<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพฯ เสียหายทางสุขภาพ-เศรษฐกิจจากฝุ่น PM2.5 มากสุด ตายเกิน 5 พันคน  เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;9 เมษายน 2563 -กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ IQAir AirVisual รายงานผลการศึกษาว่า ในปี พ.ศ. 2562 ใน 6 จังหวัดของประเทศไทย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ได้รับความเสียหายทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศมากที่สุดในประเทศไทย โดยคิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 5,965,271,220 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 194,932ล้านบาท) และเพื่อติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2563 กรีนพีซ ประเทศไทยสร้างป้ายแสดงผลตัวเลขตามเวลาจริง (Real-time counter) ออนไลน์ โดยใช้ข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงจาก IQAir AirVisual เพื่อนำเสนอผลกระทบจากมลพิษทางอากาศนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ป้ายแสดงผลตัวเลขตามเวลาจริงนี้ ใช้อัลกอริทึ่มและข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นดินแบบรายชั่วโมงจากฐานขอ้มูลเครื่องวัดคุณภาพอากาศ IQAir AirVisual ร่วมกับแบบจำลองความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลประชากรและสุขภาพเพื่อคำนวณ และคาดการณ์ต้นทุนผลกระทบของมลพิษทางอากาศ ทั้งจากฝุ่นพิษ PM2.5 และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2 ) ใน 6 จังหวัด ของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการคำนวณตามระเบียบวิธีข้างต้นนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 จนถึงปัจจุบัน (9 เมษายน 2563) ในจำนวน 6 จังหวัดของประเทศไทย กรุงเทพมหานครมีมูลค่าความเสียหายทางสุขภาพและเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศมากที่สุดคิดเป็น 1,954,589,590 เหรียญสหรัฐ และอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 5,054 คน รองลงไปคือเชียงใหม่ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายที่ 413,268,885 เหรียญสหรัฐและมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1,070 คน โดยประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วริษา สี่หิรัญวงศ์ หัวหน้าโครงการขออากาศดีคืนมากรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ป้ายแสดงผลนี้จะทำให้เราเข้าใจถึง ผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองจากมลพิษทางอากาศได้อย่างทันท่วงทีและชัดเจนขึ้นในช่วงเวลา และเหตุการณ์ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษทางอากาศกับการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจบางชนิด โดยกลุ่มคนที่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ เพิ่มโอกาสที่จะติดไวรัสในระบบทางเดินหายใจและเพิ่มความรุนแรงของอาการได้ เนื่องจากมลพิษทางอากาศสามารถสร้างความเสียหายต่อระบบทางเดินหายใจและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายไว้เป็นทุนเดิม เมื่อติดเชื้อจึงมีแนวโน้มที่อาการจะรุนแรงและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในช่วงวกิฤต Covid-19 รัฐบาลต้องไม่ละเลยในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่มีความสำคัญ นั่น คือการยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศและการป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิดที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันให้กับคนในสังคม อากาศดีคือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;rdquo; วริษากล่าว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62642</URL_LINK>
                <HASHTAG>IQAir AirVisual, กรีนพีซ ประเทศไทย, กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ขออากาศดีคืนมา, ฝุ่นPM2.5, มลพิษทางอากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8ee052c612f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 13:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรีนพีซไทยแถลง หนุนรัฐบาล แบน3สารเคมีอัตราย จี้คกก.วัตถุอันตรายปกป้องสุขภาพคนไทย ชี้ระยะยาวต้องส่งเสริมเปลี่ยนวิถีเป็นเกษตรอินทรีย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรีนพีซไทยแถลง หนุนรัฐบาล แบน3สารเคมีอัตราย จี้คกก.วัตถุอันตรายปกป้องสุขภาพคนไทย ชี้ระยะยาวต้องส่งเสริมเปลี่ยนวิถีเป็นเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.62 -- กรีนพีซประเทศไทย ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า ในฐานะเป็นหนึ่งในเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ขอเรียกร้องรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมติยกเลิกพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตในประเทศไทยโดยเร่งด่วนที่สุด พร้อมกับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน เกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
โดยให้เหตุผลว่า ระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมกำลังคุกคามสุขภาพของทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต โดยมีการใช้สารเคมีเป็นปัจจัยหลักในการทำการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวในปริมาณมาก พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่สามารถตกค้างได้ในสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่ในร่างกายของคนและถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเป็นต้องเด็ดขาดในการเลือกตัดสินใจเพื่อปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และจะต้องดำเนินการห้ามใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายนี้กับอาหารของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจในกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้น ถึงปัญหาและผลกระทบจากการใช้สารเคมีอันตรายอย่างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยเฉพาะต่อเกษตรกรเกี่ยวกับวิธีทางเลือกในการทำเกษตรผสมผสาน ปรับตัวไปสู่การปลูกพืชที่ไม่ต้องพึ่งพา 3 สารพิษร้ายแรง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเกษตรกรที่มุ่งเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรสู่วิธีที่ปลอดภัย&amp;rdquo; รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซประเทศไทย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
พร้อมกับชี้ว่า เกษตรกรรมเชิงนิเวศที่มีการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมนั้นช่วยส่งเสริมวิถีชีวิตของเกษตรกรได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีอันตราย บทบาทที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือการชี้แนะสารอินทรีย์ทดแทน วิธีการจัดการวัชพืชแบบชีวภาพ โดยมีการสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเกษตร เช่น เครื่องจักรกล ผ่านกองทุนและสนับสนุนการกู้ยืมดังที่เคยสนับสนุนในกรณีการทำเกษตรโดยใช้สารเคมีและเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่การทำเกษตรที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย
&amp;nbsp;
&amp;quot;กรีนพีซประเทศไทยเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมติตอบรับเสียงเรียกร้องของประชาชนยกเลิกและควบคุมการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตในประเทศไทย โดยเร่งด่วนที่สุด&amp;quot;แถลงการณ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47885</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คกก.วัตถุอันตราย, เกษตรอินทรย์, แบน3สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191012/image_big_5da170533d956.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรีนพีซ แถลงการณ์ถาม คกก.วัตถุอันตรายทำไมไม่ปกป้องคนจากสารเคมีอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 กุมภาพันธ์ 2562 - กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติอนุญาตให้ใช้ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปอีก 2 ปีว่า จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่14 กุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;ที่ได้มีการทบทวนมติเดิมที่ให้ใช้สารเคมีพาราควอตต่อไปได้ หลังจากมีการทักท้วงของผู้ตรวจการแผ่นดินที่วินิจฉัยให้ยกเลิก &amp;nbsp;แต่ท้ายที่สุด กรรมการวัตถุอันตรายมีมติยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 คือ ไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตต่อไปอีก 2 ปี แม้จะมีการแสดงความกังวลและคัดค้านประกอบกับข้อมูลวิชาการถึงผลกระทบโดยองค์กรต่าง ๆ มาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มติดังกล่าวถือเป็นความผิดพลาด และเป็นการเพิกเฉยต่อผลกระทบทางสุขภาพต่อผู้บริโภคและเกษตรกรจากสารพิษร้ายแรง กลุ่มคนที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากสารเคมีอันตรายอย่าง คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนจากการได้รับสารพิษที่อาจก่อมะเร็ง แต่ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ต่อภาคบริษัทอุตสาหกรรม พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่สามารถตกค้างได้ในสิ่งแวดล้อม อาหาร น้ำดื่ม หรือแม้แต่ในร่างกายของคนและถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จริงจังกับการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการห้ามใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายนี้กับอาหารของประชาชน &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ระบบอาหารเชิงอุตสาหกรรมกำลังคุกคามสุขภาพของทั้งผู้กินและผู้ผลิต ทางออกที่สามารถทำได้เพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย คือการเปลี่ยนแปลงจากระบบเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมที่พึ่งพาสารเคมีไปสู่การเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยจำเป็นจะต้องมีการส่งเสริมทางนโยบายอย่างเข้มแข็งจากทางภาครัฐ&amp;rdquo; รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ&amp;quot; กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมามูลนิธิการศึกษาไทยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้สรุปผลการศึกษาของผลกระทบจากสารกำจัดศัตรูพืชต่อนักเรียนระดับประถมและมัธยมต้น ทั้ง 4 ภาค ของประเทศไทยว่าผักและผลไม้ที่นำมาใช้ประกอบอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนทานนั้นอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยร้อยละ 52 และจากการตรวจหาการปนเปื้อนของสารเคมีในเลือดของนักเรียนและคุณครูจำนวน 7,807 คน จาก 55 โรงเรียนพบว่าร้อยละ 6 นั้นอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัย และร้อยละ 25 ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง การได้รับสารเคมีนั้นไม่เพียงได้รับจากการกินอย่างเดียว แต่ยังคงได้รับด้วยการสูดดม หรือการสัมผัสทางอ้อม การยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่อนาคตของอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมติยกเลิกและควบคุมการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตในประเทศไทย โดยเร่งด่วนที่สุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29210</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีเกษตร, กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คณะกรรมการวัตถุอันตราย, ยกเลิกสารเคมีเกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c6692eaf122b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 20:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ความเห็นมาตรการเลิกใช้พลาสติก 7 ชนิดของไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการที่คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกมีมติที่ประชุมต่อร่างแผนพลาสติก 20 ปีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายในการลดเลิกใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกจำนวน 7 ประเภท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัญชลี พิพัฒพัฒนากุล หัวหน้าโครงการลดพลาสติกของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นถึงการกำหนดเป้าหมายและช่วงเวลาในการเลิกใช้พลาสติกทั้ง 7 รายการนี้ว่า เป็นจุดพลิกผันทางนโยบายครั้งสำคัญเพื่อต่อกรกับวิกฤติมลพิษพลาสติกทั้งในระบบนิเวศทางทะเลและบนบก การเลิกใช้พลาสติก 7 รายการนี้จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามาตรการที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างเป็นระบบนี้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและดีกว่า การดำเนินการแบบสมัครใจที่ผ่านมา แต่การปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายจากภาครัฐนี้ ไม่อาจประสบความสำเร็จได้โดยลำพัง หากไร้ซึ่งมาตรการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต และความรับผิดชอบรวมของผู้บริโภคด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หัวหน้าโครงการลดพลาสติกฯ กล่าวอีกว่า การประกาศเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภท oxo ยังเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากพลาสติกประเภทนี้เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ แต่จริงๆ แล้วเป็นพลาสติกโพลีเอทิลีน โพลีโพรพิลีน หรือไม่ก็โพลีสไตรรีน ที่ผสมรวมกับสารเติมแต่งที่เป็นเกลือของโลหะเพื่อช่วยเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของพลาสติกและแตกตัวเป็นชั้นเล็กๆ กลายเป็นไมโครพลาสติก พลาสติกแบบ oxo จึงไม่ถือว่าเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ การศึกษาพฤติกรรมของพลาสติกชนิดนี้ในสิ่งแวดล้อมทางทะเล พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า 40 สัปดาห์ยังพบพลาสติกชนิดนี้มากกว่าร้อยละ 90 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยเรามาถูกทางแล้วเรื่องบอกเลิกพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง หลายประเทศกำลังพิจารณาห้ามใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภท oxo และเวทีระดับโลกว่าด้วยเศรษฐกิจใหม่ของพลาสติกเองก็มีการระดมจากองค์กรต่างๆ และภาคอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนให้ยกเลิกใช้พลาสติกชนิดนี้&amp;rdquo; อัญชลี กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25827</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ร่างแผนพลาสติก 20 ปี, ลดพลาสติก, เลิกใช้พลาสติก7ชนิด, ไมโครพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f43c5afd03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
