<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกดีอีเอสเตือนอย่าหลงเชื่อข่าวลือน้ำท่วมจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการแชร์ข้อมูลในสื่อต่างๆ ประเด็นเรื่อง เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำ ส่งผลให้อีก 1 สัปดาห์ จะเกิดน้ำท่วมจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีมีผู้โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ว่า แจ้งเตือนระวังน้ำท่วม (สำหรับคนกรุงเทพฯ และคนเมืองนนทบุรี) เขื่อนเจ้าพระยาเปิดประตูระบายน้ำทุกบานแล้ว อีก 1 สัปดาห์จะถึงนนทบุรี คาด กทม. ไม่น่าจะรอดนั้น ทางกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 22 ก.ย. 64 กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงสู่พื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,610 ลบ.ม./วินาที ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด แต่ยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ อ.เสนา อ.บางบาล อ.ผักไห่ และ อ.บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีตลิ่งต่ำและอยู่นอกเขตคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าในวันที่ 23 ก.ย. 64 เวลาประมาณ 06.00 น. ระดับน้ำจะสูงขึ้นเพียง 0.25 เมตร จากระดับน้ำปัจจุบัน ที่ +3.65 ม. (รสม.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 22 ก.ย. 64 สถานีบางไทรมีปริมาณน้ำไหลผ่านเพียง 1,645 ลบ.ม./วินาที เท่านั้น ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยา ณ วันที่ 22 กันยายน 2564 มีเพียง 1,610 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับปริมาณน้ำทางตอนบนบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่านเพียง 1,937 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ตอนบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรุงเทพมหานคร จะเริ่มได้ผลกระทบเมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านที่สถานี C.29A อ.บางไทร ในอัตรา 3,500 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ในส่วนของกรณีที่มีการเปิดบานระบายทุกช่องของเขื่อนเจ้าพระยานั้น เป็นไปตามหลักการด้านชลศาสตร์ในการระบายน้ำ เพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านท้ายของอาคารเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ก่อนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราตั้งแต่ 700 ลบ.ม./วินาที ขึ้นไป ได้มีการแจ้งเตือน ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้จังหวัดและผู้เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากจากกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www1.rid.go.th หรือโทรสายด่วน 1460 &amp;nbsp;นอกจากนี้สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter &amp;nbsp;เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด24ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117658</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, ข่าวปลอม, ดีอีเอส, นนทบุรี, แจ้งเตือนระวังน้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c6ac3394f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพฯอันตราย! ติดเชื้อโควิดพุ่ง  สลดหญิงตั้งครรภ์ยังดับต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.64 - ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 19,014 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 18,808 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 16,428 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 2,380 ราย มาจากเรือนจำ 196 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 10 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 1,049,295 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 20,672 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 839,639 ราย อยู่ระหว่างรักษา 200,339 ราย อาการหนัก 5,239 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 1,117 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 233 ราย เป็นชาย 140 ราย หญิง 93 ราย อยู่ใน กทม.มากสุด 71 ราย มีผู้เสียชีวิตอายุน้อยสุด 7 เดือน 1 ราย อยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 2 ราย อยู่ที่ กทม. รวมถึงมีผู้เสียชีวิตที่บ้านและอยู่ระหว่างการนำส่งโรงพยาบาล 4 ราย อยู่ที่ กทม. 2 ราย ฉะเชิงเทรา 1 ราย และชุมพร 1 ราย ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 63 จำนวน 9,320 ราย สำหรับข้อมูลการฉีดวัคซีนของวันที่ 21 ส.ค. มีการฉีดเพิ่ม 404,078 โดส ทำให้มียอดฉีดวัคซีนสะสม 26,832,179 โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 212,147,418 ราย เสียชีวิตสะสม 4,436,657 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ 10 จังหวัดที่มีการติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กทม. 4,399 ราย สมุทรสาคร 1,499 ราย ชลบุรี 1,092 ราย สมุทรปราการ 749 ราย นนทบุรี 690 ราย นครปฐม 638 ราย ราชบุรี 560 ราย ฉะเชิงเทรา 488 ราย นครราชสีมา 484 ราย สระบุรี 390 ราย อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลการตรวจแบบ ATK ของวันที่ 22 ส.ค. มีผลบวก 2,039 ราย โดยจำนวนนี้จะยังไม่นับรวมกับยอดผู้ติดเชื้อยืนยันรายวัน เนื่องจากต้องตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR ก่อน หากผลยืนยันเป็นบวก จึงจะนำไปรวมกับยอดผู้ติดเชื้อรายยืนยันรายใหม่ในภายหลัง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114135</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, ศบค., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608e7b7ec0571.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89958</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.ฮึ่มฝ่าฝืนไม่กักตัวปรับ 2 หมื่น เขตป้อมปราบฯจ่อเชือดไก่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.64 - พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ได้ร่วมประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร (ศบค.กทม.) ครั้งที่ 11/2564 โดย พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.กทม. เป็นประธานการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกทม.สามารถสอบสวนโรค ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ค้นพบเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อที่ได้รับการตรวจยืนยัน ที่ประชุมจึงเน้นย้ำขอความร่วมมือประชาชนให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานสอบสวนโรค โดยขอให้เปิดเผยและให้ข้อมูลที่เป็นจริง ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นสมควรลดรอบการประชุม ศบค.กทม.ลงจากที่เคยประชุมทุกวัน คงเหลือประชุมสัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันอังคารและวันศุกร์ เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป เพื่อให้หน่วยงานของกทม.สามารถให้บริการประชาชนในด้านอื่นได้อย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้แทนกลุ่มเขตกรุงเทพกลาง ได้รายงานต่อที่ประชุม ว่า ได้มีผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่อยู่ระหว่างรอผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 บางราย ซึ่งสำนักงานเขตโดยเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีคำสั่งให้กักตัว แต่บุคคลดังกล่าวได้ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ไม่กักตัวตามคำสั่งฯ ยังคงเดินทางไปในหลายสถานที่ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายและอาจเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ ที่ประชุมจึงให้สำนักงานเขตอาศัยอำนาจเจ้าพนักงานโรคติดต่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งให้กักตัวของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออย่างเข้มงวดและจริงจัง ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับถึง 20,000 บาท ซึ่งขณะนี้สำนักงานเขตป้อมปราบฯ อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ท้องที่ ดำเนินการเอาผิดผู้ฝ่าฝืนตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89958</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c2eadbf023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2020 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดไทม์ไลน์2ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ในกรุงเทพฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.63-นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ที่เดินทางมาจากจ.ท่าขี้เหล็ก ในเมียนมา ตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย. ขณะนี้มี 23 ราย โดยอยู่ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ 5 ราย ,จ. เชียงราย &amp;nbsp;11 ราย โดยมีอยู่ 5 รายที่พบในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ (Local Quarantine) &amp;nbsp;และใน 11 ราย มีเพียง 1 รายที่ไม่มีประวัติเดินทางไปที่จ.ท่าขี้เหล็ก แต่เป็นผู้ใกล้ชิดกับเพื่อนที่เดินทางกลับมา โดยกรุงเทพฯ ขณะนี้มีรายงานรวม 3 ราย โดยรายแรกเป็นผู้กลับมาจากเมียนมา และวานนี้ มีรายงานเพิ่ม 1 ราย ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง อาย 30 ปี และวันนี้ มีรายงานล่าสุด พบเป็นหญิงอายุ 26 ปี ทั้งสองรายที่เป็นสาวประเภทสอง และรายใหม่ที่พบในวันนี้ &amp;nbsp;มีประวัติเดินทางไปท่าขี้เหล็กเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;รวมถึงยังพบผู้ติดเชื้อในจ.ราชบุรี จ.พิจิตร จ.พะเยา และจ.สิงห์บุรี จังหวัดละ 1 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โสภณ กล่าวว่า สหรับไทม์ไลน์ของผู้ป่วยรายใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหญิงไทย อายุ 26 ปี มีประวัติร่วมกับผู้ป่วยในกรุงเทพฯ ที่เป็นสาวประเภทสองอายุ 30 ปีที่รายงานเมื่อวานนี้ โดยสองรายเดินทางไปจ.เชียงรายเมื่อวันที่ 6 พ.ย. และข้ามไปสถานบันเทิงในท่าขี้เหล็ก ช่วงวันที่ 6-27 พ.ย. และกลับมาประเทศไทยอีกครั้งเมื่อ 27 พ.ย. พักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอ.แม่สาย และวันที่ 28 พ.ย.ได้ไปซื้อของช่วงกลางวัน และช่วงเย็นได้ไปเดินที่ถนนคนเดิน และเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ทั้งสองเดินไทางไปวัดพระธาตุดอยเวา และในตอนค่ำหญิง อายุ 26 ปี เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินไทยสมายล์ เที่ยวบิน WE137 หลังจากนั้นใช้บริการรถแท็กซี่สนามบินไปยังโรงแรมในกรุงเทพฯ แวะร้านสะดวกซื้อใกล้โรงแรม ขณะที่ช่วงวันที่ 30 พ.ย.-3 ธ.ค. พักในโรงแรมตลอดและไปร้านสะดวกซื้อบ้าง ต่อมาวันที่ 4 ธ.ค. มาเป็นเพื่อนกับสาวประเภทสองที่มารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 และเมื่อเพื่อนสาวประเภทสองตรวจพบเชื้อ หลังจากนั้นวันที่ 5 หญิงรายดังกล่าวจึงได้มาทำการตรวจ และพบเชื้อในเวลาต่อมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนไทม์ไลน์ของสาวประเภทสอง อายุ 30 ปี เดินทางกลับจากเชียงรายมากรุงเทพฯ &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ด้วยสายการบินไทยไลออนแอร์ เที่ยวบิน SL545 ช่วงเวลา 19.15-20.00 น. ถึงสนามบินดอนเมือง และนั่งแท็กซี่กลับบ้าน ระหว่างวันที่ 1-3 ธ.ค. อยู่บ้านตลอด และมารับการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ก่อนจะพบเชื้อ ซึ่งเบื้องต้นจากการสอบสวนโรคพบทั้งสองราย มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงไม่น้อยกว่า 5 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำกว่า 10 ราย โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเป็นเพื่อนอยู่ในจ.เชียงราย 2 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ 1 ราย และอีก 1 รายอยู่ระหว่างติดตามตัว และผู้สัมผัสในครัวเรือนอีก 1 ราย ในจ.ปทุมธานี อยู่ระหว่างการติดตามตัว รวมถึงผู้โดยสารใน 2 เที่ยวบินดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, โควิด-19, ไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fcca48fb989d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สิระ&#039; ทน &#039;อัศวิน&#039; ไม่ไหว! จ่อยื่น &#039;บิ๊กตู่&#039; เลือกผู้ว่าฯกทม.โดยเร็ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.63 - นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงปัญหาฝนตกน้ำท่วมที่ประชาชนชาวกรุงเทพต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ไม่รู้ไปอยู่ที่ใด ไม่มีใครเห็นเงา หรืออาจจะต้องประกาศหาคนหาย ตนจึงขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.อัศวิน ลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนที่มีความสามารถ ใส่ใจประชาชนมากกว่าคุณเข้ามาทำงานแทน เพราะวันนี้ พล.ต.อ.อัศวิน ทำได้แค่แก้ตัวเวลาที่เกิดน้ำท่วม อ้างเป็นน้ำรอระบายเพราะฝนตกหนัก แต่เขาให้มาทำหน้าที่แก้ไขปัญหา ไม่ใช่แก้ตัว เพราะฉะนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ต้องหาทางป้องกันและแก้ไข แต่เท่าที่เห็นคือการปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับปัญหาเอง
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;อย่างที่ผมเคยบอกว่า พล.ต.อ.อัศวินไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ของประชาชน เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งผู้ว่ากทม.คนใหม่ โดยเร็ว ซึ่งน่าจะมีการเลือกตั้งก่อนการเลือกนายก อบจ.ด้วยซ้ำไป เพราะวันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนเขาเหลือทนแล้ว&amp;rdquo; นายสิระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสิระ กล่าวต่อว่า ผลงานตลอด 4 ปีของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่ประชาชนน่าจะจดจำได้ดีที่สุดก็คือการแต่งตั้ง ร้อยตำรวจโท พงศกร ขวัญเมือง บุตรชายคนเล็กมาเป็นโฆษกกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนไม่มั่นใจว่านี่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ นอกเหนือจากนั้น พล.ต.อ.อัศวินไม่เคยมีผลงานให้กับชาว กทม.เลย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79380</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, สิระ เจนจาคะ, เลือกตั้งผู้ว่ากทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e77701d15e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2020 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 07:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยคนกรุงบ่นอุบรถเมล์มาสาย-ไม่พอกับความต้องการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;4 ก.ค.63 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;รถเมล์แบบไหน ถูกใจคนกรุง&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,299 คน พบว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 46.7 ระบุว่ามีความพึงพอต่อใจรถเมล์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในระดับน้อย รองลงมาร้อยละ 33.0 ระบุว่าพึงพอใจปานกลาง และร้อยละ 20.3 ระบุว่าพึงพอใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงภาพลักษณ์ของรถเมล์ที่วิ่งอยู่ในปัจจุบัน ว่าเป็นอย่างไร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 ระบุว่า รอรถเมล์นาน รถไม่พอกับความต้องการ รองลงมาร้อยละ 51.7 ระบุว่ารถมีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม และร้อยละ 41.2 ระบุว่า ปล่อยควันดำ ส่งผลเสียด้านมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคาดหวังว่าอยากได้รถเมล์แบบใด นั้น พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.6 ระบุว่าอยากให้รถเมล์มาตรงเวลา ผู้โดยสารไม่ต้องรอนาน จะได้เดินทางรวดเร็วขึ้น รองลงมาร้อยละ 53.1 ระบุว่าเป็นรถเมล์ใหม่ปรับอากาศทุกคัน ทุกสาย เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร และร้อยละ 51.9 ระบุว่าออกรถถี่ขึ้น มีที่นั่งเพียงพอ ไม่ต้องเบียดแออัดกัน / แบบ New Normal
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70461</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., กรุงเทพฯ, กรุงเทพโพลล์, รถเมล์, รถโดยสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200704/image_big_5effd39307bd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2019 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2019 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพฯ ครองแชมป์ 4 ปีติด เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;มาสเตอร์การ์ดเผยดัชนีเมืองจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2019 กรุงเทพฯ ครองแชมป์เมืองที่ชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 23 ล้านคนเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนยอดใช้จ่ายติดอันดับ 3 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสอบถามราคาว่าจ้างรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562&amp;nbsp; / Mladen ANTONOV / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 ว่าดัชนีเมืองจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2019 สำรวจโดยมาสเตอร์การ์ด เผยเผยแพร่ที่นิวยอร์กเมื่อวันพุธ ระบุว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติมาเยือนและพักค้างคืนในกรุงเทพฯ ถึง 22.78 ล้านคน และทำนายว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในปี 2562 นี้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.34%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของซีเอ็นเอ็นกล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชาวจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมนั้นมีอาทิ พระบรมมหาราชวัง, วัดอรุณฯ และทริปท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่ใช้เวลาไป-กลับใน 1 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดอันดับจุดหมายปลายยอดนิยมประจำปีของมาสเตอร์การ์ดนั้นพิจารณาจากจำนวนผู้มาเยือนแบบค้างคืนทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมาทำธุรกิจ กับการจับจ่ายใช้สอย โดยสำรวจเมืองใหญ่ 200 เมืองทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองอื่นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรองลงมาใน 10 อันดับแรกนั้นมีกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมืองเดียวที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนและค้างคืนลดลงจากปีก่อนหน้านั้น 4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานปีนี้พบว่า จำนวนชาวต่างชาติเดินทางเยือนและพักค้างคืนในประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นในภาพรวม โดยเพิ่ม 76% นับจากปี 2552 นอกจากนี้ เมืองในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมากที่สุด 9.4% นับแต่ปี 2552&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการใช้จ่าย นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครองอันดับหนึ่ง โดยผู้มาเยือนแบบค้างคืนใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 553 ดอลลาร์ คิดเป็นจำนวนรวมทั้งปีเกือบ 31,000 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยนครมักกะฮ์ของซาอุดีอาระเบีย มียอดใช้จ่ายรวม 20,090 ล้านดอลลาร์ และกรุงเทพฯ 20,030 ล้านดอลลาร์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10 อันดับเมืองจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนและค้างคืนมากที่สุดในปี 2018 มีดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1. กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 22.78 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. กรุงปารีส ฝรั่งเศส 19.10 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กรุงลอนดอน อังกฤษ 19.01 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 15.93 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. สิงคโปร์ 14.67 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6. กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 13.79 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7. นครนิวยอร์ก สหรัฐ 13.60 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8. นครอิสตันบุล ตุรกี 13.40 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9. กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น 12.93 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10. เมืองอันตัลยา ตุรกี 12.41 ล้านคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45073</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพฯ, ครองแชมป์ 4 ปีติด, จุดหมายยอดนิยม, มาสเตอร์การ์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190905/image_big_5d70d20be9e47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
