<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 20:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 20:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กรุงไทย’เปิดกำไร 9 เดือนแตะ 16,645 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กรุงไทย&amp;rdquo; ประกาศผลดำเนินงานช่วง 9 เดือนปี 2564 มีกำไรสุทธิ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉพาะไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 5,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สินเชื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อมบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด คงการตั้งสำรองในระดับสูงเพิ่ม Coverage ratio เป็นร้อยละ 163.9 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss) ในระดับสูง บริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ประคองธุรกิจให้อยู่รอดและกลับมาเติบโตได้ในระยะข้างหน้า เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง หนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการช่วง 9 เดือนของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 24,291 ล้านบาท&amp;nbsp; แม้ว่าลดลงร้อยละ 31.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp; แต่ยังเป็นการตั้งสำรองในระดับสูง ส่งผลให้&amp;nbsp; Coverage ratio เท่ากับร้อยละ 163.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 147.3 ณ สิ้นปี 2563&amp;nbsp; และ NPLs Ratio-Gross อยู่ที่ร้อยละ 3.57 ลดลงจากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี&amp;nbsp; ผลจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ เท่ากับ 47,841 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 9.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง รวมถึงการลดลงของดอกเบี้ยเงินลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งส่งผลให้ NIM เท่ากับร้อยละ 2.52 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.8 จากการบริหารจัดการในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 44.28 ใกล้เคียงกับร้อยละ 44.45 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 5,055 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15.9 จากไตรมาสที่ผ่านมา จากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 1.8 แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะขยายตัวร้อยละ 1.1 จากสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดีและการบริหารต้นทุนทางการเงิน โดย NIM อยู่ที่ร้อยละ 2.51 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.55&amp;nbsp; ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0&amp;nbsp; จากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สินรอการขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.4 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลดลงร้อยละ 34.5 มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 8.0 มาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 6.4 เป็นผลจากในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง&amp;nbsp; ประกอบกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงจากดอกเบี้ยรับเงินลงทุนในตราสารหนี้ และรายได้จากการดำเนินงานอื่นที่ลดลง ทั้งนี้ ธนาคารบริหารต้นทุนทางการเงินประกอบกับสินเชื่อขยายตัวได้ดี ซึ่งช่วยลดผลกระทบดังกล่าว รวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายในการภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง ร้อยละ 4.4&amp;nbsp; ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 46.21 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 47.16 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ) ณ 30 กันยายน 2564 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 322,626 ล้านบาท และมีเงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 389,100 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 16.10 และร้อยละ 19.42 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้เศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 และการเปิดประเทศ แต่ในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง&amp;nbsp; ธนาคารจึงยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองในระดับสูง ติดตามสถานการณ์ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทันการณ์ ตรงกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp; ทั้งมาตรการลดภาระทางการเงิน การเสริมสภาพคล่อง และเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้ง Krungthai NEXT เป๋าตัง และถุงเงิน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม&amp;nbsp; โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกกลุ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120359</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, กรุงไทย, ผบประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120189</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 13:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยโต 1% ก่อนปีหน้าทะยาน 4.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว &amp;nbsp;1.0 % ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปีหน้า&amp;nbsp;ทั้งนี้ IMF &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 1.0% ในปี 2021 ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการเดิมเมื่อ ก.ค.2021 (2.1%) และคาดว่าจะขยายตัว 4.5% ในปี 2022 และจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% นอกจากนี้ยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับ 0.9% และ 1.3% ในปี 2021 และปี 2022 &amp;nbsp;ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุล 0.5% ของ GDP ในปี 2021 และกลับมาเกินดุล 2.1% ของ GDP ในปี 2022 ตามลำดับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน Krungthai COMPASS ระบุว่า มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับทิศทางของ IMF โดยระบุว่าคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 0.5% และ 3.9% ในปี 2021-2022 โดยมีมุมมองว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า จำนวนนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าไทยจะมีแผนการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2021 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากอัตราการติดเชื้อโควิด-19 รายวันของประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง ส่วนภาคส่งออก แม้จะฟื้นตัวได้แต่ยังมีปัจจัยลบที่เข้ามาชะลอการฟื้นตัว ทั้งต้นทุนวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิตและการขนส่งทางเรือที่สูงขึ้น รวมถึงเงินบาทที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางของไทยอาจต้องพิจารณา downside scenario ของการใช้ยุทธศาสตร์อยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น IMF คาดการณ์ว่าในระยะกลางเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวระหว่างปี 2023-2026 ที่ 3.5-4.0% แต่หากคำนึงถึงฉากทัศน์การอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่น ก็น่าจะทำให้การเติบโตของ GDP ของไทยในระยะกลางลดลงไปอีกราว 0.4 &amp;ndash; 1.0% (เทียบจากตัวเลขประเมินของกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา) อันเกิดจากการสูญเสียผลิตภาพของภาคธุรกิจในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ การว่างงานที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว และการจำกัดการเดินทาง และทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิดได้ช้าลงกว่าที่คาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาด ธปท.จะยังไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อของไทยที่ค่อนข้างน้อย จากความกังวลที่เศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) อันเกิดจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ล่าช้ากว่าการเร่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกนั้น Krungthai COMPASS มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่ากลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นระยะเวลานาน รวมถึงเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ในทุกภาคส่วน (K-shape recovery) โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่เผชิญแผลเป็นรุนแรงจาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤตโควิด-19 จนทำให้บางส่วนเสี่ยงที่จะว่างงานระยะยาว แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวขึ้นเพียงระยะสั้น เนื่องจากองค์ประกอบของตะกร้าเงินเฟ้อของไทยที่อิงจากราคาน้ำมันในตลาดโลกมีกลไกในการควบคุมเสถียรภาพด้านราคาพลังงานไม่ให้ผันผวนตามทิศทางตลาดโลกตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;พ.ศ.2562 ประกอบกับสัดส่วนสินค้านำเข้า (Import content) ที่อยู่ในระดับไม่สูงนักเมื่อเทียบกับสัดส่วนสินค้าส่งออก (Export content) ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผ่านมายังอัตราเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Krungthai COMPASS มองว่า มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจของไทย สะท้อนจากที่ IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2022 ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนหน้าค่อนข้างมากที่ระดับ 4.5% สอดคล้องกับ Krungthai COMPASS ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้เพียง 3.9% ซึ่งนั่นหมายความว่า รอยต่อของวัฏจักรเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากภาวะซบเซา (Stagnation) ไปสู่ระยะของฟื้นตัว (Recovery) ได้ล่าช้ากว่าเดิม ฉะนั้นแล้ว การเร่งอัดฉีดมาตรการทางการคลังตามการขยับขึ้นของเพดานหนี้สาธารณะ นอกจากจะช่วยพยุงการบริโภคในประเทศแล้ว ยังสร้างเสริมความเชื่อมั่นแก่ภาคการลงทุนอีกด้วย หนุนภาพเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ควรจะต้องมีมาตรการที่จะช่วยเร่งการปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจ และลด slack ของตลาดงาน เพื่อพยุงผลิตภาพของเศรษฐกิจที่อาจถูกกระทบจาก downside scenario ของการอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบโรคประจำถิ่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่ไม่สูง จะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ช้า และส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่เข้าถึงวัคซีนได้น้อย หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ประชากรบางส่วนมีความลังเลที่จะฉีดวัคซีน ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลง และมีอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation &amp;nbsp;ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตของการค้าของไทยกับประเทศกลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป จึงยังต้องติดตามทั้งความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและมาตรการพยุงเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการจ้างงานที่จะช่วยลด slack ของระบบเศรษฐกิจ ส่วนประเทศไทยเอง ควรมีมาตรการที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหรือส่งออกสินค้าไปที่กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไปในระยะสั้น-กลาง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120189</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, กรุงไทย, ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย (KTB), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e698418322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ต้องแลกเงิน &#039;KTB&#039; เปิดชำระเงิน &#039;ไทย-สิงคโปร์&#039; ด้วย QR Code  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย &amp;nbsp;เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการพัฒนาบริการ QR Cross-Border Payment &amp;nbsp;เพื่อให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการข้ามประเทศระหว่างไทยและสิงคโปร์ ผ่านระบบ QR Code เป็นธนาคารแรกในประเทศ &amp;nbsp;โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นธนาคารที่รับผิดชอบการชำระดุลธุรกรรมระหว่างประเทศ (Settlement Bank) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางประเทศสิงคโปร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระหว่างประเทศให้สามารถเชื่อมโยงภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค โดยพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จในการพัฒนา QR Code มาตรฐานในประเทศไทย เพื่อให้การชำระเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;สอดคล้องกับแผนงานด้านการชำระเงิน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 Ecosystem หลักที่ธนาคารมุ่งยกระดับการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การชำระเงินข้ามประเทศด้วย QR Cross-Border Payment &amp;nbsp;มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย สามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศสิงคโปร์ได้ง่าย เพียง สแกน QR Code ของ NETS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลรายใหญ่ครอบคลุมกว่า 80% ของร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศสิงคโปร์ ขณะที่ลูกค้าของธนาคารในสิงคโปร์ที่เข้าร่วมบริการเช่น DBS, UOB และ OCBC สามารถใช้แอปพลิเคชั่นของธนาคารนั้นๆ เพื่อสแกน QR Code มาตรฐานของประเทศไทย ในการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆในประเทศไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น และคุ้มค่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุดเมื่อเลือกชำระด้วย Krungthai Inter Wallet โดยเริ่มเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน นี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบริการด้านการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีความคุ้นชินกับการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code อยู่แล้ว จึงเชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติ และมีการเปิดประเทศมากขึ้น รวมทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัว จะส่งผลให้การใช้บริการ QR Cross-Border Payment ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ เป็นไปอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า และร้านค้าในการรับและจ่ายเงิน ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้ &amp;nbsp;นับเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117249</URL_LINK>
                <HASHTAG>QR Code, QR Cross-Border Payment, กรุงไทย, ผยง ศรีวณิช, ไทย-สิงคโปร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61480296b2e60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนใจออมเงิน ห้ามพลาด หุ้นกู้ &#039;CPFTH&#039;  นำร่องขายออนไลน์ ชูดอกเบี้ยสูงสุด 3.7% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ก.ย. 2564 บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CPFTH บริษัทย่อยของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF &amp;nbsp;เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ จำนวน 3 รุ่น มูลค่ารวมไม่เกิน 15,000 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี อายุ 8 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.18% ต่อปี และอายุ 12 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.70% ต่อปี ทั้งนี้หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A+ จาก ทริสเรทติ้ง โดยมีธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย คาดว่าจะเสนอขายภายในวันที่ 20 - 22 กันยายน 2564 นี้ ทั้งนี้เป็นการเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่ ครั้งแรกในประเทศไทยที่ทำรายการผ่านช่องทางออนไลน์หรือทางโทรศัพท์บันทึกเสียง 100% ไม่มีการจองซื้อผ่านสาขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;CPFTH เป็นหนึ่งในผู้นำในเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมรอบด้านและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพดำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพศาล จิระกิจเจริญ ประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน &amp;nbsp;CPF เปิดเผยว่า ธุรกิจของ CPFTH มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทให้ความสำคัญด้านประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และกระบวนการทำงาน รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยบริษัทมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิตัลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ บิ๊กดาต้า ตลอดจนระบบอัตโนมัติ มาใช้ในการยกระดับและเชื่อมโยงกระบวนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งช่วยทั้งประสิทธิภาพธุรกิจและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าพร้อมไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 บริษัทจึงได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย &amp;nbsp;ในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ผ่านระบบออนไลน์เพื่อความปลอดภัยของผู้สนใจการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ &amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของธนาคารกรุงไทย จึงได้รับความไว้วางใจจากบริษัทฯ ให้นำระบบจองซื้อหลักทรัพย์ออนไลน์ &amp;nbsp;&amp;ldquo;Money Connect by Krungthai&amp;rdquo; &amp;nbsp;มารองรับการเสนอขายหุ้นกู้ CPFTH สำหรับนักลงทุนรายใหญ่เป็นครั้งแรกของธนาคาร โดยผู้ลงทุนรายใหญ่สามารถจองซื้อและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ 100% โดยไม่มีการจองซื้อผ่านสาขาเพื่อลดการเดินทางและความเสี่ยงจากการระบาดของไวรัส COVID-19 โดยลูกค้าธนาคารสามารถจองซื้อหุ้นกู้ผ่านระบบจองซื้อหลักทรัพย์ออนไลน์ Money Connect by Krungthai บนแอปพลิเคชัน Krungthai Next หรือเว็ปไซต์ https://moneyconnect.krungthai.com/ ที่มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย &amp;nbsp;จองซื้อได้ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ธนาคารคาดว่าหุ้นกู้ CPFTH จะได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กร และศักยภาพการเติบโตของธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าธนาคารกสิกรไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของช่องทางออนไลน์ &amp;nbsp;สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ CPFTH ในครั้งนี้ เป็นการเปิดขายผ่านระบบออนไลน์และโทรศัพท์บันทึกเสียง 100% &amp;nbsp;โดยลูกค้าที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นกู้ CPFTH ได้ที่ เว็ปไซต์ www.kasikornbank.com/kmyinvest และชำระเงินผ่าน K PLUS ได้ตลอด 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง ทั้งนี้ธนาคารกสิกรไทยมั่นใจว่า หุ้นกู้ CPFTH จะเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนรายใหญ่และผู้ลงทุนสถาบันเหมือนเช่นที่ผ่านมา และปี 2564 ธนาคารกสิกรไทยขึ้นเป็นผู้นำด้านการจองซื้อหลักทรัพย์ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยสถิตินักลงทุนบุคคลที่จองซื้อหลักทรัพย์ผ่านเว็ปไซต์ K-My Invest มากกว่า 80%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116997</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPFTH, กรุงไทย, กสิกร, ขายออนไลน์, หุ้นกู้ CPF</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6143fb9a1adf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครั้งแรกในไทย หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง ลงทุน ‘4เทรนด์แห่งโลกอนาคต-ESG’ คุ้มครองเงินต้น100% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรุงไทย&amp;rdquo; เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตอบโจทย์การลงทุนแห่งอนาคต เปิดขายหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงรุ่นใหม่&amp;nbsp; &amp;ldquo;iSTOXX&amp;reg; Global Transformation IXGTRSND Index Linked Note&amp;rdquo;&amp;nbsp;มุ่งเน้นลงทุน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กระแสธุรกิจหลักที่เป็นเทรนด์อนาคต และดำเนินกิจการภายใต้หลักการ&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;เป็นครั้งแรกในประเทศไทย&amp;nbsp; ทั้งด้านเทคโนโลยีเชื่อมโยงโลก นวัตกรรมอุตสาหกรรม&amp;nbsp;4.0&amp;nbsp; พลังงานทดแทน และเฮลธ์แคร์ คงจุดเด่นคุ้มครองเงินต้น&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;สร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์&amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน&amp;nbsp; ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า&amp;nbsp; หลังจากธนาคารประสบความสำเร็จจากการออกเสนอขายหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงอ้างอิงดัชนีหุ้นกลุ่มธุรกิจ&amp;nbsp;Luxury&amp;nbsp;เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยลูกค้าให้การตอบรับเข้ามาจองซื้อเกินความคาดหมาย ทั้งลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่&amp;nbsp; ธนาคารจึงเร่งออกหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงรุ่นใหม่ &amp;ldquo;หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงกรุงไทย&amp;nbsp;iSTOXX&amp;reg; Global Transformation IXGTRSND Index Linked Note&amp;rdquo;&amp;nbsp;อายุ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp; เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนอ้างอิงดัชนีหุ้นทั่วโลก&amp;nbsp;iSTOXX&amp;reg;&amp;nbsp;ที่เลือกเฟ้นลงทุนในธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงแห่งโลกอนาคต และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;Verizon&amp;nbsp;ผู้ให้บริการ&amp;nbsp;5G&amp;nbsp;ยักษ์ใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;Pfizer&amp;nbsp;ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19&amp;nbsp; Gilead Sciences&amp;nbsp;ผู้ผลิตยา&amp;nbsp;Remdesivir&amp;nbsp;ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19&amp;nbsp;โดยชูจุดเด่นคุ้มครองเงินต้น&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;เมื่อถือจนครบกำหนด และทยอยจ่ายคืนเงินต้นแก่นักลงทุนทุกปีตลอดอายุ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี เสนอขายระหว่างวันที่&amp;nbsp;6-9&amp;nbsp;กันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้&amp;nbsp; โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีตัวเร่งคือ การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง&amp;nbsp; มีการใช้เทคโนโลยีและระบบออนไลน์มากขึ้น&amp;nbsp; ทั้งการช้อปปิ้ง การทำงาน การศึกษา และการรักษาพยาบาล&amp;nbsp; ทำให้กระแสแห่งโลกอนาคต&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กระแสหลักมีแนวโน้มในการเติบโตสูง ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.กระแสแห่งการเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน (Connected World)&amp;nbsp;ด้วยระบบ&amp;nbsp;5G, Cloud Computing, Video Gaming&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp;กระแสแห่งนวัตกรรมอุตสาหกรรม&amp;nbsp;4.0&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Internet of Things&amp;nbsp;ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน เช่น การใช้งาน&amp;nbsp;AI (Artificial Intelligence)&amp;nbsp;ในอุปกรณ์ต่างๆ แอพพลิเคชัน หรือโลกโซเชียลมีเดีย เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.&amp;nbsp;กระแสแห่งการเติบโตแบบยั่งยืน (Sustainable&amp;nbsp;Growth)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น การใช้พลังงานทดแทน รถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.&amp;nbsp;กระแสดูแลรักษาสุขภาพ (Better Healthcare)&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่ทุกคนในโลกให้ความสำคัญมากขึ้น&amp;nbsp; หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการคิดค้นวัคซีน การรักษาพยาบาล และการป้องกันโรค&amp;nbsp; เพื่อให้ประชากรโลกมีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่น&amp;nbsp;Biotech&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;Robotic Surgery&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก นำเราไปสู่โอกาสการลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ทำธุรกิจและได้อานิสงส์จาก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กระแสข้างต้น&amp;nbsp; ซึ่งหุ้นกู้อนุพันธ์แฝง&amp;nbsp;iSTOXX&amp;reg; Global Transformation IXGTRSND Index Linked Note&amp;nbsp;ตอบโจทย์ผู้ลงทุนในการสร้างผลตอบแทนจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยจุดเด่นคือ ให้ธนาคารกรุงไทยซึ่งมีอันดับเรตติ้ง&amp;nbsp;AA+&amp;nbsp;คุ้มครองเงินต้นให้&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;ทยอยจ่ายคืนเงินต้นให้ตลอดอายุ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115167</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์, หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612df2e2ca4b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039;ลุยตั้งสำรองระดับสูงป้องกันเศรษฐกิจขาลง โชว์กำไรไตรมาส 2 แตะ 6,011 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 ก.ค. 2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของลูกค้าประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยจึงใช้หลักการความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ( Expected credit loss) ในระดับสูง &amp;nbsp;โดยในช่วงไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงรักษาระดับการตั้งสำรองฯในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินการประจำไตรมาส 2/2564 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 16,616 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2564 จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว ซึ่งมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่ขยายตัวร้อยละ 5.3 จากไตรมาสที่ผ่านมา โดย NIM ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.55 จากร้อยละ 2.50 &amp;nbsp;ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับ ธนาคารบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว &amp;nbsp;ส่งผลค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.6 &amp;nbsp;โดย Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 42.41 ลดลงจากร้อยละ 44.25 &amp;nbsp;จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 6,011 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากไตรมาสที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2563 ธนาคารและบริษัทย่อย &amp;nbsp;มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ ลดลงร้อยละ 17.3 &amp;nbsp;จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว อีกทั้งการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 ลดลงร้อยละ 45.0 โดยพิจารณาถึง Coverage ratio ที่อยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการงวดครึ่งแรกของปี 2564 &amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ในระดับสูงจำนวน 16,154 ล้านบาท ส่งผลให้ &amp;nbsp;Coverage ratio ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 160.7 เทียบกับร้อยละ 147.3 &amp;nbsp;จากสิ้นปี 2563 &amp;nbsp; ด้านคุณภาพสินทรัพย์ &amp;nbsp;NPLs Ratio-Gross ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 3.54 จากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เท่ากับ 32,600 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;สาเหตุหลักมาจากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 9.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง จากอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ อย่างไรก็ตาม จากการที่ธนาคารมีการบริหารต้นทุนทางการเงินและสินเชื่อที่ขยายตัวได้ดี โดย NIM ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.53 จากร้อยละ 3.15 &amp;nbsp; ซึ่งรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงทำให้ Cost to Income ratio ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 43.33 &amp;nbsp;จากร้อยละ 40.74 &amp;nbsp;ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าธนาคารจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ลดลงได้ร้อยละ 3.5 &amp;nbsp;ส่งผลให้กำไรสุทธิ (ส่วนที่เป็นของธนาคาร) เท่ากับ 11,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ณ 30 มิถุนายน 2564 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 313,012 ล้านบาท และมีเงินกองทุนทั้งสิ้นเท่ากับ 378,887 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 15.99 และร้อยละ 19.35 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงตามลำดับ โดยในเดือนมีนาคม 2564 ธนาคารได้ออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิ ที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อผู้ลงทุนในต่างประเทศจำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้แข็งแกร่งมากขึ้น รองรับการเติบโตของธุรกิจธนาคารในอนาคต &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธนาคารได้ทำสัญญากับบมจ. บัตรกรุงไทย เพื่อขายหุ้นของบจ. กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่งในสัดส่วนร้อยละ 75.05 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธนาคารและบริษัทย่อยในการให้บริการผลิตภัณฑ์เช่าซื้อสำหรับลูกค้ารายย่อยอย่างครบวงจร
&amp;ldquo;ผลประกอบการของธนาคารที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่เศรษฐกิจในประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง และในระยะข้างหน้ายังต้องเผชิญความท้าทายจากแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ธนาคารจึงรักษาการตั้งสำรองในระดับสูง พร้อมติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด ไปพร้อมๆ กับการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลดภาระทางการเงินให้ลูกค้า ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกบี้ยให้ลูกค้า SMEs และรายย่อยเป็นเวลา 2 เดือน พร้อมมีอีก 7 มาตรการเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าธุรกิจทุกกลุ่มให้สามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110670</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, การตั้งสำรองหนี้, ผลประกอบการไตรมาส 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรุงไทย&#039; เปิดพักหนี้ 2 เดือน อ่านเงื่อนไขใช้สิทธิ ทั้งสินเชื่อบุคคล , อสังหา และ ธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.ค. 2564 นายเอกชัย เตชะวิริยะกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ธนาคารตระหนักถึงผลกระทบและความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และการยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ของทางการ จึงได้ออกมาตการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอสเอ็มอีและรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการนี้สำหรับลูกค้าธนาคาร ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในพื้นที่ควบคุมฯ และนอกพื้นที่ควบคุมฯ ที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ เริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป โดยหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด ทั้งนี้ มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยลูกค้าเอสเอ็มอี-รายย่อยที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของทางการ สามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ถึง 15 &amp;nbsp;สิงหาคม 2564 ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือ หน่วยงานที่ดูแลสินเชื่อของท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในครั้งนี้ เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังรุนแรง &amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงธนาคารยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคู่ค้าและพันธมิตรของลูกค้าตลอดจนห่วงโซ่ธุรกิจ โดยธนาคารยังมีมาตรการสำหรับลูกค้าบุคคล ลูกค้าผู้ประกอบการ SME และลูกค้าธุรกิจ เพื่อช่วยลูกค้าธนาคารให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ซึ่งมีทั้งหมด 7 มาตรการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;มาตรการลูกค้าบุคคล 3 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 &amp;nbsp;สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน &amp;nbsp;(สินเชื่อ Home for Cash, สินเชื่อ Home Easy Cash, สินเชื่อกรุงไทยบ้านให้เงิน) วงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ยบางส่วน สูงสุด 12 เดือน หรือ ขยายระยะเวลาโดยลดอัตราผ่อนชำระ สูงสุด 12 เดือน หรือ พักชำระเงินต้น โดยชำระเฉพาะดอกเบี้ย สูงสุด 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 สินเชื่อส่วนบุคคล วงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) ลดการผ่อนชำระค่างวดลง 30% นานสูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 3 &amp;nbsp;สินเชื่อวงเงินกู้แบบหมุนเวียน (Revolving Loan) ได้แก่ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ 5 Plus ปรับเป็นวงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) ได้นาน 48 งวด หรือตามความสามารถในการชำระหนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; มาตรการลูกค้าธุรกิจ 4 มาตรการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 1 มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2 ปีแรก ไม่เกิน 2% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี ไม่เกิน 5% ต่อปี) ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ได้รับยกเว้นดอกเบี้ย 6 เดือนแรก รวมทั้งได้รับการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นานสูงสุด 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 มาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ SME
&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกค้าที่มีสินเชื่อธุรกิจ วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาท &amp;nbsp;สำหรับสินเชื่อประเภท Term Loan &amp;nbsp;พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน หรือ ขยายเวลาชำระหนี้สูงสุด 24 เดือน สำหรับสินเชื่อประเภท P/N และTrade Finance &amp;nbsp;ขยายเวลาชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;middot; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกค้าที่มีสินเชื่อธุรกิจ วงเงินกู้ 20-500 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อประเภท Term Loan &amp;nbsp;พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน &amp;nbsp;สำหรับสินเชื่อประเภท P/N และTrade Finance &amp;nbsp;ขยายเวลาชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการที่ 3 มาตรการพักทรัพย์พักหนี้ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่มีศักยภาพและมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันให้สามารถลดภาระทางการเงินชั่วคราว ในช่วงที่รอให้ธุรกิจฟื้นตัว ด้วยวิธีการโอนทรัพย์ชําระหนี้และให้สิทธิซื้อทรัพย์คืนในอนาคต ในราคารับโอนบวกต้นทุนการถือครองทรัพย์ (Carrying Cost) 1 % ต่อปี บวกค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ที่ธนาคารจ่ายตามจริง หักค่าเช่าทรัพย์หลังตีโอนที่ลูกค้าชำระมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 4 โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง สำหรับลูกค้าธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกสถาบันการเงิน 50-500 ล้านบาท โดยพิจารณา ตามความสามารถและศักยภาพของลูกค้า เช่น ปรับลดการผ่อนชำระ ยืดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ ตลอดจนการเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้าที่มีแผนธุรกิจชัดเจนภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลูกค้าที่สนใจศึกษาข้อมูลมาตรการช่วยเหลือของธนาคารที่ www.krungthai.com/link/covid-19 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หน่วยงานที่ดูแลสินเชื่อของท่าน หรือ Krungthai Contact Center &amp;nbsp; &amp;nbsp; 02-111-1111&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109924</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทย, พักหนี้ 2 เดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606adfcc6fa79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
