<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MRT แจงพนักงานรักษาความปลอดภัยสายสีม่วงติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ได้รับรายงานยืนยันว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัย สถานีกระทรวงสาธารณสุข โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 1 ราย

โดยมีข้อมูลไทม์ไลน์ ดังนี้
วันที่ 1 เมษายน 2564 : ปฏิบัติงานที่สถานีกระทรวงสาธารณสุข

วันที่ 2-3 เมษายน 2564 : ลาหยุด ไปหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 4 เมษายน 2564 : ลาหยุด กลับมาพักค้างคืนกับเพื่อนที่กรุงเทพ (ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19)

วันที่ 5-8 เมษายน 2564 : เวลา 19.00-07.00 น. ปฏิบัติงาน ที่สถานีกระทรวงสาธารณสุข

วันที่ 9 เมษายน 2564 : เวลา 19.00 น. ปฏิบัติงาน ที่สถานีกระทรวงสาธารณสุข
เวลา 20.30 น. ได้รับแจ้งว่าเพื่อนที่พักค้างคืนด้วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงลากลับที่พัก

วันที่ 10 เมษายน 2564 : หยุดงาน เข้ารับการตรวจหาเชื้อฯที่โรงพยาบาล

วันที่ 11-12 เมษายน 2564 : หยุดงาน กักตัวรอฟังผลอยู่ในที่พัก

วันที่ 12 เมษายน 2564 : โรงพยาบาลยืนยันผลตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 และเข้ารับการรักษา
พนักงานไม่มีอาการใดๆ และขณะปฏิบัติงานมีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าว และปฏิบัติตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด โดยให้พนักงานกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสใกล้ชิดไปรับการตรวจหาเชื้อทันที และทำการกักตัวเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 14 วัน ทำการสับเปลี่ยนพนักงานชุดใหม่มาปฏิบัติงานแทน พร้อมทั้งเช็ดพื้นผิวสัมผัสต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณสถานีเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่คืนวันที่ 9 เมษายน 2564

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงรักษามาตรการเข้มงวดอย่างต่อเนื่องในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการและของพนักงานเป็นสำคัญ บริษัทฯ ขอขอบพระคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี ด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการ เว้นระยะห่างระหว่างใช้บริการ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลที่มีให้บริการทุกสถานี และสแกนไทยชนะเมื่อเข้า-ออกจากขบวนรถ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์นี้ไปด้วยกัน
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99294</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, ตรวจติดเชื้อโควิด, รถไฟฟ้าสายสีม่วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_607422b2c8e16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98015</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 17:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สธ.&quot; จับมือ &quot;ทีเส็บ&quot;และ 23เครือข่าย &quot;เปิดเมืองปลอดภัย -นำร่อง 10เมืองไมซ์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1เม.ย.64- &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;เปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน&amp;rdquo; ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น G โรงแรมรามาการ์เด้นท์ กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ร่วมกับหน่วยงาน 23 ภาคีเครือข่าย อาทิ กรมการท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมโรงแรมไทย เป็นต้น จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;เปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน&amp;rdquo; เพื่อสนับสนุนการจัดงานกลุ่มการจัดประชุมและนิทรรศการ การเดินทางและการท่องเที่ยวในเมืองอย่างปลอดภัย ด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัยในสถานประกอบการและกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมทั้งขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานระบบบริการและสถานประกอบการต่าง ๆ ใน 10 เมืองไมซ์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พิษณุโลก ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี อุดรธานี และเมืองพัทยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถควบคุม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดให้เชื้อโรคอยู่ในวงจำกัด ทำให้รัฐบาลได้มีมาตรการผ่อนคลายในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งวางแนวทาง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลดจำนวนวันกักตัวของนักท่องเที่ยวกรณีที่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือตรวจเชื้อก่อนเข้าประเทศ ซึ่งในส่วนของ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยขณะนี้ได้ทยอยฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อลดความรุนแรงของโรค ทั้งการเจ็บป่วยและเสียชีวิต โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของประชากรไทยภายในสิ้นปี 2564 นี้ ควบคู่กับยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสถานประกอบการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และสุขอนามัยส่วนบุคคลของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยก้าวเดินต่อไป&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ กล่าวว่า การจัดทำโครงการเปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน ต้องดำเนินการพิจารณาด้านการจัดงานให้ครอบคลุมในทุกกิจการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานไมซ์ เพื่อให้การเปิดเมืองและการจัดงานมีความปลอดภัยทั้งระบบและครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยในระยะแรกจะเริ่มขับเคลื่อนใน 10 เมืองไมซ์ก่อน ซึ่งเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการจัดงาน แล้วจึงขยายผลไปยังเมืองอื่น ๆ ในระยะต่อไป โดยใช้มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย หรือ Thailand MICE Venue Standards (TMVS) ร่วมกับแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ หรือ MICE New Normal สำหรับสถานที่จัดงาน &amp;nbsp; ผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 สร้างมาตรฐาน และความมั่นใจในการจัดงานไมซ์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้ทีเส็บยังได้เตรียมจัดโรดโชว์ไปยังเมืองไมซ์ในภูมิภาค ต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แนวทางปฏิบัติการป้องกันโควิด 19 พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ และสร้างความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานในพื้นที่นั้น ๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นในการจัดงาน โดยมีกำหนดไปจัดที่จังหวัดภูเก็ต อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ พัทยา และกรุงเทพฯ ในเดือนเมษายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดเมืองปลอดภัย จัดงานไมซ์มั่นใจ ด้วยมาตรฐาน เป็นการผนึกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กับมาตรการด้านสาธารณสุข โดยเน้นการขับเคลื่อนมาตรฐานด้านสุขอนามัยสำหรับสถานประกอบการและกิจกรรมต่าง ๆ &amp;nbsp;พร้อมกับได้ร่วมกันจัดทำแนวทางปฏิบัติด้านสุขอนามัยสำหรับโครงการฯ เพื่อเป็นแนวทางของพื้นที่ในการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจถึงความปลอดภัย โดยจากผลการประเมินตนเองของสถานประกอบกิจการของแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID Plus พบว่า สถานประกอบกิจการที่ผ่านการประเมินสูงสุด ได้แก่ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม ร้อยละ 100 โรงแรม ร้อยละ 99.1 และห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 97.8 ตามลำดับ ชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการให้ความร่วมมือจากสถานประกอบกิจการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กรมอนามัยขอความร่วมมือสถานประกอบการ กิจการประเภทต่าง ๆ เข้าร่วมประเมินตนเองเพิ่มมากขึ้น สำหรับประชาชนและผู้ที่เข้าร่วมในสถานที่ประชุม สถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ขอให้ปฏิบัติตนตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดด้วยการ Check in และ Check out ผ่านแอปพลิเคชันไทยชนะ เว้นระยะระหว่างกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น สวมหน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ๆ ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและหมั่นสังเกตตนเอง หากพบว่ามีไข้ ไอ จาม จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้งดทำกิจกรรมและไปพบแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98015</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, จิรุตถ์ อิศรางกูร, ทีเส็บ, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, เปิดเมือง, เมืองไมซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60659916550d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ชู&quot;เด็กไทยต้นแบบเล่นเปลี่ยนโลก&quot;  77 จังหวัดในปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ส.ค.63- ดร.สาธิต &amp;nbsp;ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังงานแถลงข่าวกิจกรรมเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก ณ อาคารทีปังกรการุณยมิตร ชั้น 1 สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี ว่า ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ได้จากการเล่น ช่วยส่งเสริมประสบการณ์ในการใช้ชีวิตให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งการเล่นอย่างอิสระ สามารถส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กได้อย่างรอบด้าน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ขับเคลื่อน &amp;ldquo;เด็กไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เล่นเปลี่ยนโลก Model&amp;rdquo; ลงสู่ชุมชนโดยคัดเลือก 4 ภูมิภาค ตามพรบ.การศึกษา 4 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ กาญจนบุรี สตูล และระยอง พร้อมทั้งได้ทำการศึกษาวิจัยควบคู่กับการลงพื้นที่เพื่อพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp; &amp;nbsp;รวม 4 ภาค ให้เป็นต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับกระบวนการเล่นกับ &amp;nbsp;เด็กปฐมวัยของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูพี่เลี้ยง และผู้ดูแลเด็ก เพื่อให้ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลกเกิดความยั่งยืนในชุมชน โดยตั้งเป้าในปี 2564 สร้างต้นแบบเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลกครอบคลุม 77 จังหวัด รวมทั้งได้จัดทำคู่มือผู้อำนวยการเล่น (Play worker) โดยใช้ในการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;การเล่นเปลี่ยนโลก&amp;rdquo; ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่บ้าน และชุมชน &amp;nbsp;มีส่วนร่วมให้การเล่นมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
ทางด้าน พญ .พรรณพิมล &amp;nbsp;วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมอนามัยได้ร่วมกับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรมสุขภาพจิต เครือข่ายสมาคมการเล่นนานาชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ดำเนินการขับเคลื่อนงานพัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กปฐมวัยไทยให้มีทักษะที่เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยมี IQ ที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม ควบคู่กับ EQ และ EF &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านการเล่น จนเกิดแนวคิดการขับเคลื่อน &amp;ldquo;เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก Model&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการเล่นรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยแนวคิด 3F ได้แก่ F : Family คือการเล่นกับครอบครัว เพื่อน พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ที่มีทักษะและสร้างแรงจูงใจในการเล่น F : Free คือการเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามความต้องการอยากจะเล่น โดยมีมุมเล่น ลานเล่น สนามเด็กเล่น ที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน ให้เด็กเล่นที่ไหนก็ได้ขอให้ปลอดภัย และ F : Fun คือการเล่นให้สุข สนุก โดยมีกิจกรรมสื่อของเล่นหลากหลาย หาง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นไปตามวัย เน้นธรรมชาติ
&amp;ldquo;ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญ 4 หลักที่จะทำให้เกิด &amp;ldquo;ต้นแบบเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก&amp;rdquo; ได้แก่ 1. พื้นที่เล่น (Space) ต้องสอดรับกับบริบทแต่ละพื้นที่ เป็นสถานที่ปลอดภัย และสามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกช่วงเวลา 2. กระบวนการเล่น (Play process) เน้นการเล่นที่อิสระ ครอบครัวมีส่วนร่วม และเป็นการเล่นที่ส่งเสริมสุขภาพทางกาย การเจริญเติบโต เช่น วิ่ง กระโดด ขว้าง ปีนป่าย วิ่งเปี้ยว วิ่งเก็บของ เป็นต้น 3.หน่วยบริหารจัดการการเล่น (Play Management Unit) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หน่วยบริการสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน และ 4. ผู้อำนวยการเล่น (Play worker) ผู้ที่สนับสนุนการเล่นของเด็ก โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางดำเนินการผ่านพ่อแม่ ผู้ปกครอง และชุมชน&amp;rdquo; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
ทางด้าน นางสุภัชชา &amp;nbsp;สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นำนโยบายเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลกเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ปี 2564 ร่วมกันทุกจังหวัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 1,439 แห่ง ศึกษาทำความเข้าใจคู่มือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการเล่น (Play Worker) เด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก เพื่อปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัยที่เข้ารับบริการให้เป็นเด็กไทยสู่ศตวรรษที่ 21&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นายนิพนธ์ &amp;nbsp;ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนโครงการเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลก ซึ่งเป็นการปฏิบัติของผู้อำนวยการเล่นในระดับโรงเรียน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เน้นจัดประสบการณ์ผ่านการเล่นเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุข ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในห้องเรียนและภายนอกห้องเรียนที่เอื้อต่อการทำงานของสมอง โดยพ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติในการเลี้ยงดูเด็ก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เด็กเจริญเติบโตได้เต็มที่และเต็มศักยภาพทุกช่วงวัย และทำให้เด็กไทยได้เรียนรู้อย่างมีความสุขนำไปสู่การพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทางด้าน นายทวี &amp;nbsp;เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ &amp;nbsp;สังคม และสติปัญญา โดยอาศัยความร่วมมือของคนในท้องถิ่นในการร่วมกันสร้างสนามเด็กเล่น ซึ่งถือเป็นการพัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จุดเริ่มต้นของทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งแนวคิดให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้อย่างมีความสุข ผ่านการเล่นในฐานต่าง ๆ &amp;nbsp; ที่สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ และวัสดุที่หาได้ตามท้องถิ่น จำนวน 5 ฐาน ได้แก่ 1. ฐานสระว่ายน้ำอินจัน &amp;nbsp;2. ฐานสระทารก &amp;nbsp;3. ฐานค่ายกล Spider man &amp;nbsp;4) ฐานเรือสลัดลิง และ 5) ฐานหัดว่ายน้ำ สร้างการเรียนรู้ทางสังคมในการเล่นร่วมกันของเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญาแล้วจำนวน 3,224 แห่ง
​ทางด้าน นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กปฐมวัย จึงสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กและภาคีเครือข่ายการเล่น จนเกิดองค์ความรู้เรื่องการเล่นอย่างอิสระ หลักสูตรฝึกอบรม Play Worker หรือผู้ดูแลการเล่น เครือข่ายทีมวิทยากร พื้นที่ต้นแบบ และภาคีในระดับนานาชาติ ซึ่ง สสส.และภาคีเครือข่ายพร้อมที่จะหนุนเสริมการขับเคลื่อนโยบายเด็กไทยเล่นเปลี่ยนโลกในครั้งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, ดร.สาธิต ปิตุเตชะ, เด็กไทยต้นแบบเล่นเปลี่ยนโลก, เล่นเปลี่ยนโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f47812ca32cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 19:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 19:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอชาญชัย&quot;ร้องขอความเป็นธรรม เอกสารผลสอบวินัยหลุดเผยแพร่สื่อออนไลน์ ทั้งที่เคยขอดู เตรียมฟ้องหมิ่นประมาทปลัดสธ.ฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29ก.ค.63- จากกรณี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลงนามตั้งศูนย์บริหารทรัพยากรกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2563 และตั้ง &amp;nbsp;นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผอ.รพ.ขอนแก่น ซึ่งถูกย้ายออกจากรพ.ขอนแก่น เนื่องจาก ถูกกล่าวหารับเงินบริจาคจากบริษัทยาเข้ากองทุนพัฒนารพ.ขอนแก่น โดยให้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุดวันนี้ (29 ก.ค.) ที่ศูนย์บริหารทรัพยากรกรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 นพ.ชาญชัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมหากเกิดการระบาดโควิด-19 รอบสอง ว่า &amp;nbsp; ขณะนี้กำลังเตรียมการประชุมต้นส.ค. เพื่อวางแผนการบริหารงาน &amp;nbsp;หากศูนย์บริหารโควิดอยู่ต่อ จะต้องบริหารงานอย่างไร โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือกรณีหากมีการระบาดรอบสอง &amp;nbsp;การเตรียมการ ต้องเตรียมทั้ง อุปกรณ์ในการทำงาน การบริหารคน ซึ่งเรื่องคนนั้นได้ทำหนังสือขอเพื่อโยกย้ายคนมา หรือจัดสรรเพิ่ม ซึ่งกำลังทำแผนงานปีงบประมาณ แต่ปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;สธ. ได้ทำผ่านไปแล้ว อาจต้องใช้งบกลางก่อน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญต้องมีการหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป เพราะจะต้องมีการประสานเรื่องโลจิสติกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;นอกจากนี้ เรายังสำรวจอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้ อย่างเครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;พบว่ามีประมาณ 1,000 เครื่องที่รอซ่อมอยู่ หากซ่อมจะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมหากมีการระบาดรอบสอง &amp;nbsp;รวมถึงหน้ากากอนามัย ชุด PPE ซึ่งมีการคำนวณไว้แล้วว่าต้องใช้มากน้อยแค่ไหน หากมีการระบาดรอบสอง โดยนำตัวเลขจากกรมควบคุมโรคมาคำนวณว่า หากระบาดรอบสองจะมีผู้ป่วยเท่าไหร่ต่อเดือน และต้องใช้อุปกรณ์เท่าไหร่อย่างไร ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการ&amp;rdquo; นพ.ชาญชัย กล่าวพร้อมกับพาเดินดูห้องทำงานศูนย์บริหารทรัพยากรโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากยังไม่มีอุปกรณ์ หรือเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานเต็มเวลา เพราะเพิ่งมีการแต่งตั้ง แต่อยู่ระหว่างดำเนินการในเร็วๆนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อถามถึงกรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นพ.ชาญชัย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) &amp;nbsp;เพื่อยื่นหนังสือ เนื่องจากพบว่ามีการนำเอกสารข้อมูลการสืบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชุดนพ.อภิชาติ รอดสม เป็นประธานไปเผยแพร่ ทั้งที่ตนเองทำเรื่องขอทราบผลตรวจสอบ เพราะเป็นการตรวจสอบตน แต่กลับไม่ได้ข้อมูลดังกล่าว ปรากฏว่ามีการหลุดไปยังสื่อออนไลน์ &amp;nbsp;ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นมีแต่ข้อคำถาม ไม่มีคำชี้แจงของตน และเอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารทางราชการ ซึ่งเป็นเอกสารลับ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตน และกระทรวงสาธารณสุขเสียหาย เพราะเป็นข้อมูลราชการรั่วไหลออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรื่องนี้ผมได้ติดต่อไปยังกลุ่มวินัยของกระทรวงสาธารณสุขมาพักหนึ่งแล้ว ว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งผมก็รอมาสัปดาห์กว่า แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ จึงได้ทำหนังสือถึงท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ช่วยกรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เอกสารหลุดไปได้อย่างไร และมีผู้ใดกระทำผิด หรือมีเจตนาอะไรหรือไม่ และหากพบผู้กระทำผิดขอให้ท่านทำตามระเบียบวินัยทางราชการ โดยผมได้ยื่นหนังสือไปเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะผมอยู่ในชั้นการสอบสวนวินัยร้ายแรงอยู่ มีคณะกรรมการดำเนินการอยู่ ตรงนี้จึงยังไม่ได้สรุปว่าเป็นผู้กระทำผิด แต่การมาเผยแพร่ข้อมูลแบบนี้ซ้ำไปมา ทั้งที่มีการสอบไปแล้ว และในชั้นสืบสวนก็ตกไปแล้ว แต่กลับเอาข้อคำถามมาเวียนอีก ผมไม่เข้าใจเจตนา ซึ่งเรื่องนี้จงใจให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ชาญชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ชาญชัย กล่าวว่า จริงๆ ตนได้ขอข้อมูลผลการสืบสวนจากทางกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก็คือเอกสารที่หลุดไปนั้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาว่า มีประเด็นอะไรที่ต้องใช้ในชั้นสอบสวนวินัยร้ายแรง จะได้เตรียมการแก้ข้อกล่าวหาเราได้ แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าให้เราไม่ได้ แต่กลับไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจ ประกอบกับตนได้มีการดำเนินการฟ้องเรื่องหมิ่นประมาทกรณีปลัดสธ.มีการเผยแพร่ข้อมูลว่า ตนมีความผิดชัดเจนแล้วทั้งที่ยังสอบสวนอยู่ &amp;nbsp;โดยกรณีนี้จะเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ &amp;nbsp;ซึ่งศาลก็กำลังขอข้อมูลตรงนี้อยู่เช่นกัน คาดว่าหมายศาลจะถึงกระทรวงสาธารณสุขเร็วๆนี้ นอกจากนี้ตนกำลังดำเนินการฟ้องร้องขั้นต่อไป ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย จะดำเนินการในเร็วๆนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ส่วนที่ตนได้ร้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการสธ.กรณีนพ.สุขุม สั่งย้ายตนด้วยข้อกล่าวหาว่า ต้องออกจากพื้นที่เพราะมีการข่มขู่พยาน ปรากฏว่า มีการตรวจสอบผลคือ อยู่ในอำนาจที่ปลัดสธ.ดำเนินการได้ แม้ตรงนี้จะไม่เป็นไปตามที่ตนคาดหมาย แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ตนคงต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72862</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสข, นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล, ปลัดสธ., สอบสวนวินัยนพ.ชาญชัย จันทรวรชัยกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f216a47b80c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 16:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผย 5 แนวทาง ใช้เงินกู้ 4.5 หมื่นล้าน กระจายทุกภาคส่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;4 มิ.ย.63- &amp;nbsp;ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า สธ. ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (1 ล้านล้านบาท) จากรัฐบาลจำนวน 45,000 ล้านบาท ซึ่งใช้ในภาพรวมระบบสาธารณสุขทั้งประเทศ ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขหน่วยงานเดียว จะกระจายไปกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลทุกระดับ สปสช. และหน่วยงานภายนอก เช่น โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลสังกัดอื่น ๆ ในเรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบนโยบายว่าการใช้จ่ายงบประมาณ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า กระจายทุกภาคส่วน มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม และคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก มีเป้าหมายเพื่อลดการติดเชื้อของประชากรในประเทศให้อยู่ระดับที่ควบคุมได้ ป้องกันความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคระลอกใหม่เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสามารถดำเนินการได้ ภายใต้บริบทความไม่แน่นอนจากโรคอุบัติใหม่ และประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ทันสมัย มีศักยภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;และได้กำหนดการใช้งบประมาณใน 5 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนงานหรือโครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่าย ค่าเยียวยา ค่าชดเชย และค่าเสี่ยงภัย สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้ชำนาญการทั้งในประเทศและต่างประเทศ &amp;nbsp;2.แผนงานหรือโครงการเพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรค วัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์&amp;nbsp;3. แผนงานหรือโครงการเพื่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการบำบัดรักษา ป้องกันควบคุมโรค การวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แผนงานหรือโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 5. แผนงานหรือโครงการเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว จะมีคณะกรรมการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ เน้นให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ลดผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หากไม่เพียงพอจะนำเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประสานของบเพิ่มเติม เน้นนโยบายเร่งด่วน เช่น ค่าใช้จ่ายการกักตัวในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) การวิจัยพัฒนา และจัดซื้อจัดหาวัคซีนในอนาคต เป็นต้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67818</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กระทรวงสาธารณสข, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย, เงินกู้4.5หมื่นล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8c15fc02b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 17:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ มอบ หน้ากากอนามัย 1.4ล้านชิ้น บรรเทาประชาชนเดือดร้อนหาซื้อไม่ได้ ส่วน2-3มี.ค.เตรียมไว้ 2แสนชิ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2มี.ค.63-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบหน้ากากอนามัย 1,400,000 ชิ้น บรรเทาความเดือดร้อน โดยแจกให้กับประชาชนฟรีคนละ 3 ชิ้น ที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นเวลา 2 วัน ในวันที่ 2 &amp;ndash; 3 มีนาคม 2563 รวม 200,000 ชิ้น มีจุดบริการที่กรมต่าง ๆ จำนวน 9 กรม ได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กรมสุขภาพจิต และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา &amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวก ประชาชนไม่ต้องคิวรอนาน ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และอีก 1,200,000 ชิ้น จะนำไปแจกให้ประชาชนในจังหวัดต่างๆ โดยมอบให้ 12 เขตสุขภาพ เขตสุขภาพละ 100,000 ชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแจกหน้ากากอนามัยจำนวนนี้ เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในช่วงนี้ และขอให้ที่ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ สำหรับผู้ที่ไม่ป่วยใส่เมื่อจะออกไปในที่ชุมชน&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้ให้กระทรวงสาธารณสุข จัดส่งให้โรงพยาบาลในสังกัด จำนวน 500,000 ชิ้นภายในสัปดาห์นี้ ส่วนหน้ากากอนามัยที่องค์การเภสัชกรรม จำหน่ายให้แก่ประชาชนวันละ 10,000 ชิ้น เป็นจำนวนที่เกินจากการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58663</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, กระทรวงสาธารณสข, นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5cdac57a0c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 13:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่ม เผยมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสม 158 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
29 ม.ค. 63 - กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)รายงานสถานการณ์ โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 วันที่ 29 มกราคม 2563 ณ เวลา 08.00 น. &amp;nbsp; &amp;nbsp; ว่าพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจากต่างประเทศ 14 ราย (กลับบ้านแล้ว 5 ราย อีก 9 รายนอนโรงพยาบาล) ไม่มีผู้ป่วยติดเชื้อในประเทศไทย มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ถึง 28 มกราคม 2563 &amp;nbsp;จำนวนสะสมทั้งหมด 158 ราย คัดกรองจากสนามบิน 29 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 129 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 62 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 96 ราย ในจำนวนนี้อยู่ในห้องแยกโรค 20 ราย โดยในวันที่ 28 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่จำนวน 22 คน
&amp;nbsp;
นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวานนี้ กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;คัดกรองพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคปอดอักเสบจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 เข้าระบบเพิ่มขึ้นอีก 22 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้ที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสม 158 ราย โดยคัดกรองได้ที่สนามบิน 29 ราย และเป็นผู้ป่วยที่มีอาการไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง 125 ราย และมี 4 ราย ได้รับแจ้งจากโรงแรม ที่พัก มัคคุเทศก์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระบบป้องกันควบคุมโรค อาการหายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้ว 62 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีฯกล่าวอีกว่า การที่เราพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคเพิ่มขึ้นทุกวัน แสดงถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง คัดกรอง ถ้าตรวจเจอดีแล้ว แสดงว่าเราทำงานได้ครบถ้วน จะช่วยให้การควบคุมการแพร่ระบาดได้ผลดี อย่างไรก็ตามแม้ในต่างประเทศการติดต่อจากคนสู่คน ขอยืนยันว่าในประเทศไทยขณะนี้ผู้ป่วยยืนยันทุกคนติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ที่สำคัญโรคนี้สามารถป้องกันได้ ขอให้ทุกคนดูแลร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกันกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ ยึดหลัก &amp;ldquo;กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอประชาชนอย่าตระหนก ไทยยังไม่พบการระบาดของโรคในประเทศ ขอให้ร่วมมือกับทางราชการปฏิบัติตามคำแนะนำ อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวลือ ขอให้มั่นใจในระบบในการดูแลรักษาพยาบาล เรามีเครือข่ายห้องปฏิบัติการร่วมกันตรวจวินิจฉัย 5 หน่วยงาน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ราชวิถี รพ.รามาธิบดี และสถาบันบำราศนราดูร สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีความแม่นยำ เชื่อถือได้ ในส่วนการรักษา ผู้ป่วยทั้ง 8 ราย ที่ติดเชื้อจากจีน เรารักษาหาย กลับบ้านได้แล้ว 5 ราย เหลืออีก 3 ราย อาการดีขึ้น รอตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการอีกครั้ง ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้&amp;rdquo; นายแพทย์ธนรักษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลจากการตรวจคัดกรอง 5 สนามบิน ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ได้ตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิ สะสมตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม &amp;ndash; 27 มกราคม 2563 จำนวน 166 เที่ยวบิน ผู้เดินทางและลูกเรือได้รับการคัดกรองสะสม ทั้งสิ้น 25,029 ราย ใน วันที่ 24 - 28 มกราคม 2563 ได้เพิ่มการตรวจคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเชียงรายอีก 1 แห่ง &amp;nbsp;และตรวจคัดกรองจากสายการบินของกว่างโจวและฉางชุน 60 เที่ยวบิน ผู้เดินทางและลูกเรือได้รับการคัดกรอง จำนวน 5,825 ราย ทางกระทรวงสาธารณสุขได้จัดเจ้าหน้าที่หมุนเวียนไปสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ด่าน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55790</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, กระทรวงสาธารณสข, ธนรักษ์ ผลิพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e312ce60700e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
