<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงศรีหั่น GDP ปี 2564 เติบโตเหลือ 0.6% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แบบจำลองของวิจัยกรุงศรีบ่งบอกว่า จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 อาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยอัตราการเสียชีวิตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการกำหนดมาตรการล็อกดาวน์
จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 อาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อันมีสาเหตุมาจากสายพันธุ์เดลต้าที่เป็นสายพันธุ์หลักในช่วงที่ผ่านมา แบบจำลองกรณีฐานของกรุงศรีระบุว่ามีแนวโน้มที่อัตราการเสียชีวิตรายวันจะสูงสุดในกลางเดือนกันยายน โดยอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงจะเป็นปัจจัยในการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐในปลายเดือนกันยายน ถึงแม้ว่ามาตรการควบคุมการแพร่ระบาด (non-pharmaceutical interventions (NPIs)) จะยังคงอยู่ตลอดปีนี้ก็ตาม ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ในภายใต้ข้อสมมติว่าจะมีการฉีดวัคซีนตกวันละ 250,000 โดส และประสิทธิภาพของวัคซีนอยู่ที่ 50% การระดมฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีน และประสิทธิภาพของมาตรการล็อกดาวน์ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญต่อการควบคุมการระบาดในประเทศว่าจะยาวนานเพียงใด ในกรณีเลวร้ายที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอาจมีจำนวนสูงตลอดทั้งปีนี้เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์และวัคซีนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ยังคงมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดจนถึงเดือนพฤศจิกายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลกระทบจากการระบาดที่รุนแรงกว่าคาดและผลต่อภาคการผลิต บั่นทอน GDP ปีนี้ลงจากประมาณการครั้งก่อน ล่าสุดวันที่ 27 สิงหาคม ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แม้เห็นชอบให้คงมาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด ต่อไปอีก 14 วัน แต่ได้ผ่อนปรนให้เปิดกิจการ/กิจกรรมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น การเปิดบริการของร้านอาหาร &amp;nbsp;ห้างสรรพสินค้า &amp;nbsp;(ยกเว้นบางแผนก อาทิ โรงภาพยนต์ สวนน้ำ สวนสนุก) ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอล์ สนามกีฬา เป็นต้น ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม้บางกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่สีแดงเข้มจะเริ่มกลับมาดำเนินการได้ภายใต้เงื่อนไขข้อกำหนดตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน แต่การระบาดของ COVID-19 ในประเทศที่เลวร้ายกว่าคาดจากไวรัสสายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้มีการล็อกดาวน์เข้มงวดนานขึ้นและขยายวงกว้างพื้นที่สีแดงเข้ม นอกจากนี้ การระบาดที่ลุกลามไปยังกลุ่มโรงงาน ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในบางภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะกระทบต่อ GDP รวม -2.9% ซึ่งในการประมาณการครั้งก่อนเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ได้ประเมินผลดังกล่าวไว้แล้ว -2.0% ดังนั้น ผลกระทบเชิงลบที่เพิ่มเติมจากการระบาดของ COVID-19 ต่อ GDP ปี 2564 ในประมาณการครั้งล่าสุดคือ -0.9% สำหรับผลเชิงบวก คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการเพิ่มเติมในปีนี้อีกราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุน GDP ได้ +0.3% ผลกระทบสุทธิต่อการเติบโตของ GDP ในปีนี้โดยรวมแล้วจึงคาดว่าจะะลดลงจากคาดการณ์เดิม -0.6% วิจัยกรุงศรีจึงปรับลดประมาณการ GDP ไทยปีนี้เติบโตเหลือ 0.6% จากเดิมคาด 1.2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่งออกเดือนกรกฎาคมเติบโตดีกว่าคาด แต่ผลกระทบจากการระบาดในภาคการผลิตมีความเสี่ยงสูงขึ้น มูลค่าส่งออกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 22.7 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 20.3% YoY แม้ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี แต่สูงกว่าที่วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ไว้ที่ 18.7% หากหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ มูลค่าส่งออกเดือนนี้ขยายตัว 25.4% &amp;nbsp;ด้านการส่งออกสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ยังเติบโตกระจายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมี (+54.0%) ผลิตภัณฑ์เกษตร (+46.4%) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (+43.4%) และยานพาหนะและอุปกรณ์ (+36.1%) หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า (+21.9%) และหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (+20.9%) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรบางรายการหดตัวต่อเนื่อง อาทิ ข้าว จากการแข่งขันทางด้านราคา อาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศ ด้านตลาดส่งออกพบว่าขยายตัวต่อเนื่องในเกือบทุกตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในระยะข้างหน้า การส่งออกของสินค้าไทยยังคงได้แรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทยอยเพิ่มขึ้น การกลับมาดำเนินการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การผ่อนคลายลงของภาวะขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศมีเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงและแพร่เข้าสู่ภาคการผลิต ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการปิดชั่วคราวในบางโรงงาน ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกบางสาขา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงาน ดังนั้น แม้แรงส่งจากปัจจัยภายนอกแข็งแกร่งและสัญญาณเชิงบวกจากตัวเลขส่งออกล่าสุดที่ยังเติบโตมากกว่าคาด แต่ปัจจัยลบภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี วิจัยกรุงศรีจึงยังคงประมาณการการเติบโตของการส่งออกของปีนี้ไว้ที่ 13.5% เทียบกับในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ที่เติบโต 16.2% (บนฐานข้อมูลกระทรวงพาณิชย์)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115145</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี, จีดีพี, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612dcb61ca5da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์กรุงศรีรุกธุรกิจในเวียดนาม ซื้อกิจการ SHB Finance ลุยกิจการสินเชื่อรายย่อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 &amp;nbsp;ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาว่าธนาคารได้บรรลุข้อตกลงกับ Saigon-Hanoi Commercial Joint Stock Bank (&amp;ldquo;SHB&amp;rdquo;) ธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในประเทศเวียดนาม ในการซื้อและรับโอนเงินทุนก่อตั้ง (Charter Capital) 100% ของบริษัท SHBank Finance Company Limited (&amp;ldquo;SHB Finance&amp;rdquo;) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อย 10 อันดับแรกของประเทศเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภายใต้ข้อตกลงนี้ กรุงศรีจะดำเนินการรับโอนเงินทุนก่อตั้งของ SHB Finance ในอัตรา 50% ก่อนและจะรับโอนเงินทุนก่อตั้งอีก 50% ที่คงเหลือ หลังจาก 3 ปี เมื่อทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขและตามข้อกำหนดจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเข้าซื้อกิจการ SHB Finance ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งในทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกรุงศรีในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Expansion) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น &amp;ldquo;สถาบันการเงินไทยที่เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่ากรุงศรีได้ลงนามในข้อตกลงกับ SHB เพื่อเข้าซื้อหุ้น 100% ของ SHB Finance ซี่งเป็นบริษัทให้บริการสินเชื่อเพื่อรายย่อยในเครือธนาคาร SHB เมื่อได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่ครอบคลุมของ SHB ในประเทศเวียดนาม ผสานเข้ากับความแข็งแกร่งในธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยของกรุงศรีจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจให้กับ SHB Finance &amp;nbsp;โดยกรุงศรีและ SHB Finance จะร่วมกันพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อรายย่อยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคในเวียดนาม การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของกรุงศรีในกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน ตามแผนธุรกิจระยะกลางฉบับปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมปี 2564-2566 ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบัน กรุงศรีดำเนินธุรกิจและมีเครือข่ายแข็งแกร่งครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วย สาขาและธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยใน สปป.ลาว ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา ธุรกิจสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ และสำนักงานตัวแทนในเมียนมา การเข้าซื้อกิจการ SHB Finance ในประเทศเวียดนามครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งผู้นำของกรุงศรีในการเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาย Do Quang Hien ประธานกรรมการของ SHB กล่าวว่า &amp;ldquo;ตลาดสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศเวียดนามมีศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโต SHB Finance เป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ เหมือน &amp;ldquo;ผู้หญิงสาวสวย&amp;rdquo; ที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี ซึ่งหลังจากการคัดเลือกและเจรจา เราก็ได้พบกับพันธมิตรที่เหมาะสมที่จะสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันในหลายๆ ด้าน อาทิ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการ เทคโนโลยี การยกระดับความสามารถทางการเงิน การขยายเครือข่าย และการพัฒนาการผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการยกระดับภาพลักษณ์และชื่อเสียงของ SHB ในระดับภูมิภาคและระดับโลก&amp;rdquo; &amp;nbsp;
กรุงศรี และ SHB จะทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดสินเชื่อเพื่อรายย่อยในประเทศเวียดนาม และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพันธมิตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114581</URL_LINK>
                <HASHTAG>SHB Finance, กรุงศรี, ขยายธุรกิจสินเชื่อ, ซื้อกิจการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงศรีออโต้เล็งพัฒนาบริการสินเชื่อออนไลน์ครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงศรี ออโต้ กางแผนปี 61 เดินหน้าพัฒนาดิจิตัลแพลตฟอร์ม จ่อบุกบริการขอสินเชื่อออนไลน์แบบครบวงจร คาดสิ้นปี ยอดสินเชื่อคงค้างมูลค่ารวม &amp;nbsp;345,000 ล้านบาท โต 7% พร้อมตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่ง 1 ใน 4 ของตลาดสินเชื่อยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค. 61- นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2561 นี้ กรุงศรี ออโต้ มีแผนการดำเนินธุรกิจ โดยเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ และสานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสินเชื่อยานยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครันยิ่งขึ้น ผ่านการนำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม การสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านบริการและช่องทางต่างๆ และการเสริมศักยภาพพนักงาน เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะบุกเบิกบริการขอสินเชื่อออนไลน์แนวใหม่ที่ครบวงจรบนแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมพัฒนากระบวนการทำงานที่ฉับไวไร้รอยต่อเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม นอกจากนี้ เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าและผลักดันให้บริการต่างๆ เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เจาะลึกถึงใจผู้บริโภค ซึ่งในปีนี้ได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจยุคดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างการขายสินค้าออนไลน์ และการขนส่งพัสดุภัณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทเชื่อว่าจะสามารถรักษาการเติบโตในปีนี้ได้ในระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าหมายในปีนี้ว่าจะยอดสินเชื่อคงค้างรวม จะเติบโต 7% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 345,000 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาส่วนแบ่ง 1 ใน 4 ของตลาดสินเชื่อยานยนต์ได้อย่างแน่นอน สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัทยอดสินเชื่อใหม่ของกรุงศรี ออโต้ &amp;nbsp;จำนวน 166,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 23% พร้อมทั้งรักษาอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในระดับเดียวกับตลาดที่ 1.6%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5503</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงศรี, รถยนต์, สินเชื่อ, ไพโรจน์ ชื่นครุฑ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab1ff3b24062.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
