<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 10:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 10:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039; ผุดไอเดียเปิดพื้นที่จังหวัดชายแดน ให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ค.64 - นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า&amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์ต้องหัดรับฟังเสียงของประชาชนและต้องฟังเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจ รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะ เมื่อฟังแล้วก็ต้องนำไปพิจารณาแก้ไข เพราะคนที่ลำบากที่สุดในขณะนี้คือ ประชาชน และภาคธุรกิจ ที่ต้องทนแบกภาระมากว่าปีแล้ว โครงการและนโยบายต่างๆ น่าจะต้องเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่ใช่ไปซ้ำเติมหรือไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ในโครงการ คนละครึ่ง รัฐกลับใช้โครงการนี้เป็นฐานข้อมูลในการเรียกเก็บภาษีกับร้านค้า ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกที่ถูกเวลา หากเป็นสถานการณ์ปกติ ในช่วงที่ผู้ประกอบการมีกำไร การเรียกเก็บภาษีถือเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ แต่ในภาวะวิกฤตขณะนี้ การเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่ง กลับเป็นเหมือนการซ้ำเติมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่แบกปัญหากันหนักมากอยู่แล้ว ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลใช้อะไรคิด ถึงได้ซ้ำเติมผู้ประกอบการแบบนี้ในภาวะเช่นนี้ นอกจากนี้ยังอยากขอให้พลเอกประยุทธ์ได้พิจารณาเปิดให้ประชาชนสั่งซื้อร้านอาหารในห้างได้โดยมีจุดรับส่ง เพื่อนำกลับบ้านเพื่อช่วยทั้งประชาชนให้มีทางเลือกในการซื้ออาหาร และร้านอาหารสามารถประคองตัวได้เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีการล็อกดาวน์นี้อีกนานขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ ภาคเอกชน โดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอถึงพลเอกประยุทธ์ ในการช่วยเหลือ SMEs ให้อยู่รอดซึ่งหากเป็นผู้นำที่เข้าใจเศรษฐกิจและมีความรู้ในภาคธุรกิจจริงๆ ก็ควรจะรับพิจารณาเพื่อดำเนินการ และอาจจะช่วยเหลือเพิ่มมากกว่า 4 ข้อ ที่เสนอมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนให้อยู่รอดในภาวะวิกฤตนี้&amp;nbsp;ในภาวะเช่นนี้ ทุกธุรกิจประสบปัญหากันหมด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษา และจัดลำดับความสำคัญ และหาทางแก้ไขให้เข้ากับพื้นที่ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการขนส่งชายแดน ที่จำเป็นต้องส่งสินค้าข้ามแดน มีปัญหาเรื่องที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และต้องตรวจไวรัสโควิดทุกครั้ง ค่าใช้จ่ายในการตรวจแต่ละครั้งประมาณ 3,000 บาท ถ้าต้องขน 10 คัน ก็ต้องจ่าย 30,000 บาท และการตรวจแต่ละครั้งใช้ได้แค่ 7 วันเท่านั้น และการขนส่งสามารถทำได้แค่ 1 รอบเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนที่สูงมาก ดังนั้นอยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาเป็น 14 วันได้หรือไม่ เพื่อช่วยธุรกิจที่ยังพอทำมาค้าขายได้ และช่วยสนับสนุนให้ประชาชนในบริเวณจังหวัดชายแดนได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบ เพราะธุรกิจเหล่านี้ ยังสามารถสร้างรายได้ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปัจจุบัน เงินดอลล่าร์สหรัฐ และเงินบาทไทย ขาดแคลนอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากในการซื้อขายสินค้าเพื่อการส่งออก &amp;nbsp;ทั้งนี้เพราะการค้าขายชายแดนระหว่างไทยและลาวลดลงอย่างมากในช่วงวิกฤตไวรัสโควิดนี้ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้เริ่มทำ Sandbox ในแต่ล่ะจุดแล้วไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ตหรือที่เกาะสมุย ด้งนั้นจึงควรพิจารณาทำ Sandbox ในจังหวัดชายแดนต่างๆ ด้วย ตามความพร้อม ก็น่าจะเป็นไปได้ &amp;nbsp;โดยน่าจะอนุญาตให้ประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว สามารถเดินทางข้ามประเทศเข้ามาได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยพิจารณาในแต่ละจังหวัดที่กับติดชายแดนและมีการค้าขายกันมาก ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ อาจจะไม่ทราบว่าคนลาวเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในจังหวัดหนองคายกันอย่างมาก จนยอดขายในห้างสรรพสินค้าและในห้างโมเดิร์นเทรดที่หนองคายมียอดขายติดอันดับของประเทศไทย การเปิดแซนด์บอกซ์ที่หนองคายจะช่วยส่งเสริมธุรกิจและเพิ่มการค้าขายได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤติโควิด พลเอกประยุทธ์ จะต้องศึกษาหาทางดูแลให้เศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้ด้วย ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำจะต้องออกจากทำเนียบและออกจากบ้าน แล้วมาทำความเข้าใจและเข้าถึงปัญหาของประชาชนและปัญหาของภาคธุรกิจในแต่ละพื้นที่และในแต่ละภาคส่วน ก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะยิ่งบานปลายไปมากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวว่า จังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดชายแดนที่มีการค้าขายมากกับประเทศเพื่อนบ้าน เศรษฐกิจของหนองคาย จึงขึ้นกับกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตัวเลขผู้ได้รับวัคซีนอ้างอิงตาม หมอพร้อม จังหวัดหนองคายมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนในวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 จำนวน 750 ราย รวมแล้วมีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนสะสมทั้งหมด 96,392 ราย คิดเป็น 15.37% เท่านั้น ในขณะที่ในกรุงเวียงจันทร์มีประชากรลาวที่ได้รับการฉีดวัคซีนในสัดส่วนที่มาก อีกทั้งยังได้รับการฉีดวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์ ที่มีคุณภาพดีกว่าวัคซีนที่ไทยใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นแล้วไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร&amp;nbsp;การฟื้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด ผู้นำจะต้องมีความรู้ความสามารถและจะต้องมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำก่อนและหลัง อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ หากผู้นำขาดทักษะในเรื่องนี้เศรษฐกิจไทยคงจะฟื้นได้ยาก และ พลเอกประยุทธ์น่าจะรู้ดีถึงข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องนี้ และไม่ควรจะดื้อรั้นอีกต่อไป ซึ่งจะสร้างปัญหาให้ประเทศมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, การเมือง, คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย, พรรคเพื่อไทย, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8e61cea98e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;ไล่บี้ &#039;ประยุทธ์&#039;ตอบในสภาฯ  ผิด 4 ประเด็นจวกบริหารเศรษฐกิจแย่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มิ.ย. 2564 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย เพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ตอบการอภิปรายเรื่อง พรก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ในสภาฯ ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ตำหนิฝ่านค้านอย่างรุนแรงทั้งที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะต้องติเตียนและท้วงติงรัฐบาล ทั้งนี้พลเอกประยุทธ์ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลเพิ่งจะล้มเหลวในการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่เศรษฐกิจกับไม่ดีขึ้น วัตซีนยังขาดแคลน และไม่มีวัคซีนให้เลือก ปล่อยให้เกิดการระบาดรอบใหม่ การที่จะมาขอกู้อีก 5 แสนล้านบาทจึงต้องถูกตำหนิอยู่แล้ว การแถลงของพลเอกประยุทธ์ยังแสดงความเข้าใจผิดในการบริหารของตัวเองที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงอยากจะชี้ให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์เข้าใจผิด 4 ประเด็นที่จะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในอนาคตดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การที่พลเอกประยุทธ์สร้างหนี้ให้กับประเทศจำนวนมากแต่ประเทศไม่ได้พัฒนา กู้เงินเพื่อมาแจกอย่างเดียว จนหลายฝ่ายเกรงว่าจะทำให้ประเทศล่มสลายได้ และหนี้สาธารณะจะพุ่งเกินกว่า 60% อย่างแน่นอน แต่พลเอกประยุทธ์กลับพูดว่า ตัวเองไม่ได้โง่ที่จะกู้เกินจนทำให้หนี้เกิน 60% ของจีดีพี โดยอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้เช็คกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังก่อน เพราะจากการแถลงข่าวของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพบว่า การใช้เงินกู้ 5 แสนล้านบาท การเก็บรายได้ขาดอีกประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท และ การกู้ชดเชยงบประมาณปี 65 อีก 7 แสนล้านบาท ซึ่งรวมกับหนี้สาธารณะเดิมแล้วอย่างไรก็เกิน 60% ไปมาก และพลเอกประยุทธ์ก็ไม่มีแนวทางที่จะทำให้หนี้ลดลงได้ ดังนั้นวันไหนที่หนี้สาธารณะเกิน 60% ของจีดีพี ก็จะทำให้ ประชาชนเข้าใจได้ว่า พลเอกประยุทธ์จะกลายเป็นการแสดงความโง่ตามคำพูด ซึ่งจะยิ่งทำให้ความมั่นใจของประเทศลดต่ำลง จากการมีผู้นำที่โง่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การที่พลเอกประยุทธ์อ้างว่ากำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้มองย้อนหลังตลอด 7 ปี พลเอกประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจประเทศได้ล้มเหลว เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำมาก มีแต่บริษัทเจ๊งและเลิกกิจการกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ต้องปิดตัวไปแล้วเป็นแสนแห่ง การส่งออกของไทยแทบไม่ขยายตัวเลยในรอบ 7 ปี สินค้าส่งออกหลักเช่น รถยนต์ ก็กำลังจะหายไปเพราะโลกเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้ากันแล้ว และ ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ก็ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนามกันเกือบหมด ธุรกิจใหม่ของไทยแทบไม่มีเลย แม้กระทั่งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่า ยูนิคอร์น ก็ไม่เกิดขึ้นในไทย ทั้งที่ประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพมีกันหมดแล้ว ดังนั้นถ้า 7 ปีแล้วยังสร้างอะไรไม่ได้มีแต่จะหายไป ต่อไปจะสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การที่พลเอกประยุทธ์ถาม ส.ส. ฝ่ายค้านในสภา เรื่องอนาคตว่ารู้จักไหม ซึ่งควรน่าจะต้องถามตัวเองมากกว่า เพราะดูเหมือนจะไม่เข้าใจคำว่าอนาคต เพราะถ้าล้มเหลวขนาดนี้ยังคิดว่าคือการสร้างอนาคต น่าจะเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง อยากให้พลเอกประยุทธ์ ได้อธิบายว่าอะไรที่จะเป็นอนาคตของประเทศไทย และทำไมคนหนุ่มสาวและคนฉลาดคนเก่งจำนวนมากถึงอยากย้ายออกไปอยู่ประเทศอื่นจนมีสมาชิกในกลุ่มเฟสบุ๊คเป็นล้านคนแล้ว ถ้าพลเอกประยุทธ์ยังไม่เข้าใจ ก็ยิ่งทำให้คนอยากย้ายออกไปอยู่ประเทศอื่นมากขึ้น เพราะหมดหวังกับประเทศที่มีผู้นำแบบนี้แล้ว อนาคตเห็นแต่ประเทศที่มีหนี้ท่วมแต่ไม่พัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การที่พลเอกประยุทธ์บอกว่าไม่เคยโกหกนี้ กลับน่าจะเป็นเรื่องโกหกครั้งใหญ่ เพราะหากจำกันได้พลเอกประยุทธ์ โกหกมาตลอดตั้งแต่ก่อนจะมีการปฏิวัติซึ่งพลเอกประยุทธ์เคยยืนยันเองว่าจะไม่ทำปฏิวัติ บอกจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งแต่กลับให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าวางแผนปฏิวัติไว้ล่วงหน้า 6 เดือนแล้ว บอกขอเวลาไม่นานแต่ใช้เวลากว่า 5 ปีกว่าจะมีเลือกตั้ง บอกว่าไม่ต้องใช้เสียง สว. เลือกนายกทั้งที่ต้องใช้อย่างต่ำ 375 เสียงเลือกนายกฯ บอกเศรษฐกิจไทยดีมาตลอดแต่ต้องปลดคนบริหารเศรษฐกิจออกหลายชุดเพราะล้มเหลวและคนจนเพิ่มขึ้นมาก และบอกจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ซึ่งถามว่าเรื่องเหล่านี้โกหกใช่หรือไม่ นอกจากจะโกหกเองแล้วยังปล่อยให้พรรคพวกโกหกด้วย จากคำพูดเหล่านี้เช่น มันคือแป้ง นาฬิกายืมเพื่อน ไม่ได้ไปเที่ยวผับทองหล่อ เป็นแค่หวัดธรรมดา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จริงๆยังมีอีกหลายประเด็นแต่ยกมาเฉพาะประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน ไม่อยากให้พลเอกประยุทธ์ พูดโดยไม่ได้พิจารณาให้ดี เพราะยิ่งจะให้ความเชื่อถือและความมั่นใจที่มีต่ำอยู่แล้วต้องลดต่ำลงอีก อยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ไปอ่านบทความ &amp;ldquo;Thailand&amp;#39;s long descent into economic darkness&amp;rdquo; ในสื่อหลักของญี่ปุ่น นิเคอิ เอเชีย ที่ระบุชัดเจนถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ์ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยด่ำดิ่งสู่ความมืดมิด ไม่เห็นแสงสว่างในปลายถ้ำ ขณะที่ทั้งโลกเห็นแสงสว่างกันแล้ว การที่เศรษฐกิจไทย จะไม่ฟื้นหลังวิกฤตการณ์ไวรัสโควิดจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ อยากให้ไปอ่านและพิจารณาตัวเอง หากยังไม่รู้ตัวจะยิ่งทำให้อนาคตของประเทศไทยมืดมิดมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106185</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, พรก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท, ส.ส. หนองคาย, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073aac559177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99237</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2021 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ติดคนรวยซวยคนจน&#039;ทุบเศรษฐกิจทรุด! ฝ่ายค้านโหนไล่&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 เม.ย. 64 - นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะยังคงหดตัวติดลบ ทั้งที่ไตรมาสแรกของปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยได้ติดลบแล้วถึง -1.8% แสดงถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นในปีนี้ต่างขยายตัวกันหมด ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจซ้ำซ้อนของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ อีกทั้งในไตรมาสสองนี้แทนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เพิ่มก็ต้องมาเจอกับการระบาดของไวรัสโควิดระลอก 3 ซึ่งทำท่าจะรุนแรงกว่า 2 ครั้งแรก และยังเป็นไวรัสสายพันธุ์อังกฤษทึ่ระบาดได้ง่ายกว่าเดิมถึง 1.7 เท่า ซึ่งจะให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะไม่สามารถจะฟื้นตัวได้อย่างที่คาดหมายอีก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่มีทางที่จะขยายตัวได้ 4 % ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คุยโวไว้เองก่อนหน้านี้ แถมเศรษฐกิจไทยยังจะขยายตัวได้ต่ำเตี้ย และอาจจะถึงขนาดติดลบอีกได้ ถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดของไวรัสโควิดครั้งใหม่นี้ได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่า การระบาดครั้งนี้ เกิดมาจากแหล่งสถานบันเทิงในเขตทองหล่อที่ประชาชนเชื่อกันว่าน่าจะผู้ใหญ่ในรัฐบาลระดับรัฐมนตรีและอาจมีบางคนที่เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปใช้บริการจนทำให้เกิดเป็นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ แต่คนที่เป็นข่าวต่างก็ได้ปฏิเสธ ทั้งที่มีคนออกมาเปิดเผยหลายคน รวมถึง ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายไปจากพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้ยืนยันว่าได้ไปสถานที่บันเทิงดังกล่าวพร้อมกับรัฐมนตรีด้วย ผลกระทบทำให้รัฐมนตรีกว่า 10 คนต้องกักตัว และ ส.ส. อีกเกือบร้อยคนก็ต้องกักตัวเช่นกัน ซึ่งทำให้การบริหารประเทศ และ ระบบนิติบัญญัติต้องหยุดชะงัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีนักการทูตระดับสูงของประเทศญี่ปุ่นที่มีข่าวว่าได้ติดไวรัสโควิดก็ยังออกมายอมรับเองว่าได้ติดไวรัสโควิดมาจากการไปสถานบันเทิงในบริเวณทองหล่อนี้ แต่ไม่ได้แจ้งว่าไปกับใครบ้าง ดังนั้น หากผู้ใหญ่ในรัฐบาลยังไม่ยอมสารภาพความจริงและต่อมาปรากฎภายหลังว่าได้มีการไปจริง จะทำให้เกิดความเสื่อมเสีย และเสียหายต่อความน่าเชื่อถืออย่างมาก โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ต้องดูแลเรื่องเศรษฐกิจทึ่ต้องการความน่าเชื่อถือในระดับสูง ซึ่งหากภายหลังพบว่ามีการไปจริง ทั้งที่เจ้าตัวปฏิเสธ จะทำให้หมดเครดิต ความน่าเชื่อถือจะไม่มีเหลืออีกต่อไป เพราะขนาดเรื่องแค่นี้ยังกล้าโกหก เรื่องอื่นๆ คงไม่มีใครเชื่อแล้วว่าจะไม่โกหกกันอีก การบริหารประเทศเพื่อฟื้นเศรษฐกิจคงจะทำได้ยากหรือน่าจะทำไม่ได้เลย โดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้แถลงข่าวอย่างมั่นใจมากว่า มีผู้ใหญ่ในรัฐบาลมากกว่า 1 คนไปสถานบันเทิงในเขตทองหล่อนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการแพร่กระจายไวรัส ขนาด นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบจริยธรรมนักการเมืองที่เป็นเข้าสถานบันเทิงนี้ และเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวว่า การระบาดครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็น ติดคนรวยซวยคนจน ได้ขยายตัวในวงกว้างกว่า 60 จังหวัดแล้ว และได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง ประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ลำบากกันอย่างมากอยู่แล้วต้องลำบากกันเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวที่หวังจะได้รายได้ช่วงสงกรานต์ต้องฝันสลาย เศรษฐกิจไทยที่หวังว่าไทยจะเปิดประเทศรับการท่องเที่ยว และเปิดรับธุรกิจ ต้องหมดหวังกันหมด และยังไม่รู้เลยว่าพลเอกประยุทธ์จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เมื่อไหร่ โดยหลังจากที่ถูกตำหนิเรื่องความล่าช้าและความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดหาและการกระจายการฉีดวัคซีน พลเอกประยุทธ์เพิ่งจะยอมประกาศให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนเองได้ ทั้งที่ควรอนุญาตก่อนหน้านี้นานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมากเพิ่มแล้วเพิ่มอีก แสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพและไร้ความสามารถของพลเอกประยุทธ์และรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ได้มีความสามารถเพียงพอในการบริหารประเทศไทยในภาวะวิกฤตินี่แล้ว ยิ่งบริหารต่อไปประเทศไทยจะยิ่งเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ และประชาชนจะยิ่งลำบากจนไม่สามารถจะทนกันได้อีกต่อไปได้แล้ว ดังนั้นจึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้สำนึกและเห็นสภาพความจริงที่ล้มเหลวอย่างมากในปัจจุบันและอย่าได้ดื้อรั้นพาประเทศลงเหวต่อไปอีกเลย น่าจะต้องหลีกทางให้กับคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศแทนได้แล้ว&amp;quot; ทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99237</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, บิ๊กตู่, พท., เศรษฐกิจ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210412/image_big_6073aac559177.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;อัด&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;คิดได้ไงจีดีพีติดลบน้อยบอกเป็นความสำเร็จ ย้ำอยากให้ศก.ฟื้นต้องเปลี่ยนประยุทธ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.2564 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคายและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน ให้สัมภาษณ์ว่า ภาพใหญ่ของประเทศไทยดีแล้วไม่มีอะไรเสีย เศรษฐกิจปี 2563 ที่ติดลบถึง 6.1% ต่ำสุดในรอบ 22 ปี คือความสำเร็จ และปีนี้จะขยายตัว 4% นั้น น่าจะเป็นความเพ้อฝันและแก้ตัวแบบข้างๆคูๆ และถ้านายสุพัฒนพงษ์คิดได้แค่นี้ ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ หรือเพียงพูดเพื่อต้องการขายฝันเพื่อเกาะเก้าอี้รักษาตำแหน่งไว้ หลังคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจทั้งหมดเพราะผลงานทางเศรษฐกิจล้มเหลวหนักยิ่งกว่าสมัยนายสมคิดที่ว่าล้มเหลวมากแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยจึงอยากอธิบายให้ประชาชนได้เห็นปัญหาภาพใหญ่ของประเทศไทยคือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดตลอด 6 ปี ตั้งแต่มีการปฏิวัติ การลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศหดหายไปเพราะขาดความเชื่อมั่น การส่งออกแทบไม่ขยายตัวเลย อีกทั้งสินค้าส่งออกของไทยเริ่มจะล้าสมัยเนื่องมาจากการขาดการลงทุนใหม่ๆมานาน รายได้ของประชาชนลดลง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนหายไป การท่องเที่ยวหดหาย การใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ มีการใช้งบประมาณจำนวนมากด้านการทหารและความมั่นคงซึ่งไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลคิดแต่แค่แจกเงินเพื่อประคองความนิยมและรักษาอำนาจ แต่ไม่ได้พัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แทบไม่มีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลยังกดขี่และกลั่นแกล้งผู้เห็นต่าง รัฐบาลไม่สร้างบรรยากาศส่งเสริมให้มีธุรกิจใหม่ๆโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ทางเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่า ยูนิคอร์น รัฐบาลไม่มีทิศทางว่าประเทศไทยจะเดินต่อไปอย่างไร ไทยจะอยู่ที่ไหนในแผนที่โลกทางด้านเศรษฐกิจ ภาพพจน์ไทยไม่ต่างจากประเทศพม่า ผู้นำขาดความรู้ความเข้าใจทางเศรษฐกิจและไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ขนาดยังเอาแอลกอฮอล์มาไล่ฉีดนักข่าวให้เป็นข่าวฉาวไปทั่วโลก เป็นต้น ซึ่งตรงข้ามกับที่นายสุพัฒนพงษ์พูดมาอย่างสิ้นเชิง และหากนายสุพัฒนพงษ์ยังคิดถึงปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะบริหารประเทศต่อไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การที่นายสุพัฒนพงษ์คิดว่าเศรษฐกิจไทยติดลบหนักถึง -6.1% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 22 ปี เป็นความสำเร็จเพราะติดลบน้อย เป็นความคิดที่แปลกประหลาดอย่างมาก เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาตลอด 6 ปี และมาติดลบหนักอีก จะบอกว่าเป็นผลงานได้อย่างไร คิดได้แค่แบบนี้เศรษฐกิจไทยคงไปไม่รอด จะตกตึก 10 ชั้น หรือ จะตกตึก 6 ชั้น ก็ตายเหมือนกัน คำถามอยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นขึ้นมาและเดินต่อไปได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พยายามขายฝันว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 4% ซึ่งก็ยังไม่เท่าที่ตกลงมาที่ -6.1% เลย และการขยายตัว 4% นี้จะเป็นไปได้ยาก หรือ แทบเป็นไปไม่ได้เลย เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกจะเป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าจะออกมาไม่ดีนัก อีกทั้งการคาดหวังนักลงทุนต่างประเทศที่จะมาลงทุนในไทยปีนี้ ยิ่งเป็นไปได้ยากมาก ขนาดก่อนหน้านี้ในสมัย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่มีบารมีมากกว่านายสุพัฒนพงษ์มาก และ เศรษฐกิจโลกยังดีและโลกยังไม่เจอวิกฤตไวรัสโควิด ก็ยังไม่มีใครมาลงทุนในไทยเลย แล้วนายสุพัฒนพงษ์จะมีปัญญาพาใครมาลงทุนได้ &amp;nbsp;การอ้างว่าความสะดวกในการทำธุรกิจดีขึ้นที่อันดับ 21 ก็ยังแย่กว่าสมัยรัฐบาลก่อนการปฏิวัติที่อยู่ที่อันดับ 18 และหลังจากการปฏิวัติทำความสะดวกในการทำธุรกิจของไทยหล่นหนักไปอยู่อันดับ 46 ในปี 2558 และหล่นลงอีกในปี 2559 ที่ลงไปอยู่ที่อันดับ 49 ก่อนจะค่อยๆฟื้นขึ้นมาได้ แต่ก็ยังไม่ถึงที่เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้นายสุพัฒนพงษ์ ในฐานะ รมว. พลังงาน ได้เข้าไปตรวจสอบการใช้เงินของกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มีการใช้เงินสะเปะสะปะ ให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กอ. รมน. และ ศอ. บต และยังจัดซื้อในราคาแพงมหาโหด แต่อุปกรณ์กลับใช้การไม่ได้ อีกทั้งยังมีการล่องหนด้วย นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ควรจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนเรื่องการทำโซลาร์เซลล์ 30,000 เมกกะวัตต์ของกองทัพบกด้วย เพราะปัจจุบันมีการผลิตไฟฟ้าล้นเกินอย่างมาก และการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยลดภาระของประชาชนที่กำลังลำบากกันอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่มาตลอดแล้วยังมาเจอวิกฤตไวรัสโควิดซ้ำเติม แสดงให้เห็นว่าปัญหาของประเทศไทยที่แท้จริง อยู่ที่ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ ที่ได้รับข่าวสารทางด้านลบในการบริหารและในการกระทำของพลเอกประยุทธ์มาโดยตลอดตั้งแต่หลังการปฏิวัติจนถึงปัจจุบัน หากจะสร้างความมั่นใจของประเทศไทยให้กลับมาได้ ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนผู้นำที่ต้องไม่ใช่พลเอกประยุทธ์อีกต่อไป และจะต้องแก้ไขไม่ให้มีรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจ ความมั่นใจจึงจะกลับมาได้ และเศรษฐกิจไทยถึงจะฟื้นและเดินหน้าต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96006</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604da39e32bcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91590</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หญิงหน่อยโผล่ ทวงแจกเงินสด เยียวยาสู้&#039;โควิด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เด็กเพื่อไทยสวมบทกูรูเศรษฐกิจ อ้างสื่อนอกอัด &amp;rdquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ทำเศรษฐกิจเตี้ยติดดินยาว 10 ปีแน่หากยังไม่รับแนวคิด คาดจีดีพีปี 64 อยู่ที่ 1.6-2.8% &amp;ldquo;หญิงหน่อย&amp;rdquo; ย้ำต้องแจกเงิน &amp;quot;ธนกร&amp;quot; ย้อนเกล็ดไปไล่เคลียร์ปัญหาภายในก่อนจุ้นเรื่องบริหารชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เร่งช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ให้ผ่านวิกฤติไวรัสโควิด-19 นี้ไปให้ได้ โดยปรับวงเงินทั้งหมด 9 แสนล้านบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มาช่วยเอสเอ็มอีทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยนำโครงการน้ำประปาฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ที่รัฐบาลเคยทำไว้กลับมาทำใหม่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนที่กำลังลำบากกันอย่างมาก&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าวและว่า ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ปรับกรอบคิดและคิดล่วงหน้าก่อนปัญหาจะเกิด แต่ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์รู้ตัวว่าขาดความรู้ความสามารถที่จะพัฒนากรอบคิดได้ ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งเพื่อถ่วงความเจริญของประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะจะทำให้ประเทศเสื่อมถอยต่อไปอีก 10 ปีตามคำเตือนของสื่อต่างประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรค พท. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรค ประเมินว่า ในปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะขยายอยู่ที่ 1.6-2.8% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2% เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกใหม่ถึงแม้จะกระทบระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่มากเท่าระลอกแรก เนื่องจากเป็นมาตรการกึ่งล็อกดาวน์และเจาะจงเป็นบางพื้นที่ แต่ต้องไม่มองข้ามภาวะของภาคเอกชน ภาคครัวเรือน และตลาดแรงงานที่เปราะบางกว่าช่วงก่อนการระบาดระลอกแรกมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 3 ล้านคน บนสมมติฐานว่าประเทศพัฒนาแล้วได้รับวัคซีนอย่างแพร่หลาย วัคซีนมีประสิทธิภาพ และภาครัฐไทยมีมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีน หากปัจจัยไม่เป็นไปตามปัจจัยข้างต้น มีแนวโน้มที่กรณีเลวร้ายไทยจะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลยในปี 2564&amp;rdquo; นายเผ่าภูมิกล่าวและว่า ศูนย์ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะไม่กลับไปยังระดับก่อนโควิด-19 ระบาดถึงแม้ปลายปี 2565 ก็ตาม&amp;nbsp;
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย &amp;nbsp;กล่าวระหว่างลงพื้นที่ชุมชนตรอกไผ่ บางเสาธง ว่า ข้อเรียกร้องเดิมยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล คือ 1.การเยียวยาด้วยเงินสดเป็นรายครอบครัว 2.การพักชำระหนี้ โดยเฉพาะหนี้กับรัฐ และ 3.เงินกู้ เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องกู้เงินนอกระบบซึ่งแพงมาก ไม่สามารถรับภาระไหวจนต้องปิดกิจการ ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีประมาณ &amp;nbsp;3 ล้านราย จ้างงาน 13 ล้านคน เชื่อว่าหากในไตรมาส 2 &amp;nbsp;ยังไม่มีเงินช่วยเหลือจะมีคนตกงานอีก 5-6 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวโต้ทีมเศรษฐกิจพรรค พท.ที่กล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ทำเศรษฐกิจทรุดต่อไปอีก 10 ปี ว่า พรรคเพื่อไทยเอาเวลาไปประสานรอยร้าวภายในพรรคก่อนจะดีกว่า เพราะหลังจากคุณหญิงสุดารัตน์ลาออกไป &amp;nbsp;ทำให้เกิดรอยร้าวในพรรคถึงขนาดนายพิชัย นริพทะพันธุ์ &amp;nbsp;รองหัวหน้าพรรค พท.ไม่เผาผีกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บอกหลายครั้งแล้วว่าเศรษฐกิจแย่เพราะผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งกระทบทั่วโลก พล.อ.ประยุทธ์ทำดีที่สุดแล้ว มาตรการเยียวยาต่างๆ ก็สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่ต้องใช้เวลา ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยหลายอย่างรัฐบาลก็ดูอยู่&amp;rdquo; นายธนกรระบุ พร้อมแจกแจงถึงมาตรการที่รัฐบาลได้ทำและได้ออกเป็นมาตรการไป ก่อนย้ำว่าข้อเสนออะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็รับฟัง แต่ไม่ใช่ค้านไปทุกเรื่อง &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรก็ผิดไปหมด คิดว่าไม่ถูกต้อง และอยากบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้วประเทศดีขึ้น ไม่ได้อยู่แบบถ่วงความเจริญปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนรัฐบาลในอดีต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91590</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, ธนกร วังบุญคงชนะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เผ่าภูมิ โรจนสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210131/image_big_6016bead65aec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายแค้นไม่เลิก ตามขยี้เยียวยา ผู้กระทบ&#039;โควิด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกนนำพรรคเพื่อไทยซัดรัฐบาลปล่อย ปชช.ถูกไวรัสโควิดรุมตามยถากรรม แถมฝุ่นพิษซ้ำเติม โวย &amp;nbsp;&amp;quot;นายกฯ-ครม.&amp;quot; ไม่ให้ความสำคัญมาตอบกระทู้เงินเยียวยา-กู้โควิด ชงเร่งปรับวงเงินทั้ง 9 แสนล้าน ช่วย SMEs ก่อนเจ๊งหมด &amp;quot;ลูกสาวชูวิทย์&amp;quot; ร่วมทีม &amp;quot;สร้างไทย&amp;quot; ลงพื้นที่ย่านลาดพร้าวช่วยชาวบ้าน &amp;quot;สุดารัตน์&amp;quot; วอนรัฐบาลเยียวยาผู้ยากไร้ทุกครอบครัว &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ลั่นหาก &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; แก้ปัญหาไม่ได้ก็ต้องออกไป เชื่ออีกไม่นาน ปชช.จะขับไล่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีค่าฝุ่นพิษทั่ว กทม.และปริมณฑล 33 พื้นที่อยู่ในขั้นวิกฤติหนักทะลุ 121 มคก./ลบ.ม.ว่า นอกจากรัฐบาลจะปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มหันตภัยโรคร้ายตามยถากรรม ในขณะที่ประชากรของประเทศเพื่อนบ้านทยอยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ในประเทศไทยยังคงต้องรอต่อไป ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่รัฐบาลประกาศให้การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.62 จนบัดนี้ล่วงเลยมาเกือบ 2 ปีเต็มแล้ว กลับไม่เห็นการแก้ไขอะไรที่เป็นรูปธรรม นอกจากปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จะไม่ได้หายไปแล้ว กลับมีปริมาณสูงขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนเหมือนตายผ่อนส่งเพราะต้องจำใจสูดอากาศพิษเข้าไปทุกวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากยังปล่อยให้ฝุ่นพิษมีปริมาณวิกฤติแบบนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าระหว่างการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กับปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 กรณีใดจะมากกว่ากัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเป็นรูปธรรมและรายงานผลให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง คุณภาพชีวิตของคนไทยทุกวันนี้ถูกโควิดรุม ฝุ่นพิษสุม หลายปัญหา ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการแนะนำให้ประชาชนอยู่บ้านเฉยๆ &amp;nbsp;สองสัปดาห์ และหากทำได้แค่นั้นร้อยนายกฯ ก็แก้ไม่ได้&amp;quot; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีการจ่ายเงินเยียวยาว่า จากการตั้งกระทู้ถามเรื่องนี้ในสภา นายกฯ ไม่มาตอบ ทั้งยังไม่ได้มีการมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบ ซึ่งเรื่องที่อยากถามคือ &amp;nbsp;ทำไมครั้งนี้จึงจ่ายเพียง 3,500 จำนวน 2 เดือน ขณะที่ครั้งที่แล้วให้ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน นอกจากนี้เรารู้สึกว่าการจ่ายเงินเหตุใดจึงมีความยากลำบาก ต้องจ่ายผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ และไม่จ่ายเป็นเงินสด คนไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือจะทำอย่างไร แล้วเหตุใดเงินประกันสังคมตามมาตรา 33 จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ รวมถึงข้าราชการก็ไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ที่ผ่านมาเงินกู้ที่ ครม.กู้มาเพื่อแก้ปัญหาโควิด ท่านเอาไปใช้อะไรบ้าง แล้วหมดหรือยัง เพราะยังไม่เห็นความคืบหน้าจากส่วนใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายครูมานิตย์กล่าวว่า การเยียวยาครั้งนี้ค่อนข้างสับสนพันกันไปมากับกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้รับการดูแลอีก เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ตนรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปสู่การอภิปรายต่อไป เมื่อนายกฯ และรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับสภา ตนจึงเสนอผ่านนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ... ว่าขอให้เพิ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ 6 เรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี อย่างน้อยต้องเคยผ่านการเป็น ส.ส.มา 1 สมัย เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญและเข้าใจการทำงานของสภา
ปรับวงเงิน 9 แสนล้านช่วย SME
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมฯ และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาช่วยเหลือ &amp;nbsp;SMEs ยังไม่เพียงพอ วงเงิน 5 แสนล้านบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ สามารถปล่อยกู้ได้เพียงกว่าแสนล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่ยังมี ธุรกิจ SMEs เดือดร้อนอีกเป็นจำนวนมาก โดยถือว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเพิ่งจะคิดแก้กฎระเบียบเพื่อผ่อนคลายการปล่อยกู้ให้ง่ายและสะดวกขึ้น เพื่อช่วยธุรกิจ SMEs ให้รอดได้ก่อนที่จะเจ๊งกันหมด ซึ่งต้องดูว่าจะช่วยธุรกิจใดบ้าง &amp;nbsp;ต้องพิจารณาว่าธุรกิจใดจะไปรอดหลังวิกฤตการณ์ไวรัสโควิดผ่านพ้นไปแล้ว อยากให้ปรึกษากับ ธปท.ในการปรับวงเงิน 4 แสนล้านบาทที่ ธปท.ตั้งไว้เพื่อซื้อพันธบัตรของเอกชน ให้มาปล่อยกู้ช่วยเหลือธุรกิจ SMEs เพิ่มขึ้น รวมเป็น 9 แสนล้านบาท เพราะวงเงิน 4 แสนล้านที่ตั้งใจซื้อพันธบัตรของเอกชนคงไม่ได้นำไปใช้ซื้อพันธบัตรของเอกชนแล้ว เพราะจะเป็นการช่วยเจ้าสัวและน่าจะผิดหลักการของ ธปท.เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎากล่าวอีกว่า อยากให้มีมาตรการช่วยการจ้างงานเพื่อแก้ไขเรื่องการว่างงานที่จะเป็นปัญหาใหญ่ การเร่งให้มีการฉีดวัคซีนประชาชนให้ครบโดยเร็ว เพื่อาภาคธุรกิจจะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องสำคัญ การดูแลค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างมาก การเจรจาเขตการค้าเสรีทั้งทวิภาคีและพหุภาคียังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยเฉพาะกับประเทศหลักหลายประเทศ การพัฒนาแพลตฟอร์มของระบบราชการ หรือ digitalization ระบบรายการ ก็ต้องเร่งทำเช่นกัน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสร้างไทย นายบำรุง รัตนะ อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำทีมคนรุ่นใหม่ อาสาสมัครกลุ่มสร้างไทยลงพื้นที่ชุมชนจันทราสุข ลาดพร้าว 87 เพื่อรับฟัง ปัญหาจากประชาชนคนตัวเล็ก และร่วมคิดร่วมแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากให้ประชาชน โดยที่มาในวันนี้ประกอบด้วย 1.นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยคอร์เนล และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 2.น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ นักวางแผนนโยบายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด 3.นายรณกาจ ชินสำราญ นักธุรกิจเจ้าของภัตตาคารมากุโระ 4.น.ส.ตระการตา กมลวิศิษฏ์ นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (บุตรสาวนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์) 5.น.ส.เกณิกา ตาปสนันทน์ เจ้าของธุรกิจ Bambinista Salon 6.น.ส.ณิชกมล บัวงาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในการออกเยี่ยมชุมชนครั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์พร้อมทีมอาสาได้ช่วยกันแจกข้าวสารที่กลุ่มสร้างไทยซื้อมาจากชาวนาที่ถูกกดราคาข้าวเปลือกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 6-7 บาท เป็นการช่วยชาวนาให้ขายข้าวได้ราคาแพงขึ้น และนำข้าวนั้นมาช่วยผู้ที่เดือดร้อนจากพิษโควิดในกรุงเทพฯ
แก้ปัญหาไม่ได้ ปชช.จะขับไล่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ปัญหาที่ประชาชนในชุมชนจันทราสุขร้องเรียนก็คือปัญหาปากท้อง ที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ก่อนโควิด จนมาถึงการระบาดรอบ 2 การเยียวยาไม่ทั่วถึง คนที่ยากลำบากกลับไม่ได้รับการเยียวยา หลายรายถึงกับบ่นว่ากำลังจะอดตาย บางครอบครัวตกงานทั้งบ้าน ทีมอาสาของกลุ่มสร้างไทยจะได้เข้ามาช่วยทำเรื่องการพัฒนาสินค้าชุมชน ทั้งด้านคุณภาพ การดีไซน์ ตลอดจนการขายออนไลน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากเอาใจช่วยรัฐบาลให้บริหารเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทมาสร้างเศรษฐกิจ ให้พลิกฟื้นเศรษฐกิจให้ได้ และให้ไปถึงคนที่เดือดร้อนจริงๆ และขอเสนอให้เยียวยาผู้ยากไร้ทุกครอบครัว โดยใช้ข้อมูลจากสำนักงานเขตหรือชุมชน ที่มีข้อมูลผู้มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อปีอยู่แล้ว ไม่ได้ให้เงินจำนวนมาก แต่จะทำให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงตัวเองได้ &amp;nbsp; ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที จึงอยากให้รัฐมีโครงการที่จะใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้จริง เพราะหากใช้ไม่ถูกจุดจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง&amp;quot; คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวในรายการพีซทอล์ก หัวข้อ &amp;quot;เมืองท่องเที่ยวร้าง เยียวยาเหลว อยู่ไปทำไม?&amp;quot; โดยระบุว่า สถานการณ์โควิด 19 ในรอบที่ 2 &amp;nbsp;นั้นกระทบมากกว่ารอบแรกทวีคูณ เพราะในรอบแรกพอจะมีเงินติดตัวกันอยู่บ้าง แต่ในรอบที่ 2 นั้นแทบไม่ทันตั้งหลัก &amp;nbsp;ตนได้พูดคุยกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งที่ภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ และอีกหลายๆ แห่ง ก็มีการอธิบายชัดเจนว่าคนไทยทยอยมาใช้บริการ กำลังที่จะลุกขึ้นยืนได้แม้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ทันทีที่เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในรอบที่ 2 นั้น พังพินาศย่อยยับไปกับตา หลายโรงเเรมขึ้นป้ายปิดกิจการ บางแห่งติดป้ายขายกิจการ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ท้ายที่สุดก็อยู่ในมือของนายทุนต่างชาติ ยกตัวอย่างถนนข้าวสาร สภาพปัจจุบันเหมือนกับป่าช้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากไม่สามารถฟื้นเมืองท่องเที่ยวที่ร้างอยู่ในขณะนี้ให้กลับมาสู่สถานการณ์ครึ่งหนึ่งของปกติ หรือ 30% ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ จะต้องทบทวนการจ่ายเยียวยาเป็นเงินสดให้ประชาชน เพื่อสร้างความสะดวกเกี่ยวกับการยังชีพ แต่ความที่รัฐไม่เข้าใจและไม่ยอมปรับตัว ขอเตือนไปยังรัฐบาลว่าความหายนะของแต่ละรัฐบาลไม่เคยพังด้วยเรื่องใหญ่ๆ และหากยังดึงดันก็เสมือนหาเรื่องฆ่าตัวตายเสียเอง &amp;nbsp;เมื่อทุกอย่างล้มเหลวตามลำดับ คำถามคือจะอยู่ต่อไปทำอะไร ความเป็นรัฐบาลหากแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้ ก็สิ้นสภาพความเป็นรัฐบาล หากมาเป็นผู้ปกครองประเทศนี้แล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ คุณควรออกไปเสีย ถ้าไม่ออก ประชาชนก็จะต้องลุกขึ้นมาขับไล่ และผมเชื่อว่าอีกไม่นาน&amp;quot; นายจตุพรกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กรณี &amp;quot;10 ความสุข ในยุคโควิด-19&amp;quot; จำนวน &amp;nbsp;1,136 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 15-22 ม.ค. พบว่าอันดับ 1 การมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ 86.92% อันดับ 2 ได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกับข้าวกินเอง 75.22% อันดับ 3 ไม่ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเร่งรีบ 56.10% อันดับ 4 ได้ออกกำลังกาย หันมาดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น 29.81% อันดับ 5 ปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ ได้พัฒนาทักษะเทคโนโลยี 13.46% อันดับ 6 ยังมีงานทำ ยังไม่ถูกเลิกจ้าง 13.08% อันดับ 7 &amp;nbsp;รถไม่ค่อยติด เดินทางสะดวก 10.44% อันดับ 8 บุคลากรทางการแพทย์ของไทยทำงานได้ดี 8.18% อันดับ 9 ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย &amp;nbsp;5.03% อันดับ 10 ทรัพยากรธรรมชาติได้พัก เป็นการฟื้นฟู 1.89%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90893</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, จตุพร พรหมพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210124/image_big_600d8b6a2d1cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่บี้คลังห้ามระบบล่ม เปิดลงทะเบียน&#039;เยียวยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; สั่งคลังตรวจสอบระบบ ห้ามสะดุดเมื่อคลอดมาตรการเยียวยาออกมา พร้อมสั่งหน่วยงานแจงตอบโต้เฟกนิวส์ ตามคาด &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; อัดนโยบายครึ่งๆ กลางๆ &amp;nbsp;ชงจ่าย 5 พัน 3 เดือนให้ประชาชน ส่วน 5 จังหวัดได้ 6 พัน &amp;nbsp;พ่วงแนะกองทัพชะลอสารพัดโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ม.ค. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมระบบรองรับการลงทะเบียนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งที่เพิ่ม 1 ล้านสิทธ์ และโครงการเราชนะที่เยียวยาประชาชน 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน โดยให้ดูความพร้อมของระบบเพื่อบริการประชาชน ลดช่องโหว่ต่างๆ ให้มากที่สุด พร้อมอธิบายชี้แจงวิธีการลงทะเบียนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึงทุกช่องทางการสื่อสาร เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจ ป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นายกฯ ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะจากสื่อออนไลน์ที่มีการส่งต่อข้อมูลเท็จเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ของรัฐ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด สับสน และขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้า รายละเอียดมาตรการต่างๆ จากการประกาศของหน่วยงานราชการ เลือกบริโภคข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และไม่ส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เช็กก่อนแชร์&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลีระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงมาตรการเยียวยาว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์คิดให้ครบกรอบ &amp;nbsp;อย่าได้คิดครึ่งๆ กลางๆ แล้วต้องมาตามแก้ หรือที่ถูกล้อเลียนว่าเป็นนโยบายทราบแล้วเปลี่ยน คือประกาศแล้วต้องมาเปลี่ยนตลอด ทำความสับสนและเพิ่มความลำบากให้ประชาชนมากขึ้น และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการเยียวยา 3,500 บาท 2 เดือนนั้น ไม่น่าจะเพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ เพราะเฉลี่ยแล้วเหลือเพียงวันละ 117 บาทเท่านั้น คราวที่แล้วเบากว่านี้ยังได้เดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน ซึ่งประชาชนก็ยังไม่พอเลี้ยงชีพ อีกทั้งหนี้ได้เพิ่มขึ้นอีกมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อยากเรียกร้องให้เยียวยาตามที่พรรค พท.เสนอคือ &amp;nbsp;5,000 บาท 3 เดือน โดยต้องแจกประชาชนที่ลำบากให้ทั่วถึง &amp;nbsp;และ 6,000 บาท 3 เดือน สำหรับ 5 จังหวัดที่ควบคุมเข้มข้น &amp;nbsp;โดยเชื่อว่ารัฐบาลมีเงินเพียงพอจะจ่ายอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎากล่าวว่า การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) นั้น อยากขอให้มีแผนงานชัดเจน และต้องมีปริมาณเงินที่เพียงพอด้วย เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีเดือดร้อนกันอย่างหนัก หากไม่ช่วยเหลือหรือช่วยเหลือไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ช่วยแบบเสียไม่ได้จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นต้องเลิกกิจการเป็นจำนวนมากตามข่าวที่ปรากฏเกือบทุกวัน และจะทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจมีอาชญากรรมตามมาอีกมาก จึงอยากให้รัฐบาลได้คิดให้ครบกรอบ และอยากให้คิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเยียวยา รวมทั้งการป้องกันไวรัสโควิดด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวตอบโต้นายกฤษฎาว่า การวิจารณ์มาตรการเยียวยาของรัฐบาลว่าไม่รอบคอบนั้น เป็นการวิจารณ์เหมือนปั้นน้ำเป็นตัว เพราะข้อเสนอแนะของเพื่อไทยที่เสนอมาก็ไม่รอบคอบ ไม่เท่าเทียม ไม่อยู่ในเหตุในผล &amp;nbsp;เสมือนว่าจำเขามาพูดมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ออกมา เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม ฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน ทั้งทีมแพทย์ ประชาชน และภาคธุรกิจ ไม่ได้เป็นนโยบายจากแดนไกลที่สั่งมาแล้วต้องทำตามโดยจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แบบที่บางพรรคมักถูกบุคคลอื่นครอบงำ&amp;rdquo; น.ส.ทิพานันระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท.กล่าวว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบนี้ถือว่าหนักกว่าปีที่แล้ว แต่กลับจ่ายเงินเยียวยาให้ประชาชนเดือนละ 3,500 บาท 2 เดือนเท่านั้น เมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาปีที่แล้วให้น้อยลง และยังบอกจะให้แค่ 28 จังหวัด แต่ในการจัดทำงบประมาณปี 2565 โดยเฉพาะงบของทั้ง 3 เหล่าทัพกลับมีโครงการสารพัด เมื่อนำงบประมาณที่สามารถชะลอได้ของทั้ง 3 เหล่าทัพมาคำนวณแล้วอยู่ที่ประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท หากเอาไปช่วยเหลือประชาชนคนละ 3,500 บาท คนละ 2 เดือน จะช่วยประชาชนได้อีก 5.43 ล้านคน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสร้างไทย และทีมงานลงพื้นที่ชุมชนพระเจน เขตปทุมวัน &amp;nbsp;กทม. เดินหน้าโครงการรวมพลังสู้ภัยโควิด และรับฟังปัญหาของชุมชนที่ไม่ได้รับการแก้ไข โดยระบุว่าการช่วยเหลือจากภาครัฐยังไม่เพียงพอ ทั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากประชาชน แต่เกิดจากความบกพร่องของผู้มีอำนาจ จึงตัดสินใจเดินหน้า โครงการรวมพลังสู้ภัยโควิด โดยการเดินแจกข้าวสาร เยี่ยมพี่น้องประชาชนภายในชุมชน ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;อย่างน้อยที่สุดจะได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาของรัฐบาลว่า ไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแต่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ โดยภาพรวมแล้วมาตรการเยียวยาประชาชนจากผลกระทบโควิดรอบใหม่ไม่เพียงพอ เพียงบรรเทาไปได้ช่วงสั้นๆ โจทย์ของรัฐบาลคือ ทำอย่างไรจะให้ ภาคส่งออก ภาคลงทุนขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งช่วยลดการเลิกจ้างรอบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90146</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา ตันเทอดทิตย์, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ทิพานัน ศิริชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสรณ์ ธรรมใจ, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210117/image_big_60043eb51139b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
