<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นศก.ไทยฟื้นหรือฟุบ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดูเหมือนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2563 จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากสัญญาณเศรษฐกิจในหลายๆ ส่วนที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัด จนทำให้รัฐบาลสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุม (ล็อกดาวน์) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่เคยหยุดชะงักกว่า 3 เดือน กลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง แม้ว่าการฟื้นตัวจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติในช่วงก่อนที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากทิศทางดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายออกมาประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจจะไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถจะเติบโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น โดยล่าสุด &amp;ldquo;คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)&amp;rdquo; ได้มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มหดตัวน้อยกว่าคาดการณ์เดิม โดยคาดว่าตัวเลขจีดีพีปีนี้จะขยายตัวที่ระดับติดลบ 7.8% ซึ่งเป็นการติดลบลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 8.1%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่เป็นประเด็นน่าสนใจคือ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2564 เพราะ กนง.ได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 3.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 5% ด้วยปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ แนวโน้มของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้า อีกทั้งยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่ 2 ซึ่งปัจจัยนี้สร้างความกังวลให้กับภาคเศรษฐกิจไทยอยู่พอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อว่า แท้จริงแล้วมรสุมเศรษฐกิจจะเกิดผลชัดเจนในปี 2564 มากกว่าปี 2563 หรือไม่ ผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเรื่องการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จนทำให้ระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศหยุดชะงัก ขณะที่หลายประเทศยังมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก ยังไม่สามารถควบคุมได้ ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบในระยะยาวกับภาพรวมเศรษฐกิจของโลกในระดับเลวร้ายเพียงใด อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังมีปัญหาสงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐ และจีน ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประเด็นนี้สร้างความเสียหายให้กับภาคการส่งออกของไทยอยู่พอสมควร แต่หากมองอีกมุมไทยเองก็ได้รับประโยชน์จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอยู่เช่นเดียวกัน และยังมีปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ปัญหาภัยธรรมชาติต่างๆ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศอย่างความไม่แน่นอนทางการเมือง สถานการณ์หนี้ครัวเรือน และหนี้ในระบบสถาบันการเงิน ภายหลังจากหมดมาตรการพักชำระหนี้ เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะมีผลกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยืนยันชัดเจนว่า รัฐบาลได้วางแผนเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขณะนี้โลกยังมีการระบาดรุนแรง ทำให้ไทยเองต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ส่วนในมุมของภาคเศรษฐกิจ รัฐบาลเองได้เตรียมความพร้อมในการรองรับกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.63) แต่ทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทั้งหมดในการร่วมกันดูแลและปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ได้รับฟังข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดสถานการณ์โควิด-19 (ศบศ.) โดยให้แนวทางว่าจะต้องมีการดูแลเศรษฐกิจให้สามารถเดินหน้าไปได้ด้วยดี มีกลุ่มที่ต้องพิจารณา คือ นักธุรกิจที่ต้องเข้ามาดูแลกิจการในไทย ต้องมีมาตรการติดตามที่เหมาะสม อีกส่วนคือการเปิดรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาว (long stay) ต้องพิจารณาตั้งแต่ประเทศต้นทาง พื้นที่ที่จะเข้ามาพักอาศัย และแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วนที่สุด จริงอยู่ที่รายได้จากการท่องเที่ยวถือเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญ แต่ความเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดของโรคก็เป็นประเด็นที่จะมองข้ามไม่ได้เลยในทุกมิติ เชื่อว่ารัฐบาลอาจต้องมีการพิจารณา และวางแนวทางการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเหมาะสมที่สุด เพราะหากพลาดไปเพียงนิดเดียวจนเกิดการระบาดรอบ 2 นั่นอาจทำให้ได้เห็น &amp;ldquo;มรสุมเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ของจริง!.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78897</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ลุ้นศก.ไทยฟื้นหรือฟุบ!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาแรงฟื้นศก.สู้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงไม่ต้องบอกแล้วว่า เจ้าไวรัส &amp;#39;โควิด-19&amp;#39; นอกจากสั่นสะเทือนเรื่องสุขภาวะของโลกแล้ว มันยังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงของเศรษฐกิจโลก ชนิดที่เรียกว่า เป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ 5 เลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการระบาดของมันส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงัก คนหยุดเดินทาง ท่องเที่ยวมีปัญหา&amp;nbsp; ส่งออกสะดุด ค้าขายไม่ออก ผลิตสินค้าไม่ได้ ซึ่งจะยอมรับว่าการระบาดของมันไปไกลกว่าที่มีการประเมินกันมาก นี่ขนาดจีน ประเทศต้นกำเนิดใช้ไม้แข็งในการจัดการ ก็ยังไม่สามารถควบคุมได้อยู่หมัด จนตอนนี้ก็เรียกได้ว่าระบาดไปทั่วโลกแล้วในทุกภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเจ้า &amp;#39;โควิด-19&amp;#39; นั้นได้ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ ทั้งท่องเที่ยว ค้าปลีก โรงแรม ภาคการผลิต ซึ่งล่าสุดหลังจากสถานการณ์ระบาดอย่างรุนแรงในสหรัฐอเมริกา ทางเฟด (หรือธนาคารกลางของสหรัฐ) ก็ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินถึง 0.50% ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบการประชุมของเฟดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2551 ขณะที่เกิดวิกฤติการเงินในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยดอกเบี้ยใหม่จะอยู่ที่ 1.00-1.25% จากเดิม 1.50-1.75% ซึ่งการปรับลดเมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ให้เหตุผลว่า โคโรนาไวรัสกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับเป็นยาแรงขนานแรกที่สหรัฐอเมริกานำออกมาใช้ เพราะในขณะนี้ด้วยมาตรการการควบคุมการระบาดนั้น เน้นการคุมการเดินทาง เฝ้าระวังประเทศกลุ่มเสี่ยง ส่งผลให้ปริมาณของคนเดินทางทั่วโลกลดลงไปมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งหากไม่มีการลดดอกเบี้ยออกมา เกรงว่าด้วยระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันจะไม่สามารถคุมให้เศรษฐกิจกลับมาเป็นบวกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ต้องยอมรับว่า ไวรัส &amp;#39;โควิด-19&amp;#39; ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมาก สะท้อนจากดัชนีหุ้นตกไปเกือบ 300 จุด นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และยังไม่รวมกับธุรกิจท่องเที่ยว ค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่ ดังจะเห็นจากการปรับลดเงินเดือนของบางบริษัท หรือการให้พนักงานลาแบบไม่รับเงินเดือน ซึ่งก็ถือว่า เป็นแรงกระเพื่อมจากการระบาดของไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 มี.ค.นี้ น่าจะเห็นมติปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน โดยดอกเบี้ยใหม่ของไทย น่าจะอยู่ที่&amp;nbsp; 0.75% เพื่อเป็นการประคับประคองธุรกิจให้ยังคงเติบโตได้ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความอึมครึมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่แน่นอนว่า การจะลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวน่าจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในปัจจุบัน เพราะเอาจริงๆ ตอนนี้ดอกเบี้ยในประเทศไทยก็ต่ำมากแล้ว แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่านโยบายการเงินนั้นไม่ค่อยมีแรงที่จะช่วยภาวะเศรษฐกิจได้ซักเท่าไหร่นัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงจะต้องจับตาที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นแกนหลักในการบริหารเศรษฐกิจดีกว่า ว่าจะดำเนินการอย่างไร ล่าสุดทาง นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งข่าวประชาชนว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังกำลังเร่งศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด-19 อย่างรอบด้าน เพื่อจะออกชุดมาตรการในการลดผลกระทบ และช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งผู้ประกอบการเป็นรายกลุ่ม และกำลังศึกษามาตรการอย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อมีการศึกษาเสร็จ กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาอย่างเร่งด่วนทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายอุตตมย้ำว่า ผลกระทบแต่ละภาคส่วนมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกมาตรการที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม แสดงว่าแนวทางที่รัฐช่วยเหลือจะต้องไม่ใช่การช่วยแบบองค์รวม แต่จะเป็นการช่วยเหลือเฉพาะแต่ละกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องติดตามดูว่า แนวทางจะออกมาเป็นเช่นไร และจะเป็นยาไทยตำรับแรงที่จะช่วยประคองและพลิกฟื้นธุรกิจกลับมาได้หรือไม่ ต้องติดตามกัน ซึ่งคาดว่ากระทรวงการคลังคงไม่ทำแผนที่ช้าเกินไป. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, ยาแรงฟื้นศก.สู้โควิด-19, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แค่ต้นปีก็หนักแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;ปี 2019 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ยากลำบาก แสนสาหัสสำหรับเรื่องเศรษฐกิจ และปากท้องในบ้านเรา&amp;nbsp; การเจอภาวะสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกหดตัว ค่าเงินบาทแข็ง การส่งออกที่โตติดลบ ซึ่งในปีก่อนมีพระเอกเพียงตัวเดียว คือ การท่องเที่ยว ที่ยังคงนำเงินเข้าประเทศไทยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อปี 2019 ผ่านไป หลายๆ คนก็คาดหวังว่าปี 2020 จะดีขึ้น เพราะสถานการณ์เรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มคลี่คลาย และจะเป็นปีแรกที่รัฐบาล&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้บริหารประเทศแบบเต็มปี&amp;nbsp; และคงจะมีมาตรการกระตุ้นออกมามากมาย โดยเฉพาะการผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ผ่านงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่แค่ยังไม่พ้นเดือน ม.ค. เศรษฐกิจไทยก็เผชิญวิกฤติระลอกแล้ว ระลอกเล่าเข้ามากระทบ เริ่มตั้งแต่การประกาศศึกระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์ยังไม่มีความรุนแรงและบานปลาย แต่มันไม่ใช่เครื่องที่การันตีได้ว่าอนาคตจะมีเหตุการณ์ตอบโต้ชนิดช็อกโลกอีกหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังไม่พอ ความหวังเรื่องการลงทุนภาครัฐ ที่เอกชนความตั้งหวังไว้ จะเริ่มเห็นตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นไป ล่าสุดก็เกิดอาการสะดุด จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน จนอาจจะทำให้กฎหมายงบประมาณกลายเป็นโมฆะ ซึ่งจากนี้จะต้องมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กรณีดังกล่าวส่งผลในแง่ใดบ้าง แต่ที่แน่ๆ ตัวงบประมาณปี 63 ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก อย่างน้อยก็อีกเป็นเดือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจไทยเหลือที่พึ่งเพียงตัวเดียว ซึ่งก็เป็นพระเอกของปีที่แล้ว นั้นก็คือการท่องเที่ยว แต่ดูเหมือนในปีนี้พระเอกของเราจะเจอตัวโกงที่เป็นอุปสรรคใหญ่เสียแล้ว เพราะอยู่ดีๆ ประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของโลกในยุคปัจจุบัน กำลังเผชิญปัญหาความร้ายแรงทางด้านสาธารณสุข นั้นก็คือการระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จนทำให้ทางการจีนจำเป็นต้องชัตดาวน์ประเทศ สั่งประชาชนหยุดเดินทางออกประเทศ ซึ่งเรื่องดังกล่าวย่อมส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวทั้งไทยและทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจากการประเมินของ อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในขณะนี้มีกังวลมากขึ้นและมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสมากขึ้นเป็นลำดับที่จะขยายตัวย่ำแย่กว่าปีที่แล้ว ซึ่งขยายตัวเพียง 2.5-2.6% โดยปัจจัยเสี่ยงที่กังวลมากที่สุดคือ งบประมาณปี 2563 ล่าช้าไปกว่าแผนเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่จะนำมาใช้ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยอาจล่าช้าไปอย่างน้อยกว่าเดิม 3 เดือน คือนำมาใช้ได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถ้าเป็นไปตามนี้เศรษฐกิจไทยคงยังไม่เสียอาการ แต่อาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำกว่าเดิม ซึ่งในปีนี้ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดไว้โดยจะโตต่ำกว่า 2.8% แต่ถ้าเกิดปัญหาทางการเมืองบานปลายจนอาทำให้เกิดการยุบสภา จะทำให้เศรษฐกิจไทยหนักและเหนื่อย อาจส่งผลให้ปีนี้โตต่ำกว่า 2.5% มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ไวรัสโคโรนา จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 80,000-120,000 ล้านบาทหายไป หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในต้นเดือนมีนาคม หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยและเอเชียได้ขณะนี้ ในเบื้องต้นจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน และนักท่องเที่ยวจากต่างชาติลดลงไม่ต่ำกว่า 2% ของเป้าหมาย แค่เดือนแรกในปีหนูทองก็ส่อเค้าถึงความยากลำบากต่อการทำมาหากินในปี 2020 แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55637</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, แค่ต้นปีก็หนักแล้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53193</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำจัดเกือบ 100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมนั้น จะต้องคำนึงในถึงทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทางของวัตถุดิบ สเปกของเครื่องจักร กระบวนการผลิต ความชัดเจน รวมถึงปลายทาง การส่ง รวมถึงกระบวนการกำจัดซาก หรือขยะ เพื่อให้ทุกอย่างนั้นเป็นระบบ และสามารถตรวจสอบได้ด้วย ทั้งนี้ ในยุคปัจจุบันที่ผู้ผลิตหรือผู้ดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตามต้องคำนึงถึง นอกเหนือจากการผลิตสินค้าให้ตรงความต้องการของตลาดนั้น ก็คือต้องมีกระบวนการผลิตและกำจัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่คนในสังคมจับตามองมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคอุตสาหกรรมเองจึงต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้กระบวนการผลิตและกำจัดซากนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมนั้น กระบวนการกำจัดซากจะผ่านการเผาทิ้งทั้งสิ้น เพื่อให้สิ่งที่ไม่จำเป็นนั้นหมดสิ้นไป แต่ที่ผ่านมาในช่วงยุคพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ก็มีการกำจัดผ่านการเผาไฟทั่วไป โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หลังๆ มานั้นสังคมเริ่มเห็นถึงผลกระทบได้ชัดเจนว่า การเผาขยะ หรือเผาซากอุตสาหกรรมทิ้งนั้นกระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงเกิดการต่อต้าน และรณรงค์ให้เกิดการกำจัดซากที่ไม่ให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จึงการเกิดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นเตาเผาขยะและซากอุตสาหกรรม ที่ไม่ปล่อยสารพิษหรือสิ่งที่จะทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งล่าสุดประเทศญี่ปุ่นก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นเตาเผาฟลูอิดไดส์เบด โดยเป็นเตาเผาที่สามารถเผาซากเครื่องทำความเย็นต่างๆ ได้โดยกักเก็บสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือเอฟซี (FC) ที่อยู่ภายในไม่ให้รั่วไหลออกไปจนทำลายบรรยากาศของโลก หรือทำลายชั้นโอโซน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เตาเผาฟลูอิดไดส์เบด เป็นเตาเผาที่ใช้ทรายเป็นตัวกลางในการนำความร้อน และสามารถควบคุมอัตราการป้อนสาร FC ได้ โดยหลักการทำงานของเตาเผาฟลูอิดไดส์เบดจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเก็บสารทำความเย็นจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แอร์ ตู้เย็น เครื่องทำความเย็น ระบบทำความเย็นในรถยนต์ โดยจะดูดสารทำความเย็นใส่ไว้ในถังเก็บ ก่อนที่จะส่งมากำจัดที่เตาเผา ก๊าซร้อนที่เกิดขึ้นจากห้องเผาจะถูกส่งไปยังหม้อไอน้ำ เพื่อผลิตไอน้ำ ก่อนจะส่งต่อเข้าสู่มลพิษระบบบำบัดทางอากาศของเตาเผา ด้วยการควบคุมอัตราการป้อนสารที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะทำให้เตาเผาสามารถกำจัดสาร FC ได้มากกว่า 99.99% โดยสามารถตรวจวัดได้จากอัตราการระบายมลพิษทางอากาศที่ปล่องระบายอากาศของโครงการ ทั้งนี้ เตาเผาฟลูอิดไดส์เบดนี้สามารถเผาของแข็งได้ประมาณ 150 ตันต่อวัน และเผาของเหลวได้ประมาณ 123 ตันต่อวัน มีศักยภาพในการป้อนสาร FCs ได้ไม่เกิน 3% หรือ 4.5 ตันต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนวัตกรรมดังกล่าวนั้นจะถูกนำมาใช้กับประเทศไทย โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ บริษัท โดวะ อีโค่ ซิสเต็มส์ จำกัด (DES) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการส่งเสริมการจัดการสาร FC ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น (MOEJ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการจัดการ บำบัด และกำจัดสาร FC โดยคำนึงถึงวิธีการจัดการ และทำลายสาร FC ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการดูแลและรักษาชั้นโอโซน รวมทั้งการเก็บกลับคืนสาร FC ที่ใช้แล้วจากอุปกรณ์ทำความเย็น และเครื่องปรับอากาศอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยระบบเตาเผาดังกล่าวในนิคมอุตสาหกรรมบางปู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การเอ็มโอยูครั้งนี้ยังถือเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของพิธีสารมอนทรีออล ที่ประเทศภาคีสมาชิกต่างๆ รวมถึงประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นโอโซน และทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนต่ำ โดยดำเนินงานอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการใช้สารทดแทนในระยะยาวเป็นไปอย่างยั่งยืน รวมถึงต้องหาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และกำจัดสารเหล่านี้ให้หมดไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การบริหารจัดการ บำบัด และกำจัดสารฟลูออโรคาร์บอนในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกด้าน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อนำมาซึ่งสภาพแวดล้อมที่สะอาดขึ้น รวมถึงสภาวะความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนที่ดีขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีของ กนอ. ที่จะนำเตาเผาดังกล่าวเข้ามาใช้ในประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53193</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, กำจัดเกือบ 100%, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กับดักGEN Y “ของมันต้องมี”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อประมาณ ปี 2560 เคยมีข้อมูลของสถาบันวิจัยป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ได้ทำการศึกษา Big Data Analytics และพบว่า คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น เป็นหนี้นานขึ้น และมีมูลหนี้มากขึ้น และเมื่อแยกย่อยลงในรายละเอียด ยังพบอีกว่า &amp;ldquo;คนไทยเป็นหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อย&amp;rdquo; อีกด้วย&amp;nbsp; โดยฐายข้อมูลของเครดิตบูโร พบว่า ครึ่งหนึ่งของคนอายุราว 30 ปี มีหนี้สิน โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่ออุปโภคบริโภค หนี้บัตรเครดิต และถ้าดูคนไทยที่มีหนี้เสีย หรือหนี้ค้างชำระมากกว่า 3 เดือน ก็จะพบอีกว่า ลูกหนี้ที่อยู่ในช่วงอายุ 29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานและอยู่ในช่วงวางรากฐานที่สำคัญให้ครอบครัว เป็นลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน มากถึง 1 ใน 5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และล่าสุด &amp;ldquo;ศูนย์วิจัย TMB Analytics&amp;rdquo; ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการศึกษาพฤติกรรมการเงินจากข้อมูลโซเชียลมีเดียของคน GEN Y ส่วนใหญ่มีความฝันสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคง อยากมีบ้าน รถ และเงินออม แต่ความเป็นจริงห่างไกล สาเหตุจากติดกับดักค่าใช้จ่าย &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; ทำให้ในแต่ละปีกลุ่ม GEN Y ต้องเสียเงินรวมกันสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13% ของจีดีพี ซึ่งเทียบได้กับมูลค่าลงทุนในพื้นที่พิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในระยะ 5 ปี หรือ 8 เท่าของมูลค่าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยพร้อมแนะเพื่อให้ GEN Y มีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ว่า GEN Y 1.4 ล้านคนเป็นหนี้ ซึ่งเป็นหนี้เสียคิดเป็น 7% ของยอดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) รวมจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า กลุ่ม GEN Y (อายุ 23-38 ปี) มีการกู้ 7.2 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 50% ของ GEN Y ทั้งหมด มีภาระหนี้อยู่ที่ 4.23 แสนบาทต่อคน ที่น่าสังเกตคือ 20% ของ GEN Y ที่กู้ หรือ 1.4 ล้านคนเป็นหนี้ผิดนัดชำระ ซึ่งคิดเป็น 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงเพราะทัศนคติเหล่านี้ ทั้งบริโภคนิยม ตัดสินใจซื้อแบบไม่ต้องคิด ความสุขซื้อได้ด้วยประสบการณ์ ซึ่งเป็นที่มาของประโยคยอดฮิต &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics ให้รายละเอียดถึงผลจากการสำรวจพฤติกรรมของ GEN Y บนโซเชียล ว่าความหวัง &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; ก่อนอายุ 40 คือ อยากมีบ้าน 48%, รถยนต์ 22% ขณะที่อยากมีเงินออมและสินทรัพย์อื่นๆ มีไม่มาก อยู่ที่ 13% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ GEN Y เมื่อวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษา พบว่ามียอดใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าของมันต้องมีถึง 69% ขณะที่รายการซื้อบ้าน ซื้อรถที่เป็นความฝัน มีสัดส่วนที่ลดลงมาก รวมทั้งสัดส่วนเงินออมมีไม่ถึง 10%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉลี่ย GEN Y หมดเงินไปกับ &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; ปีละเกือบแสน หรือ 1 ใน 4 ของรายได้ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการซื้อโทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า และนาฬิกา/เครื่องประดับ โดยสาเหตุที่ GEN Y อยากได้ &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; เป็นเพราะซื้อตามเทรนด์กลัวเอาต์ 42% มากกว่ามองเป็นของจำเป็น 37% แถมเงินที่ใช้ซื้อนั้น คนส่วนใหญ่ 70% บอกมีเงินไม่พอ แต่ใช้การกู้จากธนาคารและใช้บัตรเครดิตกับบัตรกดเงินสดในการใช้จ่าย ซึ่งเมื่อลงรายละเอียดพบว่ามากกว่า 70% ของ GEN Y มีการผ่อนชำระที่ต้องเสียดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ GEN Y มีลักษณะเข้าทำนองฝันไกลแต่ไปไม่ถึง สะท้อนจาก GEN Y ที่เริ่มต้นทำงานเฉลี่ยตั้งเป้าอยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาท แต่บอกจะออมเงินแค่เฉลี่ยเดือนละ 5,500 บาท ซึ่งถ้าเก็บด้วยอัตรานี้ต้องใช้เวลาถึง 90 ปี จึงจะถึงเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมทางการเงินและทัศนคติของ GEN Y พบว่า GEN Y ที่มีพฤติกรรมการใช้จ่าย &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; น้อยกว่าเงินเก็บมีสัดส่วน 53% ขณะที่กลุ่มที่มีพฤติกรรมค่าใช้จ่าย &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; มากกว่าเงินเก็บอยู่ที่ 47% แม้สัดส่วนน้อยกว่าอีกกลุ่ม แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนแล้วมีถึง 6.8 ล้านคน จึงเป็นสิ่งต้องให้ความสำคัญอยู่ และหากผ่าโครงสร้างทางการเงินของ GEN Y สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม GEN Y &amp;ldquo;ของมันต้องได้ แต่เงินไม่มี&amp;rdquo; ขณะที่กลุ่ม GEN Y &amp;ldquo;ของมันต้องมี และเก็บเงินได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี GEN Y จะต้องทำอย่างไรหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรเพื่อนำไปสู่การมีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีหรือมีวินัยทางการเงิน สิ่งแรกที่แนะนำคือ ลดเงินที่ใช้กับ &amp;ldquo;ของมันต้องมี&amp;rdquo; ลงแค่ 50% (เชื่อว่าลดหมด 100% เป็นไปได้ยาก) ควบคู่กับวางแผนการบริหารเงินให้ดีโดยเพิ่มการออมการลงทุนให้ถูกที่ แค่นี้ GEN Y จะมีเงินสะสมเพิ่มขึ้น 4.3 หมื่นบาทต่อปี&amp;nbsp; เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือยาวไป 30 ปี ก็จะสามารถซื้อทรัพย์สินตามที่เคยตั้งความหวังไว้ได้ไม่ยาก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51353</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, กับดักGEN Y “ของมันต้องมี”, ครองขวัญ รอดหมวน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เตือนจ่ายหนี้ กยศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ย้ำเตือนกันอีกครั้ง สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในรุ่นต่อๆ ไป โดยที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ามีทั้งกลุ่มผู้กู้ยืมที่ดี มีวินัย ชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลา และกลุ่มที่อาจต้องมีแรงกระตุ้นเพื่อให้เกิดจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กยศ.ได้พยายามในการกระตุ้นเพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินรุ่นพี่ที่ครบกำหนดชำระ มาเร่งชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้เกิดการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และล่าสุดกับ &amp;ldquo;มาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระหนี้และปิดบัญชี&amp;rdquo; โดย กยศ.ได้ให้โอกาสผู้กู้ยืมที่ค้างชำระและมีเบี้ยปรับทุกกรณี มาชำระหนี้เพื่อรับส่วนลดเบี้ยปรับ 85% ของเบี้ยปรับ ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2561-31 พ.ค.2562 นี้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันต้องมีการชำระ ปิดบัญชีเพื่อรับส่วนลดเบี้ยปรับ โดยต้องแจ้งขอใช้สิทธิลดเบี้ยปรับล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ เพื่อนัดหมายวันชำระหนี้ปิดบัญชี โดยต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของ กยศ.ที่ www.studentloan.or.th/discount/ หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งความประสงค์ได้ที่ www.studentloan.or.th/discount-form/ และส่งแฟกซ์มายังเบอร์ 0-2016-4940 และ 0-2016-4950&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์&amp;rdquo; ผู้จัดการ กยศ. ระบุว่า ขอแจ้งเตือนให้ลูกหนี้ กยศ.ที่ผิดนัดชำระหนี้กว่า 2 ล้านราย ให้เข้าร่วมมาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมมาชำระหนี้ปิดบัญชีเพิ่มเติม สำหรับผู้กู้ที่ผิดนัดชำระและต้องการปิดบัญชี จะได้รับสิทธิลดเบี้ยปรับ 85% ของเบี้ยปรับ ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ซึ่งจะหมดเขตในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ เพราะหากมาหลังจากนั้นจะต้องเสียเบี้ยปรับเต็มจำนวน และ กยศ.จะไม่มีการขยายเวลาออกไปแล้ว ส่วนลูกหนี้ชั้นดีที่ไม่เคยผิดนัดชำระและต้องการปิดบัญชีเงินกู้ก่อนกำหนด จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อยเงินต้น 3%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว ก่อนหน้านี้ กยศ.ยังได้ออกมาตรการหักบัญชีเงินเดือนลูกหนี้ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าผลที่ออกมาในเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ โดยเริ่มแรกดำเนินการกับกลุ่มข้าราชการและลูกจ้างที่ได้รับเงินเดือนผ่านระบบจ่ายตรงเงินเดือนและค่าจ้างประจำของกรมบัญชีกลาง ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ธ.ค.2561 ประมาณ 1.65 แสนราย โดยได้รับชำระหนี้แล้วกว่า 240 ล้านบาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในเดือน ก.พ.2562 กยศ.ได้หักเงินเดือนผู้กู้ยืมอีกกว่า 8 หมื่นราย ที่ทำงานอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชนรายใหญ่ 20 แห่ง ผ่านระบบรับชำระเงินคืนของกรมสรรพากร ได้รับเงินชำระหนี้กว่า 134 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กยศ.ประเมินว่า ในปี 2562 จะสามารถดำเนินการหักบัญชีเงินเดือนลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวได้ 5 พันล้านบาท และทั้งปี กยศ.จะได้รับเงินชำระหนี้เพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้ยังเป็นผลให้สถิติการฟ้องร้องและบังคับคดีต่างๆ ของกองทุนและลูกหนี้ลดน้อยลงด้วย โดยประเมินว่าสถิติการบังคับคดีจากหลักแสนรายต่อปี จะลดลงเหลือหลักหมื่นรายต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และภายในไตรมาส 2/2562 กยศ.จะเริ่มทยอยหักบัญชีเงินเดือนลูกหนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการในส่วนนี้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนราย และคาดว่าภายในระยะเวลา 2 ปี จะสามารถเดินหน้าหักบัญชีเงินเดือนของลูกหนี้ได้ครบทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแนวทางการหักบัญชีเงินดือนลูกหนี้ กยศ.นั้น แม้ว่าช่วงแรกอาจจะสร้างความวิตกให้กับลูกหนี้ไปบ้าง แต่เมื่อมาคำนวณในรายละเอียดอย่างดีแล้ว ไม่ได้มากมายจนทำให้เกิดปัญหา และ กยศ.เองก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะ &amp;ldquo;กรมสรรพากร&amp;rdquo; ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบชำระเงินคืนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทำให้ผลการรับชำระหนี้ดีเป็นที่น่าพอใจ โดยจากนี้กองทุนจะทยอยประสานการหักเงินเดือนหน่วยงานเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี ในส่วนของสถานการณ์การปล่อยกู้ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในปีการศึกษา 2562 นั้น ได้เริ่มรับคำร้องตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง กยศ.ได้เตรียมงบประมาณรองรับกว่า 3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะให้กู้ยืมได้ไม่ต่ำกว่า 6 แสนราย ดังนั้นหากผู้กู้ยืมที่เป็นรุ่นพี่ เมื่อครบกำหนด มีการผ่อนชำระคืนตามหน้าที่และความรับผิดชอบ ยังเป็นการต่อยอดและปูทางให้นักเรียน นิสิต นักศึกษารุ่นน้องได้มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงจะช่วยพัฒนาตัวเอง พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และพัฒนาประเทศในอนาคตได้อีกด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนี้เอง จะเป็นตัวต่อยอดและพัฒนาประเทศในอนาคตได้อีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35248</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระะจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, เตือนจ่ายหนี้ กยศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
