<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;ถาม&#039;ดีอี&#039;ทำอะไรอยู่ ปล่อยโพสต์แยกดินแดนล้านนา อีสาน ปัตตานี เกลื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 &amp;nbsp;ต.ค. 64-นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ถาม ดีอีทำอะไรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ระบุว่า กระทรวงดีอีโพสต์ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า anti fascist action thailand ประกาศโค่นล้มทั้งระบอบการปกครองและยุยงให้ปลดปล่อยล้านนา อิสาน ปัตตานี ดังข้อความที่เผยแพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องถามดีอี &amp;nbsp;พฤติการณ์ การกระทำอย่างนี้ ผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญขัดเจนพอหรือยัง กระทรวงดีอีและตำรวจ ทำอะไรแล้วบ้างในการยับยั้ง ป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผิดหวังกับการทำงานของดีอี ท่านตื่นกันหรือยัง อำนาจที่ท่านมีต้องกล้าใช้ และต้องรับผิดชอบประเทศชาติ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120043</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอี, นันทิวัฒน์ สามารถ, อดีตบิ๊กข่าวกรอง, โค่นล้มระบอบปกครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613a949546278.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;บ่นดังๆ!&#039;กระทรวงดีอี&#039;ทำอะไรอยู่ จะปล่อยให้คนจาบจ้วง&#039;พ่ออยู่หัว&#039;อยู่อย่างนี้หรือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.63- นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ว่ากระทรวง​ดีอี​ ทำอะไรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้​ ขอบ่นดังๆ​ ถึงกระทรวงดีอี​ คนบางกลุ่มโพสต์เรื่องราวใส่ร้ายสถาบัน​ กล่าวร้ายพ่ออยู่หัวที่คนทั่วประเทศเคารพรัก​ ดีอีมัวทำอะไร
กฏหมายก็มี​ อำนาจหน้าที่ก็มี​ มีทุกอย่าง​ แต่งานมันอืดดดด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะปล่อยให้มันจาบจ้วงอยู่อย่างนี้หรือ​ อย่าทำงานตั้งรับ​ อย่าขี่ช้างไล่จับตั๊กแตนทีละตัว​ กระชับการทำงานหน่อย​ อืดเป็นเรือเกลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครเป็นใครรู้ๆกันอยู่​ อย่าให้ต้องบ่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67056</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอี, นันทิวัฒน์ สามารถ, อดีตบิ๊กข่าวกรอง, ใส่ร้ายสถาบัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190206/image_big_5c5a66c5d0263.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;สธ.-ดีอี&quot; จ่อจัดการมือแพร่ข่าวปลอม ข่าวลวง&quot;โคโรนาไวรัส &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29 ม.ค.63- ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม. นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง (นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ) และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ ได้เป็นตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ประชุมร่วมกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) กระทรวงดิจิทัลฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) โดยมี พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ เป็นประธาน เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีข่าวปลอม ข่าวลวงโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และกระทรวงสาธารณสุขได้เฝ้าระวังและติดตามข่าวจากสื่อโซเชียลเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้โพสต์ ผู้แชร์ข่าวอันเป็นเท็จ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการส่งต่อข้อมูลซึ่งจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการโพสต์ การแชร์ข่าวปลอม ข่าวลวงเพราะนอกจากจะเป็นภัย ทั้งด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เฝ้าระวังและตรวจจับ ขณะเดียวกันได้เร่งส่งเสริมการให้ข่าวที่ถูกต้องและตอบโต้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ลดความตื่นตระหนก &amp;nbsp;และหันมาร่วมมือกันป้องกันตนเอง โดยขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะรายงานสถานการณ์และข้อปฏิบัติตัวสำหรับประชาชนเป็นประจำทุกวันทางเว็บไซต์ https://pr.moph.go.th/ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือเว็บไซต์ https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/intro.php และ Line@/เพจเฟซบุ๊ค : รู้กันทันโรค เพจเฟซบุ๊ค : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55788</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., กระทรวงดีอี, ข่าวปลอมโคโรนาไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e3129e2b76d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล&quot;ประสาน ดีอี ตรวจสอบมือแพร่ภาพผังปรับโครงสร้างศธ.ในโลกโซเชียล ลั่นอย่ามโน ยันยังไม่มีข้อยุติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29ต.ค.62-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีข้าราชการบางกลุ่มแต่งกายด้วยชุดสีดำ เพื่อคัดค้านการยุบเลิกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ตามที่มีการตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในภูมิภาค ว่า เรื่องดังกล่าว ตนไม่เข้าใจว่าผู้ที่ออกมาคัดค้านเข้าใจถึงการดำเนินการของศธ.ในเรื่องนี้อย่างดีหรือไม่ เพราะขณะนี้การดำเนินการเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ ว่า จะมีแนวทางการปรับโครงสร้าง ศธ.ในภูมิภาคไปทิศทางอย่างไร ดังนั้นเมื่อทุกอย่างยังไม่มีข้อยุติ จะส่งผลให้เกิดมีผลกระทบได้อย่างไร ทั้งนี้สำหรับข้อมูลเอกสาร เรื่องผังโครงสร้างของ ศธ. ที่มีการเผยแพร่ในสื่อโซเชียลขณะนี้นั้น ตนขอยืนยันว่าเป็นเอกสารที่ยังไม่มีที่มาที่ไป และการประชุมปรับโครงสร้าง ศธ.ในภูมิภาคก็ยังไม่ได้เริ่มการประชุมแบบจริงจัง ดังนั้นเอกสารดังกล่าวมาจากไหนเป็นเอกสารเท็จ แชร์ข้อมูลมั่วๆ โดยตนได้ประสานนายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการคดีกับผู้ที่นำเอกสารเท็จมาเผยแพร่ในโลกโซเชียล ทำให้เกิดความเสียหาย โดยถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและตนขอให้ทุกคนที่มีเอกสารเท็จนี้อยู่หยุดเผยแพร่ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอกสารที่เผยแพร่ออกไปผมไม่เข้าใจว่าจะหลุดไปได้อย่างไร เพราะขณะนี้ยังไม่ได้มีการประชุมหารือกัน ดังนั้นถือว่าเป็นเอกสารที่ปลอมกันขึ้นมา ซึ่งยืนยันได้ ว่า ที่กลุ่มผู้คัดค้านบอก ว่า ผมจะยุบ สพท.คงเป็นความเข้าใจผิด เพราะนโยบายของผมในเรื่องการปรับโครงสร้าง ศธ.ภูมิภาคนั้น ต้องการลดความซ้ำซ้อน และลดงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานการศึกษาไปในทิศทางเดียวกัน อย่าจินตการการเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น ทุกอย่างที่ผมทำมุ่งประโยชน์ของเด็กและประโยชน์ขององค์กรในระยะยาว ส่วนเรื่องนี้จะเป็นการเมืองภายใน ศธ.หรือไม่ ผมก็ไม่อยากคิดเช่นนั้น แต่ก็อาจเป็นไปได้ เพราะเป็นการให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ รมว.ศธ.ยังไม่ตอบไม่ได้ว่าจะมีคณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) หรือ สพท. หรือไม่ แต่มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เพื่อจัดสร้างอาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กว่า 30 แห่งด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาทนั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ตนอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ว่า หากงบประมาณที่เสนอไปไม่คุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณในส่วนนี้ก็พร้อมที่จะคืนสำนักงบประมาณ ส่วนงบจ้างครูธุรการที่โดนตัดไปนั้น ขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล ซึ่งตนมอบให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาข้อมูลเตรียมเสนอแปรญัติงบประมาณในวาระ 3 ของการประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เร็วๆ นี้ โดยตนยืนยันบริหารจัดการได้ ไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49109</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอี, ข่าวลือปรับโครงสร้างศธ.ส่วนภูมิภาค, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ผังปรับโครงสร้างศธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db7fc4b65d0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2019 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2019 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พุทธิพงษ์” ป้อง “บิ๊กป้อม” เปล่าครอบงำพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายพุทธิพงษ์&amp;nbsp; ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)​ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงกรณีผลสำรวจของนิด้าโพล พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นั่งประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ว่า การที่ พล.อ.ประวิตร เข้ามานั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เพราะทางพรรคเห็นว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่&amp;nbsp; มีความเมตตากับ ส.ส.ของพรรคเป็นอย่างดี มีความตั้งใจจริงที่จะช่วยสนับสนุนงานที่สามารถทำได้&amp;nbsp; และต้องการให้กำลังใจคนในพรรค พปชร.โดยไม่มีเจตนาจะเข้ามาครอบงำหรือยึดพรรคพรรคแต่อย่างใด เชื่อว่าการที่ พล.อ.ประวิตรเข้ามา จะทำให้พรรคมีความสมัครสมานสามัคคีมากขึ้น เชื่อว่าหากประชาชนเข้าใจในส่วนนี้ ผลสำรวจก็จะสนับสนุนการทำงานของ พล.อ.ประวิตร

&amp;ldquo;พล.อ.ประวิตร เข้ามา ถือว่าเราได้ผู้ใหญ่ที่เคารพ ซึ่งจะสามารถไกล่เกลี่ยปัญหาต่างๆภายในพรรคได้ พรรค พปชร.จะมีเอกภาพมากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่ที่พวกเราให้ความเกรงใจมาอยู่ตรงนี้&amp;nbsp; ซึ่งหากมีปัญหาขึ้น พล.อ.ประวิตร ก็สามารถเรียกมาพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจกันได้ เมื่อมีผู้ใหญ่แล้วจะทำให้เกิดน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้เข้ามาเพื่อครอบงำพรรค&amp;rdquo; นายพุทธิพงษ์&amp;nbsp; กล่าว

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า แม้ผลโพลจะระบุว่าประชาชนไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ประวิตร นั่งประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อความนิยมและคะแนนเสียงของพรรค เมื่อประชาชนเข้าใจเจตนาอันดีของ พล.อ.ประวิตรแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น บวกกับเมื่อประชาชนได้เห็นความตั้งใจทำงานของ พล.อ.ประวิตร ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คะแนนนิยมก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เมื่อถามถึงกรณีรัฐมนตรีควรลาออกจาก ส.ส.หรือไม่ นายพุทธิพงษ์​ กล่าวว่า​ ส่วนตัวไม่ติดขัดว่าจะต้องลาออกหรือไม่ลาออกจาก ส.ส. แต่รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 5 คนของพรรค พปชร.ได้ตกลงกันแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องลาออก&amp;nbsp; เพราะมั่นใจจะสามารถทำงานควบคู่กันไปได้ ทั้งงานรัฐมนตรีและงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีการประชุมสภาและทุกครั้งที่มีการโหวตในสภา รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ของพรรค พปชร.ต่างก็อยู่กันครบ จึงจะเห็นว่าทุกคนสามารถบริหารจัดการเวลาได้ เพียงแต่จะต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้น การโหวตข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกมองว่าฝ่ายรัฐบาลโหวตแพ้นั้น จะต้องไปดูว่าแพ้เพราะอะไร แต่ยืนยันไม่ใช่เพราะรัฐมนตรี 5 คนของพรรค พปชร.ไม่ลาออกแน่นอน

เมื่อถามว่ามีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประวิตร พูดในที่ประชุม ส.ส.ของพรรค พปชร.ให้รัฐมนตรีทั้ง 5 คนพิจารณาลาออก นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร เพียงถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบุเพียงว่าผู้ที่เป็นรัฐมนตรีและควบ ส.ส.ด้วยนั้น จะต้องรับผิดชอบในการทำงานทั้ง 2 ส่วนด้วย ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรค พปชร.ได้ลุกขึ้นอธิบาย ว่าที่ผ่านมารัฐมนตรีของพรรค พปชร.มาประชุมสภาครบทุกครั้ง ซึ่ง พล.อประวิตร ไม่ได้สั่งให้ลาออกแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44227</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พปชร., กระทรวงดีอี, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190811/image_big_5d500dc9df463.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43207</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พุทธิพงษ์&#039;จ่อเปิดศูนย์ร้องเรียนเฟคนิวส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์​ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ว่า อยู่ระหว่างรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มมีรายชื่อหน่วยงานและพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการไปบ้างแล้ว และไม่จำเป็นต้องกระทรวงดีอีทำก็ได้ ถ้ามีหน่วยงานอื่นที่คล่องตัวมากกว่า บางประเทศเป็นองค์กรกลางขึ้นมา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ภาคประชาชน เข้ามามีส่วน ไม่อย่างนั้นคนจะมองว่าภาครัฐใช้อำนาจ อาจไม่โปร่งใสและไม่เป็นกลาง สำคัญการทำงานของศูนย์ต้องรอบคอบ ดำเนินการได้เร็ว ทำแล้วเกิดน่าเชื่อถือมีหลายภาคส่วนเข้ามาเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ดังนั้น อยากให้ประชาชนอดใจรออีกนิด อาจตั้งได้ก่อน 3 เดือนก็ได้ โดยภายใน 10 วันนี้ อาจได้เห็นความคืบหน้ารูปแบบก่อนเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ อย่างช่องทางการตรวจสอบที่ประชาชนสามารถส่งข้อมูลหรือเข้ามาตรวจสอบ ผ่านระบบต่างๆ อาทิ เพจเฟซบุ๊กหรือไลน์ ซึ่งอยู่ระหว่างทำโปรแกรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯได้มอบนโยบายอย่างไรบ้างเห็นได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนายกฯ นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองทราบดี ระบบโซเชียลมีเดียควบคุมลำบาก เป็นปัญหาทั่วโลก ขณะที่นายกฯได้ย้ำให้หาทางแก้ไข หาหน่วยงานที่มีความรู้ และมีสายข่าวหลายๆกลุ่มมาช่วยกัน โดยเฉพาะต้องเน้นให้ความรู้กับเยาวชนให้มากๆไม่ปล่อยให้สร้างความเข้าใจที่ผิดๆอย่างยุโรปถึงขั้นมีการกำหนดหลักสูตรสอนให้เยาวชนรู้จักวิเคราะห์ มีสติก่อนเชื่อก่อนแชร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป เพราะการสร้างข่าวที่ไม่จริงบ่อยๆ โดยที่ใครอยากพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีใครรับผิดชอบ ถ้าเชื่อกันไปหมดก็จะกระทบทุกมิติ ไม่ใช่แค่การเมืองเท่านั้น ทั้งความมั่นคง ความสามัคคี ความคิด ความอ่านของประชาชน&amp;nbsp;

นายพุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้กระทรวงดีอีไม่ได้ทำเพียงแค่เรื่องข่าวปลอมอย่างเดียว แต่กำลังหาวิธีในการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเก็บข้อมูล สถิติ ตลอดจนช่องทางการขาย จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43207</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอี, ตั้งศูนย์ป้องกันข่าวปลอม, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190807/image_big_5d4aac0bb67c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 06:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เน็ตประชารัฐ ‘แท้ง’ โอนภารกิจให้กระทรวงดีอีทำแทนกสทช. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้ชะลอการประมูลการติดตั้งโครงการเน็ตประชารัฐจำนวน 15,733 หมู่บ้าน เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) มีมติให้กระทรวงดีอีดำเนินการการติดตั้งเอง โดยเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ระบุว่า ดีอีคาดว่าจะนำงบประมาณที่เหลือประมาณ 2,655 ล้านบาทจากการติดตั้งโครงการในระยะแรก 24,700 หมู่บ้านมาดำเนินการ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 2,440 ล้านบาทไปทำการติดตั้งระหว่างเดือนมี.ค.-ธ.ค.61 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนงบประมาณในการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลาโครงการ 5 ปี รวมถึงการขยายโครงข่ายไปถึงโรงเรียนทุกโรงเรียนในพื้นที่ที่ กสทช.ติดตั้งไปแล้วจำนวน 3,196 แห่ง, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน 812 แห่ง และการตั้งศูนย์ยูโซเน็ตและศูนยดิจิทัลชุมชน จะเสนอให้ใช้เงินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ(กองทุนกทปส.) ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายฐากร กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช.ยังได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ที่ผ่านคณะกรรมการดีอีแล้วจำนวน 3,820 ล้านบาท แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 2,075 ล้านบาท และงบลงทุนเดิม 1,744 ล้านบาท แต่ไม่มีการกำหนดกรอบวงเงินงบการลงทุนใหม่เนื่องจากคณะกรรมการ กสทช.ชุดปัจจุบันอยู่ระหว่างการรักษาการณ์ รวมถึงการปรับโครงสร้างสำนักงาน กสทช.ตามที่คณะทำงานศึกษาการปรับโครงสร้างได้ทำรายงานมายังสำนักงานฯ แล้ว ซึ่งการปรับโครงสร้างใหม่ควรเป็นอำนาจของบอร์ด กสทช.ชุดใหม่เป็นผู้พิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4529</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดิจิทัล, กระทรวงดีอี, กสทช., เน็ตประชารัฐ, แท้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5aa0071469775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
