ราย ทวิตเตอร์ 132 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการโพสต์หรือแชร์ข้อความผิดกฎหมายลงในระบบคอมพิวเตอร์/ผ่านโซเซียลจะมีโทษ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ม.14 (3) การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดใดอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากเตือนผู้ใช้สื่อออนไลน์ทุกคนด้วยความห่วงใยว่า ให้เพิ่มความระมัดระวังในการโพสต์ เพราะหากโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จ สร้างข่าวปลอมในระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการแชร์ข้อความเท็จนั้น ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย รวมทั้งให้มีความตระหนักในการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือกฎหมายในช่วงสถานการณ์วิกฤติโควิด&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชุมนุม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากติดตามแล้วก็จะสืบค้นถึงต้นโพสต์ แม้จะเป็นอวตารก็จะหาตัวให้ได้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปดำเนินคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญกลุ่มดารานักแสดง Influencer เป็นบุคคลสาธารณะที่ประชาชนรักและศรัทธา ขอความกรุณาอย่าใช้สิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวทางการเมืองโจมตีรัฐบาล เพราะสิ่งที่ทำเป็นการบิดเบือนข้อมูล เป็นการสร้างเฟคนิวส์ขึ้นในระบบโซเชียลมีเดีย ท่านพูดแต่ว่าทุกวันนี้มีคนตายเป็นจำนวนมากเพราะโควิดเนื่องจากวัคซีนไม่ดีเป็นความผิดของรัฐบาล แล้วมันจริงหรือไม่ ขอให้อย่ามองเพียงด้านเดียว ต้องนึกถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาได้จัดหาวัคซีนมาอย่างดีตามมาตรฐาน เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราตอนนี้&amp;rdquo; นายชัยวุฒิกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน หากมองภาพรวมในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทย ได้รับการฉีดวัคซีนเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคนี้ ซึ่งช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนของประเทศไทย ได้ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่เพื่อให้สถานการณ์การระบาดโควิด-19 คลี่คลายให้เร็วที่สุด จึงจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับภัยโควิด บนพื้นฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมในสถานการณ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยโดยรวมของประเทศ จากการชุมนุมที่ผ่านมา ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการแจ้งเตือนประชาชนผู้ร่วมชุมนุมที่ผ่านมาหลายครั้ง โดยแจ้งว่าผู้ที่มีการชักชวน เชิญชวน ไม่ว่าด้วยประการหนึ่งประการใด ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อโซเชียล จะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อีกส่วนหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง ได้มีการประสานข้อมูลกับ รมว.ดีอีเอส เพื่อดำเนินการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานงานกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า การโพสต์เชิญชวนด้วยประการใดๆ ให้มีการร่วมกระทำผิดโดยเฉพาะการชุมนุมหรือการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นความผิดทางกฎหมาย ผู้โพสต์ ผู้เชิญชวน ผู้ประกาศ ส่งต่อด้วยประการหนึ่งประการใด จะเป็นความผิดตามกฎหมายที่ได้กล่าวไปแล้ว&amp;rdquo; พล.ต.ต.ปิยะกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีเฟซบุ๊ก 2 เพจหลักคือ เยาวชนปลดแอก และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวปลุกระดมม็อบอย่างต่อเนื่อง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและดีอีเอสยังไม่สามารถหาตัวผู้โพสต์หรือแอดมินเพจดังกล่าวได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110496</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ม็อบ18กรกฎา, เยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210630/image_big_60dbe3e272f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ห่วงพนันบอล สั่งเข้มสตช.ป้องกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ฝ่ายปกครอง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดในการตรวจสอบ ป้องกันการพนันฟุตบอล ทั้งการลักลอบเปิดโต๊ะพนันในพื้นที่ต่างๆ และการพนันออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นห่วงสถานการณ์การเล่นการพนันในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบสุดท้าย จึงได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ฝ่ายปกครอง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดในการตรวจสอบ ป้องกันการพนันฟุตบอล ทั้งการลักลอบเปิดโต๊ะพนันในพื้นที่ต่างๆ และการพนันออนไลน์ ซึ่งมีอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ หากพบการกระทำความผิด ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีละเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ส่งความสุขให้ประชาชน ได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 รอบสุด ผ่านช่อง NBT2HD โดยเห็นว่าจะช่วยลดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเล่นการพนัน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ที่สำคัญยังเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินจากการเล่นการพนันด้วย นอกจากนี้ ยังขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา พบการลักลอบเปิดโต๊ะพนัน รวมถึงแหล่งพนันออนไลน์ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ยังได้รับรายงานการลักลอบจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร โดยเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดในมาตรการควบคุมโรคตามประกาศของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. จึงกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หมั่นตรวจตราร้านอาหารทุกพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิด พร้อมย้ำให้เจ้าหน้าที่ไม่ปล่อยปละละเลย อันจะเป็นเหตุของแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ของทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106269</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, การพนันฟุตบอล, ป้องกันการพนันฟุตบอล, สตช., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c6107edbd8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 19:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 19:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดวงฤทธิ์&#039; สวนกลับ &#039;ดีอีเอส&#039; ระวังเงิบทั้งกระทรวง อยู่เงียบๆให้ชาติเจริญก่อนดีมั้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.64 - จากกรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ออกมาเปิดเผยว่ากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อบริษัท แอคแคป แอสเซ็ทส์ จำกัด (บริษัท แอคแคปฯ) ที่ทำถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีเนื้อหาอ้างว่า บริษัท แอคแคปฯสามารถจัดหาวัคซีนชิโนฟาร์ม จำนวน 20 ล้านโดส และสามารถจัดส่งให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ แต่ไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้ จนมีการเผยแพร่หนังสือฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีบุคคลและกลุ่มบุคคลนำไปวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวหาในทำนองว่า รัฐบาลมีการเรียกรับผลประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนและจัดหาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเข้าข่ายการหมิ่นประมาท และเสนอข้อมูลเท็จอย่างชัดเจน เนื่องจากการขึ้นทะเบียนและนำเข้าวัคซีนมีระเบียบขั้นตอนการดำเนินการตามช่องทางกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าพบใครเป็นพิเศษ ที่ผ่านมาเกิดความพยายามในการตั้งประเด็นโจมตีการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;อาจมีการวางแผนเป็นขบวนการเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะนายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิก และแกนนำกลุ่มแคร์ คิดเคลื่อนไทย ที่มักร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย นำไปพูดคุยแสดงความคิดเห็นผ่านแอปพลิเคชันคลับเฮาส์ รวมทั้งการทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อต้นเดือน พ.ค.64 นายดวงฤทธิ์ ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์อ้างว่า มีรุ่นน้องที่รู้จักกันพยายามนำวัคซีนซิโนฟาร์ม 20 ล้านโดสให้รัฐบาล และระบุว่า &amp;quot;ประสานไปที่คนของรัฐบาลทุกช่องทางแล้ว มันถามหาผลประโยชน์ตอบแทนกันก่อนหมดเลย&amp;quot;&amp;nbsp;จนมีผู้มารีทวิตหรือเผยแพร่ข้อความต่อจำนวนมาก และยังมีหลักฐานว่า มีความสนิทสนมกับ นายกรกฤษณ์ กิติสิน หนึ่งในผู้บริหารของบริษัท แอคแคปฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้มีความเคลื่อนไหวจากนายดวงฤทธิ์ บุนนาค ทวีตข้อความเมื่อเวลา 12.22 น. วันที่ 29 พ.ค.&amp;nbsp;ระบุว่า &amp;quot;พอเรานิ่งๆก็มาขู่จะฟ้อง เดี๋ยวผมชิงฟ้องหมิ่นประมาทก่อน อาจจะเงิบทั้งกระทรวงนะครับ อยู่เงียบๆสร้างความเจริญให้กับชาติก่อนดีมั้ย มาทำคะแนนกับคนตัวเล็กๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย&amp;quot; อย่างไรก็ตาม นายดวงฤทธิ์ ได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104599</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กลุ่มแคร์, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดวงฤทธิ์ บุนนาค, ดีอีเอส, วัคซีนซิโนฟาร์ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210529/image_big_60b22c690377b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์ทนายความสามกีบข้องใจ!ดีอีเอสงุบงิบฟ้อง6ผู้ใช้เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2564 &amp;ndash; เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์รูปพร้อมเนื้อหาว่า ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปจำนวน 6 ราย ว่าได้รับหมายนัดของศาลอาญา เพื่อไต่สวนคำร้องของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งร้องขอต่อศาลให้สั่งระงับการเผยแพร่ข้อความในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของผู้ใช้แต่ละราย โดยวิธีการส่งหมายดังกล่าว พบว่ามีการส่งมาทางกล่องข้อความโดยผู้ใช้บัญชีที่ไม่ทราบตัวตน ขณะเดียวกันนายแอนดรูว์ มาร์แชล ก็เปิดเผยว่าตนได้รับหมายนัดในลักษณะดังกล่าว แต่เป็นการร้องขอให้ปิดกั้นบัญชีของตนทั้งหมดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายนัดไต่สวนดังกล่าวระบุว่าออกโดยศาลอาญา ในช่วงตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2564 ถึงปัจจุบัน โดยระบุว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ยื่นคำร้องต่อศาล อ้างว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ที่ได้รับหมาย มีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีเนื้อหาขัดต่อกฎหมาย จึงร้องขอให้ศาลระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลดังกล่าว ศาลจึงกำหนดนัดไต่สวนคำร้อง พร้อมกับได้ส่งสำเนาคำร้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ทราบมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรูปแบบการส่งหมายดังกล่าว ผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่ได้รับหมายนัดระบุตรงกันว่า ได้มีบัญชีแอคเคาท์ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ซึ่งไม่ระบุตัวตน และไม่ใช่บัญชีของทางราชการ ได้ส่งรูปภาพหรือไฟล์หมายเรียกดังกล่าวมาทางกล่องข้อความส่วนตัว โดยไม่ได้มีการแจ้งที่มาที่ไปประกอบ และไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งยังไม่ได้มีการแนบเอกสารสำเนาคำร้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ตามที่แจ้งไว้ในหมายมาด้วยแต่อย่างใด ทำให้ไม่มีใครทราบรายละเอียดคำร้องในส่วนของตน ไม่ทราบว่าเนื้อหาที่ถูกร้องขอให้ปิดกั้นนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องใด และหลายคนยังสงสัยว่าหมายนัดดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในจำนวนผู้ได้รับหมายนัด 6 รายดังกล่าว สามารถแยกเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊ก 2 ราย และผู้ใช้ทวิตเตอร์ 4 ราย โดยพบว่าผู้ที่ส่งหมายนัดในเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อบัญชีว่า &amp;ldquo;Prasert Suppo&amp;rdquo; ตั้งรูปภาพบัญชีเป็นภาพสุนัข ส่วนในทวิตเตอร์ผู้ที่ส่งหมายนัดใช้บัญชี @legalmdes007 ตั้งรูปภาพบัญชีเป็นภาพส่วนหนึ่งของโลโก้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ไม่ใช่บัญชีทวิตเตอร์ทางการ และไม่ได้มีผู้ติดตามแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 นายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล (Andrew MacGregor Marshall) ผู้สื่อข่าวอิสระที่ติดตามเรื่องการเมืองและสถาบันกษัตริย์ไทย ก็ได้เผยแพร่ว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;Prasert Suppo&amp;rdquo; ได้ส่งไฟล์หมายนัดไต่สวนของศาลอาญาในลักษณะเดียวกัน มาให้ทางกล่องข้อความในเฟซบุ๊ก โดยไม่ได้ระบุข้อความใดๆ ประกอบเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายนัดไต่สวนของแอนดรูว์ดังกล่าว ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 และกำหนดนัดให้มีการไต่สวนวันที่ 29 พฤษภาคม 2564 เวลา 9.00 น. โดยหมายยังระบุว่ากระทรวงดิจิทัลฯ ได้ร้องขอให้ปิดบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กของแอนดรูว์ด้วย แตกต่างจากหมายเรียกของผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์รายอื่นๆ เท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งมา ซึ่งยังเป็นคำร้องในลักษณะขอให้ศาลระงับการเผยแพร่ข้อมูลบางส่วนของผู้ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการนำหมายเลขคดีที่ระบุในหมายนัด ไปสืบค้นในฐานข้อมูลคดีของศาลอาญา พบว่ามีข้อมูลคดีเหล่านั้น เป็นเรื่องการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอ้างว่าได้ตรวจสอบพบว่ามีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหา อันเข้าข่ายข้อมูลที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หมายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) และมาตรา 20&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าก่อนหน้านี้การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ในลักษณะดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 20 ศาลมักสั่งปิดกั้นโดยพิจารณาเพียงคำร้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งเป็นผู้ร้องขอเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้มีการนัดไต่สวนผู้เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกร้องขอให้ปิดกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกหมายเรียกเพื่อนัดไต่สวนในลักษณะดังกล่าว จึงอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของศาลอาญาในกรณีที่กระทรวงดิจิทัลฯ ร้องขอให้ระงับการเผยแพร่คลิปไลฟ์สดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กรณีเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ให้เหตุผลว่ามีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์และกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ให้ระงับคลิปตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ ร้องขอ แต่ต่อมานายธนาธรได้ยื่นคัดค้าน และขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลจึงนัดไต่สวนคู่ความทั้งสองฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลอาญาจะมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งให้ปิดกั้นดังกล่าว โดยส่วนหนึ่งมีการวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลโดยชัดแจ้งและถาวร เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแล้วไม่มีโอกาสให้ผู้ใดได้โต้แย้งอีกต่อไป การอนุโลมใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ถูกต้องแก่คำร้องเช่นนี้ สมควรที่จะรับพิจารณาเสมือนหนึ่งเป็นคดีอาญาคดีหนึ่ง ซึ่งต้องให้โอกาสคู่ความทุกฝ่ายได้ต่อสู้คดีเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ การให้โอกาสดังกล่าวยังเป็นหลักการสำคัญสำหรับการทำงานขององค์กรตุลาการตามหลักนิติธรรม ศาลเห็นว่าการไต่สวนพยานผู้ร้องฝ่ายเดียว แล้วมีคำสั่งในทันทีเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เป็นไปได้ว่ามีการร้องขอของกระทรวงดิจิทัลฯ ให้ปิดกั้นเนื้อหาในโลกออนไลน์ และมีการส่งหมายศาลนัดไต่สวนในลักษณะดังกล่าว ให้กับผู้ใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มากกว่าจำนวน 7 ราย ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับรายงานนี้ด้วย อีกทั้งยังต้องจับตากรณีลักษณะนี้ ว่านอกจากการร้องขอไต่สวนเพื่อปิดกั้นเนื้อหา เจ้าหน้าที่ของกระทรวงดิจิทัลฯ จะมีการดำเนินคดีผู้ใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104373</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ดีอีเอส, ทวิตเตอร์, ศาลอาญา, เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210527/image_big_60af6337b4793.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ขันน็อต &#039;ดีอีเอส&#039; เร่งตรวจสอบเฟกนิวส์ หากพบจงใจบิดเบือนให้เอาผิดเด็ดขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการรับข้อมูลข่าวสารในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ และข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์ ก่อให้เกิดความสับสัน ตื่นตระหนก และเข้าผิดเกี่ยวกับกรณีต่างๆ ดังนั้น ขอให้ประชาชนระมัดระวัง เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อ แชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญหาข่าวปลอม ไม่เป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตข่าวปลอมที่สร้างความสับสนแก่คนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง จึงกำชับให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ตรวจสอบข่าวสารอันเป็นเท็จ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม รวมถึงชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง หากพบกรณีจงใจสร้างความสับสนแก่ประชาชน ให้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง กรม ส่วนราชการต่างๆ ยังมีหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตนเอง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังพบหลายกรณีที่พยายามโจมตีและดิสเครดิตรัฐบาล โดยอาศัยข้อมูลเพียงบางส่วน ไม่ครบถ้วน และข้อมูลเท็จ ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นวัคซีน การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โดยนายกรัฐมนตรี ขอวิงวอนกลุ่มคนที่กระทำการดังกล่าว ให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือไม่ครบถ้วน โดยขอให้ทุกฝ่ายลดความขัดแย้ง ช่วยกันทำให้เกิดบรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อที่สถานการณ์โควิด-19 จะได้คลี่คลายลงโดยเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงดีอีเอส, ข่าวปลอม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_6087c1b9b57ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
