<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2021 12:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพโพล เผย จบโควิดท่องเที่ยวจะคึกคัก แต่ยังไม่ไว้ใจรัฐบาลจัดระเบียบสถานที่ป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.64 - เนื่องในวันที่ 27 ก.ย. ที่จะถึงนี้เป็นวันท่องเที่ยวโลก กรุงเทพโพลโดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;คนไทยกับการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,154 คน พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 52.5 เห็นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย การท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ จะคึกคักค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 47.5 เห็นว่าจะคึกคักค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
เมื่อถามว่า &amp;ldquo;อยากไปท่องเที่ยวในประเทศไทยรูปแบบใด หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 34.5 อยากไปท่องเที่ยวทำบุญ เช่น ทำบุญ 9 วัด รองลงมาร้อยละ 31.3 อยากไปเกาะ ไปทะเลสวยๆ และร้อยละ 31.2 อยากไปดอยภาคเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุด ถ้าต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.5 กลัวนักท่องเที่ยวการ์ดตก ไม่สวมผ้าปิดปาก กลัวติด โควิด&amp;ndash; 19 รองลงมาร้อยละ 55.2 กลัวความแออัดของคนในสถานที่เที่ยว และร้อยละ 30.8 กลัวร้านอาหาร ไม่ปฏิบัติตามกฎ ศบค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรับตัวจากสถานการณ์โควิด-19 หากไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 จะใส่หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อยๆ รองลงมาร้อยละ 59.2 จะหลีกเลี่ยงสถานที่ๆ แออัด คาดว่าคนจะไปเยอะ และร้อยละ 50.4 จะตรวจสอบข้อมูลของจังหวัดท่องเที่ยวเกี่ยวกับการระบาดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะใช้มาตรการจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 สร้างความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 32.8 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
สุดท้ายเมื่อถามว่า &amp;ldquo;สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเริ่มวันที่ 24 กันยายน นี้หรือไม่&amp;rdquo; พบว่า โครงการเราเที่ยวด้วยกันมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 34.8 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 ไม่สนใจส่วนที่เหลือร้อยละ 7.4 ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการทัวร์เที่ยวไทยมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการร้อยละ 33.4 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.0 ไม่สนใจ ส่วนที่เหลือร้อยละ 6.6 ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117796</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, ท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210925/image_big_614eaa9055118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 06:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 06:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจหยุด COVID-19 ประชาชนร้อยละ 88.5 สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.63- กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;อยู่ให้เป็น...หยุดให้ได้ : COVID-19&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 1,054 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงสถานการณ์ เชื้อ covid -19 ระบาด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.4 ระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัย(โดยส่วนใหญ่จำนวนเงินต่ำกว่า 100 บาท) ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากันกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร น้ำ ข้าวสารของแห้ง สำรองภาวะฉุกเฉิน (โดยส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายจำนวนเงิน มากกว่า 2,000 บาท) รองลงมา ร้อยละ 33.4 ระบุว่ามีเจลแอลกอฮอล์/แอลกอฮอล์ (โดยส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายจำนวน 101&amp;mdash;300 บาท) และร้อยละ 32.7 ระบุว่ามีค่าเครื่องอุปโภค-บริโภคสำรองภาวะฉุกเฉิน (โดยส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากกว่า 2,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการใช้ชีวิตประจำวันของท่าน อยู่ในจุดความเสี่ยงใดบ้างที่ท่านกังวลต่อการติดเชื้อ covid-19 พบว่า ร้อยละ 29.4 ระบุว่าอยู่อาศัย /ทำงานในที่คนพลุกพล่าน/แออัด รองลงมาร้อยละ 20.3 ระบุว่าไม่มีหน้ากากอนามัย /เจลแอลกอฮอล์/แอลกอฮอล์ และร้อยละ 20.2 ระบุว่าขาดหลักประกันด้านการรักษาพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองเพื่อหยุดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ covid-19 มากที่สุด นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 88.5 ระบุว่าสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออกจากบ้าน รองลงมาร้อยละ 86.9 ระบุว่าล้างมือด้วยสบู่/เจลแอลกอฮอล์ บ่อยๆ และร้อยละ 81.3 ระบุว่าไม่ออกนอกบ้านถ้าไม่จำเป็น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61531</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e8280e4dab24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2019 08:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2019 08:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>100 เดียวเที่ยวทั่วไทยส่อแป๊ก!กรุงเทพโพลสำรวจประชาชนเกินครึ่งไม่สนใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ธ.ค.62- &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความเห็นของประชาชนต่อมาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,139 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 55.9 ทราบเกี่ยวกับมาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยที่จะเปิดอีกรอบในวันที่ 11-12 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ขณะที่ร้อยละ 44.1 ไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าสนใจที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.7 ไม่สนใจ ขณะที่ร้อยละ 44.3 สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่อยากได้ในราคา 100 บาท หากเข้าร่วมมาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.4อยากใช้กับร้านอาหาร รองลงมาร้อยละ 40.9 อยากใช้กับโรงแรมที่พัก และร้อยละ 20.2 อยากใช้กับ บัตรโดยสารเครื่องบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่ท่านกังวลหากต้องลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.0 กลัวลงทะเบียนไม่ทัน รองลงมาร้อยละ 48.4 กลัวลงทะเบียนซับซ้อนยุ่งยาก และร้อยละ 33.3 กลัวระบบล่มเข้าได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อถามว่าอยากให้มีการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมลงทะเบียน และขยายเวลาในการใช้สิทธิ์มาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทยหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 อยากให้มี ขณะที่ร้อยละ 27.4 ไม่อยากให้มี ที่เหลือร้อยละ 10.0 ไม่แน่ใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52146</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, มาตรการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5deef47828802.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2019 07:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2019 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยคนส่วนใหญ่ไม่ทราบข่าวแพ็คเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;24 ส.ค.62 - กรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ความคิดเห็นต่อ แพ็คเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,189 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนร้อยละ 48.1 ทราบข่าวแพ็คเกจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้าน ของรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 51.9 ระบุว่าไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง พบว่า ด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การประกันรายได้ในพืชเศรษฐกิจหลัก (ร้อยละ 47.8) ด้านชดเชยการปลูกข้าว (ร้อยละ 41.6) และด้านเงินกู้ฉุกเฉินรองรับภัยแล้ง (ร้อยละ 38.8) ส่วนด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับปานกลางคือ ด้านการผ่อนคลายหนี้สินด้านดอกเบี้ยให้เกษตรกร (ร้อยละ 42.2) และด้านสนับสนุนสินเชื่อใหม่และต้นทุนการเพาะปลูก(ร้อยละ 40.5)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้มาตรการเพิ่มเงินพิเศษผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เป็นเวลา 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.) &amp;nbsp;จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การแจกเงินบรรเทาค่าใช้จ่ายผู้สูงอายุที่ถือบัตรคนจนเดือนละ 500 บาท (ร้อยละ 49.5) และแจกเงินให้แก่ผู้ถือบัตรคนจนที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดมีอายุ 0-6 ปี เดือนละ 300 บาท (ร้อยละ 39.5) ส่วนด้านการแจกเงินพิเศษผู้ถือบัตรคนจนเดือนละ 500 บาท ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยได้ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 39.9)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเห็นต่อมาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ด้านที่ส่วนใหญ่เห็นว่าสามารถช่วยได้ในระดับมากถึงมากที่สุดคือ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน/กู้เงินได้ง่ายขึ้น (ร้อยละ 44.5) ส่วนด้านกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ &amp;ldquo;ชิมช็อปใช้&amp;rdquo; โดยให้เงิน 1,000 บาท ต่อคน นั้น ส่วนใหญ่เห็นว่าช่วยได้ในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 52.5)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้าน &amp;nbsp;มากที่สุดคือ เกิดการใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น (ร้อยละ 42.4) รองลงมาคือ มีเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศดีขึ้น (ร้อยละ 40.5) และ มีความสุขในการดำเนินชีวิตไม่ติดขัด (ร้อยละ 34.5)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44153</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190824/image_big_5d60832fb8364.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อชาติ&#039; ยกกรุงเทพโพลซัดรัฐบาลบิ๊กตู่ ปชช.ขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศทุกด้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.62 - น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า จากผลการสำรวจของกรุงเทพโพล&amp;nbsp; สอบถามประชาชน 1,176 คน ว่ามีความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลประยุทธ์ 2 มากน้อยเพียงใด ผลสำรวจสอบตกคะแนนต่ำกว่าครึ่งทุกทุกด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง โดยผลสำรวจด้านการเมือง คะแนนเต็ม 10 ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ 4.80 คะแนน ความเชื่อมั่นด้านการปราบทุจริตได้ 3.85 คะแนน ด้านสังคม คะแนนเต็ม 10 ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลประยุทธ์ 2 4.6 คะแนน ความเชื่อมั่นด้านกระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายได้ 4.12 คะแนน ด้านเศรษฐกิจ ประชาชนเชื่อมั่นฝีมือรัฐบาลใหม่ 4.18 คะแนน ความเชื่อมั่นด้านแก้ปัญหาปากท้องได้ 3.20 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคะแนนสำรวจที่ต่ำกว่าครึ่งทุกด้าน แต่ด้านที่แย่ที่สุดคือการแก้ปัญหาปากท้องที่ได้เพียง 3.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนความเชื่อมั่นที่ต่ำที่สุด และคะแนนต่ำสุดอันดับถัดมาคือ ความเชื่อมั่นด้านการปราบทุจริตได้ 3.85 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ผลสำรวจคะแนนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 บอกอะไรกับสังคม บอกว่า ประชาชนไม่เชื่อว่าความสามารถของ ครม. ประยุทธ์จะนำพาประชาชนและประเทศรอดพ้นจากทุกปัญหาได้ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและการปราบปรามทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อะไรคือสาเหตุที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลประยุทธ์ ตอบได้ง่ายๆ เลยคือ ผลงานและพฤติกรรม 5 ปีที่ผ่านมาเอาเรื่องใกล้ตัวเลยคือการชอบกลับคำพูดของคุณประยุทธ์ เช่น วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 คุณประยุทธ์พูดในการแถลงนโยบายจะมีประโยคหนึ่งว่า &amp;ldquo;ทั้งหมดเนี่ยอะไรที่เป็นของคนจนเราไม่เคยได้ภาษีหรอกครับ...&amp;rdquo; ผ่านมา 5 วันในวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 คุณประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เผยแพร่ในข่าวสดว่า &amp;ldquo;ผมไม่เคยไปดูถูก​ว่าคนจนไม่เคยเสียภาษี​ ขอให้จำไว้ด้วย​ ในวันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา​ ผมพูดว่า​ภาษีมีกี่ประเภท​ ภาษีบุคคลและคนที่มีรายได้น้อยก็ไม่ต้องเสียตรงนี้​ แต่ไปเสียตรงอื่น​ ผมไม่ได้บอกว่าคนจนไม่ได้เสียภาษี​ ก็มีการไปบิดเบือนคำพูด​ จึงอยากขอร้องให้ทุกคนฟังคำพูดที่เป็นข้อเท็จจริง​&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพูดกลับไปกลับมาเช่นนี้เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่เป็นผู้รับฟังทั้งประเทศ แล้วปรากฏการณ์พูดกลับไปมามีหลายครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของคุณประยุทธ์ เรื่องรับปากเลือกตั้ง เรื่องขอเวลาไม่นาน เรื่องความปรองดองที่ไม่แท้จริงที่มีการไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือการทำลายเครดิตและความเชื่อมั่นของคุณประยุทธ์และ ครม. ดังนั้นคุณประยุทธ์ไม่ต้องโทษฝ่ายตรงข้ามว่าทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐบาล เพราะความจริงคือผลการกระทำใน 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลคุณประยุทธ์ได้ทำให้ประชาชนทั้งประเทศประจักษ์ ตนก็ได้แต่หวังว่าผลสำรวจนี้จะทำให้คุณประยุทธ์และ ครม. คิดได้เลิกพฤติกรรมพูดกลับไปมาเอาแต่ได้เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมา เศรษฐกิจจะได้ฟื้นตัวแบบคุณสมคิดบอกว่าเศรษฐกิจประเทศจะดีได้ประชาชนต้องเชื่อมั่นและร่วมมือกับรัฐบาล จำนวนคนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เรียกว่า บัตรคนจนจะได้ลดลงจาก 14.5 ล้านคน&amp;quot; น.ส.เกศปรียา กล่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง, โฆษกพรรคเพื่อชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d197be8bc5f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 07:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 07:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลฟันธง!ปมแย่งโควต้ารมต.เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;15 มิ.ย.62 - กรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;มุมมองประชาชนต่อความท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,196 &amp;nbsp;คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 65.6 เห็นว่ารัฐบาลใหม่จากการผสมกว่า 19 พรรคการเมือง จะมีเสถียรภาพและความมั่นคงค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 34.4 เห็นว่า จะมีเสถียรภาพและความมั่นคงค่อนข้างมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะเผชิญกับความท้าทายด้านเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดคือ ความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล การจัดสรรตำแหน่ง โควตารัฐมนตรี คิดเป็นร้อยละ 64.1 รองลงมาคือ กระแสข่าวโจมตีรัฐบาล คิดเป็นร้อยละ 43.8 &amp;nbsp;และจำนวนเสียงที่ใกล้เคียงกันระหว่าง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน คิดเป็นร้อยละ 41.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนโยบายที่รัฐบาลใหม่ควรเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศและแก้ปัญหาต่างๆ สานต่อจากที่ค้างคาไว้ในอดีต แบบไร้รอยต่อพบว่า อันดับแรกคือ ช่วยเหลือผู้ยากจน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม คิดเป็นร้อยละ 59.6 รองลงมาคือ &amp;nbsp;ปฏิรูปเศรษฐกิจ การลงทุน ที่มีนวัตกรรมและการวิจัย คิดเป็นร้อยละ 58.1 และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น คิดเป็นร้อยละ 44.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อถามว่านโยบายหาเสียงของฝ่ายรัฐบาลที่อยากให้รีบดำเนินการมากที่สุดคือ เพิ่มรายได้ประเทศ เพิ่มรายได้ประชาชน คิดเป็นร้อยละ 53.1 รองลงมาคือ ทวงคืนกำไรให้ชาวสวน ชาวนา คิดเป็นร้อยละ 51.5 และเศรษฐกิจประชารัฐ คิดเป็นร้อยละ 45.3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38607</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, ประชาชนส่วนใหญ่, พรรคร่วมรัฐบาล, เสถียรภาพรัฐบาล, แย่งโควต้ารัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190615/image_big_5d043647d9a69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังเงียบหลับ ‘บิ๊กตู่’ยังนำลิ่ว เพืิ่อไทยมาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเผยพลังเงียบยังไม่ตื่น จับตาส่วนใหญ่เป็นแม่ยก พลิกโผ &amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot; เข้าวินสเปกนายกฯ อายุ 50 ต้นๆ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร ทิ้ง &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; ขาด ขณะที่กรุงเทพโพลชี้พรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมสูงสุด ตามด้วยพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;แต่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยังได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกฯ มากที่สุด ตามด้วย &amp;quot;เจ๊หน่อย-มาร์ค&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันเสาร์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง จับคู่เหตุผล ผู้เสนอตัวนายกฯ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,572 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์-8 มีนาคม พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสอบถามถึงจุดยืนทางการเมืองช่วงก่อนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 21.5 สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่ร้อยละ 16.1 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.4 เป็นพลังเงียบ โดยในกลุ่มผู้หญิงมีอยู่ร้อยละ 65.3 ซึ่งมากกว่าในกลุ่มผู้ชายที่มีอยู่ร้อยละ 59.7 ที่เป็นพลังเงียบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า กลุ่มคนว่างงานเป็นกลุ่มพลังเงียบมากที่สุด คือร้อยละ 74.4 รองลงมาคือกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 64.6 และกลุ่มเกษตรกรและรับจ้างทั่วไปร้อยละ 62.8 อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มากที่สุด คือ นักศึกษา มีอยู่ร้อยละ 34.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ การจับคู่เหตุผล ตัวตน ผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 22.2 ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อายุ 50 ต้นๆ เป็นนักธุรกิจ เคยเป็นผู้บริหารประเทศระดับสูง เก่งแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของใคร จิตใจดีมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น รองลงมาคือ ร้อยละ 19.4 ได้แก่ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อายุประมาณ 40 ปี อดีตนักธุรกิจ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ฯลฯ, ร้อยละ 9.1 ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 50 กว่าปี อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง ยึดหลักการ แก้ปัญหามากมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ร้อยละ 8.7 ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อายุกว่า 60 ปี เป็นผู้บริหารประเทศระดับสูง แก้ปัญหามากมาย, ร้อยละ 5.8 ได้แก่ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อายุเกือบ 60 ปี อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง เด่นด้านสุขภาพ แก้ปัญหามากมาย, &amp;nbsp;ร้อยละ 3.0 ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อายุ 50 ปีต้น ๆ อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง เด่นด้านคมนาคม ฯลฯ และร้อยละ 2.5 ได้แก่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อายุประมาณ 70 ปี มีผลงานมากมาย เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;นับถอยหลัง 14 วัน สู่การเลือกตั้ง&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,735 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 96.7 ตั้งใจว่าจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 24 มี.ค.62 ที่จะถึงนี้ ขณะที่ร้อยละ 1.5 ตั้งใจว่าจะไม่ไป ส่วนร้อยละ 1.8 ยังไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะไม่มีการทุจริตการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ส่วนใหญ่ร้อยละ 63.0 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 37.0 &amp;nbsp;เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
ส่วนเมื่อถามว่า &amp;ldquo;ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากพรรคใดมาบริหารประเทศ&amp;rdquo; พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.7 จะเลือกพรรคเพื่อไทย (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนร้อยละ 8.9) รองลงมาร้อยละ 19.0 จะเลือกพรรคพลังประชารัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4), ร้อยละ 15.5 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9), ร้อยละ 12.0 จะเลือกพรรคอนาคตใหม่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3) และร้อยละ 3.9 จะเลือกพรรคเสรีรวมไทย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1) ขณะที่ร้อยละ 21.6 ยังไม่ตัดสินใจ (ลดลงร้อยละ 31.8)
สุดท้ายเมื่อถามว่า &amp;ldquo;ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ท่านจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo; พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 24.8 จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6) รองลงมาร้อยละ 17.3 จะสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3), ร้อยละ 13.3 จะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4), ร้อยละ 11.3 จะสนับสนุนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8) และร้อยละ 6.5 จะสนับสนุน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9) ขณะที่ร้อยละ 17.7 ยังไม่ตัดสินใจ (ลดลงร้อยละ 28.3)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเปิดเผยผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่นายอนุทินได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการจับคู่เหตุผล ตัวตน ของผู้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าต้องยอมรับผลโพลที่ออกมาเป็นสิ่งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการที่ท่านหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 22.2% ก็เพราะว่าความที่เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีสถานะเป็นนักบริหารที่มีความเก่ง มีความสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และโดยบุคลิกส่วนตัวเป็นที่มีจิตใจดี ชอบการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น ที่สำคัญคือภาพการทำงานการเมืองที่ชัดเจนคือ การไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร มีความเป็นกลางทางการเมือง เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวต่อว่า จากผลโพลที่ออกมา ส่วนหนึ่งได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าแนวทางการทำงานของพรรคเป็นสิ่งที่ประชาชนให้การยอมรับ ทั้งในโยบายและตัวบุคคล โดยเฉพาะตัวท่านหัวหน้าพรรค นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยได้ลงพื้นที่อย่างหนัก ส่งแกนนำลงไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อบอกกล่าวนโยบายและความจริงใจในการเข้ามาพัฒนาประเทศ จึงเห็นผลสะท้อนออกมาที่โพลอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เบื้องต้นท่านหัวหน้าพรรคและสมาชิกทุกคนต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้การตอบรับพวกเราเป็นอย่างดี ซึ่งเราจะเข้าใจปัญหาและจะเดินหน้าทำหน้าที่อย่างหนักต่อไป เพื่อพี่น้องประชาชน และหวังว่าพี่น้องประชาชนจะให้ความไว้วางใจกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.ที่จะถึงนี้&amp;rdquo; พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30924</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพล, พลังเงียบ, พลิกโผ, หนังสือพิมพ์, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190309/image_big_5c83b095ab408.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
