<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน 2564 มุ่งมั่นดำเนินงานขององค์กรตามมาตรฐาน ISO 26000</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (29 กันยายน 2564) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2564 (Human Rights Awards 2021) ประเภทรัฐวิสาหกิจ รางวัลดีเด่น โดยมี นายวิลาศ เฉลยสัตย์ รองผู้ว่าการบริการระบบจำหน่าย เป็นผู้แทน MEA รับมอบ สำหรับงานประกาศรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2564 จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมเป็นเกียรติมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรตามมาตรฐาน ISO 26000 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ภายใต้หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) ที่เน้นย้ำการปฏิบัติอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และไม่เลือกปฎิบัติ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118262</URL_LINK>
                <HASHTAG>Human Rights Awards 2021, humanrights, MEAAward, MEASmartPeople, MEASMARTPROJECT, United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs, กระทรวงยุติธรรม, การไฟฟ้านครหลวง, นายวิลาศ เฉลยสัตย์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มาตรฐาน ISO 26000, รางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61545bb4ce772.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯรมว.ยุติธรรม ชี้จนท.เรือนจำรีดเงิน 2 ล้านแลกเลื่อนชั้นนักโทษ ต้องไล่ออกสถานเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;15 ก.ย.64 - จากกรณี นายจำรัส (สงวนนามสกุล) อดีตผู้ต้องขังคดีฆ่าคนตาย ที่เคยถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำกลางชลบุรี ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงเดือน เม.ย. 2564 กระทั่งพ้นโทษออกมา ได้นำหลักฐานการโอนเงินและบทสนทนาทางไลน์ เข้าร้องเรียนกับกรมราชทัณฑ์ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่เรือนจำกลางชลบุรี ที่มีการเรียกรับเงินสินบนแก่นายจำรัส จำนวนเงิน 2 ล้านบาท เพื่อแลกกับการเลื่อนชั้นเป็นนักโทษชั้นดีหรือดีเยี่ยม นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ที่กระทรวงยุติธรรม ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม จาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่เป็นตัวแทนของ นายจำรัส (สงวนนามสกุล) อดีตผู้ต้องขังคดีฆ่าคนตาย ที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการเรียกรับเงินสินบน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต กล่าวว่า ตนได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวย้ายไปช่วยรายการ และสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว โดยเรื่องนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทราบมาโดยตลอดพร้อมกำชับให้เร่งตรวจสอบและเอาผิดข้าราชการที่ทำตัวนอกแถวทันที ซึ่งคงหนีไม่พ้นการไล่ออกจากราชการและพร้อมเอาผิดทางคดีอาญาด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวกับการเรียกรับสินบนที่เกษียณอายุราชการไปแล้วก็ต้องโดนด้วยเพราะอายุความยังไม่หมด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้าน นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์รายดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงคนเดียว ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีก อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขยายผลหาตัวผู้กระทำอื่นอีก เพื่อปราบปรามการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ให้หมดสิ้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116815</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์, เรียกรับสินบน, เรือนจำกลางชลบุรี, เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141ccbb9c9b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ช่วยรมว.ยุติธรรม ประสานจนท.เร่งเยียวยาครอบครัวสาววัย 16 ถูกแฟนหนุ่มกระทืบดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายณัฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) อายุ 18 ปี เสพกัญชาแล้วใช้เท้ากระทืบ&amp;nbsp;น.ส.อนันตญา หรือเมย์ อายุ 16 ปี แฟนสาวจนเสียชีวิต ส่วนนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหา ตำรวจสภ.พระประแดง ได้ควบคุมตัวและทำการตรวจสารเสพติดพบว่าได้เสพกัญชา จึงโดนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วนผู้ต้องหาให้สารภาพว่าทำไปเพราะเกิดความโมโหและหึงหวงแฟนที่ไปกดไลค์เฟซบุ๊กผู้อื่นที่ตนเองไม่ชอบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด น.ส.ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ประสานไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และยุติธรรมจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบปะครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว พร้อมทั้งแจ้งสิทธิ และรับคำขอตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนฯให้ทายาทของผู้เสียหาย โดยกระทรวงยุติธรรมจะเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ คดีดังกล่าวผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาเพิ่มคือความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนทำให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา &amp;nbsp;พ.ศ.2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ 1. ค่าตอบแทนถึงแก่ความตาย 50,000 บาท 2. ค่าจัดการศพ 20,000 บาท 3. ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู &amp;nbsp;40,000 บาท รวมทั้งหมด 110,000 &amp;nbsp;บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการดำเนินงานของสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ได้ประสานขอทราบข้อมูลพฤติการณ์แห่งคดีและข้อมูลทายาทผู้เสียหาย จาก ร.ต.อ.วีระพล สุดสายแก้ว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สภ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทราบว่าได้ดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาไปแล้ว เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2564 พร้อมกับนัดทายาทของผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะนำเข้าพิจารณาคณะอนุกรรมการฯ ประจำจังหวัดสมุทรปราการในวันที่ 13 ก.ย. นี้ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดสมุทรปราการ และสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ติดตามการให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, กระทรวงยุติธรรม, จังหวัดสมุทรปราการ, ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ, ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612dd1f31cd42.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน96%เห็นตรงกันไม่ควรปล่อยนักโทษทำผิดซ้ำซากคดีร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 - สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่องมาตรการใหม่ในการป้องกันการกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,002 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจ เมื่อถามความคิดเห็นต่อการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด พบว่า 95.90% ระบุว่า ไม่ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด ในขณะที่ 4.10% ระบุว่า ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกระทำผิดที่ผู้พ้นโทษสมควรถูกกำกับ ติดตาม สอดส่องในระยะเวลายาวนานมากขึ้น และเข้มข้นขึ้น พบว่า ส่วนใหญ่ 98% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราเด็ก รองลงมา 95.80% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราผู้ใหญ่ &amp;nbsp;95.20% ระบุว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนา 93.60% ระบุว่า ค้ายาเสพติด 92.20% ระบุว่า ทำร้ายร่างกายจนสาหัสหรือถึงแก่ความตาย 91.40% ระบุว่า วางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และ 87.40% ระบุว่า เรียกค่าไถ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามความคิดเห็นต่อกฎหมาย/มาตรการใหม่ ๆ ในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ 50.95% ระบุว่า ให้มีมาตรการทางการแพทย์ เพื่อป้องกัน การกระทำผิดซ้ำ (รักษาฮอร์โมน เช่น ฉีดยาให้ฝ่อฯ บำบัดสุขภาพจิต กรณีโรคจิตต้องรับยาฯ) รองลงมา 46.45% ระบุว่า ให้มีมาตรการคุมประพฤติภายหลังพ้นโทษไม่เกิน 15 ปี 42.91% ระบุว่า ให้มีคำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ และคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน ในกรณีมีความเสี่ยงที่จะทำผิดซ้ำ และ 33.07% ระบุว่า การแจ้งเตือนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการกำหนดวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47% ระบุว่า ความร้ายแรงของคดี รองลงมา 45.80% ระบุว่า ประวัติการกระทำความผิด 43.46% ระบุว่า สาเหตุแห่งการกระทำความผิด 39.96% ระบุว่า ลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความผิด 27.12% ระบุว่า ความคิดเห็นของผู้เสียหาย และ 25.72% ระบุว่า โอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, การกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก, นิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, สำนักงานกิจการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125a10fc926d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รุ้ง&#039; เรียกร้อง ยธ. คัดกรองโควิดก่อนส่งผู้ต้องหาเข้าเรือนจำ-ทัณฑสถาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 64 -&amp;nbsp;ที่กระทรวงยุติธรรม(ยธ.)&amp;nbsp;กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นำโดย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง พร้อมด้วยหน่วยปฐมพยาบาลภาคสนาม Fist aid volunteer 53 เข้ายื่นหนังสือ โดยมี นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับหนังสือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนังสือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีข้อเรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองผู้ต้องหาก่อนเข้าเรือนจำ และทัณฑสถานทุกกรณี พร้อมทั้งออกเอกสารรับรองโควิดให้กับผู้ต้องขังแรกเข้า เพื่อให้ญาติสามารถเผยแพร่ได้ และหากตรวจพบเชื้อให้รีบนำตัวออกไปรักษาที่อื่นทันที , ให้คัดแยกกลุ่มเสี่ยงเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษ , มาตรการป้องกันโควิดในเรือนจำและทัณฑสถานต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับหลักสากล ตามองค์กรอนามัยโลก , เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งต้องมีการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันให้เพียงพอต่อความต้องการ , &amp;nbsp;จัดหาวัคซีนให้เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนจำต้องเปิดเผยข้อมูลสุขภาพให้ทนาย ญาติผู้ต้องขังได้รับทราบห้ามปิดบัง , กรณีติดเชื้อโควิดต้องให้ญาตินำตัวออกไปรักษาในสถานพยาบาลอื่นได้ , &amp;nbsp;ราชทัณฑ์ต้องตรวจหาเชื้อโควิดทุก 3 วัน เพื่อป้องกันเชื้อจากเจ้าหน้าที่ , ศาลจะต้องทำตามมาตรการลดความแออัดในเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ กล่าวว่า ยินดีที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เห็นความสำคัญและความปลอดภัยของผู้ต้องขังโดยไม่แยกแยะว่าเป็นผู้ต้องขังประเภทใดรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม (ศบค.ยธ.) โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ขึ้นมากำกับติดตามเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ และกรมราชทัณฑ์ได้สั่งการให้เรือนจำทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเรือนจำสีขาวในการป้องกันการติดเชื้อโควิด โดยกำหนดมาตรการสำหรับเรือนจำในแดนแรกรับ ซึ่งดำเนินการอย่างเคร่งครัด เช่น กักตัวอย่างน้อย 21 วัน และตรวจคัดกรอง PCR อย่างน้อย 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีกระบวนการรักษา การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัคซีน และการปล่อยตัวผู้พ้นโทษ พร้อมกำหนดคู่มือการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบและปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมยืนยันว่าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการเพิ่มศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ตามมาตรฐานการรักษากระทรวงสาธารณสุข นอกจากดูแลผู้ป่วยเรือนจำทั้ง 7 แห่งในกทม.แล้ว ยังรองรับผู้ป่วยต่างจังหวัดเพื่อแบ่งเบาภาระโรงพยาบาลภายนอกด้วย เราคำนึงถึงประโยชน์ผู้ป่วยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์มีเป้าหมายลดการสูญเสียให้น้อยที่สุดยังจะเห็นได้จากอัตราการสูญเสียต่ำเมื่อเทียบกับภายนอก และศักยภาพของฑัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยระดับสีเขียว เหลือง แดง ซึ่งเรามียา ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ตามแนวทางการรักษาโดยกรมควบคุมโรคครบถ้วนเพียงพอ ส่วนกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาโรงพยาบาลภายนอก แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจากศักยภาพของโรงพยาบาล และอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก&amp;quot; นายวัลลภ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113882</URL_LINK>
                <HASHTAG>covid19, กระทรวงยุติธรรม, ทัณฑสถาน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e418a4c8dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109475</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยธ. เตรียม รพ.สนามนอกเรือนจำ รองรับผู้ต้องขังใหม่ติดเชื้อจากภายนอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;12 ก.ค. 64 - ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานตาม 5 แผนงานการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ Covid-19 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ครั้งที่ 39/2564 โดยมี นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายนิยม เติมศรีสุข รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์ฯ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ผ่านระบบการประชุมทางไกล ร่วมกับผู้บัญชาการเรือนจำในจังหวัดที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือ ศบค.ยธ. เผย ภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน ภาพรวมการระบาดยังดีขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.-นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายวัลลภ กล่าวว่า ภาพรวมการระบาดของกรมราชทัณฑ์ ปัจจุบันมีเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการระบาด 120 แห่ง และเรือนจำสีแดงที่พบการระบาด 13 แห่ง โดยมีเรือนจำอำเภอธัญบุรี และสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ที่พบระบาดเพิ่มจากการรายงานครั้งก่อน และในวันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายยังมีต่อเนื่อง รวมหายสะสม 35,472 ราย หรือ 94.2% ของจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างรักษารวม 1,862 ราย เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว 71.4% สีเหลือง 28.1% และสีแดง 0.5% ผู้เสียชีวิตสะสม 47 ราย หรือ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;โดยพบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี ที่ถือว่าเกือบจะเป็นปกติแล้ว ปัจจุบัน มีผู้ต้องขังที่ยังอยู่ระหว่างรักษารวมอยู่ที่ 470 ราย มีเพียงเรือนจำพิเศษมีนบุรี ที่ยังอยู่ระหว่างการควบคุมโรคซึ่งพบการระบาดในบางแดนเท่านั้น เช่นเดียวกับเรือนจำและทัณฑสถานในเขตพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัด รวมถึงเรือนจำแพร่ระบาดใหม่ ที่ยังคงพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเล็กน้อย ซึ่งสถานการณ์โดยรวมยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะทุกฝ่ายได้เตรียมแผนรองรับการแพร่ระบาด รวมถึงการเตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรเพื่อปฏิบัติงาน ภายใต้การประสานงานกับโรงพยาบาลแม่ข่ายและสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่อย่างเป็นระบบเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุม ศบค.ยธ. โดยท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะประธานการประชุม ยังคงเน้นย้ำการเฝ้าระวัง ป้องกัน และรักษาผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างรอบคอบในทุกจุด โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับการระบาดภายนอกอย่างใกล้ชิด และเร่งจัดตั้งโรงพยาบาลสนามภายนอกเรือนจำเพื่อรองรับผู้ต้องขังที่ติดเชื้อระหว่างการกักโรคในเรือนจำสีขาวที่ยังไม่พบการระบาด โดยเฉพาะในสภาวะที่การระบาดของเชื้อที่มากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ต้องขังเข้าใหม่มีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อเข้าสู่เรือนจำและทัณฑสถานที่มากขึ้น จนอาจจะทำให้โรงพยาบาลภายนอกไม่สามารถรองรับการรักษาได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนประจำวันจันทร์ที่ 12 ก.ค. พบผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวน 1 ราย ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ ณ ชั้น 6 ของอาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ จากเดิมมีผู้ติดเชื้อเป็นเจ้าหน้าที่อยู่เเล้ว 4 ราย รวมผู้ติดเชื้อใหม่เป็นทั้งสิ้น 5 ราย โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการรักษาตัว พร้อมกันนี้กรมพินิจฯ ได้สั่งปิดที่ทำการทั้งชั้น 6 และ 7 บางส่วน เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณดังกล่าว ด้านผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูงกรมได้ดำเนินการคัดแยก และทำการตรวจหาเชื้อเเล้ว จำนวนทั้งสิ้นกว่า 50 ราย ซึ่งเช้าวันนี้เจ้าหน้าที่กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้เข้าตรวจหาเชื้อแล้ว และผลการตรวจจะออกในวันอังคารที่ 13 ก.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;สำหรับผลการดำเนินงานสถานพินิจฯและศูนย์ฝึกและอบรมฯ สีขาว ลดเหลือ 38 แห่ง จากทั้งหมด 56 แห่ง หรือคิดเป็น 68% และอีก 18 แห่งนั้น อยู่ระหว่างการรอตรวจและรอผล 7 แห่ง หมดสถานะ 4 แห่ง และติดเชื้อ 7 แห่ง ขณะที่สถิติการฉีดวัคซีนของเด็กและเยาวชน รวมทั้งสิ้น 111 ราย หรือคิดเป็น 2.5% จากทั้งหมด 4,369 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเป็น 3,506 ราย หรือคิดเป็น 79.5% ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 4,409 ราย ทั้งนี้กรมได้มีความเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชนทุกคน เนื่องจากสถานการณ์ของโรคระบาดโควิด-19 มีความรุนแรงมากขึ้น และห่วงจะนำเชื้อไปสู่เด็กและเยาวชนในสถานที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวจำนวนหลายคน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตนตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด พร้อมงดเว้นการเดินทางออกนอกพื้นที่ และให้ปฏิบัติงาน Work From Home เพิ่มขึ้นเป็น 85% เพื่อระงับและยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109475</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, กระทรวงยุติธรรม, โควิด, โควิดเรือนจำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ec1ba9a4e5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ กำหนดอาณาเขตสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.64 - ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดอาณาเขตสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ลงนามโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศฉบับนี้ ระบุว่าตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 95/2548 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 ได้กำหนดอาณาเขตสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ขึ้นที่ต าบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีเนื้อที่ 23 ไร่ 3 งาน เพื่อเป็นสถานที่กักขังผู้ต้องโทษกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา นั้นเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID- 19)กรมราชทัณฑ์จึงมีความจำเป็นในการจัดหาพื้นที่ส าหรับคุมขังผู้ต้องขังเข้าใหม่ จึงกำหนดใช้พื้นที่บางส่วนของสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี เป็นเรือนจำชั่วคราวเพื่อดำเนินการตามภารกิจ และสามารถคุมขังผู้ต้องขังให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นผลให้พื้นที่สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีลดลงจึงต้องกำหนดอาณาเขตสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานีใหม่ ให้ตรงตามความเป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2506 จึงให้ยุบเลิกสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 95/2548 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2548 &amp;nbsp;และกำหนดอาณาเขตสถานกักขังใหม่ณ ที่ตั้งเดิม โดยเรียกชื่อว่า &amp;ldquo;สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี&amp;rdquo; เนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา มีอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายประกาศนี้ เพื่อเป็นสถานที่กักขังผู้ต้องโทษกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105853</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, กำหนดอาณาเขตสถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี, จังหวัดปทุมธานี, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
