<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 13:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot; ลั่นอย่าไปตีความ วท.ออกราชกิจจาฯหน่วยงานนวัตกรรม ชี้เพื่้่อได้รับอุดหนุนงบพิเศษจากรัฐ และการรับซื้ิอผลงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10เม.ย.62-ตามที่เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เรื่อง กำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร เนื้อหาระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐ พ.ศ.2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &amp;nbsp;จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้ เป็นหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมตามความต้องการของภาครัฐ พ.ศ. 2562 โดยหน่วยงานอื่น ของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร ได้มีการระบุชื่อหน่วยงานที่อยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่าง คุรุสภา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายแห่งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า &amp;nbsp;เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานที่มีชื่อในประกาศได้สร้างนวัตกรรม &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้เป็นพิเศษ &amp;nbsp;และจัดซื้อนวัตกรรมที่สร้างได้แล้ว อย่างน้อยร้อยละ 30 จึงต้องประกาศขึ้นบัญชีหน่วยงานนั้นไว้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีอะไรอย่าไปตีความหรือเข้าใจอะไรผิด เพราะหลังจากที่มีประกาศดังกล่าวออกมามีหลายคนแสดงความห่วงใยและสอบถามมายังตนจำนวนมาก &amp;nbsp;และตนก็ได้อธิบายไปว่าการออกประกาศฉบับนี้เพื่อให้การทำงานด้านการผลิตนวัตกรรมขับเคลื่อนไปได้และได้รับเงินสนับสนุน ไม่ได้เป็นการย้ายหน่วยงานของเราไปอยู่สังกัดกระทรวงอื่นอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดยทั้งสกสค.และคุรุสภา ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ.เหมือนเดิม เพราะหากจะมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นหรือการย้ายหน่วยงานของเราไปอยู่กับที่อื่นไม่สามารถออกมาเป็นกฎกระทรวงได้ โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆ จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และต้องมีการหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33288</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นวัตกรรม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของฝ่ายบริหาร ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7d07270f3a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงวิทย์แจงยิบทำไมประเทศไทยต้องมี &#039;ธีออส-2&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ส.ค.61 - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &amp;nbsp;ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่เรื่อง &amp;quot;ประเทศไทยกำลังจะมีธีออส-2: รู้ไหม...อีกไม่นานประเทศไทยจะมี &amp;ldquo;ระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา&amp;rdquo; หรือเรียกสั้นๆ ว่า ธีออส-2&amp;quot; &amp;nbsp;ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธีออส-2 คืออะไร? และทำไมประเทศไทยต้องมีธีออส-2?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือด้านการเกษตรและที่ดินทำกินของประชาชน การบุกรุกผืนป่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัว &amp;nbsp;การกัดเซาะชายฝั่งและมลพิษทางทะเล หรือแม้แต่กระทั่งการบริหารจัดการเมือง เป็นต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมไปถึงปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนรอบด้าน ดังนั้น เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่จะทำอย่างไร? เพื่อให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ลดน้อยลง หรือหมดไปจากสังคมไทย!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และทราบหรือไม่ว่า ประเทศไทยของเราได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศมาโดยตลอดโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัวเทคโนโลยีอวกาศที่ว่ามาจากการที่ประเทศไทยของเรามีดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศ นั่นคือดาวเทียมไทยโชต ภารกิจของไทยโชตในหลายปีที่ผ่านมาได้ทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างให้กับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำข้อมูล แผนที่ และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการที่ได้จากดาวเทียมดวงนี้ไปใช้ในการวางแผน ติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ตามภารกิจต่างๆ ให้กับประเทศโดยกำหนดเป็นนโยบาย/ มาตรการ/ วิธีการที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาหลายๆ หน่วยงานจะยังไม่ได้นำไปใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้หน่วยงานผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศได้มองเห็นถึงคุณค่าและคุณประโยชน์จากอวกาศ จึงกำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 - 2564) ยุทธศาสตร์ที่ 8 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ และระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส-2 จึงเป็นอีก 1 solutionที่สำคัญให้กับประเทศไทยได้ในวันนี้และตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระบบธีออส-2 มีอะไรบ้างที่น่าสนใจ และแตกต่างไปจากที่ประเทศไทยเคยมี หรือยังไม่มี!!! 6 ด้านหลักๆ ที่อยู่ในระบบธีออส-2 สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาหลักของประเทศได้อย่างชัดเจนและลงตัวที่สุด และ 6 ด้านที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง เรามาดูกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ด้านการจัดการเกษตรที่จะเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนการเพาะปลูก การจัดการโซนนิ่งในพื้นที่การเกษตรต่างๆ ของทั่งประเทศ การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตให้กับเกษตรกรได้อย่างแม่นยำ ลดการขาดทุนและราคาผลผลิตที่ตกต่ำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านการจัดการน้ำแบบองค์รวม เป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญเราจะบริหารจัดการน้ำอย่างไรให้เพียงพอต่อการใช้สอยในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าแล้ง และทำอย่างไรที่จะสามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงหน้าฝน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน หรือได้รับผลกระทบน้อยลงจากที่เคยประสบมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ด้านการจัดการภัยพิบัติ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะภัยแล้งและน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบในทุกพื้นที่ ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการคาดการณ์ และประเมินสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมไปถึงการติดตามพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเพื่อนำไปสู่การเยียวยาและให้ความช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาไฟป่าหมอกควันในเขตภาคเหนือ รวมไปถึงภาคต่างๆ ของประเทศ หรือในเขตประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยของเรา อย่างที่ผ่านมาไฟป่าที่อินโดนีเซียส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายจังหวัดในเขตภาคใต้เป็นอย่างมาก หรือปัญหามลพิษทางทะเลก็เป็นอีกปัญหาที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สิ่งมีชีวิตในน้ำ และการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่เห็นเด่นชัดคือปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงทะเลที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมไปถึงปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่มีความรุนแรงมากขึ้นทุกปีเช่นกัน ดังนั้น ในระบบธีออส-2 เราจึงไม่ละเลยที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยเพิ่มศักยภาพในการเป็นผู้กำหนดและคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการติดตามแบบนาทีต่อนาที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ด้านผลประโยชน์ทางสังคมและความมั่นคง ในการเฝ้าระวังรักษาความสงบให้เพิ่มสูงขึ้น เช่น ด้านการป้องกันการก่อการร้าย การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ การค้ายาเสพติดและการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เป็นต้น รวมไปถึงการรักษาความสงบภายในประเทศและระหว่างประเทศบริเวณเขตแนวชายแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) ด้านการจัดการเมืองและเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ โดยการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ การเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับการเติบโตและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพของประเทศไทย รวมไปถึงการเสริมสร้างศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น จากความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ 6 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น...คงยังไม่พอที่จะทำให้ระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส-2 บรรลุตามเป้าหมายที่ประเทศไทยได้วางไว้...แล้วอะไรที่จะเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่จะทำให้ธีออส-2 ไปสู่เป้าหมายได้...องค์ประกอบที่ว่านั้น ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) &amp;nbsp; การพัฒนาระบบผลิตและบริการภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) &amp;nbsp; การพัฒนาระบบประยุกต์ใช้ประโยชน์ภูมิสารสนเทศจากภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยปฏิบัติตามภารกิจต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) &amp;nbsp; การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้งานภูมิสารสนเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) &amp;nbsp; การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมและบริการด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศจากการสำรวจจากระยะไกล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) &amp;nbsp; การจัดหาดาวเทียมสำรวจและการปรับปรุงเพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบสถานีรับสัญญาณและผลิตภาพถ่ายจากดาวเทียมของประเทศ เราต้องยอมรับกันได้แล้วว่าประโยชน์จากดาวเทียมคือ &amp;quot;รู้ก่อน รู้ครบ รู้เร็ว&amp;quot; และสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในระบบธีออส-2 คือการพัฒนาดาวเทียม 2 ดวงและรับสัญญาณดาวเทียมจากต่างประเทศอีกว่า 25 ดวง เพื่อให้สามารถรองรับการดำเนินงานได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งโลก สำหรับดาวเทียม 2 ดวงที่จะพัฒนา 1 ในนั้นจะสร้างและผลิตในประเทศไทย โดยฝีมือของคนไทยและเป็นดาวเทียมสัญชาติไทย 100% เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการพัฒนาดาวเทียมแห่งชาติต่อไปนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรารู้จักความสามารถและองค์ประกอบที่สำคัญของธีออส-2 แล้ว และประเทศไทยของเราจะได้รับประโยชน์อะไรจากธีออส-2 บ้าง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่า ประเทศไทยจะมีข้อมูลและทางเลือกที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจด้านนโยบายต่างๆ ให้กับประเทศบนฐานข้อมูลที่เป็นจริงที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ทันสมัย รวดเร็ว และลดการสูญเสีย เท่านั้นยังไม่พอ เพราะการมีธีออส-2 จะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็ง และแข็งแกร่งในการต่อยอดทางด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอวกาศ จากฐานอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วในประเทศ เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูง สร้างรายได้ สร้างงานในอนาคต โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูงได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินนโยบาย Thailand 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส-2 นั้น ไม่ใช่เพียงการจัดหาดาวเทียมอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจแต่ธีออส-2 จะเป็นการพัฒนาต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อการปฏิรูประบบตัดสินใจและบริหารเชิงพื้นที่ของประเทศได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธีออส-2 ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด และถือเป็นมิติใหม่ของวงการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของชาติ ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานอย่างมีส่วนร่วมของหน่วยงานหลักๆในประเทศ ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงภาคประชาชน เพราะธีออส-2 เป็นของคนไทยทุกคนนั่นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15656</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ดาวเทียม, ธีออส-2, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180818/image_big_5b77f7e018e6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 00:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผนึกกำลัง 3 กระทรวงพร้อมลุยจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์สู่ภูมิภาคครั้งยิ่งใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพร้อมลุยจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์สู่ภูมิภาคอย่างยิ่งใหญ่ ในงานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ ทอดพระเนตรสุริยุปราคา ณ หว้ากอครบรอบ 150 ปี ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2561&amp;nbsp;


สล็อต789​​​​​​​ ที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วย&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย &amp;ldquo;วิทย์สร้างคน&amp;rdquo; สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนในภาคกลาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13709</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สุริยุปราคา ณ หว้ากอ, หว้ากอครบรอบ 150 ปี, เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์, “วิทย์สร้างคน”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b503e29280f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกอบการที่กล้าได้กล้าเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์สตาร์ทอัพไทย เริ่มเข้มแข็งจากการสนับสนุนของหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ที่มองว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นอย่างดี เพราะจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สตาร์ทอัพคือผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เกือบทั้งหมดไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ หรือประกอบกิจการใดๆ เลย ซึ่งอาจจะเป็นจุดอ่อนในการดำเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ก็คือคนรุ่นใหม่ที่มีความเข้มแข็งในเรื่องของไอเดีย แนวคิด ความเข้าใจเทคโนโลยี รู้จักช่องทางการโฆษณาสมัยใหม่ พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึงกล้าได้กล้าเสีย ซึ่งก็เพียงพอที่หลายหน่วยงานจะทำงานด้วย และที่ผ่านมาก็เห็นความสำเร็จของสตาร์ทอัพหลายราย ที่บางรายดำเนินการทุกอย่างด้วยตัวเองด้วยซ้ำ แต่กลับพัฒนาตัวเองจนก้าวเป็นรายใหญ่ได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ งาน &amp;ldquo;สตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2018&amp;rdquo; ก็เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงและช่องทางที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวให้สามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันอย่างกว้างขวาง เปิดโอกาสลงทุนในมิติใหม่ๆ ร่วมกับผู้ประกอบการ นวัตกรจากทั่วมุมโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ โดยงานนั้นจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจากงานที่ผ่านไปนั้นได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ทอัพได้อย่างดี เป็นการบ่งบอกว่าแพลตฟอร์มในการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ของประเทศไทยได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย และยังเกิดโซลูชั่นที่ช่วยตอบสนองความต้องการของการใช้ชีวิตในยุคใหม่แบบไม่รู้จบ ซึ่งแน่นอนว่าจักรวาลสตาร์ทอัพไทยไม่ได้มีการเติบโตเพียงแค่ระดับปริมาณเท่านั้น แต่ในด้านคุณภาพก็ก้าวกระโดดไปอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ แอปพลิเคชัน เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงหลากหลายบริการที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างผลงานจากกลุ่มสตาร์ทอัพที่จะช่วยให้ชีวิตมีความง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น โดยเริ่มกันที่ Local alike (โลคอล อไลค์) บริการเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลการดื่มด่ำชีวิตท่ามกลางธรรมชาติและชุมชน โดยบริการนี้เป็นการออกแบบทัวร์ที่ประสานความร่วมมือจากชาวบ้าน และคนในชุมชนให้ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดโปรแกรมพร้อมนำเที่ยวด้วยตนเอง ผ่าน 70 ชุมชนที่น่าสนใจทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวที่สองคือ เบลลัคค์ บริการรับ-ส่งกระเป๋าเดินทางและสัมภาระต่างๆ ระหว่างสนามบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ต่างๆ ภายใน 1 วัน สำหรับบริการนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวประหยัดเวลาในการเดินทางที่จะนำกระเป๋าไปฝากที่โรงแรม หรือเดินทางกลับไปรับกระเป๋าก่อนที่จะเดินทางไปสนามบิน และยังมีบริการรับฝากกระเป๋าฟรีสูงสุด 15 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โซโกะจังที่เป็นบริการสำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังเจอปัญหาที่เก็บสินค้าไม่มีหรือไม่พอ แพ็กสินค้าไม่ทันส่ง หรือลูกค้ารอสินค้านานเกินไป เพียงแค่ส่งคำสั่งซื้อออนไลน์มาที่โซโกะจัง ก็จะช่วยทั้งบรรจุหีบห่อสินค้าด้วยบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน จัดส่งสินค้าโดยตรงจากคลังสินค้าไปยังมือผู้บริโภคภายใน 48 ชั่วโมง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และใช้เวลา 3-5 วันสำหรับจังหวัดอื่นทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าหน่วยงานไหนอยากหาพนักงานคุณภาพดี ต้องไปที่&amp;nbsp; เด็กฝึกงานดอตคอม ที่จะคัดกรองนักศึกษาจากที่ตรงกับสายงานกว่า 30,000 คน จากทุกสถาบันทั่วประเทศ ที่ตรงกับความต้องการขององค์กรหรือบริษัท เพื่อให้หน่วยงานได้เด็กฝึกงานที่มีคุณสมบัติตรงกับสายงานมากที่สุด ในขณะเดียวกันยังช่วยให้นักศึกษาที่กำลังมองหาสถานที่ฝึกงาน ได้รับโอกาสดีๆ ที่จะฝึกงาน หรือทำงานพาร์ตไทม์กับองค์กรที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้ามมาเอาใจคนรักสุขภาพกันบ้างกับ OCARE บริการตรวจสุขภาพที่พร้อมส่งตรงถึงบ้านและที่ทำงาน ทำให้ไม่ต้องเดินทางและไม่ต้องรอนาน มีคุณหมอมาตรวจให้ถึงที่ และภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมงก็สามารถรับผลบันทึกสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดแปลกแหวกแนว กล้าที่จะทำ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะแตกต่างจากคนรุ่นเก่าที่ทำธุรกิจมามากกว่า 10 ปี อาจจะคิดไม่ถึงกับสินค้าหรือบริการที่เข้าถึงตลาดขนาดนี้ และต้องยอมรับจริงๆ ว่าสตาร์ทอัพ เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าจับตามองและควรสนับสนุนอย่างยิ่ง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11870</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, สตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2018, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมพงษ์&quot;ค้านรวมวิจัยในกระทรวงอุดมฯชี้ขัดเจตณารมณ์เดิมชาวมหา&#039;ลัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; ไม่เห็นด้วย รวม สกอ. กับกระทรวงวิทย์ฯ ลั่นควรทำตามเจตนารมณ์เดิมของการแยกสกอ.มาตั้งกระทรวงอุดมฯ&amp;nbsp; ที่มีการทำประชาพิจารณ์จากชาวมหา&amp;rsquo;ลัยตลอด ไม่เคยมีหน่วยงานวิจัยรวมอยู่ในความคำถาม&amp;nbsp; &amp;nbsp; ชี้ชาวมหา&amp;rsquo;ลัย ควรตื่นตัว ไม่ควรปล่อยให้นักฝัน&amp;nbsp; 3-4 คนมาปู้ยี้ปู้ยำความตั้งใจเดิม&amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;สมบัติ ธำรงธัญวงศ์&amp;rdquo; มองภาพรวมงานวิจัยของประเทศ เหตุ ที่การวิจัยต้องเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ว่า การจะนำงานการอุดมศึกษาไปไว้ที่ใด ควรพิจารณาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาด้วย เดิมเราเป็นทบวงมหาวิทยาลัย และต่อมาก็ยุบรวมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็น 1 ในองค์กรหลัก แต่ก็พิสูจน์แล้วว่า งานอุดมศึกษาไม่ได้รับความสนใจ ขาดการพัฒนาทำให้คุณภาพอุดมศึกษาตกต่ำ และข้อพิสูจน์ว่าไม่ประสบความสำเร็จ จนขณะนี้เราได้มีการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอุดมศึกษา พ.ศ....และมีการทำประชาพิจารณ์จากชาวมหาวิทยาลัยทำความเข้าใจมาตลอด 2 ปี จนตกผลึกความคิดว่า ควรแยกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา ก็ควรให้เกียรติและเคารพต่อการตัดสินใจของชาวมหาวิทยาลัยด้วย ขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ จะควบรวม สกอ. และหน่วยงานวิจัย โดยจะดำเนินการภายใน 2-3 เดือน ซึ่งกระทรวงวิทย์ฯ ได้ถามความเห็นของชาวมหาวิทยาลัยแล้วหรือไม่ว่าต้องการอยู่กับกระทรวงวิทย์ฯ หรือไม่เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานใดที่ควบรวมแล้วประสบความสำเร็จ และหากนำมหาวิทยาลัยไปรวมกับกระทรวงวิทย์ฯ แล้วมีความเสียหาย อยากถามว่าใครจะรับผิดชอบ&amp;nbsp; ตนจึงไม่เห็นด้วยที่จะไปรวมกับกระทรวงวิทย์ฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวมหาวิทยาลัยควรตื่นตัวกับการควบรวมครั้งนี้ ไม่ควรปล่อยให้นักฝัน&amp;nbsp; 3-4 คนมาปู้ยี้ปู้ยำสิ่งที่เราดำเนินการมา จากชื่อกระทรวงก็เห็นแล้วว่า งานอุดมศึกษา ไม่มีพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีศักดิ์ศรี คิดจะนำไปวางไว้ตรงไหนก็ได้โดยไม่ถามชาวมหาวิทยาลัย การดำเนินการเรื่องนี้ควรทำอย่างรอบคอบ ไม่ควรเร่งหาผลงานเพื่อให้นายกฯพอใจ&amp;rdquo;นายสมพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) กล่าวว่า งานการอุดมศึกษาที่อยู่ใน ศธ. ซึ่งมีขนาดเทอะทะ ทั้งมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับการศึกษาระดับพื้นฐานและอาชีวศึกษา จึงมีแนวคิดที่จะแยกตัวออกมาเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา แต่ข้อเสนอให้รวมการอุดมศึกษากับกระทรวงวิทย์ฯ นั้น ส่วนตัวมองว่า น่าสนใจและเป็นการมองภาพรวมงานวิจัยของประเทศของรัฐบาล เพราะหน่วยงานวิจัยทุกแห่งของประเทศ ต้องการนักวิจัย และแหล่งรวมนักวิจัยที่มากที่สุดในประเทศคือมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาอยู่คคนละกระทรวง แต่ก็ขาดกันไม่ได้ ต้องพึ่งพากัน ตนจึงมองว่า การรวมมหาวิทยาลัยกับงานวิจัยในกระทรวงเดียวกัน อาจทำให้พูดคุยกันง่ายขึ้นก็ได้ เพราะหน่วยงานวิจัยเป็นเจ้าของทุนวิจัย ส่วนมหาวิทยาลัยก็มีนักวิจัย 2 ฝ่ายต้องพึ่งพากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประเมินว่าหากมีการดึงส่วนงานวิจัยออกมาจากความรับผิดชอบของกระทรวงวิทย์ฯ จะมีผลทำให้เนื้องานของกระทรวงวิทย์ฯลดลงไปมากกว่า 50%&amp;nbsp; &amp;nbsp; และถึงแม้ว่าจะมีการดึงงานนวัตกรรมเพิ่มเติมเข้ามา แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้ขนาดของกระทรวงวิทย์ฯใหญ่เท่าเดิมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9867</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย, สมพงษ์  จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d89ca9f642.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวเซ็นMOUเซิร์น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ภาพจาก https://home.cern/about/experiments/cms&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20&amp;nbsp;ก.พ.61 - &amp;nbsp;คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอขออนุมัติการจัดทำและลงนามความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศระหว่างองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (เซิร์น) และราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านฟิสิกส์พลังงานสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มติ ครม.ดังกล่าวระบุดังนี้ 1. อนุมัติการจัดทำและลงนามความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศระหว่างองค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (เซิร์น) และราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านฟิสิกส์พลังงานสูง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างความตกลงความร่วมมือฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ให้ วท.หารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้ลงนามในร่างความตกลงความร่วมมือดังกล่าว และ 3.มอบหมายให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่ผู้ลงนามในข้อ 2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของเรื่องนั้น วท. รายงานว่า เซิร์นก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1954 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครเจนีวาสมาพันธรัฐสวิส มีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้เครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างพื้นฐานอื่นสำหรับงานวิจัยฟิสิกส์พลังงานสูง โดยไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับเซิร์นมาอย่างต่อเนื่องด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนาชสุดาฯ &amp;nbsp;สยามบรมราชกุมารี ซึ่งในระหว่างปี 2543 &amp;ndash; 2558 ได้ทรงนำคณะนักวิทยาศาสตร์ไทยไปเยือนเซิร์นถึง 5 ครั้ง รวมทั้งมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยกับหน่วยงาน/สถานีวิจัยของเซิร์นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินงานความร่วมมือกับเซิร์นดำเนินงานภายใต้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิและมี สวทช. เป็นฝ่ายเลขานุการ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับเซิร์นได้ขยายกว้างขวางขึ้น มีหน่วยงานเข้าร่วม จำนวน 13 แห่ง และมีโครงการความร่วมมือ จำนวน 6 โครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ร่างความตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนารมณ์และกำหนดกรอบของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยกับเซิร์น เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ปฏิบัติงานด้านเทคนิคของไทยได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยต่าง ๆ ของเซิร์นภายใต้พื้นฐานของการได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยจะสนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ปฏิบัติงานด้านเทคนิค จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยของเซิร์น ในสาขาที่สถาบันของไทยมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงสาขาฟิสิกส์เชิงทฤษฎีและฟิสิกส์เชิงทดลอง วิศวกรรมด้านเครื่องเร่งอนุภาคและเครื่องตรวจวัด และการคำนวณ โดยเซิร์นจะเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ปฏิบัติงานด้านเทคนิคของไทยสามารถสมัครเข้ารับการพิจารณาเป็น Association Member ของเซิร์น ทำงานวิจัยที่เซิร์นโดยเซิร์นอาจพิจารณาให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ปฏิบัติงานที่เซิร์นด้วย&amp;rdquo;มติ ครม.ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3506</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คณะรัฐมนตรี, ครม., วท, สวทช., องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป, เซิร์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180220/image_big_5a8be7c4d9656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
