<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 22:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 22:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยกรีนพีซขับร่มร่อนลงสนามบอลหวิดโดนสไนเปอร์ยิงร่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เสี่ยงไม่เข้าเรื่อง นักเคลื่อนไหวของกรีนพีซที่ขับไมโครไลต์ลงสนามฟุตบอลก่อนหน้าที่ทีมชาติเยอรมนีกับฝรั่งเศสจะเริ่มการแข่งขันยูโร 2020 เมื่อค่ำวันอังคาร รอดจากการโดนสไนเปอร์ของตำรวจยิงร่วงอย่างหวุดหวิด เพียงเพราะตำรวจเห็นโลโก้ของกรีนพีซเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักเคลื่อนไหวกรีนพีซขับไมโครไลต์ลงสนามฟุตบอลขณะที่นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนีและฝรั่งเศสกำลังเตรียมพร้อมจะเขี่ยลูกเริ่มการแข่งขันยูโร 2020 ที่เมืองมิวนิกของเยอรมนี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 (Photo by Marvin Ibo Guengoer/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีอ้างคำแถลงของโยอาคิม แฮร์มันน์ รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาวาเรีย เมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายนว่า พลแม่นปืนหลายนายของหน่วยตำรวจเล็งเป้าที่ชายคนนี้ไว้แล้ว ถ้าตำรวจตกลงใจว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้าย เขาจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์มันน์กล่าวว่า สิ่งที่ช่วยให้นักเคลื่อนไหวรายนี้ไม่โดนยิงกลางอากาศก็คือโลโก้ขนาดใหญ่ของกรีนพีซบนร่มชูชีพของอากาศยานเบาพิเศษหรือไมโครไลต์ที่เขาบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุการณ์นี้ซึ่งกล้องจำนวนมากบันทึกภาพไว้ตลอด เผยให้เห็นว่า เขาขับเครื่องร่อนอยู่เหนือสนามฟุตบอลอัลลิอันซ์อาเรนา แล้วดูเหมือนไมโครไลต์ของเขาจะเกี่ยวกับสายเคเบิลของกล้องเหนือพื้นสนาม ทำให้เสียการทรงตัวและเกือบกระแทกกับอัฒจันทร์ ทำให้เครื่องลงจอดฉุกเฉินในสนามเพียงชั่วครู่ก่อนเกมจะเริ่ม ร่มชูชีพสีเหลืองของเขามีข้อความว่า &amp;quot;เตะน้ำมันออกไป กรีนพีซ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความบ้าบิ่นที่ผิดแผนครั้งนี้ส่งผลให้ชาวฝรั่งเศสวัย 36 ปี และชาวยูเครนวัย 42 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะต้องถูกส่งโรงพยาบาล แต่อาการปลอดภัยแล้ว ส่วนนักเคลื่อนไหวกรีนพีซวัย 38 ปีรายนี้ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เขาโดนจับกุมทันที และโฆษกตำรวจมิวนิกกล่าวว่า เขาจะถูกตั้งข้อหาทำผิดกฎหมายการจราจรทางอากาศ, เป็นอันตรายต่อการจราจรทางอากาศ, ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย และบุกรุก เขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งนี้ขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเรียกเสียงประณามอย่างกว้างขวาง โดยอ้างว่ากิจกรรมครั้งนี้ไม่เป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรีนพีซบอกว่า เป้าหมายของการประท้วงของพวกเขาคือการทิ้งลูกบอลยางที่มีข้อความต่อต้านการใช้น้ำมันลงสู่สนามฟุตบอล เพื่อเรียกร้องให้โฟล์กสวาเกนที่เป็นผู้สนับสนุนยูโร 2020 หยุดขายรถยนต์ดีเซลและเบนซิน แต่เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค นักบินไมโครไลต์จึงต้องลงจอดในสนาม ซึ่งแมตช์นี้มีผู้ชมถึง 14,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตำรวจมิวนิกกล่าวว่า พวกเขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อยกับการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ ขณะที่แฮร์มันน์กล่าวว่า กรีนพีซควรรู้ล่วงหน้าแล้วว่าน่านฟ้าเหนือสนามฟุตบอลนี้เป็นเขตห้ามบิน การกระทำครั้งนี้ไม่สมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกของนายกฯ อังเกลา แมร์เคิล กล่าวถึงการประท้วงดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบและทำให้คนอื่นๆ ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง และโล่งใจที่ผลลัพธ์ไม่เลวร้ายกว่านี้ ส่วนยูฟาตำหนิว่าเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและอันตราย ที่อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ร้ายแรงมากๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106635</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ, ขับร่มร่อนลงสนามบอล, ตำรวจเยอรมนี, ยูโร 2020, สไนเปอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60ca1d90502f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 18:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนึ่งทศวรรษหายนะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ กรีนพีซเรียกร้องเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียนแทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากหน้าปกรายงาน &amp;quot;Fugushima Daiichi 2011-2021&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11มี.ค.64- เนื่องในเหตุการณ์รำลึกถึงหายนะภัยนิวเคลียร์ที่เมืองฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีก่อน กรีนพีซ ญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ โดยแซม แอนเนสลี ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ ญี่ปุ่น กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียครอบครัวและคนรักจากแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮกุ(Great East Japan Earthquake and Tsunami) เรายืนหยัดเคียงข้างผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากผลของหายนะภัยนิวเคลียร์ครั้งใหญ่นี้&amp;nbsp;
หลังจากหายนะภัยที่ฟุกุชิมะ ญี่ปุ่นได้เริ่มต้นความพยายามในการบูรณะเมืองใหม่ รวมถึงสร้างเครือข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นมีโอกาสได้ทบทวนแผนพลังงานเพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของชาวญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในทางแพร่งที่ต้องเลือกหลังจากพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มาหลายปี แต่น่าเสียดายที่หลังจากเกิดหายนะภัยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ รัฐบาลญี่ปุ่นกลับเริ่มส่งเสริมโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งนำไปสู่ปัญหาอื่น นั่นก็คือการเร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาชี้ขาดที่รัฐบาลต่าง ๆ จะต้องบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติจากภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศที่มีต่อผู้คนและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนแล้ว โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งได้ลดสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ลงจาก 22% เหลือ 11% ในขณะที่เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนจาก 17% เป็น 45% [1] นับจากนี้ญี่ปุ่นควรใช้ตัวอย่างนี้เป็นแรงบันดาลใจและเร่งแก้ไขนโยบายพลังงาน เพื่อสนับสนุนระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรีนพีซญี่ปุ่นย้ำเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมโดยการส่งเสริมนโยบายพลังงานหมุนเวียนแทนการใช้ถ่านหินและนิวเคลียร์ ญี่ปุ่นมีความสามารถและเทคโนโลยีแต่ยังขาดความตั้งใจจริง เมื่อมองไปยังอนาคต รัฐบาลญี่ปุ่นควรลงทุนในแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นต่อแผ่นดินไหวและเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะภัยเช่นที่ฟุกุชิมะขึ้นอีก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาซุเอะ ซูซุกิ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานของกรีนพีซ ญี่ปุ่น กล่าวว่า &amp;ldquo; จากการสำรวจของสื่อญี่ปุ่น เห็นได้ชัดว่าคนจำนวนมากไม่ต้องการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ [2] อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับพยายามเริ่มโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทีละแห่งโดยไม่สนใจความต้องการของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนการที่จะกลับมาใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องล้มเลิก รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนโดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;
คาซุเอะ กล่าวอีกว่า ผลกระทบจากหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ยังไม่สิ้นสุด โดยปรากฎในข้อมูลภาครัฐว่ามีประชาชนอย่างน้อย 35,000 คนในปัจจุบันที่ยังคงต้องใช้ชีวิตในฐานะผู้อพยพ รวมทั้งการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายยังคงดำเนินต่อไปทั่วญี่ปุ่น การเคลื่อนย้ายวัสดุที่ปนเปื้อนรังสีทำให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำ การปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิยังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ปนเปื้อนรังสีที่เกิดขึ้นและสะสมอยู่ในเขตโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลญี่ปุ่นต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก และควรชดเชยให้แก่ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในฟุกุชิมะ ที่สำคัญที่สุดคือต้องสร้างความมั่นใจให้กับอนาคตของประชาชนด้วยการลงมือปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศโดยลด ละ เลิกถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ที่สกปรกและเป็นอันตรายให้หมดสิ้นไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95772</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ, ฟุกุชิมะ, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_604a04a7d9c88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2020 07:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2020 07:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรีนพีซ&#039; แถลงจี้รัฐบาลยุติใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ต่อการชุมนุมอย่างสันติวิธีของประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม &amp;quot;กรีนพีซ&amp;quot; ได้โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องรัฐบาลให้ยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อการชุมนุมอย่างสันติวิธีของประชาชน การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามปฏิญญาสากล และรัฐควรหยุดคุกคามประชาชนโดยทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Greenpeace Thailand condemns the violent crackdown on a peaceful demonstration. People have the right to perform non-violent protests, which are a fundamental human right. Greenpeace calls on the Thai government to stop the violence and unjustified action now.&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ธนาธร&amp;#39; มาแล้ว!จี้ตำรวจหยุดใช้ความรุนแรงยุติการชุนนุมเดี๋ยวนี้
	ศาลออกหมายจับ 12 แกนนำม็อบคณะราษฎร &amp;#39;ไมค์&amp;#39; ไม่รอด!
	ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับที่ 2 ขยายจนถึง 13 พ.ย.
	รวบแกนนำ &amp;#39;ฟอร์ด ทัตเทพ&amp;#39; เลขาธิการเยาวชนปลดแอก ถูกส่งตัวไป ตชด.ภาค 1
	&amp;#39;ลูกเกด&amp;#39; ประกาศยุบ &amp;#39;คณะราษฎร 63&amp;#39; ต่อไปนี้ผู้ชุมนุมทุกคนคือแกนนำ
	&amp;#39;พิธา&amp;#39; เผยม็อบ 3 นิ้วโดนจับกว่า 100 คนบาดเจ็บอีกจำนวนมาก!
	ประกาศคณะราษฎร ณ เวลาย่ำรุ่ง สิบเจ็ดตุลา
	พลโทพงศกร ระบุเท่าที่จำได้ จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ไม่เคยทำร้ายเด็ก
	

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ, คณะราษฎร, ม็อบ, สลายการชุมนุม, แยกปทุมวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201017/image_big_5f8a3616cff49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รพ.พระปกเกล้า ต้นแบบปฏิรูปพลังงานสะอาด    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคารอายุรศาสตร์ของ รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี เมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว เป็นเพียงโรงพยาบาลขนาด 50 เตียง ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ในปัจจุบันโรงพยาบาลพระปกเกล้าถือเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ขยายเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขนาด 755 เตียง แต่ในความเป็นจริงมีคนไข้ต้องดูแลมากถึง 900 เตียง ประกอบด้วยอาคารรักษาพยาบาลทั้งหมด 43 หลัง ผู้ป่วยนอกเข้ารับบริการวันละ 1,903 ราย ผู้ป่วยในนอนเฉลี่ย 671 รายต่อวัน และเปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง รองรับการให้บริการทั้งชาวไทยและจากประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาระค่าไฟฟ้าของ รพ.พระปกเกล้า ปี 2561 สูงถึง 38 ล้านบาทเศษ เฉลี่ยเดือนละ 3.2 ล้านบาท เพื่อประหยัดงบประมาณ โรงพยาบาลแห่งนี้พยายามรณรงค์และเดินหน้ามาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าไฟฟ้า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารให้กับโรงพยาบาลผ่านกองทุนแสงอาทิตย์ ซึ่งทำหน้าที่ระดมทรัพยากรติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาด้วยความร่วมมือของเครือข่ายภาคประชาสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากลงมือทำจริงในพื้นที่ ล่าสุด กองทุนแสงอาทิตย์และกรีนพีซร่วมเปิดตัวโรงพยาบาลแสงอาทิตย์แห่งที่ 7 ของประเทศไทย รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี โดยมีนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานพิธี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยการระดมทุนจากประชาชน ทำให้กองทุนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับโรงพยาบาล โดยเริ่มต้นที่ขนาด 30 กิโลวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลปีละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของภาคตะวันออก และหากมีมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมด้วย จะช่วยให้ลดภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว สามารถนำเงินที่ลดค่าไฟฟ้าได้ไปใช้ในการรักษาชีวิตผู้ป่วยและเพิ่มขีดความสามารถในการบริการประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป นอกจากนี้ ยังลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตัวการก่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ อันตรายต่อชีวิต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.รพ.พระปกเกล้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการ รพ.พระปกเกล้า กล่าวว่า รพ.พระปกเกล้าต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ในส่วนของค่าไฟฟ้านั้น จากข้อมูลในปี 2561 โรงพยาบาลมีภาระค่าไฟฟ้าสูงถึง 38 ล้านบาทเศษ ตกเฉลี่ยเดือนละ 3.2 ล้านบาท และอีกไม่นานโรงพยาบาลจะเปิดให้บริการอาคารศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง เป็นอาคาร 10 ชั้น คาดว่าจะมีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี การระดมทุนของกองทุนแสงอาทิตย์เพื่อติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปหรือระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารอายุรศาสตร์ของโรงพยาบาลพระปกเกล้า ทำให้ รพ.พระปกเกล้าเป็นโรงพยาบาลแสงอาทิตย์แห่งที่ 7 ที่มาจากเงินบริจาคของประชาชนผ่านกองทุนแสงอาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระครูวิมลปัญญาคุณ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม จ.อุบลราชธานี ในฐานะประธานกองทุนแสงอาทิตย์ กล่าวว่า กองทุนแสงอาทิตย์ได้ดำเนินการเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีชื่อ &amp;ldquo;กองทุนแสงอาทิตย์โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค&amp;rdquo; มาตั้งแต่เดือน พ.ย.2561 จนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารของโรงพยาบาลแล้ว 7 แห่ง รวม รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรีแห่งนี้ด้วย สำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร รพ.พระปกเกล้านี้ ตั้งแต่วันที่ 4&amp;ndash;6 ม.ค.2563 รวมระยะเวลา 3 วัน สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้ &amp;nbsp;โดยใช้แผงโซลาร์ชนิดโมโน ขนาด 405 วัตต์ จำนวน 90 แผง พร้อมอินเวอร์เตอร์และอุปกรณ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงตามที่กองทุนแสงอาทิตย์กำหนด ได้กำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวม 36.45 กิโลวัตต์ ใช้งบประมาณตาม
สัญญาว่าจ้างทั้งสิ้น 1,050,000 บาท หรือเฉลี่ยวัตต์ละ 28.8 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานกองทุนแสงอาทิตย์กล่าวต่อว่า ด้วยกำลังผลิตไฟฟ้าขนาดนี้จะช่วยโรงพยาบาลลดภาระค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 200,000 บาทต่อปี และยาวนานถึง 25 ปี ตามอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ แม้จะเป็นเงินไม่มากเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าทั้งหมดของโรงพยาบาล แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่โรงพยาบาลจะสานต่อเพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นต่อไป และหากโรงพยาบาลมีมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมด้วย จะช่วยให้ลดภาระค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว สามารถจะนำเงินที่ลดค่าไฟฟ้าได้ไปใช้ในการรักษาชีวิตผู้ป่วยและเพิ่มขีดความสามารถบริการประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป อย่างที่ได้เห็นผลมาแล้วจาก 6 โรงพยาบาลแสงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซประเทศไทย กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ไม่ใช่เพราะขาดศักยภาพ แต่มาจากการปิดกั้นทางนโยบาย โดยเฉพาะการเพิกเฉยต่อการนำมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟระดับครัวเรือน หรือ net metering มาใช้ เป็นระบบหักลบกลบหน่วย โดยไฟฟ้าที่ผลิตใช้เองจากโซลาร์รูฟสามารถนำมาตอบสนองการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน โหลดไฟฟ้าได้ทันที ไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนเกินเก็บเป็นเครดิตนำมาใช้หักลบกลบหน่วยได้ในรอบบิลถัดไป และมีมูลค่าเท่ากับราคาขายปลีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไทยไม่มีการผลักดันให้มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์บ้านผลิตไฟฟ้าในระดับบ้านเรือน เพื่อลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน และสามารถขายไฟฟ้าเข้าสายส่งหลักในราคาที่เป็นธรรม ขณะนี้ประชาชนยังคงร่วมลงชื่อกว่า 5,000 รายชื่อแล้ว ร่วมผลักดันให้คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.)นำมาตรการหักลบกลบหน่วยมาใช้ภายในปีนี้ ส่วนแผนนำร่องรับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนยังมีการจำกัดโควตา&amp;quot; จริยา กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครดิตภาพถ่ายโดย เริงชัย คงเมือง/กรีนพีซ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ, กองทุนแสงอาทิตย์, นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ, รพ.พระปกเกล้า, รพ.แสงอาทิตย์, ระบบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e37c9edb0684.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ทางแก้PM2.5 ในมุมมองเอ็นจีโอ ร้องปรับปริมาณฝุ่นพิษมาตรฐานองค์การอนามัยโลก           </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย พุ่งสูงติด 1 ใน 10 อันดับของโลก และสาหัสแบบนี้ทุกปีในช่วงเดือนธันวาคมลากยาวถึงเมษายน หลายภาคส่วนออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ลงมือปกป้องสุขภาพของประชาชนและจัดการกับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก้ที่ต้นเหตุอย่างเร่งด่วน &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงพ่นละอองน้ำ &amp;nbsp;แจกหน้ากากอนามัย ตามจุดเสี่ยงแล้วจบ หรือให้โรงเรียนประกาศหยุดการเรียนการสอนเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่น &amp;nbsp;ในขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งต้องต่อสู้หาทางป้องกันตัวเอง สวมใส่หน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศราคาแพงมาติดตั้งบ้าน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่น่าวิตกมีหลักฐานชัดเจนการใช้ชีวิตภายใต้มลพิษทางอากาศ PM2.5 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คนล้มป่วยมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าฝุ่น PM2.5 ส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบ ถึงร้อยละ 58 นอกจากนี้ ส่งผลต่อการเพิ่มของการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร้อยละ 18 และการเกิดโรคมะเร็งปอด ร้อยละ 6 ไม่รวมภัยฝุ่นจิ๋วฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้พัง เพราะมลพิษที่ห่มคลุมทั่วเมือง ทั้งกรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปไม่เดินทางเข้ามาพักผ่อนเหมือนเคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนึ่งในความเคลื่อนไหวใหญ่ &amp;nbsp;กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, Friend Zone, เมล์เดย์, Climate Strike Thailand และภาคประชาชน ร่วมเดินรณรงค์และยื่นแถลงการณ์ &amp;ldquo;พอกันที ขออากาศดีคืนมา&amp;rdquo; ถึงรัฐบาลลุงตู่เรียกร้องความชัดเจนในมาตรการการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของภาครัฐ บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยมีนายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้รับข้อเรียกร้อง เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในข้อเรียกร้องพุ่งเป้าไปที่มาตรการที่ภาครัฐจะต้องยกระดับให้ดีขึ้น ลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก ทั้งในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งรถยนต์ &amp;nbsp;และการปรับมาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศ ของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ &amp;nbsp;3 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี คือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นเพดานกำหนดการปลดปล่อย PM 2.5 ตั้งแต่ต้นทาง ควบคุมการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นภาคคมนาคมขนส่ง ภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และครัวเรือน เพื่ออากาศดีของเราทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พิษฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรง นำมาสู่การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในปีนี้ เมื่อวันที่ &amp;nbsp;23 มกราคมที่ผ่านมา มีมติให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; โดยมอบอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการแก้ปัญหาช่วงค่าฝุ่นวิกฤต พร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยการบูรณาการการดําเนินงานรวมกันในทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แผนดังกล่าว มีขั้นตอนการปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์วิกฤตปัญหาฝุ่นละออง ด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในช่วงระหว่างเกิดสถานการณ์วิกฤต (ธันวาคม - เมษายน) เป็นขั้นปฏิบัติการช่วงปริมาณ PM 2.5 &amp;nbsp;เกินมาตรฐานเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอํา นาจหน้าที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ฝุ่น โดยได้กําหนดเป็น 4 ระดับ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 1 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าไม่เกิน 50 ไมโครกรัม(มคก.) ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ให้ส่วนราชการทุกหน่วยต้องดําเนินการตามภารกิจ อํานาจหน้าที่ และกฎหมายที่มีอยู่ให้ครบถ้วนตามสภาวการณ์ปกติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 2 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่าระหว่าง 51 - 75 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม. ให้ทุกส่วนราชการต้องดําเนินการเพิ่มและยกระดับมาตรการต่างๆ ให้เข้มงวดขึ้น ในระดับนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ สําหรับส่วนราชการอื่นๆ เป็นหน่วยสนับสนุนในการปฏิบัติการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 3 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่าระหว่าง 76 - 100 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม. ให้เป็นอํานาจและหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าฯ จังหวัดที่ประสบปัญหาฝุ่นในการใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระดับที่ 4 เป็นระดับที่ปริมาณฝุ่น &amp;nbsp;PM2.5 มีค่ามากกว่า 100 &amp;nbsp;มคก.ต่อ ลบ.ม.หรือสีแดง &amp;nbsp;แนวทางปฏิบัติกําหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ และพิจารณากลั่นกรองแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว โดยจะต้องนําเรียนนายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาสั่งการที่เป็นแนวทางหรือมาตรการลดมลพิษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง &amp;nbsp;มุ่งให้ความสําคัญควบคุมและลดการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิด รวมถึงลดจํานวนแหล่งกําเนิดมลพิษ มีมาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) โดยควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะ มาตรการระยะสั้น เช่น &amp;nbsp;ส่งเสริมให้มีการนําน้ำมันเชื้อเพลิงมีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm มาจําหน่ายก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ &amp;nbsp;Euro 5 ภายในปี 2564 ให้เร่งรัดให้มีการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะ เป็นต้น &amp;nbsp;มาตรการระยะยาว เช่น ปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2566 และบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกํามะถันไม่เกิน 10 ppm ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ Euro 6 ภายในปี 2565 สนับสนุนส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถัดมาควบคุมและลดมลพิษจากการเผาในที่โล่ง/ภาคการเกษตร มาตรการระยะสั้น เช่น ส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุทางการทําเกษตร โดยการนํามาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ห้ามไม่ให้มีการเผาในพื้นที่ชุมชน ริมทาง และเผาขยะโดยเด็ดขาด กำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อยเพื่อเป็นจังหวัดต้นแบบปลอดการเผาอ้อย เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่นให้มีการกําหนดระเบียบหรือแนวปฏิบัติในการจัดการเศษวัสดุจากการทําเกษตรประเภทต่างๆ พิจารณาการพัฒนาระบบหรือยกระดับโดยผนวกมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการกําหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากการก่อสร้างและผังเมือง มาตรการระยะสั้น เช่น กําหนดกฎระเบียบมาตรการและเกณฑ์ปฏิบัติที่ดีในการควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้างประเภทต่างๆ ส่งเสริมให้มีการจัดทํา ผังเมืองและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ต้องคํานึงถึงปัจจัยที่จะมีผลต่อการระบายอากาศและการสะสมของมลพิษทางอากาศ เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่น ส่งเสริมการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองให้ได้ตามมาตรฐานสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรม มาตรการระยะสั้น เช่น กําหนดมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศในรูป Loading ในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นละออง โดยคํานึงถึงความสามารถหรือศักยภาพในการรองรับมลพิษทางอากาศของพื้นที่ การจัดทําเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ เป็นต้น มาตรการระยะยาว เช่น ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ควบคุมและลดมลพิษจากภาคครัวเรือน มาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) โดยเป็นการดําเนินงานต่อเนื่อง สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มและเตาปิ้งย่างปลอดมลพิษ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาเผาอิฐและถ่านปลอดมลพิษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และ 3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ ทส. เป็นการพัฒนาระบบ เครื่องมือ กลไกในการบริหารจัดการ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และกํา หนดแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต ประกอบด้วย มาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยเป็นการดํา เนินงานต่อเนื่องในการขยายเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและให้ท้องถิ่นติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง พัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นในการดํา เนินการติดตามการตรวจสอบคุณภาพอากาศเพื่อให้มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทบทวน ปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐาน แนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ประกอบด้วยการกําหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก &amp;nbsp;การปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 รวมทั้งศึกษาความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่งเสริมการวิจัย/พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการติดตามตรวจสอบ การตรวจวิเคราะห์และนวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ เพื่อนําไปประยุกต์ใช้ด้านการจัดการคุณภาพอากาศ รวมถึงเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่วนการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน เช่น การขับเคลื่อนการดํา เนินงานตามข้อตกลงเรื่องมลพิษหมอกควันข้ามแดน : ขับเคลื่อนการดํา เนินงานตามโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดน และข้อตกลงเรื่องมลพิษหมอกควันข้ามแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จัดทําบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิด เช่น การจัดทําบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกําเนิดเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกําหนด ปรับปรุงแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังที่เป็นหนึ่งเดียว บูรณาการระบบข้อมูลสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งแหล่งกําเนิด ปริมาณมลพิษในบรรยากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อการวางแผนการบริหารจัดการและสื่อสารแจ้งเตือน พัฒนาระบบ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศและการรายงานผล สร้างความเข้มแข็งของประชาชน ชุมชนในการดูแลป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองมาตรการ ระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) &amp;nbsp;เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวน ปรับปรุงมาตรการและแนวทางป้องกันและแก้มลพิษในระยะต่อไป ทั้งนี้ แผนดังกล่าวได้เรียบเรียงข้อมูลรายละเอียดความเป็นมา สถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว สาเหตุหลักของปัญหา &amp;nbsp;ขั้นตอนการจัดทำแผน และแผนปฏิบัติการที่มีกรอบแนวคิด ตัวชี้วัด มาตรการและแนวทางการดำเนินงานพร้อมหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;วันที่ &amp;nbsp;21 ม.ค. ผลจากการประชุม ครม. ระบุว่า &amp;ldquo; สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน&amp;rdquo; มีมติเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการในการป้องกันและ แก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤต 12 ข้อ แต่มาตรการดังกล่าวนักวิชาการด้านมลพิษชี้ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนและไม่มีฐานข้อมูลที่มาจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ในขณะที่ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กของไทยส่อเค้ารุนแรงขึ้น คำพูดของผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ &amp;nbsp;รัฐมนตรี กลับสื่อสารออกมาว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้าย สร้างวิกฤตศรัทธา ทั้งที่รัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศอย่างยั่งยืนและปกป้องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;แต่นายกฯ บอกยังแข็งแรง ยัวไหว ไม่เป็นไร แต่มลพิษทางอากาศเป็นเรื่องของชีวิต เรื่องความเป็นความตายของทุกคน &amp;nbsp;โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ทำงานกลางแจ้ง ไม่มีศักยภาพซื้อหน้ากากป้องกันตัวหรือเครื่องฟอกอากาศ รัฐบาลกลับบอกให้ดูแลตัวเอง ทั้งที่ประชาชนและเด็กๆ มีสิทธิที่จะได้รับอาหาร น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี .2561 ที่ภาครัฐประกาศดัชนีคุณภาพอากาศใหม่รวม PM 2.5 มาจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งผลกระทบและระดับความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ที่อันตรายและส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่กลับบอกว่า ปริมาณฝุ่นยังไม่ถึงค่า 50 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ทั้งที่ไม่มีค่าที่ปลอดภัยสำหรับคำว่า มลพิษทางอากาศ &amp;nbsp;เราสูดฝุ่นเข้าไปแล้วมากหรือน้อย ก็เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลกระทบเรื้อรัง &amp;nbsp;&amp;quot; ธารา กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สอดคล้องกับงานศึกษาผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นพิษ PM2.5 ทั้งขององค์การอนามัยโลก สหภาพยุโรป และองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา รายงาน State of Global Air ในปี พ.ศ. 2558 ระบุว่า ฝุ่นพิษ PM2.5 เป็น สาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรในประเทศไทย ประมาณ 37,500 คนต่อปี ก่อนหน้านั้นในปี พ.ศ. 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นพิษ PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง &amp;nbsp;เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากจำกันได้แรงกดดันและความตระหนักของประชาชนต่อผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 ทำให้รัฐบาลกำหนดให้ &amp;ldquo;การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง&amp;rdquo; เป็นวาระแห่งชาติ โดยมี ทส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติในการแก้ปัญหาขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่ ธารา บอกว่า น่าเสียดาย สิ่งที่ไม่มีในแผนปฏิบัติการฯ นี้ เมื่อเกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 คือ ทีมเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน และระบบการสื่อสาร สาธารณะที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง และเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและรอบด้านเพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องดูแลสุขภาพ ของตนและครอบครัวได้ทันท่วงที สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอต่อสาธารณะ คือความ เพิกเฉยต่อปัญหา สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ และโยนภาระมาให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปกป้องประชาชนจากผลกระทบฝุ่นพิษ PM2.5 ผอ.กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องปรับ มาตรฐาน PM 2.5 ในบรรยากาศของประเทศไทย ให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายชั่วคราวที่ 3 ของ WHO โดยที่ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ &amp;nbsp;35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีคือ 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2563 &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเพื่อลดปริมาณฝุ่นพิษ PM 2.5 ใน สิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องเน้นมาตรการการลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษ &amp;nbsp;จนถึงทุกวันนี้ยังไม่เคยมีกฎหมายกำหนดมาตรฐานการปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก &amp;nbsp;ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมรถยนต์ &amp;nbsp;โรงงานอุตสาหกรรมยังถูกควบคุมด้วยค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองรวม ทั้งที่ความเป็นพิษหรืออันตรายของฝุ่นแต่ละขนาดมีไม่เท่ากัน และการตรวจวัดก็ต่างกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในต้นตอสร้างฝุ่นขนาดเล็ก แต่ไม่ได้รับการพูดถึงเท่าไหร่ ทั้งที่ได้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาตรการลดปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 ในเมืองใหญ่ ธารา กล่าวว่า รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 9 ตารางเมตรต่อคน นอกจากนี้ ให้นำพื้นที่จากหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเป็นหน่วยงานกลางเมืองที่ประชาชนไม่ได้ติดต่อเป็นประจำย้ายไปนอกเมืองและสร้างสวนธารณะขึ้นแทน มีงานวิจัยระบุมีพื้นที่สีเขียวมากพอจะลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7 - 24&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จากภาคเกษตรกรรม ผอ.กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของอภิสิทธิชนและการส่งเสริมบทบาทกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษ ทางอากาศและการใช้สารเคมีการเกษตรร้ายแรงของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข มาตรการของรัฐบาลที่เพิ่งประกาศให้มีการลดการเผา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่การใช้มาตรการที่เข้มงวดให้ ผู้ประกอบการไม่รับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างแรงจูงใจให้ เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยน การพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดการเศษซาก ในระยะยาวต้องลดพื้นที่การผลิตพืชเชิงเดี่ยว ทั้งข้าวโพดและอ้อย เพราะนอกจากผลตอบแทนจะต่ำกว่าการผลิตรูปแบบอื่นหลายเท่าตัวแล้ว ยังเกิดผลกระทบกว้างขวาง &amp;nbsp;วิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดขึ้น ผลจากแรงกดดัน ทางสังคม รัฐบาลประกาศมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวออกมาอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่ไม่ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทางออกจากวิกฤตนี้ ธารา ย้ำว่า &amp;nbsp;นอกจากการรับมือเฉพาะหน้าแล้ว ต้องอาศัยการทำงานในระยะยาว และเครื่องมือที่สำคัญคือ กฏหมาย &amp;nbsp;เช่น กฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อย PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก &amp;nbsp;ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมหรือรถยนต์ ,การจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ , กฏหมายว่าด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;หรือ EIA &amp;nbsp;ที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของมลพิษในพื้นที่และผลกระทบข้ามพรมแดน , กฏหมายกำหนดระยะแนวกันชนระหว่างแหล่งกำเนิดมลพิษกับแหล่งชุมชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือแม้แต่การดึงหลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้แก้ปัญหามลพิษ ทั้งมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ การประกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธารายังยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐในการควบคุมปริมาณ PM2.5 จนมีค่าเฉลี่ยทั้งประเทศต่อปีต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และการปล่อยมลพิษทางอากาศ 6 ชนิดรวมกัน ( PM2.5, PM10, SO2, NOx, VOCs, CO and Pb) ลดลง ร้อยละ 74 ระหว่างปี &amp;nbsp;2513-2561 ในขณะที่จีดีพีเพิ่มขึ้นมาจากการออกแบบระบบกฏหมายสิ่งแวดล้อมมายาวนานและพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ต่อยอดจากฐานทางกฏหมายที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ถ้าไทยเริ่มต้นรื้ออุปสรรคเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง จะสามารถฝ่าวิกฤต มลพิษทางอากาศนี้ได้ เพื่อสุขภาวะที่ดีและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า &amp;nbsp;โลหะหนักในอากาศที่อยู่ใน PM 2.5 ที่เราหายใจเข้าไป ในช่วงที่เข้มข้นมากๆ จะมีผลทำลายสมองและระบบประสาท หากว่า เราได้รับเข้าไปในร่างกายบ่อยๆ &amp;nbsp;เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้น อยากเห็นพรรคการเมืองแต่ละพรรค พูดออกมาเลยว่า จะมีแนวทางอย่างไรที่จะให้อากาศของกรุงเทพฯ และของประเทศไทยสะอาดขึ้น ให้ประชาชนหายใจได้เต็มปอดและหายใจอย่างสบายใจได้ อยากให้ช่วยตอบด้วยว่า แต่ละพรรคจะทำอย่างไรกับมรดกทางกฎหมายหลายฉบับที่ คสช. ทำทิ้งไว้ จะมีการแก้ไขหรือไม่ หรือจะทำอย่างไรได้บ้าง เช่น คำสั่งตามมาตรา 44 หลายข้อ ที่ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิของประชาชน รวมถึงกฎหมายหลายฉบับที่มีการเร่งให้ออกมาในขณะนี้ บางฉบับเป็นกฎหมายที่ดี แต่ฉบับที่เป็นปัญหาหรือจะเป็นปัญหาในวันข้างหน้า จะดำเนินการอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพ็ญโฉม ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหายังไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM 2.5 ที่ปลายปล่อง แต่เป็นการตรวจวัดฝุ่นทุกขนาดโดยรวม อีกทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดให้ติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นละออง กฎหมายที่มีอยู่กำหนดเฉพาะสำหรับโรงงานขนาดใหญ่บางประเภทเท่านั้น ที่ต้องตรวจวัดปลายปล่องและต้องมีการดักจับเพื่อลดการปล่อยฝุ่นสู่สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทางกรีนพีซพยายามเจรจากับกรมควบคุมมลพิษให้รวม &amp;nbsp;PM 2.5 เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศของ กทม. เพื่อให้มีการรายงานฝุ่น PM 2.5 ให้ประชาชนทราบ จนปี 2561 ก็มีการรวมค่า PM2.5 รายงานออกมา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลว่าด้วยบัญชีรายชื่อมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เนื่องจากเรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเราไม่มีบัญชีรายชื่อมลพิษ &amp;nbsp;จะไม่สามารถบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้ฝุ่น PM 2.5 เกิดมาจากแหล่งไหนหรือเกิดจากอะไรบ้าง มีปริมาณเท่าไหร่ หน่วยงานราชการอาจมีการคำนวณเบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลกี่คัน รถยนต์จำนวนเท่านี้น่าจะก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านเรามีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาต่อเนื่อง แต่เราขาดข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศปล่อยอากาศเสียออกมาปริมาณเท่าไหร่ต่อปี ในอากาศเสียมีสารมลพิษอะไรบ้าง ทั้งที่สารมลพิษในอากาศหลายชนิด ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ด้วย ถ้าหากว่าโรงงานแต่ละโรงมีเครื่องมือตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ปลายปล่อง มีการรายงานข้อมูลนี้ให้หน่วยงานรัฐ และจัดทำเป็นฐานข้อมูล รัฐบาลจะบอกได้ว่า ระดับฝุ่น PM 2.5 มีมาก มีน้อย อย่างไร แต่ประเทศไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM 2.5 ปลายปล่องโรงงาน ดังนั้น การที่กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า รัฐบาลได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่มีโรงงานไหนปล่อย PM 2.5 เกินมาตรฐานนั้น เราจึงมีคำถามว่า เทียบจากมาตรฐานอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; &amp;nbsp;ฝุ่น PM 2.5 หรือแม้กระทั่งปัญหามลพิษทางอากาศ จะอยู่กับประเทศไทยไปอีกนาน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขง่ายๆ ยิ่งรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมและขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่สมดุลอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในวันข้างหน้า &amp;quot; เพ็ญโฉม กล่าวสถานการณ์มลพิษทางอากาศในไทยมีแต่จะทำลายสิ่งแวดล้อมและบั่นทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55817</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, กรีนพีซ, ธารา บัวคำศรี, เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e3178c42258d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27984</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอ็นจีโอ&quot;จี้กทม.ตรวจโรงเผาขยะกรุงเทพฯ/ร้องถอนร่างพ.ร.บ. รง. ฉบับใหม่หวั่นซ้ำเติมสร้างPM2.5หนักขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;31 ม.ค.62- มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าวเรื่อง&amp;quot;ร่าง พ.ร.บ.โรงงานฉบับ คสช. วาระซ่อนเร้น-ซ้ำเติมปัญหา PM 2.5 ? &amp;quot; ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ภาครัฐต้องไม่ปฏิเสธปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ( PM 2.5) จากภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันจำนวนโรงงานในประเทศไทย 1.4 แสนโรง เป็นโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ตาม พรบ.โรงงาน ส่วนจำนวนนิคมอุตสากรรม เขตอุตสาหกรรมในไทยมี 87 แห่ง &amp;nbsp;แม้แต่โรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่มีการตรวจวัดความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 มีแต่วัดค่าฝุ่น PM 10 และจากแบบจำลองการกระจายตัวของฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.และปริมณฑล พบว่า กระจุกตัวใน จ.สมุทรปราการ เพราะมีภาคอุตสาหกรรมหนาแน่น รองลงมา จ.สมุทรสาคร ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นพิษหนักอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธารา กล่าวว่า ภัยฝุ่นจิ๋วยังมาจากโรงไฟฟ้าเก่า ซึ่งไม่ตรวจวัด PM 2.5 เช่นเดียวกันเตาเผามูลฝอยใหม่และเก่า ตลอดจนเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งตรวจวัดแต่ปริมาณฝุ่นละอองรวม มาตรการแก้ปัญหาขณะนี้ไม่ได้สนใจเรื่องโรงงาน ออกมาตรการคุมแต่ภาคขนส่งกับเผากลางแจ้ง กทม.มีโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้าขนาด 300-500 ตัน โรงขยะหนองแขม เป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5 กลับไม่พูดถึงการจัดการที่ปลายปล่องอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ฉะนั้น การแก้ปัญหาฝุ่นอันตรายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องจัดการฝุ่นทุติยภูมิและโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆ ที่ปล่อยด้วย &amp;nbsp;ประเทศไทยไม่มีข้อมูลหรือกฎหมายเพื่อบังคับให้รายงานฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;ทำให้ไม่สามารถวางแผนป้องกันหรือลดการปล่อย PM 2.5 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; กรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของไนโตรเจน &amp;nbsp;และฝุ่นขนาดเล็กทั้ง PM 10 และ PM 2.5 &amp;nbsp;จากแหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ต้องกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 และปรอทที่แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ รวมถึงการตรวจวัด และรายงานการปล่อย PM 2.5 และปรอทจากปล่องโรงไฟฟ้า โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย &amp;quot; นายธารา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ &amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จะรุนแรงมากขึ้น หากมีการคลอดกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ เราพบวาระซ้อนเร้นในร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. กฎหมายจะนำพาไปสู่วิกฤตการสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมากขึ้น มีการลดขั้นตอนออกใบอนุญาต ยกเลิกอายุของใบอนุญาตประกอบกิจการ และลดการตรวจสอบมลพิษ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยันขณะนี้ไม่มีรายงานอุตสาหกรรมปล่อยฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ขาดความรับผิดชอบ เพราะไทยไม่มีมาตรฐานควบคุมปลายปล่อง ไร้ทำเนียบการปล่อยมลพิษทางอากาศ น่ากังวลกระทรวงอุตสาหกรรมกลับออกกฎหมายการไม่ต้องต่ออายุใบ รง 4.ทุก 5 ปี อ้างเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; แม้กฎหมายเอื้อการลงทุน แต่ลดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตัดแขนตัดขามาตรการสิ่งแวดล้อม ละเลยคุณภาพชีวิตที่ดีประชาชน &amp;nbsp; หากกฎหมายคลอดโรงงานจำพวก 1 และ 2 กว่า &amp;nbsp;6 หมื่นแห่งจาก 1.4 แสนแห่งจะหลุดรอดไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน ฉบับนี้ &amp;nbsp;เพราะมีการตั้งนิยามโรงงานและการตั้งโรงงานที่เปลี่ยนไป แต่อยู่ภายใต้กฎหมายท้องถิ่นหรือกฎหมายสาธารณสุขซึ่งมาตรการดูแลอ่อน &amp;quot; นางสาวเพ็ญโฉม กล่าว และย้ำขอให้ถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ &amp;nbsp;ก่อนที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp;สิทธิชุมชนจะถูกริดรอนมากกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวเพ็ญโฉม กล่าวด้วยว่า ประเทศจีนที่เผชิญปัญหาฝุ่นพิษประกาศชัดเจนโรงงานรีไซเคิลของเสียและโรงงานคัดแยกขยะเป็นต้นเหตุฝุ่นละอองขนาดเล็ก และมีการย้ายฐานอุตสาหกรรมการผลิตประเภทนี้มาลงทุนที่ไทย เรื่องนี้สำคัญต้องช่วยกันยับยั้งแหล่งกำเนิดมลพิษใหม่ มิฉะนั้น ก็จะแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทยไม่สำเร็จ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; แม้กรุงเทพจะไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม แต่รายล้อมด้วยจังหวัดที่เต็มไปด้วยโรงงาน ทั้งโรงปูน โรงเหล็ก โรงเผาขยะ นี่คือ ที่มาของฝุ่น สมุทรปราการ มีความเข้มข้นมาก ไม่มีการควบคุมมลพิษทางอากาศในพื้นที่ คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม เลวร้ายมาก แต่ยังมาซ้ำเติมด้วยกฎหมายโรงงานฉบับนี้ วันนี้ปิดโรงเรียน 400 โรง อนาคตไม่รู้จะปิดอีกเท่าไหร่ ฝุ่นพิษเป็นตัวการก่อมะเร็ง สุขภาพเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ นี่คือความสูญเสียของประเทศ &amp;quot; นางสาวเพ็ญโฉม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายสุรชัย ตรงงาม จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เป็นความไม่ชอบธรรมในการเสนอและพิจารณากฎหมายโรงงานของรัฐบาล คสช. &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลรักษาการ คือ รัฐบาลที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ปฏืบัติหน้าที่เฉพาะงานประจำ ที่ไม่ใช่งานนโยบาย กฎหมายสำคัญที่จะมีผลผูกพันรัฐบาลต่อไป หรือเพื่อหาเสียงหาประโยชน์ในการเลือกตั้ง ครม.ต้องถอนร่างกฎหมายใหม่นี้ออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (31 ม.ค.) เวลา 14.00 น. มูลนิธิบูรณะนิเวศ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถอนร่าง พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... จากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และยุติการผลักดันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27984</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กรีนพีซ, ธารา บัวคำศรี, พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่, มูลนิธิบูรณะวิถี, วิกฤตฝุ่น, เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง, โรงเผาขยะกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c529c2c0e143.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 22:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กรีนพีซ’บี้ไทยปรับลดค่าฝุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรีนพีซเผย &amp;quot;มหาชัย&amp;quot; ครองแชมป์เมืองฝุ่นพิษ ส่วน กทม.เขตดินแดง-ธนบุรีหนักสุด นักวิชาการชี้เข้าขั้นวิกฤติ บี้รัฐบาลออก กม.คุมเข้ม ใช้มาตรการรุกดีกว่าโปรยน้ำไล่จับฝุ่น พร้อมปรับลดค่ามาตรฐาน PM2.5 ภายในปีนี้ สธ.จ่องัด พ.ร.บ.สาธารณสุขดูแล 5 จ.ปริมณฑล คนกรุงป่วยแล้วหมื่นราย!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 มกราคม วันเดียวกัน กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานแถลงข่าว &amp;ldquo;วิกฤติมลพิษ PM 2.5: ถึงเวลายกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศไทย&amp;rdquo; โดยนายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรีนพีซมีการจัดอันดับเมืองที่มีปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยล่าสุดปี 2561 พบว่า พื้นที่เมือง 10 อันดับที่ต้องเผชิญกับมลพิษ PM 2.5 &amp;nbsp;คือ 1.ต.มหาชัย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร 2.ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 3.ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 4.ต.ศรีภูมิ อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ 5.ต.ช้างเผือก อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ 6.ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 7. ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 8.ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 9.ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น และ 10.ริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ &amp;quot;พื้นที่เมืองที่ต้องเผชิญมลพิษ PM 2.5 ใน 10 อันดับแรก พบว่า มีจำนวนวันที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินมาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ 50 ไมโครกรัม (มคก.)/ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อยู่ระหว่าง 19-68 วัน เทียบกับข้อแนะนำองค์การอนามัยโลกที่ระบุไม่ควรเกินค่ามาตรฐาน 25 มคก./ลบ.ม. มากกว่า 3 วัน ในช่วง 1 ปี จะเห็นได้ว่า คนในเมืองต้องเสี่ยงกับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากไม่มีมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่ก้าวหน้า จะเกิดวิกฤติด้านสาธารณสุขขยายวงกว้างมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นเพราะไม่ยอมรับวิกฤติ รัฐบาลจึงล้มเหลวแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส ประชากรในเขตเมืองที่ได้รับมลพิษทางอากาศกลางแจ้งเกินค่ามาตรฐานตามค่าที่กำหนดขององค์การอนามัยโลก (WHO) กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกร่างมาตรฐานใหม่ของ PM 2.5 ในบรรยากาศ ขอให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับค่าเฉลี่ย 24 ชม. เป็น 35 มคก./ลบ.ม. จาก 50 มคก./ลบ.ม. &amp;nbsp;รวมถึงค่าเฉลี่ย 1 ปี เป็น 12 มคก./ลบ.ม. ภายในปี 2562 นี้ เพื่อตั้งเป็นเป้าหมาย รวมถึงตรวจวัดและรายงาน PM 2.5 และปรอทที่ปลายปล่องโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงรัฐต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการหัวกะทิร่วมแก้ปัญหา หาทางออกใหม่ที่ต่างจากแผนปฏิบัติการเดิมในอดีต&amp;quot; นายธาราระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.ดร.อริศรา เจริญปัญญาเนตร จากศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากรายงานการวิเคราะห์เบื้องต้นมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย เมียนมา ลาว และกัมพูชา ปี 2559-2561 โดยใช้ค่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชม.ของ WHO ไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. พบว่า ปี 59 ค่าความเข้มข้นฝุ่น PM 2.5 ในไทยและเพื่อนบ้านอยู่ในระดับมลพิษสูงกินพื้นที่กว้าง ส่วนปี 60 แม้สถานการณ์ฝุ่นพิษคลี่คลายขึ้น แต่ในไทยกลับรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 32 ของพื้นที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนมลพิษฝุ่น PM 2.5 ปี 61 พบว่าไทยสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจากปี 60 ครองอันดับ 1 ฝุ่นพิษปกคลุมร้อยละ 60 ของพื้นที่ รายงานนี้ยังวิเคราะห์ความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ปลาย ม.ค.ถึงกลางพ.ค.ของทุกปีมักพบค่าฝุ่นเพิ่มสูงในภาคเหนือ แต่หากดูข้อมูลภาคกลางและ กทม. ฝุ่น PM 2.5 คลุมตลอดทั้งปี แต่คนกรุงหลงลืมไป จากรายงานยังสะท้อนแม้ช่วงประกาศห้ามเผา พบจุดความร้อนสะสมในไทยนับพันจุด ถ้ารวมเพื่อนบ้าน พบเกือบ 3 หมื่นจุด ตอนนี้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้ว&amp;quot; ผศ.ดร.อิศรากล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการแก้วิกฤติฝุ่น จะต้องยอมรับว่ามีปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เพราะมีข้อมูลการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในไทยเป็นอันดับ 4 เราถูกยัดเยียดความตาย นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยทำฐานข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษ ขาดการวางแผนการประเมินมลพิษสะสมและศักยภาพของธรรมชาติในการรองรับมลพิษในไทย ไม่มีกฎหมายควบคุมฝุ่น PM 2.5 ที่ดีพอ ธนาคารโลกรายงานข้อมูลการเสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 ในไทยอยู่ที่ 50 คนต่อ 1 แสนคน จีดีพีของประเทศติดลบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากร นี่คือความเสียหายของประเทศจากฝุ่นพิษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเทคโนโลยีมีจัดการแหล่งกำเนิดดีกว่าโปรยน้ำ ไล่จับฝุ่นในอากาศทีหลัง มีแบบจำลองมลพิษทางอากาศสามารถประเมินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับมลพิษได้ เพื่อลดมลพิษใหม่เพิ่มเติมจากแหล่งเดิม เรียกร้องให้ประเทศไทยใช้มาตรการเชิงรุกมากกว่าขอความร่วมมือ ต้องผลักดันกฎหมายบังคับใช้ ทั้งปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 ลดการเจ็บป่วย มีกฎหมายค่ามาตรฐานปลดปล่อย PM &amp;nbsp;2.5 จากปลายปล่องโรงงานและรถยนต์ เร่งทำทำเนียบการปล่อย PM 2.5 หากเกินค่ามาตรฐานจะสามารถจัดการได้ถูกจุด ทุกภาคส่วนต้องร่วมผลักดันกฎหมาย ออกแบบอนาคตของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมมาตรการเร่งด่วนในการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ จากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่ปริมณฑล พร้อมมอบหน้ากากอนามัยและแผ่นพับให้กับ 5 จังหวัดปริมณฑล ทั้งสมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานีว่า ยังไม่พบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่สัญญาณอันตรายของฝุ่นขนาดเล็กนี้เกิดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หรืออาจจะมาก่อนหน้านั้นก็เป็นได้ เพราะไทยเพิ่งเริ่มมีการวัดค่า PM 2.5 ได้ไม่นาน ดังนั้นควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้แต่ออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมการวิ่ง ขอให้ผู้จัดพิจารณางดจัดไปก่อนในช่วงนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ปลัด สธ.ได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานในสังกัดเขตปริมณฑล 5 จังหวัด ทั้งนี้ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ได้รับผลกระทบติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เฝ้าระวังดูแลสุขภาพประชาชนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ทำงานเชิงรุกออกให้คำแนะนำวิธีการป้องกันตนเอง ผ่านสื่อทุกช่องทาง กรณีปริมาณฝุ่นสูงขึ้นจนถึงค่าวิกฤติ จำเป็นต้องนำ พ.ร.บ.สาธารณสุขมาใช้ จะอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการประกาศหยุดเรียน การงดกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้งให้อยู่ในดุลยพินิจของพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม. เปิดเผยว่า จากสถิติผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจของโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้ง 9 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 1-22 ม.ค. ที่ผ่านมา พบมีตัวเลขของผู้ป่วยอยู่ที่จำนวน 9,980 คน เพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.ของปี 2561 ที่มีจำนวน 6,445 คน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 54.85&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 &amp;nbsp;ว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่ในช่วงบ่ายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล อากาศนิ่ง ลมพัดอ่อน ไม่มีฝนตก ประกอบกับมีการจราจรหนาแน่น ส่งผลให้สถานการณ์ PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในเวลา 15.00 น. ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มขึ้น โดยบริเวณพื้นที่ริมถนน มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 22 สถานี/พื้นที่ทั่วไป มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 15 สถานี/คาดการณ์ในวันที่ 26 ม.ค. จากการพยากรณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา &amp;lsquo;ลมพัดแรงขึ้น&amp;rsquo; ส่งผลทำให้ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 มีโอกาสเจือจางลงได้บ้าง.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27529</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, กรีนพีซ, ปรับลดค่ามาตรฐาน, พ.ร.บ.สาธารณสุข, มหาชัย, หนังสือพิมพ์, แชมป์เมืองฝุ่นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4b23b8b9e58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
