<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดกระทู้ถาม 097  &#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; ซักเดือด &#039;ขุนคลัง&#039; เคลียร์ปมใช้งบกลาง-ยอดเงินเยียวยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กระทู้ถามที่ 097 ร. สภาผู้แทนราษฎร 18 พฤษภาคม 2563 เรื่อง &amp;quot;การแก้ไขใช้งบกลาง และยอดเงินเยียวยา ในปีงบประมาณ 2563&amp;quot; ของ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. พรรคก้าวไกล &amp;nbsp;ถามไปยังนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ตั้งคำถามว่า สืบเนื่องมาจาก นายเดชาภิวัฒน์ ณ สงขลา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ได้เปิดเผยไว้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 31 มีนาคม 2563 เกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์งบประมาณ ปี 2563 ว่างบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2563 ขณะนี้มีรายจ่ายที่ผูกพันไว้ใกล้ครบ 96,000 ล้านบาทแล้ว ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 - 25 มีนาคม 2563) รัฐบาลได้มีการอนุมัติเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 11 ครั้ง รวมวงเงินประมาณ 96,835 ล้านบาท เรียกว่าเต็มพิกัดแล้ว หากรัฐบาลไม่ตัดสินใจอาจไม่มีงบใช้จ่ายในมาตรการใหม่เพื่อแก้ภัยแล้งและวิกฤตโรคโควิด 19 จึงขอเรียนถามว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การอนุมัติเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 11 ครั้ง จ่ายให้กับหน่วยรับงบประมาณใด เมื่อใด ผลสัมฤทธิ์คือประการใด และกระทรวงการคลังจะแก้ไขปัญหางบกลางอย่างไร และขอให้ชี้แจงว่าเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของงบกลางทั้งหมดในครั้งนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้วหรือไม่ ภายใต้แผนงาน กิจกรรมโครงการใดและของหน่วยรับงบประมาณใด ขอทราบรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. จากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 มีนาคม 2563 ได้มีคำสั่งให้ส่วนราชการบริหารงบประมาณกรณีที่ไม่ได้ใช้จ่ายและให้ตัดออกเพราะได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 เช่น งดเดินทางประชุมในต่างประเทศ ดูงาน สัมมนา การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยขอตัดงบ 10% และโอนย้ายงบประมาณมาที่งบกลาง การแก้ไขด้วยวิธีตัดโอนงบประมาณนี้มีผลสัมฤทธิ์อย่างไร มีหน่วยรับงบประมาณใดบ้างที่ส่งรายงานระบุว่าได้ตัดงบบริหารได้และไม่ได้ตัดงบ มีเหตุผลใดและเกิดปัญหาใดๆ ในการดำเนินงานหรือไม่ กระทรวงการคลังจะมีการบูรณาการระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเพียงพอในการควบคุมสถานการณ์ รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้รอดพ้นช่วงวิกฤติในครั้งนี้และที่อาจตามมาในอนาคตอย่างไร โดยขอให้จัดทำรายละเอียดในการเยียวยากลุ่มต่างๆ ให้ปรากฏเป็นยอดเงินที่แต่ละกลุ่มได้รับและภาพรวมทั้งสิ้นเท่าใด ขอทราบรายละเอียด ขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอาคม ตอบกระทู้ถาม ของพล.ต.ต.สุพิศาล &amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบข้อ 1 และข้อ 2 กระทรวงการคลัง ขอเรียนว่า ผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินส ารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น พ.ศ. 2562 หมวด 1 การขอรับจัดสรร งบกลาง ข้อ 5 การขอจัดสรรงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น บัญญัติไว้ว่าให้กระทำได้ในกรณีที่เป็นรายจ่าย เพื่อป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ เพื่อการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง เป็นรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว แต่มีจำนวนไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐต้องใช้จ่ายหรือ ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว และเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณแต่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการและต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจ าเป็น ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน 96,000.00 ล้านบาท รับโอนจากพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 88,452.60 ล้านบาท รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งสิ้น จำนวน 184,452.60 ล้านบาท ผลการปฏิบัติงาน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งสนับสนุนภารกิจส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในพื้นที่ 76 จังหวัด มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนและพัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำให้สามารถรองรับน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกร ผู้ประสบภัยจากภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย รวมทั้งการช่วยเหลือปัจจัยการผลิต ทั้งทางด้านการเกษตร ด้านปศุสัตว์ และด้านการประมง การฟื้นฟูโครงการสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การบรรเทาและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID- 19)เพื่อป้องกัน บรรเทาปัญหา และเยียวยาสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่แพร่ระบาดทั่วโลกตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2563 เป็นการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนตามมาตรการชดเชยรายได้แก่ลูกจ้าง ของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID- 19) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 3 ล้านคน รายละ 5,000 บาทต่อเดือนเป็น ระยะเวลา 3 เดือน และการเตรียมความพร้อมเสริมความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขและระบบคัดกรอง การส่งเสริมการป้องกันให้กับประชาชนทั่วไป การจัดตั้งสถานกักตัวของรัฐ (State Quarantine) การแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนในช่วงวิกฤต และโครงการจ้างงานของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนที่ตกงานได้มีงานทำในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีน และการเตรียมความพร้อมในการรองรับการระบาดในระยะที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ภารกิจจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการและต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันงบประมาณโดยเร็ว ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่าใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่มีความเร่งด่วนจำเป็นต่างๆ เช่น มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านการท่องเที่ยว และทางด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การสร้างความเข้มแข็ง และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกร และลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แก้ไขปัญหาการระบาดทางด้านการเกษตรและปศุสัตว์ แก้ไขปัญหา การทำการประมงผิดกฎหมาย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจ าเป็นเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งมาตรการต่างๆ ดังกล่าว ส่งผลให้มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยพยุงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งปัญหาต่างๆ ของประชาชนได้รับการแก้ไขและ/หรือบรรเทาความรุนแรงลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องปฏิบัติตามภาระผูกพันตามกฎหมายที่ภาครัฐจำเป็นต้องจ่าย และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ สำหรับรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ภาครัฐสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ตรงกับความต้องการของพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107172</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, งบกลาง, พรรคก้าวไกล, สุพิศาล ภักดีนฤนาถ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, เงินเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1501a5a034.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ก้าวไกล&#039;ได้ทีขย่ม&#039;ณัฏฐพล&#039;หนีสภา!ไม่ตอบกระทู้ปมเยาวชนถูกคุกคาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 2563 - นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.เเบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (กก.) แถลงกรณีตั้งกระทู้ถามเรื่องการคุกคามสิทธิเด็กในสถานศึกษา ต่อนายณัฐฏพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่ได้มาชี้แจงโดยอ้างติดภารกิจ ทำให้ต้องเลื่อนกระทู้ถามออกไป ว่าจากกรณีที่เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง เป็นเหตุให้ถูกคุกคามจากครูและบุคลากรในสถานศึกษา ร้อยละ 80% &amp;nbsp;ทั้งการใช้วาจา ตัดคะแนน ข่มขู่ การข่มเหงทางร่างกายและจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิโรจน์ กล่าวว่า การแสดงออกของนักเรียน นักศึกษาในวันนี้ทำโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ และมีความชอบธรรมอย่างยิ่ง เป็นการแสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการชู 3 นิ้ว &amp;nbsp;ผูกโบว์สีขาว ถือกระดาษเปล่าในโรงเรียน ซึ่งไม่ได้กระทำการคุกคามหรือทำให้ประชาชนคนใดเดือดร้อน &amp;nbsp;มีความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับการแสดงออกทางการเมืองในปี 2556 - 2557 ที่ใช้ริบบิ้นลายธงชาติ ซึ่งในอดีตท่านรัฐมนตรีเองก็เคยร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ท่านรัฐมนตรีจะแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ มันก็เป็นสิทธิของท่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากท่านจะรื้อลิ้นชักลายธงชาติ &amp;nbsp;เอาผ้าโพกหัวลายธงชาติ เอานกหวีดห้อยคอมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล หรือมาพบกับผมที่สภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ทำได้ ซึ่งเช่นเดียวกับที่นักเรียนผูกโบว์ขาวก็สามารถทำได้เช่นกัน มันเป็นสิทธิ์ที่เราไม่ได้คุกคามใคร เราสามารถทำได้ &amp;nbsp;การกระทำทั้ง 3 อย่างนี้ของนักเรียนชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ซึ่งท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาไม่มีสิทธิทุกจะคุกคามการแสดงออกของนักเรียนที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายณัฏฐพลให้ความสำคัญกับกรณีที่เด็กนักเรียนถูกคุกคาม จากการแสดงออกทางการเมือง วันนี้ท่านไม่มาตอบ ท่านให้ความสำคัญต่อภารกิจอื่นมากว่าภารกิจของนักศึกษาที่โดนคุกคามเป็นล้านคน ผมกล่าวหาท่านเลยว่าท่านหนีสภา &amp;nbsp;และวันนี้กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ติดแฮชแท็ก #เลิกเรียนไปกระทรวง โดยนักเรียนนักศึกษา และพวกเขาก็คิดว่าท่านคงไม่ได้ชอบริบบิ้นขาว ท่านคงชอบริบบิ้นลายธงชาติ และคงชอบนกหวีด โดยในวันนี้น้องๆ คงไปเป่านกหวีดเรียกร้องหน้ากระทรวงกันอย่างแซ่ซ้อง และขอร้องให้นายณัฏฐพล ในฐานะรัฐมนตรีเร่งดูแลในการคุกคามเด็กนักศึกษา พร้อมปฏิบัติตามมาตรการระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปดิพัทธ์ &amp;nbsp;สันติภาดา ส.ส.พรรคก้าวไกล จ.พิษณุโลก ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า กรณีการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา เราเห็นตั้งแต่สมัยแฟลชม็อบ จากการที่เราเชิญเข้ามาชี้แจงในกรรมาธิการ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้อำนวยการทุกโรงเรียนกล่าวว่า จะจัดสรรพื้นที่ที่ปลอดภัยให้กับนักเรียนในการแสดงออกทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง มีการกดดันทุกรูปแบบ และบรรยากาศอำนาจนิยมทางการเมืองแบบนี้ ที่คุกคามผู้มีสิทธิเลือกตั้งในขณะที่เขากำลังอายุ 18 ปี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันคือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งตนคิดว่ามันเป็นโอกาสดีที่สุด ที่ครูจะสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและบทบาทของประชาธิปไตย เปิดพื้นที่ในโรงเรียนให้แสดงออกในการเรียกร้องอย่างสร้างสรรค์ และเรียนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามากขณะนี้ ทั้งนี้ หากโรงเรียนไหนที่ถูกคุกคามทางการเมือง จากผู้มีอำนาจและเจ้าหน้าที่เกี่ยวตำรวจ ทหาร ขอให้ส่งข้อมูลและเบาะแส ร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ เราพร้อมยืนเคียงข้างประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึง กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยกล่าวหาว่ากรณีที่นักเรียนแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างแพร่หลายนั้น เกิดจากหากใครไม่ทำตามจะถูกเพื่อนในโรงเรียนบูลลี่ ซึ่งกรณีดังกล่าว ครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรชี้แจงและรับฟัง โรงเรียนคือที่ที่ควรส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีวัฒนธรรมในสถานศึกษา ไม่ใช่เป็นที่บ่มเพาะวัฒนธรรมอำนาจนิยม การเมืองเป็นเรื่องของนักเรียนทุกคน ดังนั้น เด็กทุกคนมีสิทธิเรียกร้องที่จะให้เกิดความเป็นธรรม ต่อการละเมิดสิทธิในสถานศึกษา เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74916</URL_LINK>
                <HASHTAG>กก., กระทู้ถาม, ณัฐฏพล ทีปสุวรรณ, พรรคก้าวไกล, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, ส.ส.เเบบบัญชีรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3ccd1992ed5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รมว.ยุติธรรม&#039;แจงวุฒิสภาใช้กำไลอีเอ็นช่วยผู้ต้องหาพฤติกรรมดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.63-ที่รัฐสภา มีการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีกระทู้ถามจากนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา เรื่อง ปัญหาคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานเครื่องติดตามตัวอิเลกทรอนิกส์ หรือ กำไลอีเอ็ม ถึงการตรวจสอบมาตรฐานการใช้งานกำไลอีเอ็มของภาครัฐ โดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ตอบกระทู้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนทราบว่าทางส.ว.ได้ทำการตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนส.ค.2562 แล้ว แต่ติดภารกิจจึงไม่ได้มาชี้แจง ไม่ได้หลีกหนี หรือหลบเลี่ยงแต่อย่างใด แต่ติดภารกิจอันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ซึ่งก็สำคัญไม่แพ้การประชุมส.ว. วันนี้จึงมาตอบกระทู้ถามในกรณีนโยบายการตรวจสอบกำไลอีเอ็ม โดยขณะนี้รัฐบาลกำลังทำสัญญาชุดใหม่ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีรายละเอียดตามหลักสากล คือใส่บริเวณข้อเท้า ไม่สามารถถอดออกได้ แต่ปกปิดได้ด้วยการใส่กางเกงขายาว ซึ่งได้รับรองจากหน่วยงานต่างประเทศว่าอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ รองรับการทำงานเครือข่าย 3 จีขึ้นไป สามารถทดลองใช้ติดต่อในพื้นที่ทุรกันดารของประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้กำไลอีเอ็มนั้น กระทรวงยุติธรรม ได้มีกองทุนในการประกันตัว และจัดหาทนายความ เพื่อช่วยเหลือผู้มี่รายได้น้อย และลดความเหลื่อมล้ำในการใช้กำไลอีเอ็มอยู่แล้ว ในอนาคตเราจะลดจำนวนคนในเรือนจำโดยการใช้กำไลอีเอ็ม ตั้งเป้าไว้ที่จำนวนหลักหมื่นถึงหลักแสน โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่ใชกำไลอีเอ็ม 3,333 คน ผู้ถูกคุมความประพฤติ 3,200 คน และนักโทษ 105 คน ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ โดยหลังจากใช้กำไลอีเอ็มคน 3 กลุ่มนี้ถูกประเมินผลจากศาล พร้อมกับคนในครอบครัวและชุมชนว่า ผลประเมินออกมาดีขึ้น คือผู้ต้องหาที่ใส่มีวินัยดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการทำผิดซ้ำได้ ทำให้สังคมรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ขณะที่ผู้ใส่กำไลอีเอ็มแล้วหลบหนีปัจจุบันมีจำนวน 47 ราย มีเจตนาหลบหนีโดยชัดเจน 8 ราย มีเจตนาฝ่าฝืนเงื่อนไข 39 ราย ซึ่งทางศาลได้ออกหมายจับ และดำเนินคดีแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54431</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, กำไลอีเอ็ม, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, ผู้ต้องหา, วุฒิสภา, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190726/image_big_5d3ac6f729f4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ว.&#039;ตั้งกระทู้จี้แก้ปัญหารุกที่ดินสปก.&#039;ธรรมนัส&#039;ลั่นเอาจริงฟันคนบุกรุกไม่ไว้หน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.62-ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม นายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ตั้งกระทู้สดถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรื่องการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินสปก. โดยระบุว่า ที่ดินสปก.เป็นปัญหามายาวนานหลายรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้ ที่ดินสปก.ที่ให้สิทธิคนยากจนตกไปอยู่ในมือของผู้มีอิทธิพล ปัญหาเกิดจากส่วนราชการที่ละเลยในการจัดการปัญหา และเกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐที่ล้มเหลว ร่วมกับผู้มีอิทธิพล และนายทุนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น จึงขอถามถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินสปก. หรือที่ดินอื่นใดของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.อ.ธรรมนัส &amp;nbsp;ชี้แจงว่า ผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่สปก.กำหนด โดยกฏหมายใช้คำว่า &amp;ldquo;หรือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;บุคคลที่มีสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรสิทธิที่ดินทำกิน หรือสิทธิที่อยู่อาศัย ตามกฎหมายของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ บุคคลนั้นต้องเป็นเกษตรกร หรือเป็นบุคคลที่มีรายได้น้อยกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี หรือบุคคลนั้นต้องจบการศึกษาด้านเกษตรกรรม หรือบุคคลนั้นต้องเป็นบุตรของเกษตรกร เป็นต้น และกฎหมายกำหนดว่าสิทธิจัดสรรที่ดินต้องไม่เกินกว่า 50 ไร่ขึ้นไป เราจึงมีความจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายฉบับเดียวเป็นมาตรฐานเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ว่าบุคคลที่เข้าครอบครองหรือบุกรุกในพื้นที่สปก. เกินกว่า 50ไร่ขึ้นไป และไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมายสปก. รัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดคืนเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ตนได้มีโอกาสไปตรวจราชการหลายจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ พบว่ามีพื้นที่ที่เป็นที่ดินของรัฐที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินในหลายจังหวัด ถูกกลุ่มนายทุน ผู้นำท้องถิ่น และนักการเมือง เข้าครอบครองเป็นที่ดินแปลงใหญ่ โดยเฉพาะ จ.กระบี่ เป็นจังหวัดที่กลุ่มนายทุนถือครองที่ดินสปก.เยอะที่สุดในประเทศไทย ผมจึงมีความจำเป็นต้องมอบหมายให้เลขาธิการสปก. และเจ้าหน้าที่ยึดคืนสถานเดียว โดยไม่มีข้อยกเว้นให้บุคคลใดทั้งนั้น และประกาศต่อประชาชนที่มาเรียกร้องที่ดินทำกิน ว่าจำเป็นต้องยึดคืนที่ดินแปลงใหญ่ทั้งหมดเพื่อจัดสรรให้เกษตรกร โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติจะต้องถูกลงโทษสถานเดียว ในฐานะที่ไม่กำกับดูแลปฏิบัติหน้าที่ให้เรียบร้อย ซึ่งหลังจากรัฐบาลได้เข้ามาทำงานเป็นเวลากว่า 4 เดือน สามารถยึดคืนที่ดินได้แล้ว 33,443 ไร่ และจัดสรรที่ดินให้เกษตกรแล้ว 20,541 ไร่ ในพื้นที่ 8 จังหวัด 21 แปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันที่ผมมอบนโยบายให้กับทุกกรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพะสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ผมได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องสปก.คนใดละเลยเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มพรรคพวกตัวเอง หรือนำไปปฏิบัติรังแกประชาชน ไม่ยึดหลักกฎหมาย เจ้าหน้าที่คนนั้นจะต้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน และดำเนินคดีอาญาทันที ผมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโดยมีจุดหมายเดียว คือยึดคืนที่ดินของหลวงเพื่อจัดสรรให้เกษตรกร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า วันนี้แผนที่ที่บังคับใช้ในประเทศไทยมีหลายฉบับเกินไป ทุกส่วนราชการมีแผนที่ของตัวเองหมด แล้วถามว่าเราจะบังคับใช้แผนที่ผืนไหนกับประชาชน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วพยายามแก้ปัญหาให้มีแผนที่ผืนเดียวเท่านั้น ตนจึงมีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการจะทำให้มีแผนที่แค่ผืนเดียวในการบังคับใช้ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อนายกฯ ได้ข้อสรุปชัดเจนว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเดินหน้าให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการใช้แผนที่เดียวเท่านั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขที่อาจกระทบต่อประชาชนบางข้อเท่านั้น เมื่อมีแผนที่เดียวบังคับใช้ปัญหานี้ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51582</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, ที่ดินสปก., นายวันชัย สอนศิริ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, รัฐสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190610/image_big_5cfe6af2b137d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 12:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 12:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชวน&#039; แจ้งรัฐบาลตอบญัตติฝ่ายค้าน เชื่อนายกฯไม่หนีสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.62 - ที่โรงแรมแชงกรี-ลา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปยังรัฐบาล เพื่อให้ทราบถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ซึ่งคิดว่าต้องมีการเปิดประชุมก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในสมัยวิสามัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวว่า หากนับจากวันนี้ไปถึงวันปิดสมัยประชุมก็จะมีเวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอในการประสานงานร่วมกัน ส่วนการกำหนดวันอภิปรายนั้นปกติแล้วเวลานัดประชุมจะกำหนดไว้เบื้องต้น 1 วัน แต่ถ้าการอภิปรายไม่จบถึงจะขยายเวลาเพิ่มเติมออกไป ทั้งนี้ ส่วนตัวได้หารือกับรองประธานสภาฯทั้งสองคนแล้ว ก็ควรจะต้องบรรจุวาระเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ส่วนการประชุมสภาฯจะเป็นวันใดก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของสภาฯก็มีความพร้อม แต่รัฐบาลในฐานะที่มีหน้าที่ต้องมาชี้แจง สภาฯก็จะให้เกียรติกัน โดยขอให้รัฐบาลแจ้งวันมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวน กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะมาตอบญัตติดังกล่าว ซึ่งทุกเรื่องต่อจากนี้ไปรัฐบาลจะต้องมาตอบ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เข้าใจกัน เช่น เรื่องกระทู้ถาม เมื่อมีการประสานงานไปแล้วไม่มีคนมาตอบ เราก็ตัดกระทู้นั้นไปและเอากระทู้ใหม่เข้ามา เพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่ต่อจากไปนี้สภาฯจะใช้วิธีการประสานงานไป และรัฐบาลต้องส่งตัวแทนมาตอบกระทู้ของสภา หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ไม่สามารถมาตอบด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯจะต้องมาเพราะนี่เป็นวิถีทางประชาธิปไตย ทุกคนต้องมาทำหน้าที่ของตัวเอง แต่จะให้ใครตอบก็เป็นสิทธิของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายที่นายกฯจะมอบหมายรัฐมนตรีคนใดให้มาตอบ ผมเชื่อว่าในอนาคตทุกคนจะต้องมาทำหน้าที่ของตัวเองตามภาระหน้าที่&amp;quot; นายชวน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, ชวน หลีกภัย, ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป, ประชุมรัฐสภา, รัฐบาลตอบกระทู้, อภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190818/image_big_5d5926b7240cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2019 11:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2019 11:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;เชื่อถ้าว่างนายกฯไปตอบฝ่ายค้านแน่-ให้คนอื่นตอบแทนก็ได้ เปรียบกระทู้ถาม&#039;ปู&#039;เรื่องโรงแรมโฟร์ซีซั่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.62 - นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะให้ทางเลขาธิการสภาฯ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อแจ้งเหตุผลที่ไม่มาตอบกระทู้ ว่า หากเขาส่งหนังสือถามมาจำเป็นต้องชี้แจง แต่ขณะนี้ไม่ทราบว่าหนังสือมาแล้วหรือยัง และที่ผ่านมาถ้ามีการส่งมาทางรัฐบาลไม่เคยไม่ตอบ ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นอภิปรายโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 นั้น นายกฯไม่จำเป็นต้องตอบด้วยตัวเอง อยู่ที่ว่าเขาตั้งคำถามๆ ใคร เพราะมาตรา 152 ไม่ใช่การถามตัวบุคคล เป็นการถามรัฐบาลเพื่อจะให้รัฐบาลตอบ หากใครเกี่ยวข้องก็ไปตอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หากถามเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ นายกฯมอบคนอื่นไปตอบได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถึงอย่างไรนายกฯก็ต้องไปอยู่ดี เพราะเขาถามรัฐบาล นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้าว่างก็ต้องไป และเชื่อว่าท่านจะไป เพียงแต่ว่านายกฯอาจจะตอบสองสามประโยค แล้วให้คนอื่นตอบ เพราะคนที่รู้มีเยอะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 นั้น เป็นการอภิปรายเฉพาะตัว แต่สามารถให้คนอื่นลุกขึ้นชี้แจงได้ ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่อง ส.ป.ก. 4-01 ต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ แต่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ รู้เรื่องก็ตอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ขณะนี้เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนายกฯ หนีสภา นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหา เพราะถ้านายกฯติดภารกิจก็ไปไม่ได้อยู่ดี ในอดีตมีมาตลอด คราวที่แล้ว สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ เมื่อมีการถามเรื่องโรงแรมโฟร์ซีซั่น ก็ให้คนอื่นไปตอบ พอไปชี้แจงฝ่ายค้านเขาก็ถามคนมาชี้แจงแทนว่าเคยไปโรงแรมดังกล่าวหรือ ซึ่งคนมาชี้แจงไม่เคยไปโรงแรมโฟร์ซีซั่น จึงถูกฝ่ายค้านถามกลับว่าแล้วมาทำไม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตที่รัฐบาลยังไม่มีมติ ครม.เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการต่างๆ มีแต่การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เพราะหวั่นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า นโยบายออกมาแล้วตั้งหลายเรื่อง ทั้งภัยแล้ง การรับมือสถานการณ์ฮ่องกง การติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุระเบิดใน กทม. มีการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปแล้ว และเรื่องต่างๆ หากเป็นโครงการอะไรต้องสอบถามหน่วยงานต่างๆ ก่อน ซึ่งวันที่ 20 ส.ค.จะมีเรื่องเกี่ยวกับนโยบายออกมามาก เพราะหน่วยงานเริ่มชี้แจงกลับมาแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43621</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, ซักฟอก, ตอบกระทู้, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิษณุ เครืองาม, อภิปราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190527/image_big_5ceb8a303e994.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39413</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขนลุก!&#039;ปิยบุตร&#039;ไม่ยอมบอกพรุ่งนี้ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องอะไร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.62-นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึง ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เลือกตั้งผ่านไปแล้ว 3 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกฯตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่จนถึงตอนนี้ยังตั้งรัฐบาลไม่เสร็จ จึงขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่าให้ประเด็นปัญหาการจัดสรรปันส่วนรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลมากระทบกับบ้านเมือง ฝ่ายค้านที่ต่อต้านคสช.ยังยอมรับกติกาที่เมื่อส.ว.โหวตพล.อ.ประยุทธ์ชนะแล้วก็พร้อมทำหน้าที่ บ้านเมืองจะได้มีฝ่ายบริหารให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ ตอนนี้มีการตั้งกระทู้ถามแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ใครจะเป็นผู้มาตอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่า การะประชุมสภาในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ส.ส.อนาคตใหม่จะใช้เวทีสภาตรวจสอบ ตามวาระการประชุมจะมีกระทู้ถามของส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 กระทู้ ส่วนกระทู้ถามสดอีก 3 กระทู้ จะเป็นสัดส่วนของส.ส.รัฐบาล 1 กระทู้ และ 2 กระทู้ของฝ่ายค้าน ซึ่งเพื่อไทยได้รับ 1 กระทู้ และอนาคตใหม่ 1 กระทู้ ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยให้ร่วมติดตามในการประชุมสภา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในวาระแจ้งทราบต่อที่ประชุมมี 2 เรื่องคือ รายงานงบการเงินของศาลยุติธรรม และรายงานแผนการปฏิรูปประเทศ ตามกรอบทุก 3 เดือนนั้น อนาคตใหม่ตั้งใจจะอภิปรายอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจกินเวลาข้ามไปถึงวันที่ 27 มิ.ย. โดยเฉพาะแผนการปฏิรูปประเทศของคสช.ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม แม้วาระแจ้งทราบจะไม่ต้องลงมติ แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สภาตรายาง ต้องอภิปรายเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39413</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทู้ถาม, ครม.ประยุทธ์, ปิยบุตร แสงกนกกุล, เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11caab1bb64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
