<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 12:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดราม่าค่าโดยสารรถไฟฟ้า!กทม.สวนกลับองค์กรผู้บริโภคค่าตั๋ว 25 บาท ไปไม่รอดแน่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 เมษายน 2564 ดราม่าปมค่ารถไฟฟ้า บีทีเอส - รถไฟฟ้าใต้ดิน หลัง 198 องค์กรผู้บริโภคออกโรงล่ารายชื่อค้าน กทม.ต่อสัมปทานสายสีเขียวให้บีทีเอส อ้างค่าโดยสาร 65 บาทแพงไม่มีที่มาที่ไป ชี้เก็บค่าแค่ 25 บาทก็มีกำไร ด้าน กทม.สวนกลับ เหตุใดไม่ไปไล่บี้ดูใส้ในรถไฟฟ้าใต้ดิน-สีม่วงดูบ้าง เพราะรัฐจ่ายค่าก่อสร้างให้หมดแล้ว เหตุใดยังเก็บค่าโดยสารเทียบเท่ารถไฟฟ้า กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเครือข่าย 198 องค์กรผู้บริโภคออกโรงล่ารายชื่อคัดค้านการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้กับบีทีเอส โดยระบุว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารที่กำหนดสูงสุด 65 บาทตลอดสายแพงเกินไป สร้างภาระต่อผู้บริโภค และแม้องค์กรผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะพยายามสอบถามถึงที่มาของตัวเลข 65 บาท แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบใดๆนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระดับสูงจาก บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย เปิดเผยว่า หากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียวสิ้นสุดลงในปี 2572 และโครงการได้โอนกลับมาเป็นของรัฐแล้ว ถึงเวลานั้น รัฐบาลหรือ กทม.จะกำหนดค่าโดยสารอย่างไรก็ย่อมทำได้ จะจัดเก็บค่าโดยสารแค่ 10-15 บาท หรือ 15-25 บาทตลอดสายสามารถกำหนดได้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพียงแต่ค่าโดยสารที่ต่ำติดดินขนาดนั้น จะทำให้โครงการไปรอดหรือไม่ และ กทม.จะเอาเงินจากไหนไปจ่ายค่าก่อสร้างและค่าจ้างบริหารการเดินรถ และซ่อมบำรุง ทั้งต้องไม่ลืมว่า แม้สัมปทานรถไฟฟ้า สายสีเขียว จะสิ้นสุดลงในปี 2572 แต่ กทม.ก็ยังมีสัญญาจ้าง BTS ให้บริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย(อ่อนนุช-แบริ่ง-สมุทรปราการ และพหลโยธิน-คูคต) ต่อไปอีก 12-13 ปี สิ้นสุดปี 2585 &amp;nbsp;ซึ่งหากรัฐหรือ กทม.จะหักดิบไม่ต่อสัญญาจ้างบริหารกับ BTS เพื่อให้สิ้นสุดพร้อมกันในปี 72 เลย แม้จะทำได้ แต่ก็คงจะเกิดปัญหาฟ้องร้องกันตามมาแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากรัฐและกทม.จะเปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่เข้ามาบริหารจัดการทั้งโครงการ สุดท้ายก็จะกลับไปยังจุดเร่ิมต้นที่ว่า อัตราค่าโดยสารที่จัดเก็บควรเป็นเท่าใด สูงสุด 25 บาทตลอดสายตามที่องค์กรผู้บริโภคเรียกร้องได้หรือไม่่ จะทำให้โครงการไปรอดหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะหากจะพิจารณาโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ระยะทางแค่ 28 กม.ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่วันนี้จัดเก็บค่าโดยสารเพียง 15-35 บาทต่ำกว่าสายอื่นๆ แต่แอร์พอร์ตลิงค์ มีสภาพเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายต่างประจักษ์กันดี เพราะนับแต่เปิดให้บริการมาจนปัจจุบัน แอร์พอร์ตลิงค์ขาดทุนอย่างหนัก ไม่มีเงินจัดซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนตามวงรอบ จนต้องถอดอะไหล่อีกคันมาสลับสับเปลี่ยนเพื่อให้ขบวนรถพอจะวิ่งได้ แต่สุดท้ายก็ต้องประเคนแถมพ่วงไปกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินให้บริษัทรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกในเครือซี.พี.เพราะการรถไฟฯไม่สามารถจะแบกรับภาระได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของค่าโดยสารรถไฟฟ้า 25 บาทที่องค์กรผู้บริโภคกำลังตีปี๊บกันอยู่เวลานี้ แหล่งข่าวกล่าวว่า คงต้องย้อนถามกลับไปว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และคำนวณมาจากผู้เชี่ยวชาญที่ไหนถึงได้กำหนดราคาออกมาต่ำติดดินชนิดที่รถเมล์แอร์ยังสู้ไม่ได้ หากจะอ้างว่า อ้างอิงมาจากสำนักงานนโยบายและแผนขนส่งและจรจร(สนข.)กระทรวงคมนาคม หรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) องค์กรผู้บริโภคคงต้องย้อนกลับไปตรวจสอบให้ดีว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะก่อนหน้านี้ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.และอดีตรองผู้ว่า กทม.เพ่ิงงัดข้อมูลในเอกสารคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน (RFP) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีบุรี ระยะทาง 35.9 กม.ของรฟม.เอง ที่ระบุอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า สายสีส้ม ส่วนตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีบุรี) ณ วันที่ 1 มกราคม 2566 ที่ราคา 17-62 บาท ซึ่งเป็นอัตราใกล้เคียงกับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ถูกกระทรวงคมนาคม และรฟม.แย้งก่อนหน้านี้ว่า &amp;ldquo;แพง&amp;rdquo; จนรับไม่ได้ ซึ่งเมื่อเจอย้อนศรเข้าไปตรงๆ ฝ่ายบริหาร รฟม.กลับอ้างว่า เป็นแค่ตุ๊กตาที่ให้เอกชนใช้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากจะอ้างว่า เมื่อเป็นโครงการของรัฐแล้ว ย่อมสามารถกำหนดค่าโดยสารได้ต่ำ แล้วทำไมรถไฟฟ้าใต้ดิน สายสีน้ำเงิน ที่ รฟม.ให้สัมปทาน บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้า(BEM) และสายสีม่วง เตาปูน-บางใหญ่ ที่รฟม.ว่าจ้างให้ BEM บริหารจัดการและซ่อมบำรุง (O&amp;amp;M ) วันนี้ถึงกำหนดค่าโดยสารไว้สูงสุดถึง 44 บาท ทั้งที่รัฐบาลได้ลงทุนค่าก่อสร้างให้หมดทุกบาททุกสตางค์ไปแล้ว เอกชนแค่ซื้อรถมาว่ิงให้บริการเท่านั้น เหตุใด รฟม.ถึงไม่ลดค่าโดยสารเหลือ 10-25 บาทเป็นตัวอย่างเสียเลยวันนี้ เก็บค่าโดยสารสูงสุดแค่ 25 บาทก็มีกำไรทันทีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ จะไปตั้งค่าโดยสารเท่ากับหรือใกล้เคียงกับรถไฟฟ้าบีทีเอสของ กทม.ที่ 15-44 บาททำไม ในเมื่อรัฐจ่ายค่าก่อสร้างให้หมดแล้ว &amp;nbsp;แถมบริษัทเอกชนไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ รฟม.ด้วยอีก ขณะที่รถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น เอกชนต้องแบกภาระลงทุนเอง และหากขยายสัมปทาน 30 ปี ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ กทม.อีกกว่า 200,000 ล้านบาทด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหนือสิ่งอื่นใด แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ กทม.กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ กทม.ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ค้างค่าก่อสร้าง และค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายให้คู่สัญญาเอกชนได้ เฉพาะหนี้ค้างที่ถึงกำหนดที่ถูก บมจ.บีทีเอสยื่นโนตี๊สมาแล้วในเวลานี้ ก็มากกว่า 30,000 ล้านเข้าไปแล้ว และยังจะต้องจ่ายหนี้ค้างที่ว่านี้รวมกว่า 68,000 ล้านกับค่าจ้างเดินรถอีกปีละกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งหากคิดไปถึงปี 72 ก็ตกร่วม ๆ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ กทม.ร้องแรกแหกกระเชอขอให้รัฐ และกระทรวงการคลังช่วยเหลือ ช่วยหาเม็ดเงินมาจ่ายหนี้ค้างเหล่านี้ให้ที ซึ่งหากรัฐบาลและกระทรวงคลังเจียดเม็ดเงินให้ กทม.จ่ายหนี้ค้างเหล่านี้ไปถึงปี 2572 ได้ ถึงเวลานั้น รัฐหรือกทม.จะเอาโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียวนี้ ใส่ตะกร้าล้างน้ำเปิดประมูลหาเอกชนเข้ามาบริหารกันอย่างไรก็ทำได้ จะกำหนดอัตราค่าโดยสารอย่างไรก็ย่อมได้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, บีทีเอส, รถไฟฟ้า, ราคาค่าโดยสาร, สายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_60792718ea930.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 18:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 18:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บีทีเอส&#039;ทวงหนี้กทม.3หมื่นล้านเดดไลน์จ่ายภายในพ.ค.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 &amp;nbsp;รายงานข่าวจากบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ระบุว่า วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2564) นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือส่งถึงกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เรื่องขอให้ชำระค่าจ้างเดินรถและค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) พร้อมติดตั้ง ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยได้ส่งสำเนาถึง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในหนังสือฉบับดังกล่าว มีใจความว่า ตามที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ทวงถามให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระหนี้ในการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 คือ ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และส่วนต่อขยายที่ 2 คือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 8,899,338,642.45 บาท (แปดพันแปดร้อยเก้าสิบเก้าล้านสามแสนสามหมื่นแปดพันหกร้อยสี่สิบสองบาท สี่สิบห้าสตางค์)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้มีหนังสือยอมรับสภาพหนี้ ตามที่บริษัทเรียกร้อง แต่กลับไม่มีข้อเสนอใดๆ ที่จะทำให้บริษัทมีความมั่นใจได้เลยว่า บริษัทจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ในปัจจุบัน และในอนาคตจากกรุงเทพธนาคม หรือ กทม. ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นเจ้าของกรุงเทพธนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทเชื่อว่า ทั้งกรุงเทพธนาคม และ กทม. ต่างตระหนักเป็นอย่างดีมาระยะหนึ่งแล้วว่า หลักการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ให้ กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงในผลประกอบการ นับแต่เริ่มต้นเปิดให้บริการ การเปิดให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในรูปแบบปัจจุบัน ได้อาศัยเพียงการเรียกเก็บค่าโดยสารจากประชาชนในระดับประมาณ 15 บาท สำหรับการใช้บริการตลอดส่วนต่อขยายที่ 1 และไม่เรียกเก็บค่าโดยสารจากประชาชนสำหรับการใช้บริการส่วนต่อขยายที่ 2 โดยไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่มีต้นทุนที่ต้องแบกรับจากค่าจ้างในการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงนั้น และต้นทุนค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทำให้เกิดผลขาดทุนแก่กรุงเทพธนาคม และ กทม. ตลอดมาเป็นจำนวนมาก ย่อมจะทำให้กรุงเทพธนาคม และ กทม. ไม่สามารถซ่าระหนี้ที่มีอยู่กับบริษัทฯ ได้ และกลับจะมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นไปอีก จนถึงขั้นที่จะไม่สามารถให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวได้อีกต่อไปในระยะเวลาไม่นาน เพราะบริษัทฯ ก็คงจะไม่สามารถที่จะแบกรับภาระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดขึ้นต่อไปอีกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น การที่กรุงเทพธนาคม และ กทม.ได้ตัดสินใจไม่เรียกเก็บค่าโดยสารในช่วงเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากมีความคาดหวังว่า การแก้ไขปัญหาการให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่ใช้การแก้ไขสัญญา เพื่อให้การให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว และการเรียกเก็บค่าโดยสารจากประชาชน ทั้งในโครงการส่วนหลัก คือ ช่วงหมอซิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ถือเป็นโครงข่ายเดียวกัน จนเกิดผลดีแก่ประชาชนเพราะทำให้ค่าโดยสารที่จะเรียกเก็บตลอดสายลตลงได้เป็นจำนวนพอสมควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และให้บริษัทเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงในผลประกอบการในระยะยาวแทนการเรียกหนี้ที่ค้างชำระเอาจาก กรุงเทพธนาคม และ กทม. ซึ่งได้มีการเจรจาสำเร็จไปแล้ว ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ภายใต้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 312562 เรื่องการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยเร็วนั้น ก็ยิ่งทำให้กรุงเทพธนาคม และ กทม. สร้างหนี้สินกับบริษัทเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีเงินรายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในขณะที่มีภาระที่จะต้องจ่ายค่าจ้างในการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงให้แก่บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน บริษัททราบจากข่าวตามสื่อต่าง ๆ ว่า สัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่การที่บริษัทไม่ทราบเลยว่าคณะรัฐมนตรีมีกำหนดการที่จะพิจารณาให้แล้วเสร็จเป็นประการหนึ่งประการใดเมื่อใด ซึ่งทั้งกรุงเทพธนาคม และ กทม. ก็ไม่สามารถที่จะให้ความกระจ่างแก่บริษัทได้นั้น ทำให้บริษัทต้องตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากมากที่เป็นอยู่นี้ต่อเนื่องออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทเป็นบริษัทลูกของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นประชาชนร่วมลงทุนอยู่จำนวนประมาณกว่า 101,700 ราย และมีเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้แก่บริษัทมาประกอบธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจของบริษัท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่กรุงเทพธนาคม และ กทม.สามารถชำระหนี้ให้แก่บริษัทได้ ซึ่งคำนวณจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีจำนวนถึงกว่า 8,899,338,642.45 บาท (แปดพันแปดร้อยเก้าสิบเก้าล้านสามแสนสามหมื่นแปดพันหกร้อยสี่สิบสองบาทสี่สิบห้าสตางค์) นั้น ย่อมจะสร้างความเสียหายให้แก่บริษัท รวมทั้งผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัทเป็นอย่างมาก ซึ่งการที่บริษัทยินยอมตกลงตามหลักการของร่างสัญญาแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นทางออกที่จะหยุดการที่กรุงเทพธนาคม และ กทม. จะสร้างหนี้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้นไปอีกจากการเปิดให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายในรูปแบบปัจจุบันต่อไป โดยมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าจ้างให้แก่บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแม้ว่าภายใต้ร่างสัญญาแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น บริษัทจะไม่ได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระคืนทันที แต่หากผลประกอบการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไปในระยะยาวดีขึ้น บริษัทซึ่งเป็นเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงในผลประกอบการและเป็นผู้ให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเอง ก็จะมีโอกาสได้หนี้ที่ค้างชำระนี้คืนได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการในการแก้ไขหนี้ที่แม้จะมีความเสี่ยงกับบริษัทบ้าง แต่ก็ทำให้บริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เมื่อไม่มีความแน่นอนว่าการดำเนินการตามร่างสัญญาแก้ไขสัญญาสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่และเมื่อใด จึงไม่เป็นธรรมกับบริษัท หากกรุงเทพธนาคม และ กทม. จะอาศัยการที่บริษัทไม่ต้องการให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนอันเนื่องมาจากการหยุดให้บริการการเดินรถ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับค่าจ้างมาเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ที่ค้างให้แก่บริษัท และกลับจะสร้างหนี้กับบริษัทเพิ่มมากขึ้นไปอีกจากการเปิดให้บริการเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อไป โดยไม่มีมาตรการในการจ่ายค่าจ้างที่ค้างอยู่และที่จะเกิดขึ้นใหม่มาทำความตกลงกับบริษัทให้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่พอจะอนุมานได้จากหนังสือยอมรับสภาพหนี้แต่ไม่มีข้อเสนอใดๆ ของกรุงเทพธนาคม ดังได้เรียนชี้แจงมาข้างต้นแล้วนั้นว่า บริษัทมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัท ที่จะต้องทำการบริหารจัดการหนี้ที่ กรุงเทพธนาคม และ กทม. ค้างชำระแก่บริษัท และมีแนวทางที่ชัดเจนหากมีการที่จะต้องให้มีการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก โดยหนังสือฉบับนี้ บริษัทจึงขอให้กรุงเทพธนาคม และ กทม.ชำระหนี้ทั้งหมด คือ หนี้ค่าจ้างค้างซ้าระถึงวันที่ออกจดหมายฉบับนี้ ซึ่งค้างชำระมาเป็นเวลา 3 ปี 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 คิดเป็นเงินประมาณ 9,602,927,927.24 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหนี้ค่าซื้อระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) ที่จะถึงกำหนดชำระในเดือนมีนาคม 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 20,768,979,836.13 บาท ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ มิฉะนั้น บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาการใช้สิทธิตามกฎหมายและตามสัญญาของบริษัท เอากับ กรุงเทพธนาคม และ กทม. ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91683</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, ทวงเงิน, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บีทีเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190708/image_big_5d22e204b51bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2021 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 16 ม.ค.นี้ เก็บค่าโดยสารสายสีทอง 15 บาทตลอดสาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 ม.ค.64 นายเกรียงพล พัฒนรัฐ กรรมการผู้อำนวยการ &amp;nbsp;บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เปิดเผยว่า &amp;nbsp;หลังจากที่บริษัทฯได้เปิดให้บริการเดินรถ ระบบขนส่งมวลชนระบบรองสายสีทอง สถานีกรุงธนบุรี(G1) &amp;ndash; สถานีคลองสาน (G3) &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 โดยเปิดให้บริการฟรีตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 มกราคม 2564 และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารในอัตรา 15 บาทตลอดสาย ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2564 นี้เป็นต้นไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนอกจากการใช้บริการกดบัตรโดยสารที่บริเวณสถานีแล้ว &amp;nbsp;ผู้โดยสารที่ใช้บัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสรายเดือนและบัตรแรบบิท &amp;nbsp;สามารถใช้บัตรดังกล่าวเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีทองได้เช่นกัน โดยหักเป็นรายเที่ยว หรือหักตามมูลค่าค่าโดยสารเที่ยวละ 15 บาท แล้วแต่ชนิดของบัตร
&amp;nbsp;
นายเกรียงพล กล่าวต่อว่า จากสถิติการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีทองในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีผู้โดยสารเฉลี่ยที่ประมาณ 10,000 เที่ยวคนต่อวัน โดยสถานีที่มีประชาชนใช้บริการสูงสุดคือที่สถานีเจริญนคร (G2) &amp;nbsp;แต่จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกสองที่เริ่มมีผู้ป่วยในกรุงเทพฯตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธันวาคม 2563 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการควบคุมโรค ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยประกาศให้สถานศึกษาในพื้นที่หยุดเรียน เน้นการทำงานจากที่บ้าน ( Work from home) รวมทั้งการจำกัดจำนวนคนเข้าสถานที่ต่าง ๆ และเข้มงวดการเดินทางของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp;ทำให้ผู้โดยสารลดลงกว่า 70 %โดยปัจจุบันมีผู้โดยสารที่ประมาณ 3,000 เที่ยวคน/วัน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นแนวโน้มในทิศทางเดียวกันกับปริมาณผู้โดยสารในส่วนต่อขยายสายสีเขียวช่วงห้าแยกลาดพร้าว (N9) &amp;ndash; คูคต (N24 ) ที่บริษัทฯได้เปิดให้บริการถึงสถานีปลายทางคูคต ไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 มีผู้โดยสารเฉลี่ยที่ 125,444 เที่ยวคนต่อวัน ซึ่งในช่วงแรกที่ให้บริการมีผู้โดยสารมากกว่า 150,000 เที่ยวคนต่อวัน แต่จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ผู้โดยสารลดลง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80,000 เที่ยวคนต่อวัน &amp;nbsp;โดยในส่วนต่อขยายสายสีเขียว ขณะนี้ทางฝ่ายนโยบายยังไม่มีกำหนดจัดเก็บค่าโดยสาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการทำความสะอาดและ ขอความร่วมมือผู้เดินทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19โดยเคร่งครัด ตลอดเวลาที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชน &amp;nbsp;นอกจากนี้บริษัทฯยังได้ดำเนินการป้องกันในทุกระบบขนส่งมวลชนที่บริษัทให้บริการ ทั้งโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม &amp;nbsp;โครงการรถบีอาร์ที &amp;nbsp;โครงการรถบริการสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ ให้กำหนดรอบการทำความสะอาดด้วยน้ำยาแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนและหลังให้บริการในแต่ละวัน
&amp;nbsp;
นายเกรียงพล กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม ที่บริษัทเปิดให้บริการเรือไฟฟ้าจำนวน7ลำไปเมื่อ 27 พ.ย.63 ได้รับความสนใจจากประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยที่ประมาณ 1,000 เที่ยวคน/วัน แต่หลังจากที่มีการระบาดของโควิด-19 ผู้โดยสารก็ลดลงกว่า 70%ด้วยเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทฯ ได้มีมาตรการเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ และปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร โดยคัดกรองสุขภาพของเจ้าหน้าที่ พนักงาน ทุกครั้งก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ การคัดกรองอุณหภูมิของผู้โดยสารประจำท่าเรือ และให้ผู้โดยสารกรอกประวัติข้อมูลทุกครั้งก่อนใช้บริการ และต้องสวดหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง พร้อมทั้งจัดจุดบริการแอลกอฮอล์ ทุกท่าเรือ และบนเรือ ตลอดจนเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดจุดสัมผัสภายในเรือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89825</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, รถไฟฟ้าสายสีทอง, เกรียงพล พัฒนรัฐ, เก็บเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210114/image_big_5ffffd92a36ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40793</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟน. MOU กรุงเทพธนาคม พัฒนากรุงเทพมหานครสู่มหานครอัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (12 กรกฎาคม 2562) นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) พร้อมด้วย นายกิติศักดิ์ อร่ามเรือง ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะในเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ระหว่าง กฟน. กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ณ อาคารวัฒนวิภาส กฟน. สำนักงานใหญ่ คลองเตย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;​ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า กฟน. มุ่งมั่นพัฒนาด้านระบบไฟฟ้าที่นำไปสู่การสร้างพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่กรุงเทพมหานครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีหน้าที่ดำเนินงานกิจการสาธารณูปโภคที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนและภาคเอกชนสูงสุด รวมถึงการร่วมดำเนินการศึกษาการใช้ประโยชน์ด้านข้อมูลการใช้พลังงาน ความต้องการด้านการบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้งานในการพัฒนาระบบการบริการด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เพื่อรองรับการพัฒนากรุงเทพมหานครสู่มหานครอัจฉริยะ (Smart Capital) ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตมีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการเดินทางของประชาชน พร้อมกับสร้างความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านแนวทางความร่วมมือจากบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ประกอบด้วยการจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินการ การร่วมศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการดำเนินการโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ และการสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการฯ อย่างเต็มที่ต่อกัน (Best effort basis) เพื่อให้การดำเนินการโครงการฯ ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งโครงการที่อยู่ในขอบเขตการศึกษาครั้งนี้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงานขนาดไม่น้อยกว่า 800&amp;nbsp; ตันต่อวันที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช การพัฒนารูปแบบเรือไฟฟ้าโดยสารเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับเปลี่ยนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในเส้นทางต่างๆ ให้เป็นระบบไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษในลักษณะ Green Route รวมถึงการอำนวยความสะดวกในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทั้งสองหน่วยงานมีอยู่ให้สามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่โครงการอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ถือเป็นหน่วยงานวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนกรุงเทพมหานคร ในการดำเนินกิจการสาธารณูปโภคในด้านระบบขนส่งมวลชน สวัสดิการสังคม และสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ รวมทั้งความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน ในการร่วมกันพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งความร่วมมือกับ กฟน. ครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนในด้านเทคโนโลยีในพื้นที่ และนำไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะแห่งมหานครอาเซียน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40793</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กรุงเทพธนาคม, การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, มหานครอัจฉริยะ, ไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190712/image_big_5d282a70b4644.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ข่าวร้าย!ประธานTDRIแฉกทม.ให้สิทธิกรุงเทพธนาคมทำท่อร้อยสายใต้ดินทั้งหมดหวั่นผูกขาดเพิ่มภาระผู้บริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มิ.ย.62 - ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Tangkitvanich เรื่อง ท่อร้อยสาย กทม. &amp;hellip;ข่าวดีเล็กๆ กับข่าวร้ายใหญ่ๆ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนๆ ครับ ผมมี &amp;ldquo;ข่าวดีเล็กๆ&amp;rdquo; และเรื่องที่สงสัยว่าจะเป็น &amp;ldquo;ข่าวร้ายใหญ่ๆ&amp;rdquo; มาเล่าให้ฟังครับ อาจยาวนิดหนึ่งแต่อยากให้อ่านและแชร์ออกไปนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข่าวดีเล็กๆ&amp;rdquo; คือ กทม. มีแผนที่จะลดปัญหาการที่สายเคเบิ้ลต่างๆ แขวนรกหูรกตาอยู่บนเสาไฟฟ้า โดยจะย้ายสายเหล่านั้นลงไปใต้ดิน ให้ไปอยู่ใน &amp;ldquo;ท่อร้อยสาย&amp;rdquo; ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็น &amp;ldquo;มหานครไร้สายสื่อสาร&amp;rdquo; และเป็น &amp;ldquo;สมาร์ทซิตี้&amp;rdquo; ที่มีภูมิทัศน์สบายตาภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่สงสัยว่าจะเป็น &amp;ldquo;ข่าวร้ายใหญ่ๆ&amp;rdquo; ที่มาพร้อมกันก็คือ กทม. จะดำเนินการดังกล่าวโดยให้บริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของตน ทำสัญญากับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายหนึ่ง ให้เป็นผู้รับเหมาบริการโครงข่ายท่อร้อยสายใต้ดินทั้งหมด โดยให้สิทธิผูกขาดรายเดียวเป็นเวลา 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้หมายความว่า ปัญหาการผูกขาดใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในวงการโทรคมนาคมไทย เพิ่มเติมจากการผูกขาดที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน แน่นอนว่า การผูกขาดเหล่านี้จะเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภค ทั้งประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น ผู้ประกอบการที่ได้สิทธิผูกขาดท่อร้อยสายอาจกีดกันผู้ประกอบการรายอื่นที่เป็นคู่แข่งของตนในตลาดโทรคมนาคมไม่ให้สามารถใช้ท่อได้ โดยอ้างเหตุต่างๆ ทางเทคนิค เช่น สัญญาณรบกวนกัน หรือให้ใช้ได้ แต่คิดค่าบริการแพงๆ หรือให้บริการช้าๆ หรือทำให้สายของคู่แข่งเสียบ่อยๆ จนไม่สามารถแข่งขันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องวิตกกังวลที่เกินจริง หากพิจารณาถึงความหวาดระแวงของผู้ประกอบการแต่ละรายที่มีต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เดิมเรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งหลายสามารถปักเสาสื่อสารเอง หรือพาดสายของตนบนเสาไฟฟ้าได้ แต่เรื่องที่เคยทำกันได้มานานก็กำลังจะกลายเป็นปัญหาในไม่ช้า เพราะเมื่อมีท่อร้อยสายใต้ดินแล้ว กทม. ก็จะห้ามพาดสายในที่สาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านความสะอาดและความเป็นระเบียบ ตามกฎหมายรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ทั้งนี้ผู้ฝ่าฝืนก็จะมีโทษทางกฎหมาย และถูกสั่งให้รื้อถอนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความจริงครับว่า ท่อร้อยสายดังกล่าวเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีลักษณะ &amp;ldquo;ผูกขาดโดยธรรมชาติ&amp;rdquo; เพราะไม่ควรต้องมีการลงทุนซ้ำซ้อนกันหลายท่อ เหมือนกับการไม่ควรต้องมีสายไฟฟ้าหลายสาย หรือท่อน้ำประปาหลายท่อต่อเข้าบ้านแต่ละหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในต่างประเทศ เทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ มักจะเป็นผู้ดำเนินการท่อไร้สายด้วยตนเอง โดยเดินสายไฟเบอร์ไว้เสร็จสรรพในท่อร้อยสาย และเปิดให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ต้องการใช้ สามารถใช้ได้ในราคาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการของ กทม. ดังกล่าวมาข้างต้นแตกต่างจากในต่างประเทศ และจะสร้างปัญหาด้วย 2 เหตุผลคือ หนึ่ง เป็นการโอนการผูกขาดของรัฐไปให้แก่เอกชน โดยเป็นการโอน 2 ต่อ ต่อแรกคือ โอนจาก กทม. ไปให้กรุงเทพธนาคมที่เป็นบริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไร ต่อที่สองคือ โอนจากกรุงเทพธนาคมไปให้แก่เอกชนอีกที แน่นอนว่า เอกชนย่อมมีแรงจูงใจในการทำกำไรมากกว่ารัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการคิดบริการที่แพงกว่า ยิ่งการโอนสิทธิผูกขาดสองต่อ ก็จะยิ่งทำให้มีการบวกกำไรที่สูง 2 ครั้ง ราคาค่าบริการก็จะยิ่งแพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เอกชนที่ได้สิทธิผูกขาดยังเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งแข่งกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นๆ ด้วย จึงเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันของผู้ประกอบการรายอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราปล่อยให้การดำเนินการเช่นนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพ อีกไม่นานก็อาจเกิดการผูกขาดแบบเดียวกันทั่วประเทศ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่น เทศบาลก็อาจจะทำตามในลักษณะเดียวกัน ถึงเวลานั้น ต้นทุนของบริการโทรคมนาคมทั้งประเทศไทยก็จะสูงขึ้นไปอีก และทำให้เราไม่สามารถแข่งขันใน &amp;ldquo;เศรษฐกิจดิจิทัล&amp;rdquo; ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความเห็นของผม เรื่องนี้มีทางออกง่ายนิดเดียวคือ การทำเหมือนต่างประเทศ นั่นคือ กทม. ควรเป็นผู้ให้บริการท่อร้อยสาย พร้อมไฟเบอร์เสียเอง และให้เอกชนแต่ละรายสามารถมาเช่าใช้ได้อย่างเสมอภาค ในราคาที่เหมาะสมคือสอดคล้องกับต้นทุน ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก กทม. ไม่ดำเนินการตามที่เสนอ ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคก็ควรไปร้องเรียนกับ กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นใหม่ที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมหวังว่า แนวคิดเรื่อง &amp;ldquo;สมาร์ทซิตี้&amp;rdquo; จะเป็นข่าวดีของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นข่าวร้ายที่มีหน่วยงานรัฐโอนสิทธิผูกขาดให้เอกชน และสร้างต้นทุนให้แก่ประเทศและประชาชน แบบที่เคยเกิดบ่อยๆ ในประเทศไทยนะครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ทีดีอาร์ไอ, ท่อร้อยสาย, สมาร์ทซิตี้, สิทธิผูกขาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc248864f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
