<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 06:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 07:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจครบ 10 ปี มหาอุทกภัย คนไทยหวาดหวั่นหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;2 ต.ค.64 - จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ทำให้คิดย้อนไปถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กรุงเทพโพลล์โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ครบ 10 ปี มหาอุทกภัย คนไทยหวาดหวั่นหรือไม่&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,077 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข่าวน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.5 มีความกังวลค่อนข้างน้อยถึงไม่กังวลเลย ว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 ขณะที่ ร้อยละ 42.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเชื่อมั่นเพียงใดว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนปี 54 ได้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประชานได้ให้คะแนนความพอใจต่อการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม จากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ เฉลี่ย 3.02 คะแนนจากเต็ม 5 คะแนน โดยด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเฝ้าระวัง และเตรียมรับมือ ได้คะแนนเฉลี่ย 3.65 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการแจ้งเตือนภัย จากหน่วยงานราชการให้แก่ประชาชนได้คะแนนเฉลี่ย 3.02 คะแนนซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และด้านการเข้าถึงประชาชน และ ความรวดเร็วด้านความช่วยเหลือได้คะแนนเฉลี่ย 2.88 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุดจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 ระบุว่า กังวลเรื่องการรับมือกับโรคระบาดที่มากับน้ำไปพร้อมกับการรับมือเชื้อโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองลงมาร้อยละ 57.3 ระบุว่า กลัวมีพายุฝนตกซ้ำเติมทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่แย่ลง และร้อยละ 41.4ระบุว่า กลัวงบประมาณในการเยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบภัยไม่เพียงพอ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118503</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;เพชรบุรี-นครนายก&quot; เสี่ยงน้ำท่วม, กรุงเทพโพลล์, น้ำท่วมปี2554</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_61579d7d84d00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2021 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2021 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยคนไทยเกินครึ่งกังวลเปิดประเทศใน 120 วัน หวั่นเชื้อสายพันธุ์ใหม่มากับนักท่องเที่ยวจะคุมไม่อยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มิ.ย. 64 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผิดเผยผล สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;คนไทยว่าไง..กับเป้าหมายเปิดประเทศใน 120 วัน&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ ที่ จำนวน 1,202 คน ได้ผลสำรวจดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเห็นต่อภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบโมเดลนำร่อง พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 60.0 เห็นด้วย (เพราะจังหวัดอื่นๆ จะประเมินได้ว่าพร้อมเปิดเหมือนภูเก็ตไหม และนักท่องเที่ยวที่มาจะอยู่เฉพาะพื้นที่ จ.ภูเก็ต) ขณะที่ร้อยละ 40.0 ระบุว่าไม่เห็นด้วย (เพราะกลัวถึงวันจริงนักท่องเที่ยวไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่มี และคนภูเก็ตยังฉีดวัคซีนกันไม่ครบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการที่ไทยมีเป้าหมายเปิดประเทศใน 120 วัน เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวจากประเทศความเสี่ยงต่ำ และ ฉีดวัคซีนครบแล้ว คนไทยร้อยละ 61.7 เห็นว่าจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รองลงมาร้อยละ 23.5 เห็นว่าเป็นการฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทย และร้อยละ 14.8 เห็นว่าจะนำไปสู่การปรับมาตรการการท่องเที่ยวไทยที่เหมาะสมในระยะถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อความเหมาะสมในการเปิดประเทศมากที่สุด นั้น คนไทยร้อยละ 42.0 ระบุว่า สัดส่วนคนไทยที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ต่อประชากรทั้งหมด รองลงมาร้อยละ 23.8 ระบุว่า จำนวนยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของไทย และร้อยละ 19.1 ระบุว่ามาตรการป้องกัน COVID-19 ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายเมื่อถามว่า ท่านมีความกังวลหรือไม่อย่างไรกับเป้าหมายเปิดประเทศใน 120 วัน พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.9 ระบุว่ากังวล (โดยระบุว่า หากมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่มากับนักท่องเที่ยวจะคุมไม่อยู่ และไม่แน่ใจว่าคนไทยจะได้ฉีดวัคซีนครอบคลุมไหมจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ไหม) ขณะที่ร้อยละ 40.1ระบุว่าไม่กังวล (โดยระบุว่า เป็นการเปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศความเสี่ยงต่ำและได้รับวัคซีนครบ และ ถึงวันนั้นคนไทยน่าจะได้รับวัคซีนกันครอบคลุมแล้ว สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210626/image_big_60d68dd30d027.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 06:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 06:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลโพล!ผู้ปกครองคิดอย่างไร กับเปิดเทอมใหม่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12 มิ.ย.64 &amp;nbsp;- กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ผู้ปกครองคิดอย่างไร กับเปิดเทอมใหม่ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของCOVID-19&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ ที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในระดับชั้น อนุบาล - มัธยมศึกษา จำนวน 1,043 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปแบบการเรียนการสอนของบุตร-หลาน ในเทอมใหม่นี้นั้น ผู้ปกครองร้อยละ 26.0 ระบุว่า เรียนออนไลน์ที่บ้าน 100% รองลงมาร้อยละ 18.4 ระบุว่าไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติ และร้อยละ 11.3 ระบุว่าเรียนออนไลน์ ผสมผสานกับใบงาน โดยร้อยละ 30.1 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ เพราะโรงเรียนยังไม่ได้แจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า &amp;ldquo;อยากให้บุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หรือไม่&amp;rdquo; พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 71.1 ระบุว่าไม่อยากให้ไป ขณะที่ร้อยละ 28.9 ระบุว่าอยากให้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องไปเรียนที่โรงเรียนในช่วงนี้คือ กลัวเด็กคนอื่นๆ ติดเชื้อจากคนในครอบครัวแล้วมาแพร่ในโรงเรียน ร้อยละ 88.6 รองลงมาคือ บุตรหลานยังเล็กอยู่ ไม่สามารถดูแลและป้องกันตัวเองได้เหมือนเด็กโต ร้อยละ 49.1 และครู อาจารย์ ยังฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ร้อยละ 45.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่กังวลกับการที่บุตรหลานต้องเรียนออนไลน์/เรียนตามใบงานที่บ้านในช่วงนี้คือ คุณภาพการเรียนไม่ดี ได้ความรู้ไม่เต็มที่เท่าที่โรงเรียน ร้อยละ 81.2 รองลงมาคือ เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน โดยเฉพาะชั้น อนุบาล-ประถม ร้อยละ 66.4 และไม่มีเวลาดู บุตร-หลาน ช่วงเรียนออนไลน์/เรียนที่บ้าน ร้อยละ 36.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทางเลือกที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเรียนของบุตรหลานในสถานการณ์เช่นนี้ คือ เลื่อนการเปิดเทอมไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ร้อยละ 39.0 รองลงมาคือ ให้ผู้ปกครองเลือกได้ว่าจะเรียนออนไลน์หรือให้ไปโรงเรียน ร้อยละ 26.3 และถ่ายทอดสดการสอนออนไลน์ให้เรียนไปพร้อมกับเพื่อนที่ไปโรงเรียน ร้อยละ 17.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ผลสำรวจความคิดเห็น, ผู้ปกครองนักเรียน, โควิด19วันนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c3f38235f88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 06:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประจานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ!ประชาชน88%ไม่รู้ว่าต้องฉีดวัคซีนโควิดระยะใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;คนไทยกับการฉีดวัคซีนโควิด 19&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,258 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 88% ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในกลุ่มต้องฉีดวัคซีนโควิด - 19 ในระยะใดตามนโยบายฉีดวัคซีน ขณะที่ 6.5% อยู่ในกลุ่มนโยบายระยะที่ 1 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; พฤษภาคม 2564 ใน 10 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และ 5.5% อยู่ในกลุ่มนโยบายระยะที่ 2 มิถุนายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากได้สิทธิ์ในการฉีดวัคซีนโควิด - 19 ท่านจะฉีดหรือไม่ ส่วนใหญ่ 68.7% คิดว่าจะฉีด โดยในจำนวนนี้ 54.1% จะดูผลข้างเคียงของคนที่ฉีดไปแล้วก่อน ส่วน 14.6% จะฉีดทันทีเพราะกลัวติดโควิด &amp;ndash; 19 ขณะที่ 31.3% คิดว่าจะไม่ฉีด โดยในจำนวนนี้ 16.8% ให้เหตุผลว่ากลัวมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย และ 14.5% คิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงที่จะติด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความกังวลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด - 19 พบว่าส่วนใหญ่ 69.1% กังวลว่าผลกระทบหลังการรับวัคซีนต่อภูมิต้านทาน และสุขภาพร่างกาย รองลงมา 42.8% กังวลว่าวัคซีนผ่านมาตรฐานการรับรองหรือไม่ ปลอดภัยหรือไม่ &amp;nbsp;และ 27.2% กังวลว่าราคา ค่าใช้จ่ายแพงในการฉีดวัคซีน หากไม่มีการควบคุมจากภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความหวังหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด - 19 ในประเทศไทยพบว่า ประชาชน 47.9% หวังว่าวิถีการดำเนินชีวิตประชาชนจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว รองลงมา 22.5% หวังว่าจะช่วยปกป้อง/สร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประชาชน และ 18.8% หวังว่าจะเกิดการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้ปกติ เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายคำถามเพิ่มเติมที่อยากฝากถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 31.6% ฝากถามว่ากลุ่มใดบ้างที่ควรฉีดและไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 เช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรีมีครรภ์ รองลงมา 23.2% ฝากถามว่าวัคซีนที่ได้รับจะคุ้มครองได้นานแค่ไหน &amp;nbsp;ต้องฉีดเพิ่มหรือไม่ และ 19.9% ฝากถามว่าการฉีดวัคซีนมีค่าใช้จ่ายหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94040</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, คนไทย, ประชาชน, วัคซีนโควิด-19, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6035969161f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 07:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 07:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทยนิยมส่งความรักผ่านไลน์อยากมอบกุหลาบให้บุคลากรทางการแพทย์ต่อสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องด้วยวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้เป็นวันวาเลนไทน์ กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;นิยามรัก พ.ศ. ใหม่ แบบไหน คนไทยส่งให้กัน&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,186 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีส่งมอบความรักยอดนิยมในวันวาเลนไทน์ พ.ศ. นี้ คือ ส่งความรักผ่านไลน์สติกเกอร์ ร้อยละ 46.6 รองลงมาคือ มอบกุหลาบ/ช็อกโกแลต/ของขวัญด้วยตนเองกับมือ ร้อยละ 17.8 และวีดีโอคอล/โทรบอกรัก ร้อยละ 13.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บุคคลในสังคมไทยที่อยากมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์ พ.ศ. นี้ มากที่สุดคือ แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 64.2 รองลงมาคือ จิตอาสา/อสม. ร้อยละ 15.1 และ ตชด./ทหารตามแนวชายแดน ร้อยละ 10.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่วางแผนจะทำในวันวาเลนไทน์ พ.ศ. นี้ คือ อยู่บ้านกับคนรักและครอบครัว ร้อยละ 89.9 รองลงมา คือพาคนรักไปเที่ยว ทานอาหาร ร้อยละ 9.0 และ จะชวนกันไปจดทะเบียนสมรส ร้อยละ 0.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนิยามความรักที่ประชาชนเห็นว่าเหมาะกับ พ.ศ. นี้ มากที่สุด คือ รักนี้เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ร้อยละ 32.2 รองลงมาคือ รักกันแล้วแย่รักพ่อแม่ดีกว่า ร้อยละ 19.0 และ รักห่างๆ อย่างห่วงๆ ร้อยละ&amp;nbsp;16.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. วิธีส่งมอบความรักยอดนิยมในวันวาเลนไทน์ พ.ศ. นี้ 5 อันดับแรก คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผ่านไลน์สติกเกอร์ ร้อยละ 46.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มอบกุหลาบ/ช็อกโกแลต/ของขวัญ ด้วยตนเองกับมือ ร้อยละ 17.8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วีดีโอคอล/โทรบอกรัก ร้อยละ 13.4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพสต์ facebook ร้อยละ 7.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งกุหลาบ/ของขวัญ ผ่านเมสเซนเจอร์/ไปรษณีย์ ร้อยละ 5.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. บุคคลในสังคมไทยที่อยากมอบดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์ พ.ศ. นี้ มากที่สุด 5 อันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ร้อยละ 64.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จิตอาสา อสม. ร้อยละ 15.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตชด./ทหารตามแนวชายแดน ร้อยละ 10.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 6.6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักการเมืองที่ชื่นชอบ ร้อยละ 2.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. วาเลนไทน์ปีนี้มีแผนจะทำอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยู่บ้านกับคนรักและครอบครัว ร้อยละ 89.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พาคนรักไปเที่ยว ทานอาหาร ร้อยละ 9.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จดทะเบียนสมรส ร้อยละ 0.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำเซอไพรส์ขอแฟนแต่งงาน ร้อยละ 0.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นัดออกเดทครั้งแรก ร้อยละ 0.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. นิยามความรักที่เหมาะกับ พ.ศ. นี้ มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักนี้เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ร้อยละ 32.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักกันแล้วแย่รักพ่อแม่ดีกว่า ร้อยละ 19.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักห่างๆ อย่างห่วงๆ ร้อยละ 16.2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักน้อยๆ แต่รักนานๆ ร้อยละ 13.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรักไม่จำกัดเพศ และวัย ร้อยละ 4.3&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, นิยามความรัก, วาเลนไทน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_60286ed05e733.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 07:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 07:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ตรุษจีน’ยุคโควิด-19งดเที่ยว-งดสังสรรค์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 &amp;ndash; กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;เซ่นไหว้ แบบไหน ในตรุษจีนปีฉลู&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,212 คน โดยเมื่อถามผู้ที่ไหว้เทพเจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และทำกิจกรรมต่างๆ ตามประเพณีจีน พบว่าได้มีการปรับรูปแบบการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันจ่ายส่วนใหญ่ร้อยละ 63.5 ยังคงซื้อของไหว้ในวันจ่ายตามประเพณีเหมือนทุกปี รองลงมาร้อยละ 29.6 ระบุว่าปรับเป็นซื้อของไหว้เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อลดความแออัดในวันจ่าย และร้อยละ 5.1 ระบุว่าสั่งซื้อของไหว้ออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันไหว้ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.2 ระบุว่าแยกกันไหว้ ไม่รวมญาติเหมือนทุกปี รองลงมาร้อยละ 28.5 ระบุว่ายังไหว้แบบรวมญาติและทานอาหารร่วมกันเหมือนทุกปี และร้อยละ 11.7 ระบุว่าไหว้แบบรวมญาติเหมือนเดิม แต่งดทานอาหารร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในวันเที่ยวส่วนใหญ่ร้อยละ 86 ระบุว่าปีนี้งดเที่ยว งดสังสรรค์ รองลงมาร้อยละ 9 ระบุว่า แยกกันไปไม่รวมญาติท่องเที่ยวเหมือนทุกปี และร้อยละ 5 ระบุว่า ยังรวมญาติท่องเที่ยวสังสรรค์เหมือนทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการแจกอั่งเปา พบว่าร้อยละ 49.4 &amp;nbsp;แจกอั่งเป่าด้วยเงินสดใส่ซองเหมือนทุกปี ขณะที่ร้อยละ 41.6 ระบุว่าปีนี้งดแจกอั่งเปา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามประชาชนทั่วไปว่าการกำหนดให้ &amp;quot;วันตรุษจีน&amp;quot; ในปีนี้เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษทำให้มีการหยุดติดกัน 3 วัน มีแผนจะไปท่องเที่ยวหรือไม่อย่างไร พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 95.3 ระบุว่าไม่มีแผนจะไปท่องเที่ยวโดยให้เหตุผลว่า ติดช่วง COVID-19 จึงไม่อยากเดินทาง ร้อยละ 40.7 รองลงมาคือ ช่วงนี้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายร้อยละ 21.3 และ ที่ทำงานไม่ได้หยุด ร้อยละ 19.2 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการให้&amp;quot;วันตรุษจีน&amp;quot; เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษในปีนี้ ประชาชนร้อยละ 46 เห็นว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ปานกลาง รองลงมาร้อยละ 42 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 12 ระบุว่า ช่วยได้มากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92544</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ตรุษจีน, ปีฉลู, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, เซ่นไหว้, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023221c27bfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 06:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 06:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลโพล ถอดบทเรียน 365 วัน กับ COVID-19 คนไทยเรียนรู้อะไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;23 ม.ค.64 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ถอดบทเรียน 365 วัน กับ COVID-19 คนไทย...เรียนรู้อะไร&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,186 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดปีที่ผ่านมา สิ่งที่คนไทยเรียนรู้และปฎิบัติตัวเพื่อให้อยู่รอดปลอด COVID-19 มากที่สุด คือ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง ร้อยละ 99.3 รองลงมาคือ ระวังตัวมากขึ้นเวลาไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ร้อยละ 86.6 และเช็กไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ เช็กข่าวพื้นที่เสี่ยงอยู่เสมอ ร้อยละ 74.8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 50.1 ระบุว่า หากการระบาดของ COVID-19 ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเรื่องรายได้ และการประกอบอาชีพมากที่สุด รองลงมาร้อยละ 27.4 ส่งผลกระทบต่อความวิตกกังวลว่าตนเองและคนในครอบครัวจะติดเชื้อ และร้อยละ 15.0 ส่งผลกระทบต่อเรื่องการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความหวังกับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่กำลังจะมานี้เพียงใดว่าจะช่วยป้องกันและหยุดยั้งเชื้อในประเทศได้ คนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ 51.3 ระบุว่า มีความหวังปานกลาง รองลงมาร้อยละ 32.8 ระบุว่า มีความหวังมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 15.9 ระบุว่า มีความหวังน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่คนไทยกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับวัคซีนป้องกัน COVID-19 คือ เรื่องผลข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีน ร้อยละ 39.6 รองลงมาคือ เรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน ร้อยละ 17.0 และเรื่องเชื้ออาจกลายพันธุ์ต้องคิดค้นวัคซีนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบทเรียนสำคัญที่คนไทยได้เรียนรู้จาก COVID-19 ในรอบ 1 ปี คือ การปล่อยให้มีการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90717</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, โควิด19, ไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210123/image_big_600b613fe2485.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
