<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ ร่อนหนังสือถึง สภาอุตฯ-สภาหอฯ-การนิคมฯ และอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เร่งรัดดึงสถานประกอบการเข้า Platform ประเมินโควิด-19!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระทรวงอุตสาหกรรมร่อนหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดําเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ของโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรม โดยให้เร่งรัดการเข้าสู่ Platform Online Thai Stop Covid Plus เพื่อประเมินตนเอง โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก หลังครบกำหนดระยะเวลาแต่มีผู้เข้ามาทำแบบประเมินน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ที่มีแรงงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป เข้ารับการประเมินแล้วกว่า 98%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายจากที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ให้เป็นเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน ด้วยการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว ตั้งเป้ากลุ่มเป้าหมายในสถานประกอบกิจการโรงงาน กว่า 60,000 โรงทั่วประเทศ โดยการประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Thai Stop Covid Plus ทุกสองสัปดาห์ และให้พนักงานประเมินด้วย Thai Save Thai ก่อนเข้าปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้โรงงานทุกแห่งดำเนินการภายใน 30 มิถุนายนนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสรุปโรงงานที่ประเมินตนเองใน Platform Online Thai Stop Covid Plus &amp;nbsp;ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 พบว่าผลการประเมินตนเองยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กําหนด จึงได้ขอความร่วมมือให้ทุกหน่วยงานเร่งประชาสัมพันธ์ และเร่งรัดให้สถานประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานประเมินตนเองด้วย Platform Online Thai Stop Covid Plus ให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดในขณะนี้คือตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีจำนวนสูงขึ้น โดยมักจะพบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนในแรงงานภาคอุตสาหกรรมทำให้ต้องหยุดประกอบกิจการ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการโรงงาน และเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น การประเมินตนเองตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Stop Covid Plus ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ได้พัฒนาขึ้น จะช่วยในการป้องกันการแพร่ระบาดฯ รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อ ขณะเดียวกันในส่วนของพนักงานก็ต้องประเมินตนเองผ่านแพลตฟอร์ม Thai Save Thai เพื่อยกระดับการคัดกรองคนก่อนเข้าโรงงานอย่างเข้มงวดป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้เข้ามาปฏิบัติงานและแพร่เชื้อในสถานประกอบการ&amp;rdquo;ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ จากตัวเลข ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 มีผู้ประกอบโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศทยอยประเมินตนเองผ่าน Thai Stop Covid Plus แล้วจำนวน 15,152 แห่ง (โรงงานทุกขนาด) คิดเป็น 24% จากเป้าหมาย64,038 แห่ง โดยเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีคนงานมากกว่า 200 คน รวมทั้งสิ้น 3,290 แห่ง คิดเป็น 99.5% จากเป้าหมาย 3,304 แห่ง ผ่านเกณฑ์ 2,353 แห่ง และไม่ผ่านเกณฑ์ 880 แห่ง &amp;nbsp;โดยโรงงานที่ประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ จะต้องใช้มาตรการเพื่อ Upgrade ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้วยการประเมินซ้ำทุก 2 สัปดาห์ ส่วนโรงงานที่ประเมินผ่านเกณฑ์ จะได้ร่วมในการสัมมนาออนไลน์ Fight Covid -19 เรียนรู้แนวทางบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงฯ รวมทั้งได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการฟื้นฟูและเสริมแกร่งสถานประกอบการอีกด้วย นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และสภาอุตสาหกรรม เพื่อลงพื้นที่สุ่มตรวจประเมินโรงงานในพื้นที่ (On-site) ในโรงงาน เป้าหมายจำนวน 955 แห่ง โดยขณะนี้ตรวจประเมินโรงงาน On-site ไปแล้วกว่า 953 แห่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108963</URL_LINK>
                <HASHTAG>Fight Covid -19, Platform Online Thai Stop Covid Plus, thai save thai, Thai Stop Covid Plus, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส, ศปก.ศบค., ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19, สถานประกอบการ, โรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5781307a99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;เร่งสอบเหตุโรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ !ลุยคลอดมาตรการความปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค. 2564 -&amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีโรงงานกรณีไฟไหม้โรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตโฟม และเม็ดพลาสติก ภายในซอยกิ่งแก้ว 21 ถนนกิ่งแก้ว ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการไฟไหม้ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (5 ก.ค.) ได้สั่งการให้นายประกอบ&amp;nbsp;วิวิธจินดา&amp;nbsp;อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯ ลงพื้นที่ด่วน เพื่อไปติดตามสถานการณ์โรงงานไฟไหม้&amp;nbsp; และขณะนี้นายประกอบ ประชุมร่วมกับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการแล้ว

อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก ได้สั่งการตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุ ให้ไปตรวจสอบทั้งหมดว่า โรงงานประเภทดังกล่าวทั่วประเทศมีกี่โรงงาน อยู่พื้นที่ไหนบ้าง มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขอนุญาตโรงงานดังกล่าวอย่างไรบ้าง มีวิธีการตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย &amp;nbsp;ต่อไปต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างไรบ้าง โดยในช่วงบ่ายวันนี้ (5 ก.ค.) จะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์อีกครั้ง โดยระหว่างนี้ได้ประสานงานร่วมกับอธิบดี กรอ. อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108306</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกอุตฯ ยื่นจดหมายลาออกมีผล 1 ก.ค. เหตุถูกแทรกแซงการทำงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค. 64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564 เป็นต้นไป ภายหลังได้โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัวเป็นภาพจดหมายลาออกระบุเนื้อความที่ยื่นต่อผู้บังคับบัญชา พร้อมแคปชั่นว่า &amp;quot;ดิฉันนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ได้ยุติการดำรงตำแหน่งโฆษกประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ดิฉันได้เรียนรู้งานต่างๆ มากมาย อย่างไรก็ตามในเส้นการเมืองของดิฉันจะยังคงดำเนินต่อไป โดยมีเป้าหมายทำเพื่อประชาชน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเข้าร่วมพรรคการเมืองใดในขณะนี้ จะขอดำเนินงานตามเส้นทางของตนเองเท่าที่พอทำได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและผู้อื่น จึงขออนุญาตแจ้งเพื่อทราบค่ะ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางการเมืองของ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ปริญญาโทด้านเรียล เอสเตท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่คณะรัฐศาสตร์ สาขาอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มนิวเดม (NEW DEM) ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาได้ลาออกจากพรรค และต่อมาปี 2562 ได้ดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งภายในและลาออกจากตำแหน่งในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากงานการเมืองแล้ว น.ส.สุชาดา ได้ร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจขนมเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ Pumpkinju โดยขายผ่านช่องทางออนไลน์ และธุรกิจที่ปรึกษาด้านสุขภาพ health posture consuling ภายใต้ชื่อ Pilalab และธุรกิจของครอบครัว อาทิ รับสร้างบ้าน รีสอร์ต ปั๊มน้ำมัน และสวนน้ำ เป็นต้น โดยคาดว่าหลังจากนี้จะกลับไปทำธุรกิจส่วนตัวและช่วยงานสังคมเท่าที่สามารถทำได้ตามที่ระบุในอินสตาแกรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108306</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd8975de191.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯยัน &#039;โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี&#039;ปิดไม่กระทบภาพรวมอ้อยน้ำตาลในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2564 กรณี บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีมติหยุดกิจการน้ำตาลอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทจะโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยไปยัง บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ที่มีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 ตันอ้อยต่อวัน เพื่อรองรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาจาก บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด และขอยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย เนื่องจากในฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีแนวโน้มผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลของตลาดโลกจะสูงขึ้นจากในฤดูการผลิตปี 2563/2564 &amp;nbsp;
นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กล่าวว่า บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี มีชาวไร่อ้อยคู่สัญญา จำนวน 1,195 ราย ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 หีบอ้อยได้ 716,862.94 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 82,977.23 ตัน โดยการปิดโรงงานดังกล่าวจะไม่กระทบกับชาวไร่อ้อยคู่สัญญา ในขณะเดียวกัน สอน. ได้ประสานไปยัง บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี ให้ดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาช่วยเหลือแก่พนักงานประจำโรงงาน และจะดำเนินการติดตามการจ่ายเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้ายให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในช่วงเดือนต.ค. 64 รวมไปถึงตรวจสอบภาระหนี้ของบริษัทฯ กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกภัทร กล่าวยืนยันว่า ผลประกอบการโรงงานน้ำตาลที่เหลือ 56 แห่ง ยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกมีแนวโน้มดีขึ้น จะยิ่งเป็นผลดีกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และฤดูกาลผลิตปี 64/55 จะมีโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ โรงงานน้ำตาลสีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในเครือโรงงานน้ำตาละครบุรีอีกด้วย ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลทรายจะกลับมามีจำนวน 57 แห่งเช่นเดิม หลังจากโรงงานน้ำตาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี ได้ประกาศปิดตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มผลผลิตอ้อยฤดูการผลิตปี 64/65 คาดว่า มีอ้อยเข้าหีบประมาณ 80-90 ล้านตันอ้อย สูงขึ้นกว่าผลผลิตอ้อยปี 63/64 ที่ได้ปิดหีบไปแล้วเมื่อเดือนเม.ย. 64 มีปริมาณ 66.658 ล้านตันอ้อย ลดลงประมาณ 8.2% เมื่อเทียบกับผลผลิตปี 62/63 ส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นปี 64/65 คาดว่า อยู่ที่ 900 บาทต่อตัน ถือว่า ราคาอยู่ในระดับสูง เป็นประโยชน์กับชาวไร่อ้อย รวมทั้งยังมีข่าวดี ให้ชาวไร่อ้อยอีก หลังจากโรงงานน้ำตาล ได้ประกาศราคารับซื้ออ้อยสด ตันละ 1,000 บาท อีกด้วย เพื่อลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ และได้อ้อยที่มีคุณภาพสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105926</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปิดกิจการ, โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 19:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 19:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลหนุนเกษตรกรตัดอ้อยสด ลดฝุ่นพิษ อนุมัติงบช่วยเหลือ 6 พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ว่า ครม.อนุมัติโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2563/2564 กรอบวงเงิน 6,056 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาอ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดให้มีรายได้รวมมากกว่าชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้ ซึ่งเป็นการจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น

สำหรับรายละเอียดการดำเนินโครงการคล้ายคลึงกับฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ผ่านมา แต่โครงการฤดูการผลิตปี 2563/2564 นี้ รัฐจะให้ความช่วยเหลือเฉพาะเกษตรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีส่งโรงงานเท่านั้น (ประมาณ 300,000 ราย) ในอัตรา 120 บาทต่อตัน ตั้งเป้าหมายอ้อยสดร้อยละ 80 ของปริมาณอ้อยคาดการณ์ทั้งหมด 70 ล้านตัน คิดเป็นอ้อยสด 56 ล้านตัน โดยจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวหลังปิดหีบ (ระหว่างเดือนมิถุนายน - กันยายน 2564) ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรทุกรายโดยตรง ทั้งที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานและเกษตรกรรายย่อยที่ส่งอ้อยผ่านหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ส่วนผลการดำเนินโครงการฤดูการผลิตปี 2562/2563 ที่ผ่านมา ได้จ่ายเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดแล้ว 1.33 แสนราย เป็นเงินจำนวน 3,457 ล้านบาท มีปริมาณอ้อยสดส่งเข้าโรงงาน จำนวน 37.58 ล้านตัน และมีปริมาณอ้อยไฟไหม้ลดลงเหลือร้อยละ 49.65 ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด เมื่อเทียบกับปริมาณอ้อยไฟไหม้ในฤดูกาลผลิตปี 2561/2562 อยู่ที่ร้อยละ 61.11 ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด

นอกจากนี้ ครม.รับทราบแผนดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ ดังนี้ 1)ปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ แบ่งเป็น ฤดูการผลิตปี 2564/2565 ไม่เกินร้อยละ 10 ฤดูการผลิตปี 2565/2566 ไม่เกินร้อยละ 5 และฤดูการผลิตปี 2566/2567 เป็นศูนย์ 1) หักเงินชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้ตันละ 30 บาท 3)กำหนดโทษปรับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้เกินเกณฑ์ที่กำหนด 4)จัดหาเครื่องสางใบอ้อยให้เกษตรกรยืม เพื่ออำนวยสะดวกในการตัดอ้อยสด 5)ส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อย เพื่อเพิ่มรายได้และลดการเผาใบอ้อยหลังตัด 6)ขอความร่วมมือโรงงานช่วยประกันราคารับซื้ออ้อยสด ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการตัดอ้อยสดอย่างน้อย 2 ฤดูการผลิต และให้จัดคิวรับอ้อยสดเข้าหีบเป็นอันดับแรก 7)สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยกู้ยืมเพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อส่งเสริมการตัดอ้อยสดในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น และตอบสนองการแก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ตามนโยบายรัฐบาลแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกร มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการประกอบอาชีพและดำรงชีพอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102563</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ครม., ชาวไร่อ้อย, ฝุ่นพิษ, ไร่อ้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a78e805aa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CPF ผ่านมาตรฐาน IPHA  61 โรงงาน  ตอกย้ำอาหารมั่นคง ปลอดโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย &amp;ldquo;IPHA - Industrial and Production Hygiene Administration&amp;rdquo; ถึง 61 โรงงาน มากสุดในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ตอกย้ำความปลอดภัยในมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ตลอดกระบวนการผลิต สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการธุรกิจสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ&amp;nbsp; เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองมาตรฐาน IPHA ถึง 61 โรงงาน แสดงให้เห็นว่าซีพีเอฟ มีการบริหารจัดการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด โดยจัดตั้งทีมบริหารจัดการโรคระบาดทั้งในคนและในสัตว์ ภายใต้ศูนย์อำนวยการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 ของบริษัท ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในด้านอาหารปลอดภัย และตอกย้ำความมั่นคงทางอาหารของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ซีพีเอฟ กำหนดมาตรการสำคัญ เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 3 ประเด็นคือ 1.) ความมั่นคงทางด้านอาหาร ที่บริษัทต้องสามารถเดินสายพานการผลิตอาหารโดยไม่สะดุด เพื่อป้องกันอาหารขาดแคลน 2.) ระบบซัพพลายเชน และโลจิสติกส์&amp;nbsp; 3.) มาตรการป้องกันโรคในแต่ละขั้นตอน อาทิ การออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติตัวของพนักงานทั้งในและต่างประเทศ การให้ Work From Home เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดรอบแรกจนถึงปัจจุบัน ซีพีเอฟยังคงทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังแบ่งปันมาตรการและเทคนิคบริหารจัดการสถานการณ์ไปยัง บริษัทคู่ค้า เกษตรกร และผู้สนใจ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยที่จะร่วมกันก้าวข้ามสถานการณ์ไวรัสนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ยังคำนึงถึงการช่วยเหลือคู่ค้าธุรกิจระดับ SMEs ให้มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง โดยขยายเวลาโครงการ Faster Payment ลดเวลาเครดิตเทอมภายใน 30 วัน เพื่อพยุงการจ้างงานและหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังเดินหน้า &amp;quot;โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19&amp;quot; ต่อเนื่อง โดยมอบอาหารปลอดภัยเป็นกำลังใจและลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ติดเชื้อ ในโรงพยาบาลสนามเอราวัณ 1 ศูนย์กีฬา เฉลิมพระเกียรติ 84พรรษา และ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง มาตรฐาน IPHA เป็นมาตรฐานที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันวางกรอบการพิจารณา เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบการที่มีการบริหารจัดการสถานที่ กระบวนการผลิต และบุคลากร ตามมาตรการร่วม และมาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่มีการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการจัดการเพื่อป้องกัน COVID-19 อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99947</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;โครงการส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัยโควิด-19, Faster Payment, IPHA, IPHA - Industrial and Production Hygiene Administration, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงอุตสาหกรรม, ซีพีเอฟ, ธุรกิจสัตว์บก, นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), รับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d1c76e5bc4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บีซีจี”โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว  ตามเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ระบบการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งผู้กำหนดนโยบายเองจำเป็นต้องนำเรื่องดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมให้มากที่สุด ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าแนวทางการเดินหน้าเศรษฐกิจของไทยมักจะเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในด้านต่างๆ ซึ่งทั่วโลกก็มีแนวทางคล้ายๆ กันในส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในปัจจุบันที่การพัฒนาเศรษฐกิจกำลังถูกปรับเปลี่ยนทิศทางเดินหน้าไป โดยไม่ใช่มุ่งเน้นแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากความต้องการของหลายๆ กลุ่มที่เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ที่ต้องการให้ในทุกๆ ประเทศเดินหน้าระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย และปัจจุบันการเรียกร้องดังกล่าวก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น เมื่อกลุ่มประเทศผู้นำของโลกเริ่มนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติมาใช้ และมีการการันตีว่าจะเกิดผลดีอย่างไรบ้างให้กับโลก จนหลายประเทศนำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเป้าหมายหลักอันใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยด้วยที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับประเทศที่เบนเข็มมาด้านนี้ คือการได้รับเอฟเฟ็กต์ที่สะท้อนกลับมาจากธรรมชาติ ทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ และภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้คนในสังคมปัจจุบันก็เริ่มตระหนักแล้วว่าผลของการไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร และการที่ประเทศไทยเลือกที่จะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจตามเป้าหมายใหม่นี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจน จนออกมาเป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ.2564-2569&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากลองผิดลองถูกมาสักระยะก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า โมเดลบีซีจีนั้นตอบโจทย์มากที่สุด เนื่องจากมีแผนงานที่ครอบคลุมในทุกมิติ แบ่งออกตามตัวอักษรที่ระบุไว้ โดย &amp;ldquo;บี&amp;rdquo; มาจาก ไบโอ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ คือการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการเพิ่มคุณค่าหรือประยุกต์การใช้งานและแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแก่ผลผลิตทางการเกษตร และนำนวัตกรรมมาเพิ่มความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครอบคลุม 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.ด้านเกษตรกรรมและอาหารจะขึ้นกับพืชใหม่ๆ และการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากความรู้ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ รวมไปถึงการใช้แหล่งโปรตีนในอาหารใหม่ เช่น สาหร่ายและแมลง 2.กลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร/สมุนไพร/บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การดูแลสุขภาพไปจนถึงการรักษาแบบแม่นยำและจำเพาะ โดยอาศัยข้อมูลทางพันธุกรรมหรือข้อมูลในระดับโมเลกุล และชีวเภสัชภัณฑ์หรือยาชีวภาพที่สังเคราะห์ขึ้นมาจากสสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และ 3.กลุ่มพลังงาน เช่น สารชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอเอทานอล และไบโอดีเซล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซี&amp;rdquo; ย่อมากจาก เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือระบบที่มีการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ซ้ำหรือใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นำวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ หมุนเวียนเป็นวงจรต่อเนื่องโดยไม่มีของเสีย โดยต้องใช้ศักยภาพในการหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัสดุ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การใช้ซ้ำ การซ่อมแซม การปรับปรุงใหม่ การผลิตใหม่ การแปรใช้ใหม่ การออกแบบกระบวนการ รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและนวัตกรรม เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงมีการติดตามผลเพื่อจัดการให้ผลิตภัณฑ์และวัสดุหมุนเวียนอยู่ภายในระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ &amp;ldquo;จี&amp;rdquo; มาจาก กรีน อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสีเขียว คือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการลดผลกระทบต่อโลกในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวคือ ต้องไม่ให้การกระทำของคนในปัจจุบันไปส่งผลกระทบกับคนในอนาคต เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตควรจะใช้พลังงานเท่าเดิม หรือให้ดีไปกว่านั้นคือลดการใช้พลังงาน รวมถึงมุ่งเน้นการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเน้นไปถึงการพัฒนาการลงทุนและเทคโนโลยีในสาขาการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเกษตร การก่อสร้างเมือง พลังงาน การประมง การป่าไม้ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง การจัดการขยะมูลฝอย และการจัดการทรัพยากรน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าโมเดลบีซีจีนั้นครอบคลุมในทุกภาคส่วนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มเอาจริงเอาจังกับการเดินหน้าตามนโยบายดังกล่าวไปมากแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานทั้งนอกและในสังกัดภาครัฐทำโครงการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาครั้งนี้ และมีหลายๆ งานที่ออกมาแล้วประเทศและสังคมเริ่มเห็นประโยชน์ที่แท้จริง รวมทั้งยังเห็นถึงช่องทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตอีกด้วย โดยหลายแผนงานจำเป็นต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน แต่บางแผนงานก็สามารถทำได้เลยเพื่อสร้างผลดีให้กับสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในแผนงานหลักๆ ที่จำเป็นต้องเร่งให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากเกิดผลกระทบต่อประชาชนในสังคมคือ การดูแลและจัดการเรื่องมลพิษในประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นในสังคม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีเหตุการณ์การสะสมของฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้ หลายหน่วยงานจึงมีแผนการจัดการปัญหานี้ออกมา อาทิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงอุตสาหกรรม กำชับทุกหน่วยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในระยะเร่งด่วน โดยสั่งตรวจสอบ-บังคับใช้กฎหมายในโรงงานควบคุมมลพิษ พร้อมกับเดินหน้ามาตรการจูงใจเพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และให้สินเชื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย โดยเน้นการตัดสดแทนการเผา รวมถึงในภาคส่วนอื่นๆ ก็ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ในด้านพลังงานเองดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 เพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการปล่อยควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อลดการเผาทิ้งวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่โล่งแจ้ง และการปรับเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนนอกจากฝุ่นละอองแล้ว ยังต้องดูถึงเรื่องน้ำเสีย ขยะมูลฝอย กากอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มอื่นๆ ที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมอีก โดยก็มีหลายโครงการจากหลายหน่วยงานที่เริ่มทำเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง อาทิ การนำขยะมารีไซเคิล การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การดูแลแหล่งน้ำและการคุมเข้มการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมการจัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่การนำออกจากพื้นที่และการเดินทางของรถขน เพื่อป้องกันการลักลอบทิ้งกากขยะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โมเดลบีซีจี&amp;rdquo; ที่ตั้งขึ้นไม่ใช่เพียงจะเป็นการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถอีวี ที่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านค่ายรถยนต์หรือผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และยังทำให้รถไฟฟ้า 100% นั้นเริ่มมีราคาถูกลงจนจับต้องได้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่ารถอีวีจะเข้ามาสนับสนุนนโยบายการดูแลสิ่งแวดล้อมของโลก โดยล่าสุดการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ที่มีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันพิจารณาส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย รถยนต์ จักรยานยนต์ และรถบัสสาธารณะ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของอุปทาน (ผู้ผลิต) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องในยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเร็ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในปี 2568 รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,055,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 402,000 คัน รถจักรยานยนต์ 622,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 31,000 คัน และในปี 2578 ให้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนรวม 15,580,000 คัน แบ่งเป็น รถยนต์/รถปิกอัพ 6,400,000 คัน รถจักรยานยนต์ 8,750,000 คัน และรถบัส/รถบรรทุก 430,000 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะ 1-5 ปี ดังนี้ มาตรการกระตุ้นการใช้รถอีวีระยะเร่งด่วน โดยจะมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทสองล้อ สามล้อ และสี่ล้อไฟฟ้า โดยวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าหลายแผนงานที่ออกมาบางเรื่องก็สามารถดำเนินการได้อย่างจริงจังและเห็นผลแล้ว ขณะที่บางเรื่องก็จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการจะทำให้เกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ประเทศไทยเองก็ถือว่าเตรียมพร้อมไว้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งที่หยิบยกมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่ทั้งหมดของโครงการที่จะสนับสนุนให้โมเดลบีซีจีเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่มีแผนการดำเนินงาน และมีผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และการรอคอยความสำเร็จจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็ยังเป็นความหวังที่สวยงามของคนในสังคมต่อไป เพราะใครๆ ก็ไม่อยากได้รับผลกระทบแบบที่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เพื่อที่จะต่อยอดไปยังภาพที่ใหญ่ขึ้น แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการพัฒนาระบบดังกล่าวคือ ความร่วมมือของคนในสังคมที่ตั้งใจจะเริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เพียงรอคอยแต่การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว...&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99848</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม, เซอร์คูลาร์ อีโคโนมี, เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลบีซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c00f80a952.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
