<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน เข้าถึงต้นตอปล่อยก๊าซหรือแค่เสือกระดาษ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่แบ่งออกเป็น 8 หมวด 56 มาตรา ซึ่งเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปประเทศไทยที่กำหนดไว้ว่า ภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. &amp;hellip; หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า กฎหมายโลกร้อน แต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมื่อพิจารณารายละเอียดเนื้อหาในหลายมาตรการ และความมีประสิทธิภาพของการบังคับใช้จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์แก้ปัญหาโลกร้อนได้หรือไม่ หรือจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมจริงหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันวิกฤติโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทย ทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบท นอกจากประชาชนทุกคนต้องมีความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดอุณหภูมิโลกใบนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ภาคพลังงาน ภาคขนส่ง ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ต้องร่วมลดการปล่อยอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมข้อตกลงปารีส เมื่อปี 2559 เป้าหมายสำคัญมุ่งสู่การควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส จากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 11-20% ในภาคพลังงานและขนส่ง และจะขยับขึ้นเป็น 20% ทุกภาคส่วนในปี 2573 และหากมีการสนับสนุนเทคโนโลยีที่ดีพอ ไทยสามารถผลักดันอัตราการลดปริมาณคาร์บอนได้ถึง 25%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม รัฐเองยอมรับในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซของไทย ยังมีอุปสรรคใหญ่ ขาดกลไกการตรวจวัด และการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างครบถ้วน ทุกวันนี้ข้อมูลกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และมีข้อมูลบางส่วนไม่เคยถูกสำรวจและจัดเก็บเลย เหตุนี้ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จึงเป็นความหวังจะมีกลไกให้อำนาจหน่วยงานรัฐเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเอกชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภาพจากเพจ TOP Varawut&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศผลักดัน พ.ร.บ.โลกร้อน ให้สามารถใช้ได้ภายใน 2 ปี เพื่อลดปัญหาโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และสร้างกลไกควบคุมภาคเอกชนให้ส่งข้อมูลรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นวาระร่วมกันของประชาคมโลก วัตถุประสงค์ของร่าง กม.ฉบับนี้ คือ การร่วมมือกับเอกชน ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ จะมีหน้าที่เก็บข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจกในกิจการของตน เช่น วางมิเตอร์ การใช้พลังงานไฟฟ้าในโรงงาน และจัดทำรายงานให้หน่วยงานรัฐในกำกับเพื่อที่จะส่งต่อข้อมูลให้ สผ. คำนวณออกมาเป็นข้อมูลการปล่อยก๊าซในภาคส่วนต่างๆ คาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีได้ภายในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ซึ่งในเวทีรับฟังความคิดเห็นได้มีหลายภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เสนอแนะ และท้วงติงให้มีการปรับแก้บางมาตราใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อหน่วยงานรัฐสามารถใช้อำนาจในการเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยา เสนพงศ์ หัวหน้างานรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กรีนพีซประเทศไทย กล่าวว่า ในเวทีมีการตั้งคำถามว่า การมี พ.ร.บ.โลกร้อนของประเทศไทย จะเป็นกรอบใหญ่หรือไม่&amp;nbsp; เพื่อให้กฎหมายสิ่งแวดล้อม, แผนแม่บท, นโยบายลดมลพิษทางอากาศที่จะเกิดขึ้นตามมาอยู่ภายใต้กฎหมายโลกร้อนนี้ แต่เราพบว่า การจัดทำกฎหมายโลกร้อนยังละเลยประเด็นนี้ เป็นแค่กฎหมายอีกฉบับหนึ่งเท่านั้น หลายภาคส่วนเห็นด้วยกับความจำเป็นต้องร่างกฎหมายโลกร้อน ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายโลกร้อนไปแล้ว แต่เราสามารถทำกฎหมายให้ดีกว่านี้ จะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางที่นำไปสู่การปฏิบัติตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพราะฐานคิดของร่างกฎหมายนี้ มาจาก 3 ปัญหา ได้แก่ ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก, การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตั้งข้อสังเกตว่า ตามมาตรา 29 ข้อมูลกิจกรรมการปล่อย การกักเก็บ และการลดก๊าซเรือนกระจก และมาตรา 30 ข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกนี้ ลักษณะฐานข้อมูลเปิดเหมือนปิด&amp;nbsp; คือ กำหนดการเปิดเผยข้อมูลนั้น มีข้อยกเว้นกรณีการเปิดเผยจะก่อความเสียหาย อาจร้องขอต่อ สผ.ไม่ให้เปิดเผยได้ แม้กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐเรียกข้อมูล แต่มีข้อยกเว้นให้ภาคเอกชนเลี่ยงการเปิดเผย ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ เพราะกฎหมายนี้ต้องการฐานปล่อยก๊าซและให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะนี่คือผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของคนจากภาวะโลกร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นต่อมาที่ชวนให้จับตามองคือ กลไกติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน ทั้งจากแหล่งกำเนิดและการกักเก็บ ตามมาตรา 16 ถึงมาตรา 20 จะเห็นโครงสร้างชัดเจน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กระทรวงทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาคเอกชน คำถามใหญ่กระบวนการมีส่วนร่วมในการติดตามใครหายไป คำตอบคือ ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp; สะท้อนโครงสร้างกลไกติดตาม ตรวจสอบที่ไม่แข็งแรง ขาดการคานอำนาจ หากภาคเอกชนมีความเข้มแข็งมาก ก็ยากที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ในเวทีรับฟังเสนอให้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เพราะการพูดถึงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีแค่ปล่อยก๊าซ ลดปล่อยก๊าซ ยังรวมถึงผลกระทบ เพราะหายนะจากโลกร้อนมีหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้กฎหมายโลกร้อนให้วางแผนระยะยาวในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จริยาเปิดประเด็นว่า มาตราที่ 37 ให้ความสำคัญกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำฐานข้อมูล เพื่อจะนำมาวิเคราะห์ คาดการณ์ และวางแนวทางปฏิบัติเผยแพร่ให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงมีหน่วยงานมากกว่ากรมอุตุฯ ตลอดจนชุมชนท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบ รวมถึงการแจ้งเตือนข้อมูล นอกจากนี้ ยังละเลยเรื่องชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากกฎหมายโลกร้อน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เมื่อพูดถึงโลกร้อน จะมีการสื่อสารไทยไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ ไทยปล่อยน้อย แต่เมื่อดูรายงานประเมินความเสี่ยง ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ประเทศเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระทบต่อจีดีพีร้อยละ 1 เราจ่ายไป แต่ประชาชนมองไม่เห็น หากกฎหมายไปไม่ถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ใน พ.ร.บ. จะเหมือนกระดาษเปล่า จึงเป็นความท้าทาย กฎหมายนี้สำคัญ จะกำหนดทิศทางนโยบายรัฐด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริยาตบท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม องค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ จะร่วมจัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมไปที่ สผ.&amp;nbsp; เราจะจับตาดูและจะทำงานเรื่องนี้ต่อไป เพราะอดีตที่เราเพิกเฉย กำลังกระหน่ำปัจจุบันและอนาคตของเราทุกคน&amp;nbsp; ซึ่งเราจะติดตาม พ.ร.บ. โลกร้อนฉบับนี้จะมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการบรรเทาผลกระทบ ก่อนภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81661</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายโลกร้อน, กรีนพีซประเทศไทย, จริยา เสนพงศ์, นสพ.ไทยโพสต์, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, วราวุธ  ศิลปอาชา, สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f942b5aad202.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2020 14:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2020 14:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯชง7ข้อยูเอ็นเขย่า&#039;รัฐไทย-ธุรกิจ&#039;สร้างหลักประกันคุ้มครองนักต่อสู้สิทธิมนุษยชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.63 - &amp;nbsp;เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) และภาคีเครือข่ายอีก 53 หลากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงคณะผู้จัดการประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการประชุมมีการอภิปรายในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอจากเวทีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;น.ส. ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมโดยรัฐ หรือหน่วยงานธุรกิจ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และยังเป็นการละเมิดหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่กำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ดังนั้นการพิจารณาของเวทีนี้ ควรมีประเด็นสำคัญอย่างการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ของภาคธุรกิจในทุกเวทีอภิปรายด้วย โดยสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตกเป็นเป้าหมายการฟ้องคดีเพื่อขัดขวางการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
น.ส.ปรานม &amp;nbsp;ซึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันเเนล (พีไอ) &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2557 พบว่ามีผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 440 คนถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยากจนในเขตเมืองที่ถูกไล่รื้อจากที่อยู่อาศัย ตามมาด้วยจำเลยที่เป็นผู้หญิงซึ่งทำงานปกป้องที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตนเอง โดยผู้ที่เป็นคนฟ้องคดี คือ บริษัทเหมืองแร่ บริษัทปาล์มน้ำมัน และหน่วยงานของรัฐบางแห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่รัฐควรจะสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลไทยมีท่าทีเพิกเฉยในการที่บริษัทสามารถคุกคามและข่มขู่โดยผ่านกระบวนการยุติธรรมและรูปแบบอื่น ๆ เช่น บริษัทเหมืองทองคำ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายสมาชิกกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด องค์กรชุมชนที่มีแกนนำเป็นผู้หญิงในจังหวัดเลยในปี 2557 ซึ่งบริษัทเหมืองทองคำและหน่วยงานรัฐ ได้ฟ้องดำเนินคดีถึง22 คดีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;น.ส.ปรานม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ามีอีกในหลายพื้นที่ที่มีการดำเนินคดีกับผู้นำชุมชน ในข้อหาละเมิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการรวมตัวประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านโครงการที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ของตนเอง โดยคดีที่มักมีการฟ้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้แก่ คดีหมิ่นประมาท ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของบริษัทในการดำเนินคดีกับผู้หญิง เพราะจะส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว และรวมถึงทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลครอบครัว เมื่อต้องใช้เวลาต่อสู้คดี ย่อมมีเวลาน้อยลงในการทำงานดูแลครอบครัว นอกจากเป็นการแทรกแซงต่อความจำเป็นในการดูแลครอบครัวแล้ว การที่ผู้หญิงต้องออกไปต่อสู้คดีทำให้ถูกมองว่าเพิกเฉยต่อหน้าที่ของตนเอง กลายเป็นตราบาปอันเป็นเหตุให้มีการมองว่าผู้หญิงไม่ได้ดูแลครอบครัวของตนเองอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่พบในชุมชนชนบท&amp;quot;น.ส.ปรานม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวถึงปัญหาในกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลของนักปกป้องสิทธิที่ถูกคุกคาม ว่า การพิจารณาคดีมักเกิดขึ้นที่ศาลระดับจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ถูกฟ้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลบุตร การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ทำให้เกิดความเครียดและความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นการปิดปากให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯไม่สามารถแสดงความเห็นที่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอังคณา ระบุว่า &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) แต่แผนดังกล่าวกลับไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงยังคงมีชีวิตอยู่กับความกลัว ความไม่ปลอดภัย และการถูกคุกคามโดยเฉพาะการคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางโซเซียลมีเดีย (Cyber Bullying)ในขณะที่การเยียวยาเป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย การขอความคุ้มครองจากรัฐมักเป็นไปโดยยากลำบาก เพราะแทนที่จะให้ความคุ้มครอง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมักได้รับคำแนะนำให้หยุดแสดงความคิดเห็นหรือหยุดเคลื่อนไหว แผนปฏิบัติการชาติ (NAPs) ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเพียงสิ่งที่เขียนไว้ในกระดาษ แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติ&amp;quot; นางอังคณา ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ และผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า การคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ยังเกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ทำงานสนับสนุนผู้หญิงและชุมชนระดับรากหญ้า อย่างคุณอังคณาก็เป็น1ใน 22 คน รวมถึง น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน , น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล อดีตเจ้าหน้าที่ องค์กรฟอร์ทิไฟท์ ไรทส์ , น.ส.สุธารี วรรณศิริดีต นักวิจัยประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน , นางสุชาณี คลัวเทรอ ผู้สื่อข่าว , น.ส.สุธาสีนี แก้วเหล็กไหล นักสหภาพแรงงาน, น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร &amp;nbsp;อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล ที่ถูกฟ้องร้องจากบริษัทแห่งเดียวกันนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักกฎหมายผู้นี้ ระบุว่า &amp;nbsp;คดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกระหว่าง 8-42 ปี และมีค่าปรับระหว่าง 8แสน ถึง 4.2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการแชร์ทวีตให้กำลังใจแรงงานข้ามชาติ ที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิด้านแรงงานของตน การถูกดำเนินคดีเช่นนี้ เป็นการโจมตีอย่างจงใจและมียุทธศาสตร์ เมื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญถูกฟ้อง ย่อมส่งผลให้ผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ เกิดความหวาดกลัว ถือเป็นฟ้องคดีฟ้องปิดปาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.พุทธณี กางกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์กร Fority Rights &amp;nbsp;ระบุว่า ในระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 และหลังจากนี้ หน่วยงานธุรกิจย่อมมองหาแนวทางที่จะฟื้นฟูกิจการจากภาวะขาดทุน และมุ่งทำกำไรให้เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากสุดที่จะเน้นให้เห็นปัญหาการละเมิด หรือการคุกคามต่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประกันว่าหน่วยงานธุรกิจจะปฏิบัติตามหลักการและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน แต่การที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อไป ย่อมส่งผลให้การทำงานที่สำคัญเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนมีความเสี่ยงอันตราย และดำเนินการได้ยากขึ้น สุดท้ายแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจและสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้จดหมายเปิดผนึกของกว่า 40 องค์กรจากเครือข่ายภาคประชาชนจากชุมชนองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและต่างประเทศและผู้ลงนามบุคคลหลายท่าน กล่าวถึงข้อเสนอว่า ขอให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG) ใช้โอกาสนี้แสดงจุดยืนที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้ปลอดจากการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมและการฟ้องคดีปิดปาก ด้วยการหยิบยกประเด็นเหล่านี้ไปนี้เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ขอให้ผู้จัดประชุมถามความคืบหน้าจากรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในปี 2561 เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการดำเนินคดีเพื่อขัดขวางการปกป้องสิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิทั้งหญิงและชาย 2.ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และมติที่ให้ความคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่มีสถานะเป็นเพียงกฎ ตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักในแง่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลสามารถยกฟ้องคดี หรือห้ามบุคคลเอกชนฟ้องคดีใหม่ กรณีที่เห็นว่าเป็นการฟ้องคดี &amp;ldquo;โดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการใช้บทบัญญัติตามมาตรา 161/1 และ 165/2 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้ให้เป็นผล อีกทั้งในกฎหมายไม่มีการให้นิยามคำว่า &amp;ldquo;โดยไม่สุจริต&amp;rdquo; ส่งผลให้ตกเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งจนถึงปัจจุบัน การร้องขอต่อศาลให้ใช้อำนาจตามมาตรา 161/1 ในคดีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน มักถูกปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีในลักษณะที่เป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรืออื่น ๆ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการสั่งไม่ฟ้องคดีไม่ได้เป็นอำนาจเฉพาะของอัยการสูงสุด หากมีขั้นตอนปฏิบัติที่ยาวนาน และไม่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมามีการให้ทรัพยากรและความช่วยเหลืออย่างเพียงพอต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้ใช้อำนาจของตนได้อย่างเป็นผลและมีประสิทธิภาพหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นอกจากนี้ยังไม่มีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติ หรือข้อบทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งปรับ หรือการลงโทษหน่วยงานธุรกิจที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ฐานคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 6. ความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งแม้พิสูจน์ว่าเป็นจริง แต่ไม่ได้เป็นความผิดที่สร้างอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน จึงไม่ควรถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งมีบทลงโทษจำคุก และมีค่าปรับจำนวนมาก การลงโทษเช่นนี้ควรมาใช้เฉพาะกับอาชญากรรมร้ายแรง จึงขอเรียกร้องให้คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานอื่น ๆ สนับสนุนให้รัฐบาลไทยลดการเอาผิดทางอาญากับความผิดฐานหมิ่นประมาท และให้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญาใด ๆ กับความผิดฐานหมิ่นประมาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ7.เรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำงานในประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ให้ใช้ทรัพยากรและอำนาจที่มีอยู่เพื่อประกันว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะยุติการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยทันที โดยเฉพาะต่อผู้หญิง และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ โดยเครือข่ายหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและหน่วยงานสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันให้มีการคุ้มครองหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรีนพีซประเทศไทย, นางอังคณา นีละไพจิตร, มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ยูเอ็น, สกต., สิทธิมนุษยชน, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย, เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, โพรเทคชั่นอินเตอร์เนชันแนล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200607/image_big_5edc8ecadad7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
