<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวที&#039;ไทยไม่ทน&#039;แนะแนวทางเปิดประมูลดาวเทียมไทยคมให้โปร่งใสเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ย. 64 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จัดเสวนา เรื่อง ทวงคืนสมบัติแผ่นดิน รัฐควรบริหารดาวเทียมไทยคมต่อไปอย่างไร? อภิปรายโดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 ผู้ก่อตั้งกลุ่มไทยไม่ทน , นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล&amp;nbsp; อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และที่ปรึกษาเศรษฐกิจไทยไม่ทน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายเมธา มาสขาว&amp;nbsp; เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ดำเนินรายการโดย นายณัทภัช อัคฮาด&amp;nbsp; คณะทำงาน ไทยไม่ทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย​นายอดุลย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; เวทีวันนี้เพราะคิดว่าประชาชนทุกคน เป็นเจ้าของประเทศต้องมีส่วนร่วมในการทวงคืนสมบัติชาติ และสมบัติของแผ่นดิน ต้องเอาทรัพย์สินกลับคืนมาที่ถูกฮุบไปโดยนักการเมืองและนายทุนก่อน หัวใจที่สำคัญในเรื่องของดาวเทียมคือมีความไม่ชอบมาพากลและความไม่โปร่งใสแอบแฝงหรือไม่&amp;nbsp; การที่ท่านไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมอบดาวเทียมให้คืนมา ทำไม 7 ปีภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ถึงไม่ได้เตรียมความพร้อม&amp;nbsp; เกิดจากการที่ท่านจงใจไม่เตรียมความพร้อม ในการรับผิดชอบนำดาวเทียมกลับคืนมาหรือท่านประมาท&amp;nbsp; เหตุใดรัฐบาลประยุทธ์จึงไม่จัดการกับคนที่รับผิดชอบในเรื่องนี้&amp;nbsp; และก่อนที่รัฐบาลจะรับมอบดาวเทียม 4 และ 6 ยังติดภารกิจเก็บเงินรัฐบาลอยู่ เนื่องจากดาวเทียมไทยคมวงที่ 4 ภายในประเทศแต่เป็นดาวเทียมดวงใหญ่แบบสุทธิ&amp;nbsp; และมีรายได้มากมายมหาศาลแต่ไม่ได้คืนให้กับรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าทีเรียกร้องสิทธิ์กลับคืนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​นายอดุลย์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ท่านปฏิเสธบอกว่าถ้าไม่มีอำนาจอนุมัติในอวกาศ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นการที่ทำอย่างต่อเนื่องและ มีการเปลี่ยนแปลง 2 ข้อคือการเพิ่มทุนซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติ กับข้อเรียกร้องที่ควรจะต้อง นำกลับมาเป็นสมบัติชาตินี้ ต้องนำกลับมาให้ถูกต้อง การทำธุรกิจของบริษัท และการเอาผลประโยชน์สูงสุดต้องถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; ไม่ใช่ว่านำสมบัติชาติไปใช้ประโยชน์แล้วไม่ทวงคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​&amp;ldquo;ผมกล่าวหาต่อพลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะต้องควบคุมกระทรวงดีอีเอส&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านทำหน้าที่ของท่านหรือยัง อยากให้รัฐบาลช่วยชี้แจงให้ชัดเจนต่อประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน ข้อมูลรายละเอียดตัวบันทึกนั้น ชัดเจนว่าทำให้ป้ายราคา 3 ป้ายที่อยู่กับดาวเทียมไทยคม 4 ถูกตัดทิ้งไป เพราะฉะนั้นเวลานี้ภาพชัดเจนว่า ถ้าทำอย่างนั้นแล้วใครจะได้ประโยชน์นายทุนผู้ใดจะได้ประโยชน์&amp;nbsp; และกลายเป็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เป็นความผิด ก็จะหายไปด้วย ทั้งนี้ทราบว่า รมช.ศึกษาธิการและรมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้ทักท้วงคัดค้านในเรื่องนี้ หากจะเดินหน้าพิจารณาและลงมติเห็นชอบ&amp;nbsp; ก็จะขอถอนตัวออกจากวาระการพิจารณา จึงต้องยอมถอยออกมา​&amp;quot;นายอดุลย์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ด้านนายธีระชัย กล่าวว่า&amp;nbsp; สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำและกำหนดนโยบายคือให้ NT เลิกคิดที่จะทำตัวเป็นคนประกอบธุรกิจเอง แต่ควรจำกัดบทบาทตัวเองในฐานะผู้ถือทรัพย์สินและสิทธิ์ของรัฐเป็นหลัก&amp;nbsp; ซึ่ง NT ควรจะต้องดำเนินการ 2 ประการคือ เปิดห้องแล้วนำข้อมูลไปใส่ในห้องนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องของดาวเทียม ในเชิงฮาร์ดแวร์มีอุปกรณ์อะไรบ้าง ในเชิงซอฟต์แวร์มีอุปกรณ์อะไรบ้าง แล้วข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงบัญชีลูกค้าบริการธุรกิจ ที่มีอยู่ใส่เข้าไปในดาต้ารูม&amp;nbsp; จากนั้นเชิญชวนให้เอกชนรายใดที่สนใจ&amp;nbsp; เข้ามาเปิดดูข้อมูลในดาต้าโรม โดยคิดค่าทำเนียมระดับหนึ่ง เพื่อที่จะให้แน่ใจว่าเป็นคนที่มีความสนใจอย่างแท้จริง และเอกชนที่จะเข้ามาเปิดดูนั้นก็ควรที่จะเป็น เอกชนที่เป็นบริษัทของไทยหรือเอกชนต่างชาติ หรือจะเป็นจอยเวนเจอร์คือบริษัทร่วมทุนก็ได้ หลังจากนั้นจึงจะเปิดให้มีการประมูลโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​ที่ปรึกษาไทยไม่ทน กล่าวว่า&amp;nbsp; ธุรกิจนี้ควรแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่มีอยู่แล้วก็ให้เอกชนประมูล ว่าใครจะบริหารจัดการต่อไป โดยเสนอค่าจัดการให้ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ใครเสนอเปอร์เซ็นต์ต่ำสุด คนนั้นก็ได้ไป อีกส่วนหนึ่งจะเป็นธุรกิจ ซึ่งขณะนี้อาจจะไม่มีแต่จะสามารถพัฒนาขึ้นมาใหม่ ตรงนี้รัฐบาลก็กำหนดเป็นเงื่อนไขได้ว่า ออกมาเป็นลักษณะการได้ผลกำไร แล้วให้คะแนนเอกชนที่มาประมูล รายใดเสนอสัดส่วนให้แก่รัฐในสัดส่วนที่สูงที่สุด ลักษณะอย่างนี้จึงจะเป็นลักษณะของการบริหารจัดการที่ NTสามารถทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​&amp;ldquo;แบบนี้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ส่วนกรณีไทยคมถ้าจะเข้ามาร่วมในการแข่งขันก็ทำได้&amp;nbsp; ที่ผมเสนอไปไทยคมก็ย่อมได้เปรียบคู่แข่งขันรายอื่น เพราะมีข้อมูลและมีความรู้ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการได้เปรียบของไทยคมถูกต้องตามกฎหมายเป็นธรรม ลักษณะอย่างนี้การเปิดประมูลเพื่อที่จะให้รัฐกับเพื่อนบริษัทที่จะขับเคลื่อนบริหารในธุรกิจที่มีอยู่แล้ว&amp;nbsp; โดยจ่ายค่าทำเนียมต่ำสุด ขณะเดียวกันก็ให้บริษัทนั้น แบ่งผลกำไรให้แก่รัฐในสัดส่วนที่สูง วิธีนี้ได้ทำหนังสือเป็นจดหมายเปิดผนึกส่งไปให้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว ให้ไปพิจารณาเพราะถ้าไม่เปิดให้มีการแข่งขัน แต่ท่านผูกตัวเองเข้าไปกับบริษัทไทยคม ชนิดแกะไม่ออก โดยไม่มีการแข่งกันอย่างนี้เป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย&amp;rdquo; นายธีระชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​นายธีระชัย กล่าวถึงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ยื่นฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับพวกรวม 52 คน ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต&amp;nbsp; ว่า นพ.วรงค์คงไม่เข้าใจประเด็นนี้ ว่าสิ่งที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้เข้าครอบครองใช้สิทธิ์ในตำแหน่ง 120 องศาตะวันออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอเข้าที่ประชุม แต่คณะรัฐมนตรีไม่ได้อนุมัติ เพราะต้องทำอย่างรอบคอบโดยกำหนดว่า ให้กระทรวงไอซีที ไปดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง โดยยึดผลประโยชน์ของรัฐและที่สำคัญคือให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​&amp;ldquo;ผมออกจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อ มกราคม 2555 จึงไม่ทราบว่า มีการอนุมัติในเรื่องนี้หรือไม่ และดำเนินการที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยยึดหลักของประเทศชาติหรือไม่และมีการเดินการเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ แต่เป็นประเด็นที่พลเอกประยุทธ์ จะต้องเข้าไปตรวจสอบ เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศ เนื่องจากบริษัทไทยคมอ้างว่าดาวเทียมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ แต่เป็นดาวเทียมที่ใช้สิทธิ์โดยใช้ใบอนุญาตแล้วแต่มีความเห็นว่าไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​ด้านนายเมธา กล่าวว่า ปัญหาหลักปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องที่มีการพูดในสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือการใช้ระบบคอร์รัปชัน ภายใต้การอบรมหลักสูตร ขององค์กรอิสระต่างๆที่เห็นกลุ่มนายทุนและนักการเมือง เข้าไปหาผลประโยชน์ร่วมกันโดยเฉพาะ&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.)&amp;rdquo; ของศาลรัฐธณรมนูญ&amp;nbsp; ความจริงแล้วนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยมีหนังสือขอความร่วมมือ ไม่ให้องค์กรอิสระต่างๆจัดโครงการอบรมหลักสูตรเหล่านี้ เพราะเป็นการใช้งบประมาณของประชาชนโดยไม่ชอบ แต่ปรากฏว่าในหลักสูตรเหล่านี้ มีทั้งอดีตนักการเมือง อดีตรัฐมนตรีรวมถึงนักธุรกิจการเมืองจำนวนมาก เข้าไปอบรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​เลขาครป.กล่าวว่า&amp;nbsp; เมื่ออบรมหลักสูตรเดียวกัน ต้องเกิดการเอื้ออาทรอาจจะเป็นข้อคอรหาที่เกิดขึ้น ในประเด็นเหล่านี้ เพราะอัยการสูงสุดและนักธุรกิจการเมืองคนสำคัญก็ยังเรียนหลักสูตรเดียวกัน ดังนั้นหลักสูตรเหล่านี้ควรยกเลิกได้แล้ว เพราะใช้งบประมาณของรัฐ ภาษีของประชาชนส่วนมาก แต่ไม่ได้อะไร&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งในหลักสูตรนั้นมีการใช้เงินของผู้เรียนกับผู้เรียนหลักสูตรเดียวกัน เป็นค่าเดินทางค่าเที่ยวค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้เกิดการทุจริตนโยบายที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117752</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, กลุ่มไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย, ดาวเทียมไทยคม, ธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล, นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614db6ca624b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2021 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2021 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอส ไฟเขียวเมืองอัจฉริยะเพิ่ม 10 พื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 กันยายน 2564&amp;nbsp; นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 2/2564 ณ ห้องประชุม M1 กระทรวงดิจิทัลฯ และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมี นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทยเข้าร่วมประชุมกันโดยพร้อมเพรียง

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมพิจารณาข้อเสนอ และเห็นชอบแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จำนวน 10 พื้นที่ ประกอบด้วย (1) เมืองอัจฉริยะย่านพระราม 4 กรุงเทพฯ (2) โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพฯ (3) เมืองอัจฉริยะมักกะสันเพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน กรุงเทพฯ (4) การพัฒนาเมืองเก่าอย่างชาญฉลาด เทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (5) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมืองอัจฉริยะ ความเป็นเลิศที่ยั่งยืนสู่ชุมชน จังหวัดเชียงใหม่ (6) เมืองศรีตรัง จังหวัดตรัง (7) ยะลาเมืองอัจฉริยะเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา (8) ฉะเชิงเทรา เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน จังหวัดฉะเชิงเทรา (9) แสนสุขสมาร์ทซิตี้ เทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี (10) นครสวรรค์สมาร์ทซิตี้ เทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังพิจารณาร่างแผนงบประมาณบูรณาการเมืองอัจฉริยะประเทศไทย เพื่อเป็นกลไกด้านงบประมาณสำหรับพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคณะอนุกรรมการ ฯ มีมติเห็นชอบและให้นำเสนอต่อ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดตั้งงบบูรณาการเมืองอัจฉริยะต่อไป

ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ จะดำเนินการจัดประชุมเพื่อรายงานผลการพิจารณาการประกาศมอบตราสัญลักษณ์เพื่อรับรองการเป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะ จำนวนรวม 15 เมือง ต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเพื่อรับทราบ และประเมินว่าจะมีการจัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ให้ผู้พัฒนาเมืองทั้ง 15 เมืองจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ณ ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117703</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, เมืองอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210924/image_big_614d2ad5d4b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 06:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 06:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039;ขอตัดงบฯตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมทั้งโครงการ ซัดจ้องปิดปากประชาชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64-การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจาณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2565&amp;nbsp; ช่วงค่ำวันที่19ส.ค.ที่ผ่านมา มีการพิจาณา มาตรา15 กระทรวงคมนาคม วงเงิน 57,154 ล้านบาท โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ&amp;nbsp; ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายขอปรับลดงบ 4.18ล้านบาทของกระทรวงคมนาคมในโครงการซื้อโดรนถ่ายภาพทางอากาศ ที่มีราคาแพงเกินจริง ตั้งงบมา 1.1แสนบาทต่อตัว ทั้งที่ราคาในตลาด รุ่นเดียวกับที่กระทรวงคมนาคมจะซื้อ ตัวท็อปอยู่ที่ 67,400บาทต่อตัว ดูแล้วแพงเกินจริง การจัดซื้อโดรนดังกล่าวบางจังหวัดได้ บางจังหวัดไม่ได้ ใช้เกณฑ์อะไร และไม่รู้ว่า ซื้อมาแล้วใช้กันเป็นหรือยัง ในวิกฤติขณะนี้ไม่ควรซื้อโดรน ขอให้ลดการผลาญ สงสารประชาชนบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบมาตรา 15ด้วยคะแนน222ต่อ87 งดออกเสียง2 ไม่ลงคะแนน7 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีการพิจรณา มาตรา16 งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน 3,821ล้านบาท โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล&amp;nbsp; อภิปรายว่า ขอตัดงบประมาณศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมทิ้งทั้งโครงการจำนวน 79 ล้านบาท โครงการนี้บอกว่า มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีข่าวปลอม แต่ปรากฏว่า ศูนย์ฯเลือกตรวจสอบเฉพาะข่าวเป็นผลลบต่อรัฐบาล แต่ข่าวปลอมที่เป็นผลบวกต่อรัฐบาลไม่มีการตรวจสอบ ตอกย้ำตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องรัฐบาล ศูนย์ฯเคยบอกมีภารกิจตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ดำเนินคดีผู้กระทำผิด แต่กลับขอให้ปิดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมาก ขู่ประชาชนอาจถูกดำเนินคดีถ้าแชร์ข่าวเท็จ ทั้งที่บางครั้งเป็นการเล่นแอพริฟูลเดย์ ตั้งคณะอนุกรรมการมาดำเนินคดีกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรามีกระทรวงดีอีเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีหรือเพื่อปิดปากประชาชน การไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนไม่สามารถแก้ปัญหาข่าวปลอมได้ การเอาอำนาจชี้ว่าอะไรคือความจริงหรือเท็จไปอยู่กับหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับฝ่ายการเมืองไม่มีทางสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ ถ้าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมเอง ใครจะดำเนินคดี ควรให้ศูนย์นี้เป็นหน้าที่องค์กรภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ให้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง ตราบใดที่หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ภายใต้ภาครัฐ เอาภาษีประชาชนไปใช้ผูกขาดความจริงอยู่กับฝ่ายตัวเอง ใช้อำนาจกฎหมายปิดปากประชาชน ไม่สมควรได้งบแม้แต่บาทเดียว&amp;quot; นายปกรณ์วุฒิ&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบมาตรา16 เห็นด้วย228 ไม่เห็นด้วย68 งดออกเสียง2 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงิน&amp;nbsp; 11,235,713,600 บาท นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า การจัดงบประมาณกระทรวงทรัพย์ฯ ขัดประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในประเทศ จึงขอตัดงบลง 7 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของกรมป่าไม้ แม้จะแจกไม้มีค่าให้ประชาชนทุกปี แต่ขอให้แจกกล้าไม้อายุ2ปี ขึ้นไป เพราะมีโอกาสกล้าจะรอดตาย นำไปปลูกจะได้ผลดีมีมาก ส่วนกระทรวงทรัพยากรน้ำ ได้งบน้อยมาก ควรได้งบเพิ่มขึ้น เพื่อสนองต่อความต้องการของประชาชน เรื่องกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่เป็นอนาคตของประเทศไทย หากมีการขุดน้ำที่ลึกลงไปอีก เชื่อว่าจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้ ในปี2565 ควรจัดงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องน้ำด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา20.15น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้สอบถามมติ ผลปรากฏว่า ที่ประชุมเห็นด้วย 221 ไม่เห็นด้วย 59 งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 2 จากนั้นนายชวน ได้สั่งปิดประชุม และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 20ส.ค. เวลา 9.30น. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113914</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์กุล, พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565, ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611eebfc964c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอส เตือนชุดตรวจโควิด-19 SGTi-flex COVID-19 Ag ได้รับอนุญาตจาก อย. เป็นข่าวปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส)&amp;nbsp; กล่าวว่า จากการรับแจ้งเบาะแสการโฆษณาขายชุดตรวจโควิด-19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ทางออนไลน์และโซเชียล ล่าสุดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข่าวปลอม ชุดตรวจโควิด-19 SGTi-flex COVID-19 Ag ได้รับอนุญาติจาก อย. ไทยแล้ว

กรณีผลิตภัณฑ์ชุดตรวจโควิด-19 ข้างต้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ชี้แจงว่า ชุดตรวจและน้ำยาที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยการติดเชื้อ SARs- CoV-2 (เชื้อก่อโรค COVID-19) แบบตรวจหาแอนติเจน ชื่อ SGTi-flex COVID-19 Ag ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ปัจจุบันชุดตรวจสำหรับโควิด -19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เองที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ อย. มีอยู่ 11 ยี่ห้อ โดยมีการประกาศรายชื่อบริษัทที่ขายได้สำหรับประชาชนบนเว็บไซต์ อย. เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบ

&amp;ldquo;มีข้อแนะนำจาก อย. ในการใช้ชุดตรวจตรวจโควิด -19 สำหรับประชาชนใช้ตรวจเองว่าจะต้องเป็นชนิดตรวจแอนติเจนที่ได้รับอนุญาตจาก อย. โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ https://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.aspx
และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะต้องมีเทคนิคในการเก็บตัวอย่างไม่ให้เกิดการบาดเจ็บและปนเปื้อนเชื้อโรค การหยดน้ำยา และการอ่านผล เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และการแปลผลที่ถูกต้อง&amp;rdquo;

ทั้งนี้ จากการรับแจ้งเบาะแสการโฆษณาขายชุดตรวจโควิด-19 ประเภท Rapid Test Antigen หรือ Antigen Test Kits (ATK) ทางออนไลน์และโซเชียล ล่าสุดศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบพบที่เข้าข่ายการกระทำความผิดจำนวน

84 ราย ผ่านเฟซบุ๊ก 8 ราย อินสตาแกรม 27 ราย ทวิตเตอร์ 37 ราย และอื่นๆ 12 ราย ซึ่งได้มีการร่วมกับ อย. ในการประสานงานและดำเนินการปิดกั้น และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย นางสาวนพวรรณ กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111170</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, ข่าวปลอมโควิด, ชุดตรวจโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fe86b978833.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039; ซัด รมว.ดีอีเอส ไล่ฟ้องปชช.ปล่อยเฟกนิวส์ หวังเอาใจนายไปวันๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.64 -&amp;nbsp;น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่า กำลังไล่ฟ้องประชาชนอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งเป็นงานรักงานหลักที่รอคอยมานาน ท่านเร่งดำเนินคดีกับประชาชน รวมถึงไปถึงสื่อมวลชน ทั้งๆ ที่หน้าที่ของท่านคือ การให้ความรู้ความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการดำเนินคดีกับประชาชนหลายราย เช่น ดำเนินคดีผู้ที่โพสต์ว่า &amp;quot;พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่วัดสังฆทาน จำนวน 300 ราย&amp;quot; ดำเนินคดีผู้ที่โพสต์ว่า &amp;ldquo;ศบค. ประกาศเคอร์ฟิว เวลา 23.00 &amp;ndash; 04.00 น. พื้นที่สีแดง 18 จังหวัด&amp;rdquo; ดำเนินคดีผู้ที่โพสต์ว่า &amp;ldquo;เคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามออกจากบ้าน ตั้งแต่ 4 ทุ่ม &amp;ndash; ตี 4 เริ่มวันที่ 23 เม.ย.64 นี้&amp;rdquo; เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กำลังจะถูกดำเนินคดี ซึ่งหากย้อนดูดีๆ หน่วยงานรัฐก็เคยแจ้งข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเช่นกัน อย่างกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า &amp;ldquo;วอล์คอินฉีดซีนได้ โดย จนท.จะฉีดให้สำหรับผู้มีรายชื่อเท่านั้น&amp;rdquo; 16 พ.ค. ผู้ว่าฯ กทม. บอกว่า &amp;ldquo;วัคซีนไม่พอ วอล์คอินไม่ได้ ต้องรอเดือนมิถุนายน&amp;rdquo; 18 พ.ค. ตอนเช้า นายอนุทินบอก &amp;ldquo;วอล์คอินได้ถ้าวัคซีนพอ ตกบ่าย นายกฯ บอก &amp;ldquo;ให้ระงับการฉีดวัคซีน&amp;rdquo; นี่คือตัวอย่างการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของรัฐ ซึ่งก็คล้ายกับประชาชนหลายรายที่กำลังจะถูกดำเนินคดี ถ้าหากจะฟ้องประชาชนที่โพสต์ข้อความให้เกิดความสับสน ก็เห็นควรว่าจะต้องฟ้องหน่วยงานรัฐด้วย เพราะเจ้าหน้ารัฐก็ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนเช่นกัน อยากให้ใช้มาตรฐานเดียวกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ น.ส.สุทธวรรณ ยังตั้งคำถามต่อนายชัยวุฒิว่า มีความสามารถพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของเทคโนโลยีบ้างไหม มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ อยากให้แสดงเป็นที่ประจักษ์บ้าง ดูอย่างประเทศอื่น เช่น ออเดรย์ ถัง รัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวัน เขาเน้นส่งเสริมให้คนใช้เสรีภาพบนโลกออนไลน์ ช่วยกันพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคม มีการร่วมมือกับกลุ่มนักพัฒนาซอฟท์แวร์และระบบไอทีเพื่อสังคม พัฒนาแอปพลิเคชันบอกพิกัดร้านที่มีสต็อกหน้ากากอนามัยพร้อมแจกจ่าย แสดงความโปร่งใสและเป็นธรรมของรัฐในการกระจายอุปกรณ์ป้องกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.สุทธวรรณ กล่าวต่ออีกว่า อยากจะเรียนถามกับรัฐมนตรีกระทรวงดีอีเอสว่า ภารกิจหลักที่ท่านตั้งใจเข้ามาทำคืออะไรกันแน่ ในสถานการณ์โควิดเช่นนี้ท่านทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง เห็นมีแต่การขู่ฟ้องประชาชนและสื่อมวลชนเป็นหลัก ไล่ฟ้องแบบมอญซ่อนผ้าโยนนู่นยัดคดีนี่ เพื่อเอาใจนายไปวันๆ เท่านั้นหรือทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จนไปถึงมาตรา 112 ท่านทำได้เท่านี้จริงๆหรือ หากท่านและทีมงานมีเวลาว่างมากพอ โปรดกันช่วยกันระดมสมองมาปรับปรุงแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม หรือพัฒนาแอพใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายจะดีกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104099</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, พรรคก้าวไกล, สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา, เฟกนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ac893b8b3bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 16:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่งตื่น! &#039;รมว.ดีอีเอส&#039; เงื้อดาบฟันเพจ &#039;แหม่มโพธิ์ดำ&#039; ตัดต่อภาพรพ.สนามบุษราคัม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.64 - จากกรณีโซเชียลมีเดียได้แชร์ข้อมูลข่าวปลอมโควิดจากเพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;แหม่มโพธิ์ดำ&amp;quot; ซึ่งขณะนี้มีการตั้งขึ้นในชื่อเดียวกันนี้เป็นจำนวนหลายเพจ โดยเพจแหม่มโพธิ์ดำ ที่มีผู้กดถูกใจและติดตามประมาณ 4 หมื่น ได้โพสต์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม โดยเปรียบงบประมาณการจัดสร้างโรงพยาบาลสนามของพิมรี่พาย กับโรงพยาบาลสนามบุษราคัม ที่อาคารอิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งพบว่ามีการตัดต่อภาพประกอบรพ.สนามบุษราคัม โดยใช้ภาพเตียงนอนจากที่อื่นมาบอกว่าเป็นของ รพ.บุษราคัม ใช้งบ 239,280,000 บาท สามารถรองรับได้ 1,092 เตียง ตกเตียงละ 220,000 บาท ซึ่งเป็นข่าวปลอมจนเกิดเสียงวิจารณ์รัฐบาลอย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ตรวจสอบพบว่ามีความพยายามเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจผิดถึงการดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของรัฐบาล โดยในส่วนของคุณพิมรี่พาย ที่นำเงินส่วนตัวมาสร้างโรงพยาบาลสนาม ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เสียสละช่วยประชาชนในยามลำบาก รัฐบาลก็ต้องขอบคุณถึงความตั้งใจอันดี เช่นเดียวกันอีกหลายๆ คนที่ร่วมช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ตามกำลังหรือความสามารถที่พอจะช่วยได้

&amp;ldquo;ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ต่างมีความตั้งใจดี เพื่อให้ประเทศพ้นวิกฤตโดยเร็ว แต่กลับมีขบวนการที่ไม่หวังดี นำมาเปรียบเทียบ บิดเบือน เพื่อต้องการให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง&amp;rdquo; นายชัยวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวุฒิ กล่าวว่า โรงพยาบาลบุษราคัม ที่มีข้อสังเกตเรื่องงบประมาณนั้น จัดตั้งในลักษณะโรงพยาบาลถาวรที่มีมาตรฐาน มีความพร้อมทางการแพทย์ มีอุปกรณ์เครื่องมือดูแลผู้ติดเชื้ออย่างครบครัน มีระบบการดูแลความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์จากหลายจังหวัดจำนวนมาก สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข สามารถชี้แจงรายละเอียดหรืองบประมาณได้ทั้งหมด อีกทั้งภาพที่มีการแชร์เปรียบเทียบในขณะนี้ก็เป็นภาพเก่า ช่วงที่มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับกลุ่มเสี่ยงเพื่อสังเกตอาการ และเป็นการจัดตั้งในภาวะฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ได้มาตรฐานในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันเอาชนะโควิด-19 แต่กลับมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ทางกระทรวงฯ ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้มาโดยตลอด ขอให้ผู้ที่เป็นต้นตอหรือมีส่วนกับการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว ดำเนินการลบโพสต์โดยด่วน และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้สังคมรับทราบ มิเช่นนั้น กระทรวงดีอีเอส อาจต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อไป&amp;quot; รมว.ชัยวุฒิ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;แหม่มโพธิ์ดำ&amp;quot; ที่มีผู้กดถูกใจและติดตามประมาณ 4 หมื่นคน ไม่ใช่เฟซบุ๊กจริงของแหม่มโพธิ์ดำที่มีคนถูกใจสูงกว่าล้านคน ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นได้มีการเปิด-ปิดการใช้งานตลอดเวลา&amp;nbsp;แต่ขณะนี้ยังปิดเพจและไม่มีการชี้แจงถึงกรณีมีคนปลอมเพจสร้างเฟกนิวส์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103200</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงดีอีเอส, ข่าวปลอมโควิด, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, พิมรี่พาย, รพ.บุษราคัม, รพ.สนาม, เฟกนิวส์, แหม่มโพธิ์ดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a22c29498da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศธ.&#039; หารือ&#039;ดีอีเอส&#039; สร้างความร่วมมือจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17พ.ค.64 - นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอีเอส) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และดีอีเอส ในประเด็นการจัดการเรียนการสอนของ ศธ.ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยทั้งสองกระทรวง &amp;nbsp; จะตั้งคณะกรรมการร่วม ศธ.และดีอีเอสขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์โควิด เพราะ ศธ.ได้จัดกระบวนการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์ไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ Onsite นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียน โดยสลับวัน สลับชั้นมาเรียน Onair การเรียนผ่านช่องของมูลนิธิทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ ดีแอลทีวี online การเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต On demand การเรียนผ่านเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ และ On hand การเรียนผ่านใบงาน แบบฝึกหัดที่ครูสอนจัดเตรียมไว้ให้ โดยเฉพาะการเรียน Online Onair และ Ondemand จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอุปกรณ์เสริม หรือการใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีให้แก่นักเรียน รวมถึงการเชื่อมต่อสัญญาณเครือข่ายให้เข้าถึงโรงเรียนมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนของดีอีเอสจะสนับสนุนสายไฟเบอร์ออฟติก ( Fiber Optic Cable )ให้ครบทุกโรงเรียน ซึ่งขณะนี้ยังขาดอีกประมาณ 1,000 กว่าโรง เพื่อให้นักเรียนได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครบทุกแห่งอย่างทั่วถึง ส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ของผู้ประกอบการต่างๆ เช่น AIS True Dtac สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นต้น โดยจะบริการจัดแพคเกจเสริมอันลิมิเต็ดราคาพิเศษ เพื่อให้เด็กได้ใช้งานเรียนออนไลน์ โดย ศธ.จะไปสำรวจว่ามีนักเรียนจำนวนกี่คนที่ต้องเรียนผ่านออนไลน์ ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงนักศึกษา สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วินัยและนวัตกรรม (อว.) และครู ด้วย นอกจากนี้ดีอีเอสยังได้มีโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งจะนำศูนย์ดังกล่าวนี้สร้างเป็นห้องเรียน Smart Classroom จำนวน 30 แห่ง กระจายในทุกชุมชนในโรงเรียน 1,000 แห่ง เพื่อให้เด็กได้เข้ามาใช้เรียนได้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนงบประมาณดำเนินงานในเรื่องนี้นั้นจะใช้กองทุนเงินของดีอีเอสในการสนับสนุน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103198</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, กระทรวงดีอีเอส, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, เรียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a2273a3406d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
